บทที่ 4 BAD GUY : CHAPTER 3 [100%]
BAD GUY
3
“พี่เนี่ยลามกสุดๆ เลยนะ”
“อะไรกันวะ บ่นฉันแต่เช้าเลยนะ เมียนะเมีย ไม่ใช่แม่”
“แฟนค่ะแฟน ไม่ใช่เมีย” พี่ฟีนิกซ์นั่งกอดอกอยู่ที่โต๊ะอาหารสุดหรูหราอลังการของเขา เช้านี้ฉันตื่นขึ้นมาเข้าครัวและจัดการทำอาหารเช้าง่ายๆ ให้เขากิน ครัวคอนโดของพี่ฟีนิกซ์มีเคาน์เตอร์ด้วยนะ และของกินในตู้เย็นขนาดใหญ่เท่าตู้เสื้อผ้าก็อัดแน่นไปด้วยของสด และเบียร์ที่พี่ฟีนิกซ์คงจะซื้อมาเป็นลังเลยมั้งแช่อยู่ เล่าต่อจากเมื่อคืนหน่อย พี่ฟีนิกซ์หื่นสุดๆ ให้ตายเหอะ ผู้ชายคนนั้นที่ฉันเห็นและภาคภูมิใจเมื่อห้าปีก่อน ใช่คนนี้จริงๆ เหรอ ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ พอเขาพูดกับฉันแบบนั้นเสร็จก็ลุกออกจากห้องไป แต่ก็หันมาพูดกับฉันที่กำลังมึนงงและตกใจกับของเขาอยู่
‘ช่วยตัวเองข้างนอกดีกว่า เดี๋ยวได้กลิ่นตัวเธอ แล้วจะอดใจไม่ไหว หึ’
เหอะ ลามกมากเลยว่าไหมล่ะ? แต่ทำไมฉันถึงมีความสุขจังนะ ไม่รู้สิแค่ได้อยู่ใกล้กับเขา มันก็คุ้มแล้วนะสำหรับฉันที่ตามหาเขามานาน
“มาแล้วข้าวต้มร้อนๆ”
“ทำอาหารเป็นด้วย กินได้เปล่าเนี่ย?”
“พี่ดูถูกหนูมากเลยนะพี่ฟีนิกซ์ ลองชิมก่อนค่อยว่ากัน” ใบหน้าหล่อคมของเขายกยิ้มที่มุมปาก และตักข้าวต้มเข้าปาก มองฉันด้วยสายตานิ่งๆ จนฉันประหม่ามากเลยนะ ก็ฉันเคยทำอาหารให้ตัวเองกินแค่คนเดียว ไม่เคยทำให้ใครกินเลยนะ พี่ฟีนิกซ์เนี่ยคนแรก
“เป็นไงบ้างพี่”
“อือ อร่อยดี”
“ฟู่ โล่งอก” ฉันนั่งลงตรงข้ามกับพี่เขาที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วย ว่าจะบอกเขาเรื่องไปทำงานที่ร้านพี่ไอติมต่อน่ะสิ ถึงยังไงฉันก็อยากจะทำงานอยู่นะ ไม่ได้ต้องการเป็นผู้หญิงเกาะผู้ชายกิน ทำงานหาเงินเองมันดีกว่านี่นา
“พี่ฟีนิกซ์ หนูขอทำงานที่ร้านพี่ไอติมต่อได้ไหม?”
“ทำไม ฉันให้เธออยู่สบายแล้วนะ ยังจะหาเรื่องไปทำอีก”
“ก็หนูไม่ได้อยากสบายนี่นา ที่สำคัญขอแค่ได้อยู่กับพี่หนูก็ดีใจมากแล้วนะ แต่เรื่องงานหนูขอทำได้ไหม พี่ไอติมไม่มีคนช่วยแน่เลย” พี่ฟีนิกซ์เหลือบสายตามามองฉันและก้มลงอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ จนฉันทำปากจู๋อย่างเซ็งๆ ให้ตายเหอะ ใครจะไปอยากสบายกัน ถึงยังไงฉันก็อยากจะทำงานเก็บเงินนะ ทำมาตั้งนานจู่ๆ จะให้มาออกแบบนี้ได้ไงเล่า
“พี่ฟีนิกซ์หนูทำงานมาทั้งชีวิตแล้วนะ หนูดิ้นรนตัวเองมานาน แล้วพี่จะมาให้หนูหยุดทำงานหาเงิน หนูทำไม่ได้หรอก ที่สำคัญหนูไม่อยากแบมือขอเงินพี่ใช้ไปตลอดนะ... เงินที่หามาได้มันคือความภาคภูมิใจของหนู”
“อืม เธอพูดมีเหตุผลนะ”
“จริงใช่ไหม พี่ให้หนูไปทำงานต่อเถอะนะๆ”
“ได้”
“จริงนะ”
“แต่ต้องมาอ้อนฉันก่อน” ฉันชะงักใบหน้าที่ยิ้มออกมาอย่างดีใจ ส่งสายตางุนงงไปมองเขาที่ยกยิ้มอย่างร้ายกาจ สายตาและรอยยิ้มของเขาเนี่ย มันน่าเสียวสันหลังชะมัด พี่ฟีนิกซ์วางหนังสือพิมพ์ลงและเอื้อมไปหยิบบุหรี่มาจุดสูบ ก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกฉันให้ไปหาเขา
“อ้อนอะไรอีกเล่า พี่นี่เจ้าเล่ห์จริงๆ เลยนะ”
“เจ้าเล่ห์อะไร แค่ให้แฟนตัวเองอ้อน เขาเรียกว่าเจ้าเล่ห์เหรอ”
“ชิ” ถึงจะว่าเขาแบบนั้น แต่ฉันก็ลุกขึ้นไปหาเขา พี่ฟีนิกซ์เงยหน้ามองฉันที่ทำหน้าหงุดหงิดใส่เขา ก่อนจะดึงฉันให้นั่งลงที่ตักแกร่ง มือหนาของเขาโอบเอวฉันไว้ ส่วนอีกข้างก็ยกขึ้นสูบบุหรี่
“อ้อนดิ รออะไร?”
“อ้อนยังไงเล่า หนูไม่เคยอ้อนใครเลยนะ”
“เฮ้อ เธอเนี่ยนะ... ก็อ้อนฉันแบบ พี่ฟีนิกซ์ขา ให้เนปจูนไปทำงานนะคะๆ หรือไม่ก็ ผัวขา ให้เมียไปทำงานนะคะ เดี๋ยวเมียจะตอบแทนให้ผัวทั้งคืน อะไรประมาณนี่ไง”
“ประโยคสุดท้ายของพี่เนี่ย ติดเรท 18+ มากเลยนะ”
“แล้วไงล่ะ ฉันชอบแบบนี้ เร็วๆ ไม่งั้นก็ไม่ต้องไป” ฉันถอนหายใจออกมา มองใบหน้าหล่อที่พ่นควันเหนือหัวฉันไป ก่อนจะสบสายตากับฉันอีกครั้ง แต่ทว่าเขากลับยิ้มออกมาจนฉันไปไม่เป็นเลยสักนิด
“แต่อย่าลืมใส่ท่าทางด้วยล่ะ แบบกอด หอมแก้ม หรือว่าจูบอะไรแบบนี้”
“พี่ฟีนิกซ์”
“ไม่รู้หรือไง ฉันเสพติดการกอด การจูบกับเธอไปแล้วนะ ยัยดาวเคราะห์น้อย” น้ำเสียงแหบพร่าของเขา ทำให้ฉันถึงกับหน้าร้อนผ่าวไปหมด เสพติดเลยเหรอ? แค่เป็นแฟนกันยังไม่ถึงสองวันเต็มเลยนะ พี่ฟีนิกซ์จะหื่นไปถึงไหนกันเนี่ย ริมฝีปากร้อนของเขาจูบมาที่แก้มฉัน ถ้ามันทำให้เขามีความสุข แค่นี้ถือว่าฉันทำได้อยู่แล้ว สบายมากๆ ฉันยกมือโอบกอดคอเขาและซบหน้าลงกับซอกคอเขาที่มีกลิ่นจากน้ำหอมของผู้ชายรู้สึกจะเป็นกลิ่นช็อคโกแลตด้วยนะ
“พี่ฟีนิกซ์ให้หนูไปทำงานนะๆ หนูสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี”
“ไม่เอา อ้อนน้อยไป”
“หือ แล้วจะเอายังไงเนี่ยก็คนไม่เคยอ้อนใครนี่”
“อ้อนด้วยคำพูดไม่ได้ ก็อ้อนด้วยการกระทำ ฉันชอบมากกว่าอ้อนด้วยคำพูดซะด้วยสิ หึ” ฉันเงยหน้าจากซอกคอพี่ฟีนิกซ์ที่จ้องมองฉันด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์และร้ายกาจ คนอะไรจะร้ายกาจได้ขนาดนี้นะ และไอ้ใบหน้าที่หล่อหยิ่งนี่อีกล่ะ ถึงแม้พี่ไอติมจะบอกว่าเขาดูหยิ่ง แต่ก็เฉพาะใบหน้าหรือเปล่า เพราะสำหรับฉันแล้ว พี่ฟีนิกซ์ก็แค่มีใบหน้าที่หล่อเกินมนุษย์ผู้ชายที่ฉันเคยเห็นมาก็เท่านั้น
“การกระทำอะไรของพี่ ไม่เอาหรอกนะ”
“เอาดิ อยากเอาด้วย”
“พี่ฟีนิกซ์”
“อะๆ ไม่แกล้งล่ะ หอมแก้มพอ ให้ไปทำงานเลย เพราะฉันก็บังคับเธอมากเกินไป เพิ่งจะเป็นแฟนได้แค่วันเดียวก็ห้ามเธอซะเยอะแยะไปหมด”
“ไม่ใช่นะพี่ฟีนิกซ์ หนูแค่ไม่อยากให้พี่ลำบากก็แค่นั้น เพราะที่พี่ให้หนูมันก็มากมาย ถึงขนาดทำให้หนู...”
“หือ ฉันให้อะไรเธอไป ทำไมพูดเหมือนว่าฉัน...”
จุ๊บ
ก่อนที่พี่ฟีนิกซ์จะถามอะไรฉันต่อ เพราะเริ่มจะจับคำพูดของฉันได้ ริมฝีปากของฉันก็จูบไปที่แก้มนุ่มของเขาอย่างแนบแน่น และผละออกมา ขืนให้เขาซักถามฉันมากกว่านี้ มีหวังฉันได้หลุดเรื่องอดีตให้เขาฟังแน่
“ใจร้อนจังนะ”
“ใช่ที่ไหนเล่า เอาเป็นว่าพี่อนุญาตแล้วนะ” ฉันมองพี่ฟีนิกซ์ที่พยักหน้ารับ ก่อนจะส่ายหน้าไปมา ฉันเองก็เขินนะที่ต้องจุ๊บแก้มเขาแบบนั้นอะ แต่จะทำยังไงได้เล่า สายตาของฉันเหลือบไปมองที่ต้นคอขวาของเขา ฉันสงสัยมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้วนะว่ารอยสักรูปนกกางปีกของเขามันคือนกอะไรกันแน่ ฉันเอื้อมมือไปแตะที่ซอกคอของเขา
“รอยสักพี่รูปนกอะไรเหรอ?”
“ให้ทาย”
“อืม นกอีแร้ง”
“มีตาหรือเปล่าเนี่ยยัยเตี้ย ดูยังไงว่ารอยสักรูปนกฉันคือนกอีแร้งวะ!”
“ก็หนูไม่รู้ พี่ให้หนูทายเองนะ จะมาโวยวายทำไมเนี่ย” พี่ฟีนิกซ์ออกอาการฉุนสุดๆ ที่ฉันบอกว่ารอยสักรูปนกของเขาคือนกอีแร้ง ก็ใครจะไปรู้กันเล่า ฉันก็เดาๆ ไปนั่นแหละ เป็นรูปนกกางปีกสยายสวยงาม และตรงนี้ล่ะที่ทำให้ฉันจดจำพี่เขาจนถึงเดี๋ยวนี้ ใบหน้าหล่อมองฉันอย่างหงุดหงิด
“รู้จักนกฟีนิกซ์หรือเปล่า?”
“นก... ฟีนิกซ์ ชื่อพี่น่ะเหรอ”
“อือ นกฟีนิกซ์ที่เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตัวหนึ่งภายใต้เทพแห่งไฟ ฟีนิกซ์เป็นสัตว์ที่นิสัยอ่อนโยน เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอมตะ มีชีวิตยั่งยืนนิรันดร์ เพราะสามารถฟื้นคืนชีพได้ด้วยตัวเอง”
“โห ประวัติดีจังเลย แต่หนูเชื่ออย่างหนึ่งนะ”
“อะไร?”
“ที่ว่านกฟีนิกซ์เป็นสัตว์อ่อนโยน หนูว่าพี่เป็นแบบนั้นจริงๆ นะ” ฉันมองใบหน้าหล่อที่มองฉันอย่างอึ้งนิดหน่อย ใช่ ความหมายของนกฟีนิกซ์คือเป็นสัตว์ที่นิสัยอ่อนโยน และพี่ฟีนิกซ์ก็เป็นแบบนั้นไง เหมือนตอนนั้น
“อ่อนโยน? ฉันเนี่ยนะ”
“อืม พี่น่ะอ่อนโยนนะ แต่พี่ไม่รู้ตัวเองหรอก”
“แหมรู้ดีจังนะ ขนาดตัวฉันเอง ฉันยังไม่รู้เลยว่าตัวเองหาความอ่อนโยนได้จากส่วนไหน?”
“ก็ไม่รู้ แต่หนูเชื่อตามความหมายนะ นกฟีนิกซ์คือนกที่อ่อนโยน และพี่ฟีนิกซ์ก็อ่อนโยน” ฉันยิ้มกว้างให้กับเขาที่จ้องมองฉัน จากที่มองด้วยสายตามึนงง กลับมองด้วยสายตาที่สงสัย จนฉันยกมือโบกไปมาที่หน้าของเขา
“เฮ้ พี่เป็นอะไรเหรอ?”
“แววตากับรอยยิ้มแบบนี้ เหมือนเคยเห็นที่ไหนนะ”
“เออ สงสัยจะเห็นของสาวๆ ที่พี่ควงบ่อยๆ ล่ะมั้ง ไม่มีอะไรแล้ว หนูขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ เดี๋ยวจะได้ไปทำงานที่ร้านพี่ไอติม”
“เดี๋ยวดิ...” พี่ฟีนิกซ์เรียกรั้งฉันเอาไว้ แต่มีเหรอว่าฉันจะหยุด ให้ตายเหอะ จู่ๆ จะเกิดมาจำอะไรได้ตอนนี้นะ ทั้งที่เขาน่าจะลืมและไม่จำฉันด้วยซ้ำ เพราะฉันไม่ได้มีค่าขนาดนั้นนี่นา ก็แค่คนที่พี่เขาเคยช่วยเหลือ แถมยังช่วยโดยไม่รู้ด้วยว่าตัวเองจะได้ผลตอบแทนไหม? ก็ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะไม่สนใจตามหาผู้มีพระคุณ แต่สำหรับฉันมันไม่ใช่ไง ฉันแต่งตัวด้วยชุดธรรมดาคือกางเกงยีนกับเสื้อยืดสีขาว ก่อนจะมัดผมสีดำยาวขึ้นไปเป็นมวย สะพายกระเป๋าเป้คู่ใจที่ตอนนี้มีสิ่งของบางอย่างที่ฉันรักมากที่สุดของเขาติดตามมาด้วย
“ฉันไปส่งแล้วกัน อาจจะกลับดึกด้วย เธอกลับเองได้เปล่า?”
“ได้ พี่ไม่ต้องห่วงนะ” ร่างสูงของพี่ฟีนิกซ์ที่แต่งตัวหล่อลาก เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำปลดกระดุมลงมาถึงสามเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งกับกางเกงยีนสีซีดขาดๆ ไม่รวมทรงผมสีดำสนิทที่ถูกเสยขึ้นไปอย่างไม่เป็นทรงด้วยนะ ให้ตายเหอะ จะหล่อไปไหนกันเนี่ยพ่อคุณ!
พี่ฟีนิกซ์มาส่งฉันที่ร้านพี่ไอติมด้วยรถบิ๊กไบค์คันใหญ่ของเขา ฉันซ้อนท้ายเขามาด้วยอาการเกร็งนิดหน่อย เพราะพี่เขาขับเร็วมาก เร็วจนฉันซบหน้าลงกับแผ่นหลัง กระทั่งฉันลงจากรถและถอดหมวกคืนให้เขาที่เปิดหน้าปัดหมวกกันน็อคมามองฉัน
“เลิกงานแล้วก็กลับเลยนะ อย่าเถลไถลที่ไหนล่ะ”
“รู้แล้ว พี่เองก็ขับรถระวังหน่อยนะ ขับเร็วแบบเมื่อกี้ หนูกลัว”
“ฉันมันระดับแล้ว ขับมานานไม่ต้องห้าม เข้าใจ” ฉันมองมือหนาที่วางมาที่ศีรษะ ก่อนจะยีผมฉันไปมาจนยุ่ง พี่ฟีนิกซ์ผละมือออกไปและขับรถไปตามทาง ทำให้ฉันมองตามอย่างเป็นห่วงนิดหน่อยกับการขับรถของเขา ฉันเดินเข้าไปในร้าน ซึ่งตอนนี้พี่ไอติมก็ยุ่งมาก แต่พอเห็นหน้าฉันก็ดีใจจนน้ำตาแทบเล็ด
“เนปจูน”
“หนูมาทำงานเหมือนเดิมแล้วค่ะ” ใบหน้าของพี่ไอติมก็ดีใจจนออกนอกหน้า ก่อนที่ฉันจะไปเตรียมตัวทำงาน ดีที่วันนี้คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่และฉันก็เล็งเค้กสตรอเบอร์รี่ลูกโตไว้ให้พี่ฟีนิกซ์แล้วด้วย อิอิ
“เนป มานั่งคุยกันหน่อยสิ พี่อยากเผือก”
“ค่ะๆ” พี่ไอติมจูงมือฉันมานั่งที่เก้าอี้ที่ตอนนี้ว่าง ก่อนจะมองหน้าฉันด้วยสีหน้าตั้งคำถามมากมายเลย ฉันได้แต่ยกมือกุมขมับตัวเอง และนึกคำพูดว่าควรจะบอกอะไรพี่ไอติมไป เพื่อไม่ให้พี่เขารู้ว่า ทุกอย่างที่ฉันทำมันเพราะอะไร?
-PHENIX TALK-
ผมขับรถมาถึงผับของตัวเอง ไม่ใช่ของผมคนเดียวหรอกนะ แต่เป็นหุ้นส่วนกับเพื่อนสองคนมากกว่า อย่างไอ้ริคและไอ้น็อค ผมก้าวขาลงจากรถบิ๊กไบค์คู่ใจ และหยิบบุหรี่ที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตมาจุดสูบ พลางเดินเข้าไปในร้านที่ตอนนี้พนักงานกำลังทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ ซึ่งผมก็เดินตรงไปที่ห้องวีไอพี หรือพูดง่ายๆ ก็คือห้องเฉพาะของผู้บริหาร ทันทีที่ผมเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นไอ้ริคกำลังนั่งเล่นเกมส์ Play Station 4 อยู่อย่างเมามัน ส่วนไอ้น็อคก็นอนเล่นอยู่ที่โซฟาโดยมีหนังสือแปลภาษาอังกฤษปิดหน้าอยู่
“ไงพวก”
“อ้าว มาแล้วเหรอไอ้ฟีนิกซ์ ไง เมียเด็กน่ารักดีนี่”
“เออ น่ารักจริงๆ นั่นแหละ”
“ร้ายกาจ แค่เจอกันครั้งเดียว ขอเป็นแฟนเฉยเลย ไวไฟชะมัด”
“กูคือใครไอ้ริค ฟีนิกซ์นะ ถ้าไม่ไวไฟก็ไม่ใช่กูอะดิ”
“เหอะ มึงเห็นใครก็ชอบไปหมดล่ะ ไอ้ฟาย” ไอ้ริคหันมามองค้อนผมและหันไปสนใจเกมส์ตัวเองต่อ ส่วนผมก็นั่งลงที่โซฟาโดยใช้มือเขี่ย Teen ของไอ้น็อคไป และก็ทำให้มันตื่นหยิบหนังสือออกจากหน้าตัวเอง
“มึงนี่ก็นอนจังเลยนะ ไปทำอะไรมาล่ะ ถึงได้เพลียแบบนี้”
“...”
“เงียบอีก เป็นอะไรของมึง?” ผมมองไอ้น็อคที่ลุกขึ้นนั่ง และปิดหนังสือลงอย่างแรงจนผมงุนงง ใบหน้าหล่อนิ่งของมันทำให้ผมไม่สบอารมณ์ทุกครั้งเลย ถึงแม้ว่าผมกับมันจะเคยมีเรื่องบางอย่างที่ต้องทำให้มองหน้ากันไม่ติดพักหนึ่ง แต่นั้นมันก็นานมาแล้ว ถึงตอนนี้ผมยังไม่เข้าใจเลยว่า ใบหน้าของมันต้องการสื่ออะไรกันแน่
“มึงคิดจะมีแฟนใหม่จริงๆ เหรอ”
“ก็กูมีไปแล้ว มึงจะทำไม?”
“มึงคิดจะทำอะไรกันแน่ไอ้ฟีนิกซ์”
“คิดอะไร ก็มีเมีย เอาเมีย... มึงอะไรของมึงวะไอ้น็อค” ผมเริ่มจะหงุดหงิดแล้วจริงๆ นะกับคำถามของมันที่กำกวมตั้งแต่ผมคบกับเนปจูนแล้ว เออมันอาจจะเร็วไปที่ผมคบกับยัยเด็กดาวเคราะห์น้อย แต่ผมก็ไม่รู้และไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ที่ทำไมตัวเองถึงได้อยากคบกับเด็กนั่นทั้งๆ ที่มีผู้หญิงมากมายมาให้ผมเลือกไม่ซ้ำ ใช่ผมคิดว่ามันอาจจะไม่พอใจที่ผมคบกันเนปจูนเร็วไปเพราะว่าเพิ่งจะเลิกกับแฟนเก่าไปไม่นาน
“มึงรักใบหม่อนหรือเปล่า?”
“...”
“ถ้ามึงยังรักใบหม่อน ทำไมมึงถึงทำแบบนี้”
“แล้วหม่อนล่ะ รักกูหรือเปล่า? ทำไมถึงเลิกกับกูไปแบบนั้นล่ะ” ไอ้น็อคมองหน้าผมที่ตอนนี้เริ่มจะคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้ว ปกติถ้าผมโมโหหรือโกรธ ผมจะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น จะโมโหฟาดงวงฟาดงาไปหมด แต่ตอนนี้ผมนิ่งมาก จนไอ้ริควางมือจากเกมส์และมองพวกผมสองคนอย่างนิ่งๆ
“ในเมื่อหม่อนมีใหม่ได้ ทำไมคนอย่างกูจะมีใหม่ไม่ได้”
“...”
“มึงอย่าลืมนะว่าหม่อนทิ้งกูไปเอง แล้วไงล่ะ กูต้องรอเธอกลับมางั้นเหรอ? แล้วถ้าเธอไม่กลับมาล่ะ”
“แล้วมึงรักน้องเขาหรือไง?”
“รักหรือไม่รัก กูก็คบกับเนปไปแล้ว กูไม่ยอมเสียเปรียบหรอกนะ หม่อนจะได้รู้ว่าคนอย่างกูก็มีใหม่ได้ ถ้าไม่มีเธอ” ผมกับไอ้น็อคมองหน้ากันอย่างนิ่งๆ มันไม่พอใจผมเรื่องนี้เองสินะ แต่ถึงได้บอกไงว่าผมกับมันเคยมีเรื่องกันมาก่อน ใช่ ระหว่างผม มันและใบหม่อน...
“เฮ้ย กูว่าพวกมึงหยุดทะเลาะกันเหอะว่ะ ไอ้น็อคมึงก็ปล่อยไอ้ฟีนิกซ์ไปเหอะ ตอนนี้มันทำใจเรื่องใบหม่อนได้แล้ว มึงน่าจะดีใจนะ ไม่ใช่มาทับถมมันแบบนี้”
“มึงไม่เข้าใจหรอกไอ้ริค พวกมึงสองคน ไม่เข้าใจหรอก”
“เออ กูมันไม่เคยเข้าใจอะไรหรอก ขนาดโดนทิ้งกูยังเป็นคนผิดเลย!”
“พอไอ้ฟีนิกซ์” ผมมองแผ่นหลังของไอ้น็อคที่เดินออกจากห้องไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด หันไปหยิบเหล้ามากระดกดื่มจนหมดขวด คนที่ผิดคือใบหม่อนนะที่ทิ้งผมไป แต่ทำไมไอ้น็อคมันถึงได้โทษผมล่ะ เออ เอาความจริงผมอาจจะมีส่วนผิดที่เป็นคนหยาบคาย โผงผาง และก็แบดบอยฟันหญิงไม่เลือกทั้งๆ ที่มีใบหม่อนอยู่แล้ว แต่แล้วยังไงสันดานผมมันเป็นแบบนี้ และผมก็พยายามปรับตัวเองเพื่อใบหม่อน แต่ถึงจะได้แค่นิดหน่อยก็ได้พยายามแล้ว ผลสุดท้ายเป็นยังไงล่ะ ผมก็เป็นฝ่ายที่ถูกทิ้งไง ทิ้งไปโดยที่เธอก็หายไปจากชีวิตของผม หลายเดือนที่ผมแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ ใช้ชีวิตอย่างกับคนตายมานาน กว่าจะเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง แล้วไง... ครั้งนี้ผมอยากจะมีใครสักคน และทำไมผมถึงมีไม่ได้ ทำไมผมจะต้องเป็นฝ่ายเสียใจงั้นเหรอ? ไม่มีทางหรอก คนอย่างฟีนิกซ์ไม่มีวันโดนเอาเปรียบ ในเมื่อเธอทิ้งผมไป ผมก็ไม่ยอมอยู่คนเดียวหรอก คนอย่างฟีนิกซ์ไม่เคยแพ้
“กูผิดตรงไหน กูมีเมียกูผิดเหรอ? แล้วทีเมียเก่าทิ้งกูไปล่ะ มันเคยว่าหรือเปล่า”
“เออ ช่างมันเหอะ มึงก็รู้ว่าไอ้น็อคมันเป็นคนยังไง...”
“มันไม่เคยสนใจกูหรอก มันสนใจแต่หม่อนคนเดียว เหอะขนาดเธอทิ้งกูไป มันยังเข้าข้างเธอเลย”
“มึงก็ลืมๆ ไปเหอะว่ะ กูรำคาญ ขี้เกียจมาเป็นกรรมการห้ามมวยของพวกมึงสองตัว”
“...”
“ในเมื่อมึงเลือกจะคบกับน้องเนปจูนแล้ว ก็ทำตามที่มึงอยากทำเหอะ สนใจอะไรกับคนอย่างไอ้น็อค” ไอ้ริคตบบ่าผมเบาๆ ก่อนจะนั่งลงข้างผมและเปิดเกมส์เล่นต่อ ส่วนผมก็ต่อบุหรี่จุดสูบอย่างเครียดๆ อุตส่าห์อารมณ์ดีแต่เช้า เสือกทำให้กูหงุดหงิดได้นะไอ้น็อค
“วันนี้กูว่าจะไปปาร์ตี้ที่คอนโดเรย์สักหน่อย”
“หือ? ไปทำไม แล้วเมียมึงอะ”
“กูก็ปล่อยให้นอนที่คอนโดไง”
“มึงยังไม่ได้เผด็จศึกเมียมึงเหรอ? เฮ้ย เป็นไปได้ คนอย่างมึงเนี่ยนะ” ผมมองไอ้ริคที่มองผมอย่างไม่เชื่อสายตา ใช่มันอาจจะงงนะที่คนอย่างผมยังไม่ได้ทำอะไรเนปจูน เอาเข้าจริงๆ ผมน่ะอยากจะเผด็จศึกยัยเด็กนั่นจะตายไป แต่เพราะอะไรก็ไม่รู้สิ แววตาและสีหน้าของเนปจูนมันทำให้ผมไม่อยากทำอะไรเธอตอนนี้ เฉพาะตอนนี้นะ เพราะตอนอื่นก็ไม่แน่
“เออ ก็ได้กอด ได้ลูบได้คลำก็โอเคล่ะ... มีเวลาเผด็จศึกนี่หว่าจะรีบทำไม”
“เหอะๆ ไม่น่าเชื่อ เพราะงั้นถึงได้จะไปหาหญิงอื่นแดก”
“เออ แต่คงต้องกลับไปที่คอนโดก่อน เดี๋ยวยัยดาวเคราะห์น้อยรอ”
“แหม พอหวานก็หวานนะมึง ว่าแต่น้องเขาเป็นไงบ้างอะ?” ไอ้ริคถามผมด้วยความสอดรู้สอดเห็น จนผมพ่นควันบุหรี่ออกจากปากเป็นรูปวงกลม
“ก็น่ารัก ดูดื้อรั้นแบบมึนๆ ดี กูชอบ... ที่สำคัญ”
“อะไร?”
“ยัยดาวเคราะห์น้อยมีอะไรปิดบังกูอยู่ว่ะ” ผมมองไอ้ริคที่หันหน้ามามองผมด้วยสีหน้ามึนงง ไม่ใช่เฉพาะมันหรอก ผมเองก็สงสัย แค่ชอบผมทำไมถึงต้องตามผมนานขนาดนั้นด้วยล่ะ ก็ถ้าคนที่ชอบไม่สนใจก็คงจะเลิกตามแล้วใช่ไหม? แต่กลับเนปจูนมันไม่ใช่ไง เธอตามผมมาสามเดือนโดยที่เธอไม่เคยเหนื่อยเลย ไหนจะการที่ผมขอเธอเป็นแฟน ทั้งๆ ที่รู้จักกันแค่ครั้งเดียว มีอีกหลายเรื่องที่อยู่ในตัวของเนปจูนที่ผมสงสัยมาตลอด แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่ายัยนั่นปิดบังอะไรผม
“กูต้องรู้ให้ได้ว่า เนปจูนมีอะไรปิดบังกูกันแน่”
-PHENIX TAKL END-
