บทที่ 4 บทที่ 3 บังเอิญเจอ
บทที่ 3 บังเอิญเจอ
01:00AM คอนโดมิเนียมหรู
กึก!
เสียงปลดล็อคประตูดังเบาๆพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่แทรกตัวเข้ามาในห้องพักหรูหราที่ออกแบบเอง จัดหาเฟอร์นิเจอร์เอง
เขาเดินตรงมาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น มืออีกข้างยังคงกุมบาดแผลไว้
"อุปกรณ์เย็บก็ไม่มีติดห้องไว้ด้วยสิ" เสียงเข้มพึมพำกับตัวเองก่อนที่เขาจะลุกขึ้นเดินมาหยิบกล่องยาแล้วเดินกลับมานั่งที่เดิม
"ดีนะที่เข้าไม่ลึกเท่าไหร่" เขาฉีกแขนเสื้อออกจนเห็นบาดแผลที่เกิดจากการต่อสู้เมื่อสามชั่วโมงกว่า จากนั้นก็ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ล้างรอบๆบริเวณแผลสด แล้วหยิบเอายาที่จัดใส่ถุงไว้เรียบร้อยขึ้นมา ใช้ปากฉีกแล้วเทลงปากกินแก้ปวด
"เป็นหมอก็ต้องรักษาตัวเองสินะ" ทัดเทพมองเข็มฉีดยาที่ตัวเองเพิ่งจะเตรียมไว้ ก่อนจะหายางมารัดต้นแขนแล้วฉีดยาให้ตัวเองเหมือนทุกครั้งที่บาดเจ็บ
"ยัยเด็กนั้นเป็นโรค Phobiaรึไง" (โฟเบีย โรคกลัวความรุนแรง) ทัดเทพพึมพำเสียงเบา หลังจากจัดการกับแผลตัวเองเรียบร้อยแล้ว เขาหยิบขวดยาขึ้นมาดูอีกครั้ง พร้อมล้มตัวลงนอนกับโซฟา
"กำลังอยากเจออยู่พอดีเลย แต่ฉันไม่คิดว่าจะเจอเธอในเหตุการณ์แบบนี้" เขาถอนหายใจแรงๆอย่างหน่ายๆ แล้ววางขวดยาลงไว้บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟา แล้วหยิบมือถือขึ้นมาเปิดภาพที่เคยถ่ายไว้เมื่อครั้งที่เจอยูริที่ผับ
"เด็กบ้าอะไรวะนมแม่งโคตรใหญ่! หึหึ" ทัดเทพหัวเราะกับความคิดทะลึ่งตัวเองก่อนที่เขาจะกดต่อสายหาใครบางคน
(ว่าไงวะ โทรมาทำเหี้ยไรตอนตีหนึ่ง) พายุกรอกเสียงหงุดหงิดกลับมา แต่คนฟังกลับยิ้มเยาะอย่างพอใจ
"เห็นมึงพยายามติดต่อกู กูเลยโทรกลับ" เขาตอบกลับเสียงอ่อน แต่คนปลายสายกลับจริงจัง
(กูโทรหามึงเป็นเดือนๆ หายเงียบเลยไอ้เวร แล้วนี่ยังไงคิดจะโทรมาก็โทรมา มึงนี่มันยังไงวะไอ้หมอเวร!)
"กูไปธุระมาไง แล้วมึงทำไมยังไม่นอนวะ?"
(กูกำลังป้อนนมภารันอยู่ ลูกตื่นช่วงนี้ประจำ ขอบตากูงี้ดำกว่าหมีแพนด้าอีก) พายุลากเสียงยาวแล้วพ่นลมหายใจออกหนักๆ
"ไว้พรุ่งนี้กูไปหานะ เออว่าแต่ไอ้เหี้ยนัทเป็นไงบ้างวะ"
(อยู่ดีสุขสบายดี วันๆมันก็บ่นหามึงอยู่เรื่อยแหละ เดี๋ยวแม่งธุรกิจมันรุ่งเว้ย) ทัดเทพยิ้มกริ่ม อย่างน้อยๆเขาเจอเรื่องแย่ๆมาก็ยังมีเพื่อนรักทั้งสองที่เป็นห่วงถามสารทุกข์สุขดิบเขา
"เออๆ เอาไว้เจอกันพรุ่งนี้แล้วกันนะ ฝากหอมแก้มภารันด้วย" ว่าจบทัดเทพก็กดวางสายไปทันที ความเงียบเริ่มปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงหายใจที่เริ่มแผ่วลงเกือบไม่ได้ยิน ทัดเทพผล็อยหลับไปทั้งที่เขายังอยู่บนโซฟาและมือถือยังเปิดภาพเขาและยูริเปิดค้างไว้อยู่
ในเวลาเดียวกับ เด็กสาวเจ้าของใบหน้าหวานยังคงนั่งคุดคู้กอดตัวเองร้องไห้จนร่างกายสั่นสะท้านอย่างหนัก ยูริปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาไม่หยุด ด้วยความกลัว
"อึก....ฮือ~" ยิ่งเงียบความกลัวยิ่งครอบงำเธอ รอยช้ำที่เนินอกที่เกิดจากการถูกชายหนุ่มกระชากคอเสื้อจนยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดและหวาดกลัวให้เธอ ก่อนที่ความเหนื่อยล้าจากการร้องไห้จะทำให้เธอหลับไปในที่สุด
@เช้าวันต่อมา 06:30AM
"ป๊า..วันนี้หนูขอหยุดเรียนนะคะ วันนี้รู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไหร่" ยูริเดินเอื่อยๆเข้ามานั่งลงเก้าอี้ว่างข้างๆพ่อของเธอ มือบางหยิบช้อนตักข้าวต้มร้อนๆใส่ปากทั้งที่มันยังร้อน
"อื้อ!! ร้อน.." สุเมธมองภาพตรงหน้าด้วยความงง เขาลุกขึ้นแล้วเดินมายืนซ้อนด้านหลังยูริ มือหนาหยาบลูบผมลูกสาวเบาๆด้วยความเป็นห่วง นานแล้วที่เขาไม่เห็นเธอเป็นแบบนี้
"เป็นอะไรเล่าให้ป๊าฟังได้ไหม...ลูกไม่เคยใจลอยขนาดนี้นะยู" เด็กสาววางช้อนในมือลงแล้วนั่งคู้ไหล่ลง มือบางบีบแน่น
"ไม่มีอะไรค่ะ ป๊าไปส่งแม่ทำงานเถอะ" เธอประคองน้ำเสียงให้ปกติที่สุดแล้วเงยหน้ามาฉีกยิ้มหวานให้พ่อ ทั้งที่แววตายังเศร้าจนสุเมธจับสังเกตได้
"งั้นอยู่บ้านไปก่อนนะ เดี๋ยวป๊ากลับมา" เขามองลูกสาวด้วยความห่วง แต่ก็มีหน้าที่ต้องไปสงภรรยาไปทำงาน
"ฝากจุ๊บแก้มคุณแม่ด้วยนะคะ" สุเมธยิ้มน้อยๆรับคำลูกสาวแล้วเดินออกไป ทันทีที่ไร้ร่างของพ่อเธอก็ปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาอย่างสุดจะกลั้น
ครืด~ ครืด~
เสียงมือถือเครื่องหรูแผดเสียงร้องดัง ทำให้ยูริหลุดออกจากภวังค์ เธอปาดเช็ดน้ำตาออกจากพวงแก้มแดงระเรื่อลวกๆ แล้วกดรับสายเมื่อเห็นว่าเป็นสายฟ้าที่โทรเข้ามา
"ว่าไงจ้ะ"
(ยู..วันนี้ทำไมยังไม่เห็นยูมาเลย เรารออยู่ที่เดิมนะ)
"อ่อ..ลืมเลยวันนี้เราหยุดเรียนนะ วันนี้รู้สึกไม่สบายอ่ะสายฟ้า" โกหกเพื่อนคำโตพร้อมกับจะกดวางสาย แต่เสียงหวานสดใสของสายฟ้าก็ดังเล็ดลอดออกมาจากลำโพง
(ยูโอเคไหม...เราเป็นห่วงนะ เอาไว้ตอนบ่ายเราไปรับยูนะคะ จุ๊บ~) ความน่ารักสดใสของสายฟ้าทำให้เธอหลุดยิ้มออกมาง่ายดาย เธอตอบรับเบาๆในลำคอแล้ววางสายไป
เมื่อนั่งอยู่คนเดียวความเงียบขรึมก็ทำให้สมองเธอเริ่มประมวลภาพเหตุการณ์เมื่อคืนอีกครั้ง ยูริขมวดคิ้วเมื่อเธอนึกได้ว่าชายหนุ่มคนเมื่อคืนคือคนๆเดียวกันที่นั่งดื่มเหล้าอยู่หน้าบาร์
"เขาเป็นใครกัน...ทำไมถึงได้มาช่วยเราแถมยังตามมาส่งที่บ้านอีก" เธอขมวดคิ้วยุ่งตั้งคำถามกับตัวเองเอง ก่อนจะสะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกจากสมอง
"แต่ถึงยังไงเราก็เป็นหนี้บุญคุณเขาอยู่ดี..เอาไว้หนูจะเลี้ยงขอบคุณนะคะ" เธอพึมพำเบาๆแล้วตั้งใจกินข้าวต้มให้หมดถ้วยเพื่อที่จะได้กินยาแล้วไปนอนพักผ่อนต่อ
