บทที่ 2 ไอ้วุฒิ

เสียงฝีเท้าหนักเดินย่ำด้วยย่างก้าวที่มั่นคง รองเท้าหนังเกรดคุณภาพมันเงาสะท้อนแสงไฟสีเหลืองนวลภายในคฤหาสน์หลังโตที่ถูกสร้างแยกห่างออกมาจากไร่องุ่นธาดาอยู่พอสมควร เสื้อสูทเนื้อดีถูกยื่นให้คนงานที่ยื่นมือรอรับเอาไว้ สายตาคมกวาดมองไปรอบ ๆ บ้าน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น ลิ้นหนาดุนกระพุ้งแก้มอย่างหงุดหงิด เขาสั่งให้คนไปตามวุฒิลูกน้องคนสนิทตั้งนานจนป่านนี้แล้วก็ยังไม่มา

“ไอ้วุฒิอยู่ไหน” เสียงทุ้มเอ่ยถามหนึ่งในคนงานที่มีหน้าที่มาคอยทำความสะอาดในคฤหาสน์หลังนี้ เขาไม่ชอบความวุ่นวายหรือเสียงจ้อกแจ้กจอแจของผู้หญิง คนงานในไร่ส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ชายร่างกายกำยำเสียมากกว่า ไม่เว้นแม้กระทั่งคนรับในคฤหาสน์ก็ยังคงเป็นชายล้วน

“ผมให้คนไปตามแล้วครับ พี่วุฒิแกน่าจะอยู่ท้ายไร่” น้ำเสียงนอบน้อมเอ่ยตอบ

“แล้วมันไปทำอะไรที่ท้ายไร่”

“อ้อ แกก็คงจะไป…”

“มาแล้วครับเสี่ย” เสียงตะโกนโวยวายแทรกขึ้นมา วุฒิรีบเดินตรงมาหาผู้เป็นนายเหนือหัวที่แม้จะอายุน้อยกว่าเขาอยู่หลายปี แต่ตัวเขานั้นเคารพเถิดทูนเหนือสิ่งอื่นใด

“กูไม่อยู่ตั้งเกือบสองอาทิตย์ มึงได้ผู้ช่วยหรือยัง”

“เอ่อ ได้แล้วครับ” ท่าทีอึกอักสร้างความสงสัยให้ร่างสูงได้ไม่น้อย

“อืม แล้วนี่มีอะไรให้กูกินไหม” วิศวัตติ์เอ่ยถาม ปัญหาเรื่องโรคระบาดลุกลามในไร่องุ่นที่จังหวัดเลยจัดการได้เร็วกว่าที่คิดเพราะเป็นเพียงแค่ราน้ำค้างบนใบเท่านั้น ยังพอควบคุมและจัดการได้ เขาจึงได้กลับมาเร็วกว่าที่คิด

“เอ่อ คือว่า พ่อครัวลาหยุดน่ะครับ ผมไม่คิดว่าเสี่ยจะกลับมาเร็วเลยไม่ได้เตรียมอาหารเอาไว้ให้” วุฒิอ้อมแอ้มตอบ ก็ไอ้พ่อครัวตัวดีมันดันติดสาวจนแอบอู้เสียงานเสียการ แต่ถ้าขืนบอกความจริงไปมีหวังคงโดนไล่ออกแน่

“แต่เรามีกับข้าวนะพี่วุฒิ” พลคนสวนเอ่ยแทรกออกมา

“แล้วไหนมึงว่าไม่มี” เรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหา ใบหน้าคมคร้ามหันมายังวุฒิ

“เอ่อ..” กับข้าวอะไรของมันวะ วุฒิคิดทบทวนอยู่ในใจ ก็ไม่มีนี่หว่า

“ก็อาหารที่คุณอะ..” พลกำลังจะเอ่ยถึงอาหารที่คุณเอลคนสวยขาของเขาทำ แต่กลับถูกพูดขัดเสียอย่างนั้น

“เอ้อออ มีจริงด้วยครับ เสี่ยนั่งก่อนเลยครับ เดี๋ยวผมไปเอามาให้ พอดีคนงานท้ายไร่ทำเอาไว้ รสชาติดีเลย เสี่ยน่าจะชอบ” วุฒิผายมือเชิญให้วิศวัตติ์เดินตรงไปยังห้องรับประทานอาหาร แขนแกร่งรวบกอดคอพลออกมาด้วย ขืนให้ยืนพล่ามอยู่ตรงนี้ ความลับที่เฝ้าเก็บงำมาเกือบ 2 สัปดาห์คงได้แตกวันนี้นี่แหละ

วุฒิเดินออกมานอกคฤหาสน์ก่อนจะกดโทรศัพท์ต่อสายตรงหาชาติที่น่าจะยังรั้งรออยู่ในครัวท้ายไร่ รอสายอยู่ไม่นานคนในสายก็ขานรับกลับมา

(“ว่าไงพี่”) เสียงเคี้ยวอาหารเสียจนเต็มปากดังแทรกมาจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์

“มึงตักกับข้าวมาให้ที่บ้านใหญ่หน่อย 1 ชุด”

(“ใครจะกินอะพี่ อยากกินทำไมไม่มากินที่ท้ายไร่เองอะ”) ชาติเอ่ยทักท้วง คนอื่นที่อยากกินฝีมือคุณเอลก็มากินที่ท้ายไร่กันหมด และมันคือใครทำไมเข้าต้องหอบหิ้วเอาไปประเคนถึงที่ด้วย

“เสี่ยจะกิน ไอ้ย้งพี่มึงมันติดหญิงจนไม่มาทำงาน หรือมึงจะให้กูฟ้องเสี่ย พี่มึงจะได้ถูกไล่ออก”

(“แหม ใจเย็น ๆ สิพี่ เดี๋ยวผมรีบเอาไปให้เดี๋ยวนี้เลย ไม่เกิน 15 นาทีหรอก”)

“เออ รีบมา เสี่ยหิว” สั่งเสียเสร็จสรรพก็กดวางสายไปทันที ร่างหนาหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้านก็ต้องชะงักเท้าเมื่อเห็นเสี่ยดีนเดินออกมาจนถึงหน้าบ้านเสียแล้ว

“เสี่ยจะไปไหนครับ ไม่รอกินข้าวก่อนเหรอ”

“กูว่าจะไปแปลงทดลองสักหน่อย แล้วเดี๋ยวค่อยแวะกินข้าวตรงท้ายไร่ทีเดียวเลย” นาฬิกาเรือนหรูถูกยกขึ้นมาดูเวลา อีกไม่นานก็ใกล้หมดเวลาพักทานข้าวแล้ว เขาจะไปดูเสียหน่อยว่าช่วงที่เขาไม่อยู่คนงานที่นี่แอบละเลยหน้าที่กันหรือเปล่า

“อ๋อครับ เชิญครับ” วุฒิพยักหน้าตอบรับ ก่อนที่จะมองตามแผ่นหลังกว้างที่สตาร์ทรถแล้วขับออกไปด้วยความเร็ว แต่เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้เสี่ยว่าอย่างไรนะ จะไปท้ายไร่ใช่ไหม ฉิบหายแล้วไหมล่ะไอ้วุฒิ คุณเอลอยู่ที่นั่น มือหนายกขึ้นตบฉาดไปที่หน้าผากตนเองจนเสียงดังลั่น ขายาวรีบก้าวขึ้นรถกอล์ฟแล้วขับตามออกไป ขอให้ตามทันทีเถอะ

เสียงเครื่องยนต์รถหรูแล่นเข้ามาจอดในบริเวณโรงเรือนที่ถูกสร้างติดกับท้ายไร่และที่พักคนงาน ร่างสูงก้าวเท้าลงมาจากรถก่อนจะเดินมุ่งตรงเข้าไป ภายในเป็นพันธุ์องุ่นที่เขานำเข้ามาทดลองปลูกเพื่อทดสอบว่าเข้ากับสภาพอากาศที่ภาคเหนือของเมืองไทยได้หรือไม่ สายตาไล่มองต้นองุ่นที่บัดนี้เริ่มจะออกผลพวงออกมาให้ได้เห็น มือหนาเอื้อมไปเด็ดผลมาพิจารณาใกล้ ๆ

วิศวัตติ์ยืนจมอยู่กับความคิดตัวเองอยู่สักพักก็ได้ยินเสียงกุ๊กกั๊ก ๆ อยู่ภายใน ใบหน้าหล่อเหลาหันขวับไปตามเสียงก่อนจะพบว่าเป็นงูทางมะพร้าวที่กำลังฉกรัดหนูตัวขนาดเท่าฝ่ามือ คิ้วเข้มขมวดแน่น คนงานสะเพร่าเปิดประตูโรงเรือนทิ้งไว้หรือโรงเรือนเสียหายจนพวกสัตว์แอบเข้ามาได้กันนะ ทำไมถึงปล่อยปละละเลยขนาดนี้

“ไม่ได้เรื่องเลยสักคนเดียว”

ร่างสมส่วนอดที่จะบ่นออกมาไม่ได้ สงสัยต้องเรียกรวมสั่งสอนกันสักหน่อยแล้ว คิดได้ดังนั้นจึงเดินออกมาจากโรงเรือน สายตาเหลือบเห็นเงาร่างของใครบางคนขยับเคลื่อนไหวอยู่ภายในห้องพักคนงาน จิ๊ เขาไม่อยู่เพียงไม่นานก็มีพวกขี้เกียจตัวเป็นขนแอบเอาเวลางานมานอนพักสบายใจเฉิบเชียว มือหนาล้วงเข้ากระเป๋ากางเกงสแล็คเนื้อดีหยิบโทรศัพท์เครื่องบางรุ่นล่าสุดในท้องตลาดออกมา ปลายนิ้วไล่หารายชื่อผู้จัดการไร่หรือก็คือวุฒินั่นเองเพื่อที่จะเรียกมาตำหนิ

เสียงวิ่งกระหืดกระหอบมาพร้อมกับร่างหนาของวุฒิที่พุ่งตรงมาทางเขา โทรศัพท์เครื่องหรูถูกยัดลงตามเดิม เสียงทุ้มสั่งการเด็ดขาด

“ตามคนงานในไร่มาให้หมด”

สั่งการเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกไปยังลานกว้างที่จัดเอาไว้ใช้สำหรับเป็นที่ประชุมพูดคุยกลางแจ้ง รวมไปถึงการสังสรรค์กันตามประสาคนงานด้วยเช่นกัน รอเพียงไม่นานสมาชิกทั้งหมดจึงถูกเรียกมารวมกันที่นี่ สายตาคมดุกวาดมองทุกคนอย่างเรียบนิ่ง หัวใจดวงน้อยของเหล่าชาวไร่ธาดาทำงานหนักในรอบสองอาทิตย์อีกครั้ง ใคร ๆ ต่างก็รับรู้กันทั้งนั้นว่าเสี่ยดีนเด็ดขาดและน่ากลัวขนาดไหน

“มากันครบหรือยัง” วิศวัตติ์เอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ครบครับ” วุฒิที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าใหญ่กวาดสายตาไล่มองสมาชิกคร่าว ๆ ก่อนที่จะตอบออกไป

“ยังไม่ครบเลยคุณวุฒิ แต่ผมให้คนอื่นไปตามมาอยู่” หนึ่งในคนงานสะกิดบอก

“เอ้า มันขาดใครวะ เออ ๆ รีบไปตามมาเร็ว” วุฒิพยักพเยิดหน้าไล่ให้คนไปตามคนที่แอบอู้งานมาให้ครบ

“กูไม่อยู่แค่ไม่กี่วัน ดูท่าที่นี่จะไร้ระเบียบน่าดูเลยนะ” สายตาคมกวาดมองไปทีละคนสร้างความรู้สึกเสียวสันหลังให้ได้ไม่มากก็น้อย

“….”

“เมื่อสักพักกูเข้าไปดูในโรงเรือนมา รู้ไหมว่าเจอทั้งงูและหนูอยู่ในนั้น พวกมึงดูแลไร่กันยังไงถึงได้มีสภาพแบบนี้ ในโรงเรือนหลังนั้นลงทุนไปเป็นสิบล้านเพื่อให้พวกมึงปล่อยสัตว์เข้ามาทำลายกันหรือไง”

“….” ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา มีเพียงอาการก้มหน้าไม่กล้าสบสายตาเพียงเท่านั้น

“แล้วแบบนี้กูยังจะไว้วางใจให้พวกมึงดูแลไร่ช่วงที่ไม่อยู่ได้อีกเหรอ ไอ้วุฒิ! มึงตอบมาสิ”

“ขอโทษครับเสี่ย ผมสะเพร่าเอง” วุฒิก้มหน้าก้มตาตอบอย่างสำนึกผิด เขาหละหลวมดูแลไม่ดีอย่างที่เสี่ยคาดหวังไว้จริง ๆ

“วุฒิ มึงเป็นหัวหน้า มึงต้องมีสติกับการทำงานมากกว่านี้ ช่วงที่กูไม่อยู่ มึงทำอะไร ห๊ะ” น้ำเสียงตะคอกดังลั่นพาให้เหล่าผู้ฟังสะดุ้งจนตัวโยน

“…คือ ผมไม่มีข้อแก้ตัวครับ” สองมือหนาเกาะกุมกันที่ด้านหน้าอย่างสำนึกผิด

“กูจะทำยังไงกับมะ…” ประโยคคำพูดสุดท้ายกลืนหายไปเมื่อสายตาคมเหลือบมองขึ้นไปยังผู้มาใหม่ที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งมากับคนงานในไร่ของเขา

นัยน์ตากลมโตสีอ่อนเฉกเช่นเดียวกับผม คิ้วโก่งสวยรับกับกรอบหน้ารูปไข่ ริมฝีปากเป็นกระจับแต่กลับบางสีเชอร์รี่ ผิวพรรณนวลเนียนไม่ต่างจากผิวทารก ขาวอมชมพูราวกับทั้งชีวิตนี้ไม่เคยโดนแดด รูปร่างผอมบางส่งผลให้เจ้าตัวดูน่าทะนุถนอม ใบหน้าสวยหวานชวนให้ผู้คนที่พบเห็นถูกสะกดสายตาเอาไว้มองเพียงแต่ร่างบางตรงหน้า แต่คงไม่ใช่กับวิศวัตติ์

“ใครอนุญาตให้มึงเข้ามาเหยียบที่นี่” ร่างสูงตะโกนออกมาเสียงดังลั่นเสียจนสมาชิกเหล่าคนงานสะดุ้งกันหมดไม่เว้นแม้แต่วุฒิ

“ดีใจจังที่ได้เจอกันอีก” รอยยิ้มสดใสประดับบนใบหน้า แม้ว่าร่างหนาที่เขามองอยู่ดูท่าจะไม่ได้ยินดีที่เจอเขาก็ตาม

วิศวัตติ์เดินปรี่ไปหาเจ้าของเสียงใส มือหนากระชากเรียวแขนเล็กฉุดให้เดินตามมาอย่างแรง ช่วงขายาวไม่คิดจะก้าวรอคนที่มีส่วนสูงต่างกันแม้แต่น้อย แรงดึงรั้งส่งผลให้กรรวีเซล้มลงไปกองที่พื้น

“เอลเจ็บนะดีน” มือเล็กยกขึ้นลูบแขนลูบขาตัวเองปรอย ๆ เขาใส่กางเกงขาสั้นเหนือเข่าขึ้นมาเพราะคิดว่าวันนี้จะไม่ได้ออกจากห้องเสียแล้วจึงใส่ชุดธรรมดาแต่กลับโดนหนึ่งในคนงานไปตามออกมาแล้วบอกว่าพี่วุฒิให้มาตาม ในจังหวะที่ล้มหัวเข่าเขากระแทกกับก้อนหินพอดี เลือดสีสดค่อย ๆ ไหลซึมออกมาสู่บาดแผลแต่นั่นไม่ได้สร้างความน่าสงสารให้คนที่กระทำเลยแม้แต่น้อย

กรรวีถูกกระชากให้ลุกขึ้นยืนอีกครั้งก่อนจะถูกรวบยกขึ้นพาดบ่ากว้างพาเดินออกมายังทางออกของไร่ที่ใกล้ที่สุด แรงเหวี่ยงมหาศาลผลักให้ร่างเล็กกระแทกพื้นจนเจ็บร้าวไปทั่วก้นกบอีกครั้ง น้ำตาใสซึมเปื้อนหางตาทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด

“อึก ดีน ไอ้บ้า โยนมาได้ไง อู้ยยย” เสียงใสโวยวายดังลั่นเรียกร้องความสนใจ วุฒิกับชาติที่เดินตามมาทีหลังรีบเข้าไปช่วยพยุงร่างบางให้ยืนขึ้นทันที

“ถ้าใครช่วยมันก็ไสหัวออกไปจากไร่กู” สิ้นเสียงประกาศกร้าวสองแขนที่ช่วยรั้งพยุงให้ยืนหยัดก็ถูกปล่อยทันทีราวกับโดนของร้อนลวกก็ไม่ปาน ส่งผลให้กรรวีล่วงลงมากองที่พื้นอีกครั้ง

“ไอ้คนนิสัยแย่” ปลายนิ้วชี้หน้าด่าอดีตคนรักที่พอเจอหน้ากันก็ทำเขาได้แผลซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ไสหัวออกไปจากไร่กู” เสียงกัดฟันกรอดออกคำสั่งไล่เป็นหนที่สองเมื่อเจ้าตัวดียังคงนั่งอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหน

“จะให้เอลไปไหน ก็เอลพักอยู่ที่นี่” ใบหน้าบูดบึ้งตอบสวนกลับ มือเล็กค้ำยันพื้นมั่นก่อนจะค่อย ๆ พยุงร่างตัวเองให้ลุกขึ้นยืน อาการเจ็บแปล๊บที่แผลบริเวณหัวเข่าทำให้เขายืนลำบาก ชาติที่เห็นดังนั้นจึงทำท่าจะเข้ามาช่วยพยุงแต่กลับถูกสายตาดุคมจ้องมองนิ่งจนเขาไม่กล้าเข้าไปช่วยเหลือ

“หมายความว่ายังไงไอ้วุฒิ!!!” แรงโทสะมาตกลงที่วุฒิลูกน้องคนสนิทอีกครั้ง

“เอ่อ..คือว่า..” วุฒิอึกอักไม่กล้าตอบ

“เอลทำงานอยู่ที่นี่ พักอยู่ที่นี่ ดีนจะไล่ให้เอลไปที่ไหน ซี้ดด” ร่างบางซู้ดปากด้วยความเจ็บแสบบริเวณแผล พอยืนนาน ๆ ยิ่งเจ็บ

“หมายความว่ายังไง” วิศวัตติ์หันมาเค้นคอถามลูกน้องของตน แววตาคมดุแทบจะกลืนกินคนตรงหน้า

“คือ..คุณเอลเธอเป็นผู้ช่วยผมเองครับ” เสียงที่เคยดังวันนี้กลับแผ่วเบาจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์ ชะตาขาดแน่กู

“มึงก็รู้ว่ากูเกลียดมัน แต่มึงก็ยังรับมันเข้ามาทำงานในไร่กู”

ผมขอโทษครับเสี่ย” วุฒิได้แต่ก้มหน้าก้มตารับผิด เขาผิดเองที่ใจอ่อนให้อดีตคนรักของเจ้านาย

“พี่วุฒิไม่ผิดสักหน่อย ทำไมต้องดุพี่วุฒิด้วย”

“มึงหุบปากแล้วไสหัวออกไป กูไล่มึงออก” ปลายนิ้วยาวชี้คนตัวเล็กก่อนที่จะหันหน้าไปทางทางออกไร่

“เอลไม่ไป บอกสาเหตุเอลมาหน่อยว่าทำไมเอลถึงถูกไล่ออก”

“ก็มึง..”

“ก็อะไร แค่เพราะเอลเป็นแฟนเก่าก็เลยไม่อยากรับเข้าทำงานเหรอ” เสียงใสตะโกนกลับไป ตอนนี้เหล่าสมาชิกคนงานขยันใส่ใจเรื่องชาวบ้านได้ยินกันจนทั่วและกระจ่างแจ้งในใจแล้วถึงสรรพนามที่ผู้ช่วยคนใหม่เรียกเจ้านายของพวกเขา ที่แท้ก็แฟนเก่าเสี่ยดีนนี่เอง จะว่าไปก็สวยที่สุดในบรรดาที่มาติดพันเสี่ยเลยด้วยซ้ำ

“…มึง!!”

“หรือไม่จริง ดีนอย่าทำตัวเป็นเด็กได้ไหม แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ได้เหรอ” ใบหน้าอวดดีกับถ้อยคำดูถูกราวกับน้ำมันราดบนกองไฟ ใครว่าคนหน้าหวานจะนิสัยอ่อนหวานตามนั้นวิศวัตติ์ขอยืนยันเลยว่าไม่เป็นความจริง

เสียงสูดลมหายใจเข้าออกหนัก ๆ อยู่สองสามครั้งเพื่อระงับอารมณ์ ร่างสูงเดินตรงเข้าไปหาเด็กปากดีตรงหน้าอีกครั้ง กรรวีที่เห็นดังนั้นก็รู้สึกระแวงว่าตนจะโดนอุ้มไปโยนที่ไหนอีกจึงค่อย ๆ ขยับไปยืนหลบอยู่ข้างหลังของวุฒิที่ยืนหน้าซีดเป็นเกราะกำบังให้เขา

“ออกไป”

“ไม่ไป ดีนอย่าดื้อได้ไหม เอลเซ็นสัญญาว่าจ้างไปแล้ว ถ้าดีนไล่เอลออก เอลจะฟ้องกรมแรงงาน อบต. ครม. กกต. มีกี่หน่วยงานเอลจะฟ้องทั้งหมด”

ชาติที่ได้ยินเสียงใสตะโกนโวยวายก็ค่อย ๆ ขยับตัวไปใกล้ชิดกับวุฒิที่เป็นลูกพี่ขอตน

"พี่วุฒิ ไอ้กรมแรงงานน่ะพอเข้าใจ แต่ไอ้กกต.กับอย่างอื่นนี่มันเกี่ยวกันเหรอ" เสียงกระซิบของชาติที่ถามวุฒิ

"กูไม่รู้ มึงเงียบหน่อย เดี๋ยวเราจะซวยกันหมด" วุฒิที่เป็นพี่ใหญ่หันไปส่งสายตาดุลูกน้องที่โตแต่ตัว

“อยากฟ้องก็ฟ้องไป กูรวย กูมีปัญญาจ่าย แล้วมึงล่ะ มีปัญญาจ่ายหรือเปล่า” เสียงทุ้มเอ่ยเย้ยหยัน

“เอล..”

“อ๋อ ต้องมีเงินอยู่แล้วสิ รับเอาจากพ่อกับแม่กูไปตั้งเยอะนี่ หรือผลาญไปหมดแล้วถึงได้หน้าด้านกลับมาหากู” ถ้อยคำปรามาสไม่ได้เบานักและมั่นใจได้ว่าทุกคนในที่นี้คงได้ยินโดยทั่วกัน

“….” ใบหน้าสวยหันหนีไปอีกทาง ริมฝีปากบางเม้มแน่นอย่างพยายามอดกลั้น

“เงียบทำไม มึงเถียงมาดิ เถียงเก่งไม่ใช่หรือไง” ข้อมือเล็กถูกกระชากให้ออกมาจากหลังจากวุฒิอย่างแรงจนเจ้าตัวลอยหวือกระแทกอกแกร่ง

กึก

“อะ โอ้ยยยยย” ใบหน้าสวยน้ำตาเอ่อนองหน้าทันที กรรวีเกาะกุมข้อมือข้างที่ยังคงอยู่ในกำมือใหญ่ ใบหน้าบิดเบ้ด้วยความเจ็บปวดฉายชัด วุฒิและชาติรีบเข้ามาประคองร่างเล็กให้ถอยห่างออกจากเจ้านายของตน ข้อมือเล็กแดงจัดตัดกับสีผิวจนน่ากลัว ฝ่ามือสั่นระริกอย่างยากที่จะควบคุม

“ฮึก เจ็บอะ ฮื่อออออออ” เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังลั่นไม่อายสายตาใคร

“เสี่ยครับ ผมขอพาคุณเอลไปโรงพยาบาลก่อนนะครับแล้วค่อยว่ากันทีหลัง”

“เหอะ” ไร้เสียงตอบรับหรือปฏิเสธกลับมา ร่างหนาเดินหันหลังกลับเข้าไปยังในไร่ของตน

“ไอ้ชาติไปเอารถมาเร็ว” วุฒิสั่งการเร่งด่วนเมื่อเห็นว่าข้อมือสวยเริ่มบวมขึ้นมายิ่งกว่าเดิม

ใบหน้าสวยเปื้อนน้ำตาหันมองแผ่นหลังกว้างที่เดินทิ้งเขาไปจนสุดสายตา อาการปวดตุบ ๆ ที่แขนยังไม่เจ็บเท่าที่อีกคนไม่แม้แต่จะสนใจความเจ็บปวดที่ตนนั้นเป็นผู้กระทำเลยด้วยซ้ำไป

“คุณเอลครับ ไปหาหมอก่อนนะครับ” วุฒิประคองร่างเล็กขึ้นรถโดยมีชาติทำหน้าที่เป็นพลขับตีนผีรีบเหยียบพาไปส่งให้ถึงมือหมอโดยเร็วที่สุด

กรรวีใช้เวลาอยู่ที่โรงพยาบาลจนถึงค่ำกว่าจะเสร็จสิ้นขั้นตอนการรักษา เข้าต้อง x-ray ตรวจอยู่นานสองนานกว่าหมอจะมั่นใจว่าไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง แค่แรงบีบทำให้เกิดเสียงลั่นของกระดูกเพียงเท่านั้น ไม่แตกร้าวอย่างที่วุฒิกังวลแต่ หมอได้ทำการฉีดยาลดบวมพร้อมยาทานแก้ปวด แก้อักเสบให้กินตามอาการ

“พี่วุฒิ พี่ชาติ” เสียงใสเอ่ยเรียกคนหวังดีทั้งสองที่เป็นธุระจัดการพาเขามาหาหมอแถมดูแลเขาเป็นอย่างดีอีกต่างหาก

“ครับ/ครับ” วุฒิและชาติขานรับพร้อมกันในขณะที่มือก็ยังคงเข็นวีลแชร์พาร่างเล็กกลับมารถที่ตนพามา

“เอลมีเรื่องอยากขอร้องให้ช่วยครับ” ดวงหน้าสวยช้อนสายตนมองเหล่าพี่ชายอย่างออดอ้อน ไหน ๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ช่วยกันให้ถึงที่สุดหน่อยก็แล้วกันนะพี่

“หืมมม” แววตาหวาดระแวงของวุฒิฉายชัดต่างจากชาติที่มองมาอย่างสงสัยเท่านั้น

“มีอะไรหรือเปล่าครับ” วุฒิได้แต่กลั้นใจถาม สัญญาณในใจส่งเสียงกู่ร้องเตือนลั่นว่าฉิบหายแล้วอยู่อย่างนั้นซ้ำ ๆ

“คือว่าอย่างนี้ครับ…”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป