บทนำ
บท 1
@บรัสเซลส์,เบลเยียม
แสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ยังคงส่องสว่างแม้ในยามนี้เวลาจะล่วงเลยมาครึ่งค่อนคืนแล้วก็ตาม ปลายนิ้วเรียวกดคลิกเข้าไปในเนื้อหาที่เด่นชัดบนบอร์ดกระทู้เว็บไซต์ ดวงตากลมโตสุกใสราวกับลูกกวางไล่อ่านข้อความรายละเอียดของประกาศรับสมัครงานตำแหน่งพนักงานประจำผู้ช่วยผู้จัดการไร่องุ่นธาดาที่เป็นดีลเลอร์นำเข้าและส่งออกไวน์รายใหญ่ที่สุดในเอเชีย
เสียงต๊อกแต๊กของแป้นพิมพ์ดังขึ้นรัวเร็วตามความคล่องแคล่วของผู้ใช้ ประวัติข้อมูลส่วนบุคคลรวมไปถึงวุฒิการศึกษา ความสามารถ หรือแม้กระทั่งสถานที่ที่เคยฝึกงานถูกกรอกผ่านระบบออนไลน์เพื่อยื่นเรื่องสมัครงานทางไกล รอยยิ้มสดใสประดับบนดวงหน้ารูปไข่ สมองไพล่คิดถึงสภาพแวดล้อมในวัยเยาว์และบรรยากาศร่มรื่นตามถิ่นฐานบ้านเกิดในประเทศไทยที่ตนจากมานาน จมูกเล็กเชิดรั้นสูดอากาศฟุดฟิดก่อนจะจามออกมาอยู่หลายครั้ง
“เฮ้อ อยู่มาตั้งหลายปี ทำไมร่างกายถึงยังไม่ชินกับอากาศของที่นี่สักทีนะ” เสื้อโค้ชตัวหนาถูกกระชับเข้าหาตัวเองอีกครั้ง มือเล็กเอื้อมไปหยิบน้ำอุ่นที่ตนถือติดมือขึ้นมาจิบก่อนจะพบว่าตอนนี้ได้กลายเป็นน้ำเย็นไปเสียแล้ว ครั้นจะลุกไปเปลี่ยนเป็นน้ำอุ่นหรือเปิดฮีตเตอร์ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะทำเช่นนั้น
“เอล กลับบ้านกันเถอะ นี่ก็ดึกมากแล้ว” ประตูกระจกถูกเลื่อนออกปรากฏให้เห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ใบหน้าหล่อเหลาตามสไตล์สมัยนิยม คิ้วหนาดกเข้มรับกับรูปหน้าและสันกรามชัดเจน ริมฝีปากหนาหยักขยับเรียกคนตัวเล็กที่ต่อให้เขาจะเดินเข้ามาใกล้จนซ้อนด้านหลังก็ยังไม่คิดจะละสายตาออกจากหน้าจอเลยแม้แต่น้อย ลมหายใจอุ่นเป่ารดผิวแก้มใสจนคนตัวเล็กสะดุ้งตกใจ
“ตกใจหมดเลยเควิน มาตั้งแต่เมื่อไหร่” เสียงใสเอ่ยถาม ใบหน้าสวยหวานราวกับผู้หญิงแต่เจ้าตัวดันเกิดเป็นชายหันกลับมาสบตาด้านหลัง มือเรียวเล็กยกขึ้นทาบอกประกอบคำพูดเพื่อให้เห็นว่าตนนั้นตกใจจริง ๆ
“มารับกลับบ้าน นี่ก็ดึกแล้ว เดี๋ยวไอไปส่ง”
“เดี๋ยวเราขอปิดคอมฯ ก่อนนะ” หน้าต่างของข้อมูลต่างที่เปิดไว้ถูกทยอยปิดทีละอันจนหมด ก่อนที่เจ้าตัวจะลุกขึ้นยืนแล้วบิดร่างกายไล่อาการเมื่อยขบ “ไปกันเถอะ”
ร่างเล็กเดินนำคนตัวโตออกมาจากร้านอาหารไทยในเบลเยียมที่ตนทำงานอยู่ ลมหายใจที่พ่นออกมาเป็นกลุ่มละอองสีขาวหมอกเด่นชัดแม้มองด้วยตาเปล่า ผ้าพันคอผืนหนาถูกนำมาพันรอบคอเรียวอย่างเบามือ ดวงตากลมโตมองสบร่างสูงก่อนจะเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม
“ใส่ไว้ เวลาอากาศเปลี่ยนทีไร ไอเห็นยูป่วยตลอด” ฝ่ามือหยาบกร้านอย่างคนที่ชอบเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมยกขึ้นจัดระเบียบผ้าพันคอให้เข้าที่เข้าทาง
“ขอบคุณครับ” ริมฝีปากกระจับบางสีเชอร์รี่คลี่ยิ้มสดใสขอบคุณจนคนตรงหน้าเกิดอาการทำตัวไม่ถูก ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ มาพร้อมกับใบหูที่เห่อแดงระเรื่อเรียกเสียงหัวเราะใสได้ไม่ยาก
“หัวเราะไออีกแล้วนะ”
“เมื่อไหร่ยูจะเลิกทำท่าทางประหลาดแบบนั้น”
“ถ้าไอเลิกได้ ไอเลิกนานแล้ว” …ใช่ ถ้าเลิกชอบเลิกเขินได้ เขาคงเลิกนานแล้ว
“กลับบ้านกันเถอะ”
เรียวแขนเล็กสอดรอดคล้องวงแขนแกร่งออกแรงจูงกึ่งลากไปยังรถสปอร์ตสุดหรูที่ร่างหนามักจะขับมารับส่งเขากลับบ้านอยู่ทุกเมื่อที่มีโอกาส กลุ่มผมนุ่มปลิวพลิ้วตามสายลมหนาวที่พัดผ่านมายามค่ำคืน ใช้เวลาเดินทางอยู่ด้วยกันสักพักใหญ่ พวงมาลัยหรูก็หักเลี้ยวมาจอดยังภายในบริเวณบ้านของคนตัวเล็ก ขาเรียวก้าวลงยืนอย่างมั่นคงก่อนจะหันมาสบตาคนที่ยังคงนั่งอยู่หลังพวงมาลัยภายในรถ ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่แม้เสียงจะหวานใสดังระฆังแต่กลับบาดใจคนฟังเสียเหลือเกิน
“เควิน เราว่าจะกลับไทยอาทิตย์หน้าแหละ ไปส่งเราที่สนามบินด้วยนะ” ว่าจบก็ปิดก่อนที่จะหายวับเข้าบ้านไปด้วยท่าทางสดใสร่าเริง ต่างจากอีกคนที่หัวใจกระตุกชาวาบอย่างไม่ทันตั้งตัว ลางสังหรณ์บอกว่าการที่เพื่อนตัวเล็กกลับประเทศบ้านเกิดในรอบหลายปีที่เจ้าตัวมาศึกษาต่อที่นี่หลาย ๆ อย่างคงไม่มีวันเหมือนดังวันวานแน่นอน
@ประเทศไทย
เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารจากพนักงานในสายการบินดังขึ้นให้ได้ยินเป็นระยะ กระเป๋าเดินทางใบโตถูกลากมาจนถึงประตูฝั่งทางออกของสนามบิน ดวงตากลมโตกวาดมองไปยังรถบริการขนส่งโดยสาธารณะที่มารอให้บริการรับส่งผู้โดยสารที่เข้าออกทั้งในและนอกประเทศ
มือเรียวยกขึ้นกวักเรียกลุงคนขับรถที่หน้าตาท่าทางดูใจดีบนป้ายไฟหน้ารถเขียนว่า VIP จึงทำให้ไว้วางใจได้ในระดับหนึ่ง เขาไม่ได้กลับไทยมาตลอดหลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ตัดสินใจไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศจนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งซึ่งนั่นก็นับเป็นความภาคภูมิใจเล็ก ๆ ของเจ้าตัว อืม ประเทศไทยยังคนเหมือนเดิมแทบจะทุกอย่างเลยก็ว่าได้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยสักนิดเดียว แล้วใจคนที่นี่จะยังคงเหมือนเดิมอยู่ไหมนะ
“ไอ้หนู จะไปไหน ถ้าหลงกับพ่อแม่ก็ไปติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์นู่น” เสียงแหบแห้งอย่างคนที่กำลังล่วงเข้าสู่วัยชราเอ่ยออกมา ไอ้เด็กตัวเล็กนี่กวักมือเรียกเขาแล้วก็ยืนเหม่อ หน้าตาซื่อ ๆ เหมือนเด็กหลงทางก็ไม่ปาน
“โถ่ลุง ปีนี้ผมอายุ 24 ปีแล้ว จะมาหลงทางกับพ่อแม่ได้ยังไงกันล่ะ” แต่ถ้าหลงไปกันคนละโลกก็คงใช่ จะให้ทำอย่างไรได้ ก็ในเมื่อเขาเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อแม่เสียชีวิตแล้วทั้งคู่นี่นา จำความได้ก็ไปอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กแล้ว
“อ้าวเรอะ ลุงก็นึกว่าเด็ก ม.ปลายเสียอีก แล้วเรียกลุงนี่จะให้ไปส่งที่ไหนล่ะ”
“ลุงไปส่งต่างจังหวัดไหมครับ ผมเหมาลุงเลย”
“จะไปจังหวัดอะไร ถ้าไกลมากลุงไปไม่ไปนะ น้ำมันแพงไปก็ไม่คุ้มหรอก ต้องส่งรถอีก” ผ้าขนหนูผืนเล็กที่เจ้าตัวใช้พาดบ่าถูกหยิบขึ้นมาเช็ดเหงื่อที่ข้างขมับเนื่องด้วยอากาศที่นอกตัวอาคารค่อนข้างร้อนอยู่พอสมควร
“ไปม่อนแจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ครับ”
“ฮ่า ๆ แล้วทำไมถึงไม่นั่งเครื่องจากที่นี่ไปลงที่เชียงใหม่ทีเดียวล่ะไอ้หนู” เสียงหัวเราะลั่นอย่างไม่เก็บอาการเรียกสายตาจากผู้คนโดยรอบให้หันกลับมามองและด้วยความสวยเกินชายของคนตัวเล็กยิ่งทำให้เป็นจุดสนใจได้ไม่ยาก
“จริงด้วย คิก ๆ ขอบคุณนะครับลุง ผมลืมคิดไปเลยว่าต่อเครื่องไปลงเชียงใหม่ได้” มือเรียวยกขึ้นเกาหัวแก้เก้อ น่าอายเป็นบ้าเลย กลับบ้านเกิดทั้งทีก็เผลอปล่อยไก่ทำเรื่องน่าอายจนได้
“ไป ๆ รีบไปจองตั๋ว เดี๋ยวไม่ทันเครื่องบินขึ้น” รอยยิ้มเอ็นดูจากชายสูงวัยถูกส่งให้เด็กหนุ่มตรงหน้าที่แม้จะบอกว่าอายุ 24 ปี แต่ในสายตาเขากลับไม่ต่างจากเด็ก ม.ปลายแถวบ้านเลยด้วยซ้ำ
“ขอบคุณมากครับ ผมไปแล้ว ขอให้ลูกค้าเยอะ ๆ นะ” ร่างบางค้อมหัวปลก ๆ และยกมือโบกลาให้กับคนตรงหน้าก่อนจะลากกระเป๋าเดินกลับเข้าไปภายในตัวอาคารสนามบินอีกครั้ง
ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นในการเดินทางเพื่อมายังเป้าหมายที่ตนเองตั้งใจ มือเล็กกำเข้าหากันแน่นอย่างคนที่อดตื่นเต้นไม่ได้ เหงื่อเย็นไหลซึมจนต้องเอาไปเช็ดที่กางเกง ป้ายชื่อ ไร่ธาดา สีเงินเงาวับตัวใหญ่ช่วยเห็นเด่นมาแต่ไกล ความกว้างขวางสุดลูกหูลูกตาบ่งบอกได้ถึงฐานะของเจ้าของสถานที่ได้เป็นอย่างดี ร่างเล็กสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อเรียกความมั่นใจให้กับตนก่อนจะก้าวตรงไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
ประตูห้องทำงานที่ภายในเปิดแอร์เสียเย็นฉ่ำชื่นใจแตกต่างจากอากาศภายนอกที่ค่อนข้างร้อนอบอ้าวอย่างสิ้นเชิง สายตาหลายคู่ของสมาชิกในห้องหันมาจ้องมองยังผู้มาใหม่โดยพร้อมเพรียง รอยยิ้มสดใสเป็นมิตรถูกหยิบยกออกมาใช้ ก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยแนะนำตัวกับกลุ่มชายฉกรรจ์หุ่นล่ำบึกโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครเสียเวลาเอ่ยถาม
“สวัสดีครับ ผมกรรวี จันทรวัชร หรือ เอล มาตามนัดสัมภาษณ์งานตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการไร่ครับ”
“อ้อ เข้ามาก่อน ๆ น้องนั่งตรงนี้ พี่ชื่อชาติเดี๋ยวพี่ไปเรียกผู้จัดการไร่ให้ พอดีแกออกไปสูบบุหรี่น่ะ”
ชาติ ชายร่างสูงใหญ่ผิวคร้ามแดดลุกขึ้นเดินออกไปตามผู้จัดการไร่ให้เข้ามาสัมภาษณ์คนที่เขาเป็นคนเรียกให้มาในวันนี้
รออยู่ประมาณสิบกว่านาทีเห็นจะได้กว่าที่ชายที่ชื่อชาติจะเข้ามาพร้อมกับคนที่ดำรงตำแหน่งผู้จัดการไร่ ใบหน้าสวยหันไปตามเสียงเปิดประตูก่อนที่ร่างหนาตรงหน้าจะชะงักค้าง ตาคมดุสะดุดอยู่ที่ดวงหน้าหวานตรงหน้า
“สวัสดีครับพี่วุฒิ เอลมาสมัครงานครับ” เสียงใสเอ่ยทักบุคคลที่รู้จักในอดีตที่ผ่านมา
“คะ..คุณเอล” เสียงเข้มเอ่ยตะกุกตะกัก นานนับนาทีกว่าจะหาเสียงตัวเองเจอแล้วเอ่ยตอบกลับไป เหงื่อเม็ดโตผุดซึมทั่วกรอบหน้า เวรแล้วไหมล่ะ ตาคมดุตวัดมองไปยังชาติคนงานในไร่ที่เขาวานให้ช่วยคัดกรองผู้สมัครตำแหน่งผู้ช่วยของเขาให้
“สวยโดนใจใช่ไหมล่ะพี่วุฒิ ผมเลือกมาแค่คนเดียวจากคนสมัครตั้งหลายร้อยคนเลยนะ ผมรู้ว่าพี่ชอบของสวย ๆ งาม ๆ” เสียงกระซิบกระซาบไม่เบานักจึงไม่แปลกที่สมาชิกภายในห้องนี้จะได้ยินไปด้วย
“ไอ้ชาติมึงเงียบก่อน” วุฒิกระทุ้งศอกเข้าใส่สีข้างคนช่างจ้อให้หยุดพูดพล่ามเกินความเป็นจริง
“เอ่อ…”
“จะรับเอลเข้าทำงานใช่ไหมครับ”
“คือพี่..เอ๊ย คือผม..” วุฒิได้แต่อ้ำอึ้ง
“สรุปคือรับนะครับ เอลต้องเริ่มทำงานวันไหน ในประกาศแจ้งว่ามีที่พักให้ด้วย เอลขอพักนะครับ พอดีเอลไม่มีที่อยู่น่ะครับ ตกลงนะ”
รอยยิ้มหวานหยดถูกแจกจ่ายในทุกคนโดยรอบ สร้างความรู้สึกดีให้ได้ไม่ยาก ทุกคนล้วนพยักหน้ายินดีต้อนรับน้องคนสวยขาเข้ามาทำงานร่วมกัน อยู่แต่กับพวกหมีความร่างล่ำบึกจนจะเหี่ยวเฉาตายอยู่แล้ว มีร่างบาง ๆ หน้าสวย ๆ มาให้มอง ชีวิตดูมีแรงใจในการทำงานขึ้นเยอะเลย ต่างจากวุฒิที่ยืนหน้าซีดน้ำท่วมปาก ลืมแม้กระทั่งวิธีการปฏิเสธเด็กหน้าซื่อแต่แฝงความแสบสันตรงหน้าเสียสนิท
“คุณเอลครับ ผมคิดว่า..” เสี่ยไม่น่าจะรับ คำพูดสุดท้ายโดนกลืนหายลงคอเมื่อดวงตาสุกใสมีหยาดน้ำคลอหน่วยดูน่าสงสารจับใจ
“พี่วุฒิจะไล่เอลเหรอ” มือเรียวกำชายเสื้อแน่นแสร้งบีบน้ำตาออกมา เสียงสั่นสะอื้นเพียงเล็กน้อยก็เรียกคะแนนสงสารจากทุกคนได้ไม่ยาก
“โห่พี่อย่าใจร้ายเลย เขาก็บอกอยู่ว่ามาสมัครงาน แถมยังไม่มีที่พักอีก ถ้าพี่ไม่รับเขาแล้วจะให้เขาไปนอนข้างถนนหรือไง น้องเขาก็เป็นคนรู้จักของพี่ไม่ใช่หรือไง” ชาติช่วยเอ่ยสมทบเห็นพ้องต้องกันกับคนอื่น ๆ ว่าควรให้งานเด็กหนุ่มตรงหน้า กรรวีที่ได้ยินดังนั้นรีบพยักหน้าหงึกหงักร่วมด้วย
“ผมรับคุณเอลเข้าทำงานก็ได้ครับ แต่มีข้อแม้ว่าถ้าเสี่ยกลับมาที่นี่ คุณเอลช่วยอย่าออกมาให้เสี่ยเห็นได้ไหมครับ” วุฒิยื่นข้อตกลงร่วมกันให้กับเด็กหนุ่มตรงหน้า
“ทำไมให้เสี่ยเห็นไม่ได้เหรอพี่ หรือพี่จะเก็บน้องไว้คนเดียว กลัวเสี่ยถูกใจเหรอ”
“มึงหยุดพูดบ้างก็ได้ไอ้ชาติ เก็บเอาไว้พูดเอาไว้สงสัยพรุ่งนี้บ้างเถอะ กูไหว้ล่ะ” วุฒิยกมือไหว้ชาติที่ยังคงถามเซ้าซี้ไม่หยุด ไอ้ถูกใจกันนะใช่ แต่นั่นมันเมื่อก่อน
“โถ่พี่ ไหว้ผมก็อายุสั้นกันพอดี”
“แล้วดีนไม่ได้อยู่ที่นี่เหรอครับ” สรรพนามที่เรียกตามความเคยชินสร้างความสงสัยให้กับคนทุกในห้องอีกครั้ง ชาติที่ได้ยินดังนั้นหูผึ่งแทบจะทันที เขาใช้มือสะกิดแขนคนพี่ยิก ๆ ปากอยากจะถามใจจะขาดแต่สายตาดุขนาดนั้นทำเขาต้องจำใจเก็บข้อสงสัยไว้ เออ เก็บเอาไว้ไปถามพรุ่งนี้ก็ได้วะ
“เสี่ยไปดูไร่ที่ภูเรือครับ ที่นั่นเหมือนโรคจะลงต้นองุ่นเพราะคนงานทำงานกันแบบสะเพร่าน่ะครับ”
“อ๋อ แล้วดีนจะกลับมาเมื่อไหร่ครับ”
“….” แววตาหวาดระแวงฉายชัดจนสังเกตได้
“เอลจะได้หลบหน้าไม่ให้ดีนเจอไง”
“คงจะอีกประมาณ 2 อาทิตย์ข้างหน้านั่นแหละครับ คุณเอลสบายใจได้ เดี๋ยวผมพาไปดูที่พักเอง วันนี้ยังไม่เริ่มงาน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันครับ” มือหยาบผายออกไปทางนอกประตู เรียกให้ร่างบางเดินตามไป กระเป๋าเดินทางถูกลากแบกโดยฝีมือของวุฒิ
ประตูห้องทำงานถูกเลื่อนปิดลงพร้อมกับเสียงพูดคุยถกเถียงของคนช่างสงสัยภายในถึงสรรพนามที่หนุ่มน้อยหน้าหวานเรียกเจ้านายเหนือหัวของพวกเขาอย่างสนิทสนม และยังรวมไปถึงการกระทำของวุฒิที่คอยดูแลราวกับเด็กหนุ่มผู้มาใหม่เป็นเจ้านายอีกคนก็ไม่ปาน
นับตั้งแต่วันที่กรรวีสมัครเข้ามาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการของไร่ธาดาแห่งนี้ ตัวเขานั้นแทบจะไม่ได้แตะต้องหรือทำอะไรเป็นจิจะลักษณะเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าเขาจะหยิบจับหรืออยากจะทำอะไรก็จะมีคนงานภายในไร่คนอื่นมาเสนอตัวช่วยเขาทำไปเสียหมด ระยะเวลาเกือบสองสัปดาห์ที่เขามาอาศัยอยู่ที่ไร่แห่งนี้ล้วนได้ใจคนงานในไร่ทั้งสิ้น
มือเรียวหยิบส่วนผสมเครื่องปรุงรสใส่ลงไปในหม้อเคี่ยวจนอาหารส่งกลิ่นกลิ่นหอมฉุยเรียกอาการน้ำลายสอของผู้คนที่ผ่านมาแล้วเผลอสูดดมกลิ่น แม้ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการที่เขาสมัครเข้ามาจะต้องคอยทำตามคำสั่งของวุฒิแต่หนุ่มรุ่นพี่กับไม่ให้เขาทำอะไรเลยสักอย่าง บอกแต่เพียงให้อยู่เฉย ๆ เท่านั้น เขาเบื่อจนไม่รู้จะเบื่อยังไง สุดท้ายจึงลุกขึ้นมาขอร้องให้ชาติพาไปตลาดเพื่อซื้อเนื้อและผักมาทำอาหารเลี้ยงสมาชิกที่นี่ อย่างน้อยก็จะได้มีพรรคมีพวกคอยช่วยเหลือได้บ้างในอนาคต
“หืมมม คุณเอลทำอะไรครับวันนี้ กลิ่นหอมจนผมท้องร้องตั้งแต่ยังไม่เที่ยงดีเลย” ชาติที่เปลี่ยนสรรพนามไปเรียกตามที่วุฒิเรียกเดินเข้ามาภายในครัว มือหยาบหยิบผ้าขนหนูที่พาดบ่าขึ้นมาซับเหงื่อไคลที่ไหลย้อยจนเต็มกรอบหน้า เสื้อม่อฮ่อมสีเข้มที่ใส่ยิ่งเข้มไปกว่าเดิมเมื่อซึมเหงื่อเข้าไปจนแนบสนิทชิดกับผิวเนื้อ
“เอลทำขนมจีนน้ำยาครับไม่แน่ใจว่าทานกันจนเบื่อไปหรือยัง แต่งบเอลมีเท่านี้” กระบวยคนน้ำแกงถูกตักน้ำยาขนมจีนขึ้นมาหยอดลงบนช้อนคันเล็ก ก่อนจะยกขึ้นมาจรดริมฝีปากเพื่อชิมรสชาติว่าอร่อยถูกปากหรือยัง อืม ฝีมือยังไม่ตก อยากให้ดีนได้มีโอกาสลองชิมจัง
เสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากข้างนอกก่อนที่วุฒิจะเปิดประตูผลักเข้ามาเสียงดังโครมคราม เสียงหอบหายใจหนักทำให้เดาได้ไม่ยากว่าเจ้าตัวคงวิ่งกระหืดกระหอบมาเป็นแน่ มือหยาบเท้าโต๊ะอาหารก่อนจะสูดลมหายใจเข้าออกหนักอยู่หลายที แก้วน้ำเปล่าถูกรินจนเต็มก่อนจะยื่นให้โดยชาติ
“ใจเย็นพี่ ค่อย ๆ กิน เดี๋ยวสำลัก” มือหนาลูบหลังคนพี่ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้า
น้ำเปล่าเต็มแก้วถูกกระดกรวดเดียวจนหมดมีเพียงบางส่วนที่ไหลหยดออกนอกมุมปากจนเปื้อนคอเสื้อเป็นวงชื้นให้ได้เห็น
“หิวข้าวเหรอครับถึงได้รีบมาขนาดนี้” เสียงใสเอ่ยแซวคนพี่ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้างานไม่ใช่พี่ชายที่คอยช่วยโกหกและดูต้นทางให้เหมือนแต่ก่อน
“เสี่ยดีนกลับมาแล้วครับ คุณเอลช่วยกลับไปที่ห้องพักก่อนได้ไหมครับแล้วอย่าออกมาจนกว่าผมจะไปตาม”
“แต่เอลยังไม่ได้ทานข้าวเลยนะครับ”
“เดี๋ยวผมให้เด็กตักราดไปให้ครับ”
“แล้วถ้าเอลอยากเข้าห้องน้ำละครับ” ห้องพักเขาไม่มีห้องน้ำภายในตัวเสียด้วย ที่นี่ทุกคนใช้ห้องอาบน้ำร่วมกันที่สร้างแยกออกไปคนละโซน ซึ่งถ้านับจากระยะทางจากห้องพักของเขากับน้ำห้องน้ำนับว่าไกลกันอยู่พอสมควร
“อั้นเอาไว้ไหมครับ”
“ไม่เอาอะ ทำไมเอลต้องอั้นด้วย”
“โถ่ คุณเอลสัญญากับผมแล้วนะครับว่าจะไม่ดื้อ” วุฒิแสดงสีหน้าลำบากใจ เป็นเด็กดีได้ไม่เท่าไหร่ก็เริ่มแผลงฤทธิ์ไม่ต่างจากเมื่อก่อนเสียแล้ว นี่เขาคิดผิดหรือคิดถูกเนี่ยที่ใจอ่อนรับเข้ามาทำงาน
“ก็ได้ครับ เอาเป็นว่าเอลจะไม่ออกจากห้องถ้าไม่จำเป็น”
“พี่วุฒิ ๆ เสี่ยเรียกหา” เสียงคนงานตะโกนเรียกอยู่ด้านนอกเร่งเร้าให้วุฒิออกไปรับหน้าเจ้าของไร่ที่กลับมาจากต่างจังหวัด
“เออ ๆ เดี๋ยวกูไป”
“เอลไม่แอบไม่ได้เหรอครับ ดีนจะมาแถวท้ายไร่เลยหรือไง”
“ระวังเอาไว้ก่อนครับ ผมไปบ้านใหญ่ก่อนนะ คุณเอลอย่าลืมไปแอบในห้องนะครับ”
“ครับ ๆ พี่วุฒิไปเถอะ” มือเรียวโบกไล่ดันหลังให้รุ่นพี่ออกไปจากห้องครัวเสียที ก่อนที่เจ้าตัวจะหันมาจัดการทำอาหารเพิ่มอีกสักอย่างสองอย่างเพื่อให้เพียงพอกับจำนวนคนงานเฝ้าไร่
“เอ่อ..แล้วคุณเอลไม่ไปหลบอย่างที่พี่วุฒิบอกเหรอครับ” ชาติที่รั้งรอยังไม่ไปไหนเอ่ยถาม
“ไม่ไปครับ เอลไม่อยากไป” รอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่สวยบนใบหน้า ในวันนี้ชาติได้เข้าใจแล้วที่พี่วุฒินั้นเคยบอกว่าคุณเอลดื้อตาใสนั้นคงจะจริง
บทล่าสุด
#34 บทที่ 34 ขอบคุณที่กลับมา
อัปเดตล่าสุด: 6/26/2026#33 บทที่ 33 ตอนพิเศษ เป็นแฟนกันนะ
อัปเดตล่าสุด: 6/26/2026#32 บทที่ 32 The End เอลจะเอา NC
อัปเดตล่าสุด: 6/23/2026#31 บทที่ 31 สู่ขอ
อัปเดตล่าสุด: 6/26/2026#30 บทที่ 30 เราจะอยู่กันเป็นครอบครัว
อัปเดตล่าสุด: 6/26/2026#29 บทที่ 29 ดีนก็รักเอล
อัปเดตล่าสุด: 6/26/2026#28 บทที่ 28 พี่อิฐเชื่อรตีนะ
อัปเดตล่าสุด: 6/26/2026#27 บทที่ 27 เมมโมรี่การ์ด
อัปเดตล่าสุด: 6/26/2026#26 บทที่ 26 เอลอยากอะ
อัปเดตล่าสุด: 6/26/2026#25 บทที่ 25 กัณวีร์ พิพัฒปัญญา
อัปเดตล่าสุด: 6/26/2026
คุณอาจชอบ 😍
พิษรักคุณหมอ
มนต์มีนาคือหญิงสาวที่ครอบครัวของพิชยะให้ความช่วยเหลือตอนเธอไร้ที่พึ่ง นอกจากนี้เธอยังเป็นเพื่อนสนิทของน้องสาวตัวแสบ
การได้อยู่ร่วมชายคากันทำให้เขาและเธอเกิดความชิดใกล้ จนอยู่มาวันหนึ่ง..เพื่อนของน้องสาวดันริจะมีแฟน เขี้ยวเล็บที่พิชยะซ่อนเอาไว้อย่างดีจึงค่อย ๆ งอกออกมา
เขารุกและอ่อยเธออย่างหนักจนหัวใจของมนต์มีนาอ่อนปวกเปียกเหลวเป็นวุ้น ยอมเป็นแมงเม่าโบยบินเข้าไปในกองไฟด้วยตัวเองสปอยล์เนื้อหาบางส่วน
“เฮียไม่ชอบให้มีนสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น หวง…เข้าใจไหม” เขากระซิบชิดริมหูของเธอ
"แต่เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันนะคะ”
"ต้องเป็นก่อนใช่ไหมถึงจะหวงได้” สายตาที่มองลงมาเจิดจ้าลุกวาวชวนให้มนต์มีนาหนาวเยือกเย็นขึ้นมา ทั้งที่อุณหภูมิในห้องไม่ได้ส่งผลต่อร่างกาย
“ทำไมไม่ตอบล่ะ” เสียงของพิชยะใกล้เข้ามาลมหายใจร้อนผ่าวเจือกลิ่นเหล้ากรุ่นอยู่ข้างแก้ม แล้วฉวยโอกาสหนึ่งสอดแทรกลิ้นเข้ามาในโพรงปากแล้วบดเบียด ลิ้นอุ่นครูดสีไปกับเรียวลิ้นเล็กอย่างเนิบช้าแต่ไม่อ่อนโยน
โปรดระวัง คืนหมาหอน แต่จะเป็นหมาหรือหมอต้องดูดี ๆ
พันธะร้ายนายวิศวะ
"_" คนรัก ความรัก แฟน มันเป็นแบบไหนกัน เพราะฉันไม่เคยมีแฟน แค่....ข้ามขั้นไปเท่านั้นเอง
"พี่... เป็นคนพูดเองนะคะ ว่าอยู่มหาลัยห้ามทำตัวสนิท ห้ามทำเป็นรู้จักกัน จำไม่ได้เหรอ" รีนลดาพูดพร้อมกับเชิดหน้าใส่เขา อย่างท้าทาย
***********************
เรียวตะมองคนตรงหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมกับยื่นหน้าอันเหล่อเหลาของตนเข้ามาใกล้ๆ ใบหน้าหวานของเธอรีนลดา คนโดนล็อกมือเธอเอาไว้ คนตัวเล็กรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา ทั้งสองใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ รีนลดาพยายามจะขัดขืนแต่ก็ไม่เป็นผล
"ทำไมกลัวเหรอ ที่เมื่อกี้ยังปากเก่งว่าฉันเป็นหมา ไม่เห็นจะกลัว" เรียวตะกดน้ำเสียงที่ไม่น่าฟังนัก
" ตึก ตึก " คนตัวเล็กรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอไม่ชอบเลยที่เขาเข้าใกล้แบบนี้
เรียวตะยังคงโน้มหน้าคม เข้ามาใกล้จนแทบจะชิดกัน คนโดนกดตัวได้แต่หลับตาพริบๆ
"_" อย่าคิดจะอะไรบ้าๆนะพี่เรียวพูดเองว่ารีนใช่สเปกพี่ อย่าทำอะไรที่มันกลืนน้ำลายตัวเองนะคะ" รีนลดากลั้นใจพูดออกไป แม้ในใจแอบจะกลัวเขาบ้างก็เถอะ เธอรู้ว่าเรียวตะนั้นเกลียดขี้หน้าเธอมากขนาดไหน แต่ครั้งนี้รีนลดากลับคิดผิด
แค้นรักเพลิงสวาท
ภาสกร&อัยรินทร์
นิยายซีรี่ส์ชุดทาสรักซานตาน ( เล่ม1 )
เธอหลอกเขา…เพื่อเงิน
เขาทำลายเธอ…เพื่อแค้น
เมื่อความลับถูกเปิดเผย ระหว่าง ภาสกร ซาตานในคราบนักธุรกิจ และ อัยรินทร์ หญิงสาวผู้ขายหัวใจแลกชีวิต ไฟรัก ไฟแค้น และไฟปรารถนากำลังจะเผาผลาญทุกอย่างให้มอดไหม้
“อย่าคิดหนี…เพราะซาตานอย่างฉัน จะลากเธอกลับมาชดใช้ทุกหยดน้ำตา!”
สัญญารักประธานร้าย
รักโคตรร้าย ผู้ชายพันธุ์ดิบ
ปรเมศ จิรกุล หมอหนุ่มเนื้อหอม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง เขาขึ้นชื่อเรื่องความฮอตฉ่า เป็นสุภาพบุรุษ อ่อนโยน เทคแคร์ดีเยี่ยม และให้เกียรติผู้หญิงทุกคน ยกเว้นกับธารธารา อัศวนนท์
ปรเมศตั้งแง่รังเกียจธารธาราตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า เพียงเพราะเธอแต่งตัวเหมือนผู้ชาย เขาเลยประณามว่าเธอเป็นพวกผิดเพศน่ารังเกียจ แต่ใครเลยจะรู้ว่าหมอสาวมาดทอมหัวใจหญิงนั้นจะเฝ้ารักและแอบมองเขาอยู่ห่างๆ เพราะเจียมตัวดีว่าอีกฝ่ายแสนจะรังเกียจ และดูเหมือนคำกล่าวที่ว่าเกลียดอะไรมักจะได้อย่างนั้นจะใช้ไม่ได้ผลสำหรับคนทั้งคู่
กระทั่งดวลเหล้ากันจนเมาแบบขาดสติสุดกู่ เขาจึงเผลอปล้ำแม่สาวทอมที่เขาประกาศว่าเกลียดเข้าไส้ หนำซ้ำยังโยนความผิดว่า ‘ความสัมพันธ์บัดซบ’ ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะยัยทอมตัวแสบยั่วเขา เมากับเมาเอากันแล้วไง น้ำแตกก็แยกทาง ทว่าพออีกฝ่ายหลบหน้าเขากลับร้อนรนกระวนกระวาย ครั้นทนไม่ไหวหมอหนุ่มจอมยโสก็ต้องคอยราวี และตามหึงหวงเมื่อมีใครคิดจะจีบ ‘เมียทอม’ ของเขา แต่กว่าจะรู้ตัวว่าขาดเธอไม่ได้ เธอก็หายไปจากชีวิตเขาเสียแล้ว
So Bad เพื่อนสนิทร้ายซ่อนรัก
และยังแบล็คเมล์เพื่อให้เธอเป็นแค่คู่นอน!
บ่วงรักกับดักแค้น
เมื่อรักแรกที่จบลงด้วยการทรยศอย่างเลือดเย็น กลับวนมาเจอกันอีกครั้งในสถานะประธานบริหารคนใหม่กับพนักงานขายตัวท็อป ภีม (ภีมากร) กลับมาพร้อมความเย็นชาและแผนการทำลายชีวิตคนที่เคยทิ้งเขาไป ขณะที่พริก (พริมา) ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับการกลั่นแกล้ง เพราะความลับที่เธอซ่อนไว้ในอดีตนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
องค์หญิงเข็มพิษ กับท่านอ๋องไร้หัวใจ
"ทำไมข้าต้องแต่งเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับเขา เพียงเพื่อระงับสงครามงั้นหรือ เขาที่เรียกว่าปิศาจไร้หัวใจคนนั้น" จ้าวซีเฟย
"ทำไมข้าต้องแต่งกับนาง สตรีไร้มารยาท หลงตัวเอง เย่อหยิ่งแบบนี้ นั่นไม่ใช่สตรีที่ข้าต้องการ" ถังมู่เหริน
............."ส่งตัวเข้าหอ".............
"ข้าจะแยกห้องกับเจ้า"
"ข้าดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น"
"งั้นก็ตกลงตามนี้ เราสองคน ต่างคน ต่างอยู่"
"ย่อมได้ รับพระบัญชาเพคะ"
......................................................
"นี่ ไม่ใช่นางนี่ คนที่ข้าพบครั้งก่อน ข้าแต่งกับใครกันแน่"
นางไม่ได้สวย ดูสง่างาม และดูสงบนิ่งแบบนี้ หรือข้าจะแต่งพระชายามาผิดคน หรือว่าข้าเองที่เข้าใจผิด
"ไหนบอกว่าเขาเป็นราชาปิศาจไร้หัวใจไง แต่ทำไม เป็นบุรุษหนุ่มหน้าตาคมคาย รูปงามเช่นนี้ล่ะ"
หรือว่าข่าวที่ได้ยินมาจะผิด เขาดูเป็นหนุ่มเจ้าสำอาง มากกว่าจะเป็นคนที่โหดเหี้ยมนั่นได้
""นี่มันอะไรกัน""
พี่ชายที่รัก
จนหัวใจและร่างกายของฉันมันบอบช้ำ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับไม่รักดีเผลอรักพี่ชายคนนี้ จนหมดใจ
หลังคืนหนึ่งกับอัลฟ่า
ฉันคิดว่าฉันกำลังรอคอยความรัก แต่กลับกลายเป็นว่าฉันถูกอสูรร้ายย่ำยี
โลกของฉันควรจะเบ่งบานในเทศกาลคืนจันทร์เต็มดวงที่อ่าวมูนเชด แชมเปญซาบซ่านอยู่ในสายเลือด ห้องพักในโรงแรมที่จองไว้เพื่อให้ฉันกับเจสันได้ข้ามเส้นความสัมพันธ์นั้นเสียทีหลังจากรอมาสองปี ฉันสวมชุดชั้นในลูกไม้ตัวสวย แง้มประตูทิ้งไว้ แล้วเอนกายลงบนเตียง หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นระคนประหม่า
แต่ชายที่ปีนขึ้นมาบนเตียงของฉันไม่ใช่เจสัน
ภายในห้องที่มืดสนิท อบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศร้อนแรงชวนมึนหัว ฉันรู้สึกถึงมือคู่หนึ่ง...ร้อนรุ่มและเร่งเร้า...ที่ลูบไล้แผดเผาผิวของฉัน แก่นกายร้อนผ่าวที่กำลังตุบๆ ของเขากดเบียดอยู่กับความอ่อนนุ่มที่เปียกชื้นของฉัน และก่อนที่ฉันจะทันได้อ้าปากคราง เขาก็กระแทกกายเข้ามาอย่างแรง ฉีกกระชากความบริสุทธิ์ของฉันอย่างไร้ความปรานี ความเจ็บปวดแผดเผาไปทั่ว ช่องทางของฉันบีบรัดแน่นขณะที่ฉันจิกเล็บลงบนบ่าที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กของเขา พยายามกลั้นเสียงสะอื้น เสียงเฉอะแฉะดังก้องไปกับทุกจังหวะการสอดใส่ที่รุนแรง ร่างกายของเขาโหมกระหน่ำไม่หยุดยั้งจนกระทั่งเขากระตุกเกร็ง ปลดปล่อยความอุ่นร้อนเข้ามาลึกล้ำในตัวฉัน
“สุดยอดไปเลยค่ะ เจสัน” ฉันเปล่งเสียงออกไปอย่างยากลำบาก
“เจสันคือใครวะ”
เลือดในกายฉันเย็นเฉียบ แสงไฟสาดส่องใบหน้าของเขา—แบรด เรย์น อัลฟ่าแห่งฝูงมูนเชด เป็นคนหมาป่า ไม่ใช่แฟนของฉัน ความหวาดผวาจุกอยู่ที่ลำคอเมื่อฉันตระหนักได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป
ฉันวิ่งหนีสุดชีวิต!
แต่หลายสัปดาห์ต่อมา ฉันก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับทายาทของเขาในครรภ์!
ว่ากันว่าดวงตาสองสีของฉันเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่าฉันคือ ‘ทรูเมท’ ที่หาได้ยาก แต่ฉันไม่ใช่หมาป่า ฉันเป็นแค่แอล คนธรรมดาจากเขตมนุษย์ ที่ตอนนี้ต้องมาติดอยู่ในโลกของแบรด
สายตาเย็นชาของแบรดตรึงฉันไว้ “ในตัวเธอมีสายเลือดของข้า เธอเป็นของข้า”
ฉันไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากยอมรับกรงขังนี้ ร่างกายของฉันเองก็ทรยศ มันกลับโหยหาสัตว์ร้ายที่ทำลายชีวิตฉัน
คำเตือน: เหมาะสำหรับผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป
เด็กดื้อคนโปรด (ของมาเฟีย) BAD
หนุ่มหล่อ ลูกชายมาเฟียตระกูลใหญ่ผู้เย็นชาไร้ความรู้สึก เขาถูกผู้หญิงหลายคนตราหน้าว่าไร้หัวใจ ถึงอย่างนั้นเพราะความหล่อก็ยังมีผู้หญิงอีกมายมายที่พร้อมจะขึ้นเตียงกับเขา
แต่มีผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขารังเกียจและไม่อยากเจอหน้าถึงแม้เธอจะพยายามเท่าไรก็ไม่มีวันมีค่าในสายตาของเขา
“อยากเป็นเมียฉันมากไม่ใช่หรือไง ฉันกำลังจะสนองให้เธอเป็นอยู่นี่ไง แต่ไม่ใช่ในฐานะเมียแต่ง อย่าคิดหวังสูงเกินไป!!”
มิลิน
เธอถูกคนที่ตัวเองแอบรักมาตั้งแต่เด็กรังเกียจเพียงเพราะเขาคิดว่าแม่เธอคือเมียน้อยของพ่อเขา ถึงแม้เขาจะไม่สนใจใยดีอะไรเธอเลย แต่เธอก็ยังรักเขาหมดหัวใจ
ทั้งที่คิดว่าหากยอมยกร่างกายให้เขาแล้วจะได้ความรักกลับคืนมา แต่สุดท้ายก็ได้เพียงความเกลียดชัง













