บทที่ 3 เอลไม่ออก
เสียงล้อบดถนนแล่นเข้ามาภายในบริเวณท้ายไร่ที่เป็นบ้านพักของคนงาน ประตูรถถูกเปิดโดยวุฒิที่รีบเข้ามาช่วยประคองร่างบางลงอย่างเบามือ บริเวณหัวเข่าที่เป็นแผลจากการกระแทกก้อนหินถูกทำความสะอาดและปิดแผลมาเป็นอย่างดี ขาเรียวยืนเหยียดได้ไม่เต็มขานักเพราะเขารู้สึกว่าตอนนี้เริ่มระบบเสียแล้ว ริมฝีปากบางเม้มแน่นอย่างพยายามอดกลั้น กะโผลกกะเผลกมาได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องชะงักไปตามเสียงเรียก
“พี่วุฒิ ๆ เสี่ยให้มาเรียกพวกพี่ไปที่บ้านใหญ่” พลที่ยืนคอยท่าอยู่นานตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงหัวค่ำรอเวลาถ่ายทอดคำสั่งของเสี่ยให้ทั้งสามคนได้รับรู้
“เออ ๆ เดี๋ยวกูไป มึงไปพักเถอะ” วุฒิพยักหน้ารับคำก่อนจะประคองคนเจ็บกลับขึ้นรถไปอีกครั้งเพื่อพาไปยังบ้านใหญ่ที่อยู่อีกฟากของไร่
วิศวัตติ์ที่ได้รับข่าวว่าวุฒิกลับมาแล้วจึงเดินลงมาจากชั้นบนของคฤหาสน์ สายตาคมไล่มองลูกน้องคนสนิทที่ยืนประคองร่างบางก่อนจะมาสะดุดที่เฝือกอ่อนบริเวณแขนเล็กที่ตอนนี้เจ้าของเฝือกสวมใส่สายคล้องคออยู่ เรียวคิ้วเข้มขมวดเข้ากันโดยอัตโนมัติ เหอะ! บีบนิดบีบหน่อยทำมาเป็นกระดูกร้าว สำออยสิ้นดี
“ดีนเรียกมาที่นี่มีอะไร เอลเพลียจะแย่อยู่แล้ว” เสียงเล็กเอ่ยถาม ใบหน้าสวยแสดงออกชัดเจนถึงความอ่อนเพลีย อยู่โรงพยาบาลตั้งครึ่งค่อนวัน ร่างกายเขาล้าไปหมดแล้ว
“ทำไมมึงยังมาเสนอหน้าอยู่ที่นี่อีก”
“ก็ดีนเรียกให้มานี่ อะไรกัน เดี๋ยวนี้แก่ขนาดที่หลง ๆ ลืม ๆ แล้วหรือไง”
“กูหมายถึงทำไมมึงยังไม่ออกไปจากไร่ของกู” วิศวัตติ์พยายามอดกลั้นอารมณ์ขุ่นมัวที่กำลังปะทุในใจ
“ก็บอกไปหลายรอบแล้วนะว่าเอลทำงานอยู่ที่นี่ เอลไม่ออก ถ้าออกไปแล้วเอลจะไปอยู่ที่ไหน” ร่างบางตะโกนเถียงสู้กลับไป ทำไมถึงเข้าใจอะไรอยากจริง
“มึงก็กลับไปเบลเยียมที่มึงจากมาสิ”
“ไม่เอาอะ เอลจะอยู่ที่นี่ เอลอยากเจอดีน ว่าแต่ดีนรู้ได้ยังไงว่าเอลไปเรียนต่อที่เบลเยียม” รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวย เขาก็นึกว่าอีกฝ่ายจะเกลียดเขาจนไม่อยากจะรับรู้เรื่องราวของเขาเสียอีก แต่การที่อีกฝ่ายรับรู้ว่าเขาไปประเทศอะไรก็ทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้หมดหวังไปเสียทีเดียว
“ออกไป!!” วิศวัตติ์ตะคอกเสียงดังลั่นบ้านจนคนตัวเล็กตรงหน้าสะดุ้งตกใจจนตัวโยน เขาต้องการกลบเกลื่อนที่เผลอพูดข้อมูลเกี่ยวกับร่างบาง ริมฝีปากบางเบ้เบะ น้ำตาใสเริ่มไหลคลอหน่วยตา ไม่นานก็ไหลอาบเปื้อนแก้มนิ่ม เสียงสูดน้ำมูกดังแทรกออกมาให้ได้ยิน
“ไอ้คนนิสัยไม่ดี ไม่มีความรับผิดชอบ” เสียงสะอื้นก่นด่าเจ้าของบ้านตรงนี้
“….”
“ดีนทำเอลเจ็บ ฮึก เฮงซวย ไอ้คนเฮงซวย” กรรวีไถตัวเองลงไปนั่งเหยียดขากับพื้นหินอ่อนเกรดนำเข้า เขาทั้งเจ็บก้น เจ็บขา เจ็บแขน เจอกันวันแรกคนตัวโตทำเขาร้าวระบบไปทั้งตัว
“เสี่ยครับคือว่าเราให้คุณเอลทำงานที่นี่ไม่ได้เหรอครับ” ชาติที่กล้า ๆ กลัว ๆ ลองหยั่งเชิงเอ่ยถามดู เขาสงสารคุณเอล น่วมไปทั้งตัวแล้ว
“งั้นมึงจะถูกไล่ออกแทนมันไหมไอ้ชาติ” สิ้นคำถาม ชาติได้แต่ก้มหน้าหลบสายตา เขามีพ่อแม่ที่ต้องทำงานเลี้ยงดู มีบ้านมีรถที่ต้องผ่อนกับทางธนาคาร ถ้าขืนเขาโดนไล่ออกในตอนนี้คงได้อดตายกันทั้งบ้านแน่ ๆ
“แล้วถ้าเราให้คุณเอลทำงานแค่ที่ท้ายไร่ล่ะครับ ไม่ให้เธอออกมาเจอหน้าเสี่ยได้ไหมครับ” เป็นวุฒิที่ลองยื่นข้อเสนอดูบ้าง
“ไอ้วุฒิ มึงก็เป็นไปเขาด้วยเหรอ” น้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยถามลูกน้องคนสนิท เขาไม่อยู่ที่ไร่แค่เพียงไม่ถึงสองอาทิตย์ แต่คนงานในไร่เขากลับถูกซื้อใจไปเสียหมด ไม่รู้ว่าไปทำอีท่าไหนถึงได้ถึงได้มีแต่คนเข้าข้างแบบไม่ลืมหูลืมตา
“แต่ว่าเสี่ยทำคุณเอลแขนหักนะครับ จะไล่ให้ออกไปตอนนี้มันก็ยังไงอยู่”
ดวงตากลมโตเหลือบมองไปทางวุฒิ ใบหน้าสวยยังคงมีน้ำตาเปรอะเปื้อนไม่หาย วุฒิหันหน้ามาสบตาเขาก่อนจะแอบรอบขยิบตาเป็นการส่งสัญญาณที่พวกเขารู้กันแค่สามคน กรรวีแอบพยักหน้ารับ อันที่จริงเขาไม่ได้กระดูกหักแต่ย่าไงใดแต่เลือกที่ใส่เป็นเพียงการเล่นละครเพียงเท่านั้น
“ฮึก จะได้รู้ไว้ ว่าลูกชายคนเดียวของตระกูลธาดากีรติทำแล้วไม่มีความรับผิดชอบ” เสียงใสสะอึกสะอื้นร้องลั่นยิ่งกว่าเดิมเมื่อเริ่มเห็นเหล่าคนงานภายในบ้านออกมาแอบยืนดูสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
เสียงซุบซิบนินทาที่แม้ว่าจะพยายามทำให้เบาที่สุดแล้วแต่ก็ยังคงดังมาจนถึงหูผู้เป็นนายเหนือหัวอยู่ดี วิศวัตติ์ได้แต่พยายามอดกลั้นอารมณ์ที่ไอ้เด็กตรงหน้าเอาชื่อตระกูลเขามาอ้างเสีย ๆ หาย ๆ ช่วงขายาวก้าวตรงมายังเด็กที่นั่งเหยียดขาอยู่บนพื้นตรงหน้า วุฒิและชาติที่เห็นดังนั้นจึงค่อย ๆ ขยับตัวมาบังร่างบางแบบไม่ให้เจ้านายรู้ แต่ใครบ้างจะไม่รู้ว่าลูกน้องตัวเองพยายามอ้าปีกปกป้องคนอื่น แววตาดุจ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“ได้ ถ้ามึงอยากทำงานอยู่ที่นี่มากนักกูก็จะให้มึงทำ ต่อไปนี้มึงต้องทำงานตามที่กูสั่งทุกอย่างและทำให้ได้ทุกหน้าที่ ถ้าทำไม่ได้ก็ไสหัวไป”
“หมายถึงให้เอลเป็นผู้ช่วยดีนเหรอ” มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาลวก ๆ อย่างไม่ใส่ใจ รอยยิ้มสดใสฉายชัด นี่เขากำลังจะได้ทำงานข้าง ๆ อีกคนหนึ่งแล้วสินะ แบบนี้ก็จะมีโอกาสกลับมาคืนดีกันมากยิ่งขึ้นอีกน่ะสิ ดีจะตาย
“กูจะเอาขยะอย่างมึงมาไว้ข้างตัวเองทำไม” ถ้อยคำดูถูกถากถางบาดลึกลงไปในจิตใจคนตัวเล็กไม่น้อย
กรรวีพยายามฝืนยิ้มแล้วแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินในสิ่งที่อีกคนหนึ่งพูดแม้ก้อนในอกข้างซ้ายจะชาหนึบไปบ้างแล้วก็ตาม ร่างเล็กทำเพียงแค่นั่งนิ่งรอฟังอีกคนอธิบายเพิ่มเติมเพียงเท่านั้น ดวงตามองสบกับคนตรงหน้าอย่างไม่คิดหลบสายตา เขากลับมาเพื่อที่จะมาทวงอดีตคนรักคืน เรื่องแค่นี้ทำเขาถอดใจไม่ได้หรอก อย่าหวัง!
“ต่อไปนี้ให้มึงทำตามคำสั่งกูทุกอย่างโดยรับคำสั่งจากไอ้วุฒิอีกที”
“แล้วทำไมดีนไม่มาสั่งเอลเองอะ จะผ่านพี่วุฒิทำไมให้วุ่นวาย มาสั่งงานเอลโดยตรงสิ ไม่แน่จริงเหรอ กลัวเจอหน้าเอลแล้วหวั่นไหวใช่เปล่า”
“เสียใจด้วยนะที่มึงยุกูไม่สำเร็จ ถ้าไม่ยอมรับเงื่อนไขก็ออกไป ไม่มีใครคิดจะรั้งมึงอยู่แล้ว” รอยยิ้มมุมปากอย่างคนที่อยู่เหนือกว่าสร้างความเจ็บใจให้ร่างเล็กได้ไม่น้อย
“อุ๊ย ยิ้มมุมปากเสียด้วย หล่อจนใจเจ็บ จีบได้เปล่าครับ” เสียงใสเอ่ยถามออกไปโต้ง ๆ วุฒิกับชาติที่ไม่คิดว่าจะได้ยินประโยคนี้ต่างพยายามกลั้นขำกันสุดฤทธิ์ คุณเอลของพวกเขานั้นดื้อยิ่งกว่าใคร ๆ แถมจงใจเปลี่ยนเรื่องก็เก่ง
“อย่ามากวนตีนกู”
“จิ๊ เอลรับเงื่อนไขนั้นก็ได้ แต่ตอนนี้เอลขอ..” ..ขอไปพัก พูดยังไม่ทันขาดคำกลับมีเสียงทุ้มเอ่ยแทรกขึ้นมา
“ไอ้วุฒิ มึงบอกผู้ช่วยของมึงด้วยว่าให้ไปเก็บกวาดโรงเรือนใหญ่ข้างหน้าด้วย ต้องเสร็จก่อนหกโมงเช้า ถ้าไม่เสร็จก็มีคำสั่งไล่ออกทันที” วิศวัตติ์สั่งการเสร็จก็เตรียมจะหันหลังเดินจากไปแต่เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้อีกจึงหันกลับมาก่อนที่จะ “อ่อ ให้ลูกน้องมึงทำคนเดียวนะ ไม่ต้องช่วย ถ้ากูรู้ว่ามีใครช่วยก็เตรียมโดนไล่ออกไปพร้อมกันได้เลย” รอยยิ้มอย่างผู้ชนะถูกส่งให้ร่างเล็กที่นั่งตาโตอ้าปากกว้างอยู่ที่พื้น โรงเรือนใหญ่โตปานนั้น ยังไงคืนนี้ก็ทำคนเดียวไม่เสร็จ
“แต่คุณเอลเธอบาดเจ็บอยู่นะครับเสี่ย” วุฒิร้องถามไล่หลังผู้เป็นนายก่อนที่อีกคนจะตอบกลับมา
“แล้วนั่นมันใช่ปัญหาของกูไหม”....ทำไม่ได้ก็กลับเบลเยียมไปเสียสิ
ดวงตากลมโตกวาดมองสภาพภายในโรงเรือนที่แม้ภายนอกจะดูสะอาดสะอ้านดี แต่นั่นเป็นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น เมื่อเลื่อนเปิดประตูเข้ามาภายในมันกลับไม่เป็นอย่างที่พบเห็น เศษซากเถาองุ่นที่ถูกปล่อยให้แห้งเหี่ยวตาย หญ้าที่ขึ้นแทรกมาจนเกือบจะถึงครึ่งเข่าเห็นจะได้ อุปกรณ์ทำความสะอาดถูกหยิบยกมาโดยคนงานในคฤหาสน์ที่ตามคำสั่งของร่างหนาเจ้าของไร่ แม้จะบอกว่าเป็นอุปกรณ์ทำความสะอาดแต่ที่จริงแล้วมีเพียงถุงกระสอบสำหรับใส่ขยะเพียงเท่านั้น แล้วแบบนี้ยังจะเรียกว่าอุปกรณ์ได้อยู่หรือ
เสียงถอนหายใจดังขึ้นก่อนที่กรรวีจะค่อย ๆ เดินกะเผลกขาเดินไปยังเก้าอี้ตัวเตี้ย สะโพกสวยหย่อนนั่งลง มือเรียวคว้าหยิบกระสอบมาพับปากขอบถุงลงทบไปทบมาก่อนจะอ้าออกกว้าง เขาใช้แขนเพียงข้างเดียวทำจึงค่อนข้างจะลำบากอยู่พอสมควร จอบที่ควรจะมีไว้ถางหญ้าก็ไม่มี นี่เขาต้องนั่งถอนทีละต้นหรืออย่างไร เฮ้ออ ไม่เจอกันแค่ 7 ปี ทำไมใจร้ายขึ้นมากมายขนาดนี้กันนะ
มือเล็กเอื้อมถอนต้นหญ้าที่เขียวสดไปทีละต้น แสงไฟในโรงเรือนแห่งนี้จัดว่าสว่างอยู่พอสมควร เสียงเหล่าแมลงที่มักจะดังขึ้นเป็นปกติในยามค่ำคืนช่วยให้คลายเหงาไปได้บ้าง เสียงเป่าปากระบายลมหายใจออกมา
“ฮู่ววว แมลงจ๋า ช่วยร้องทั้งคืนเลยนะ อย่าเงียบไปเด็ดขาดนะ” ดวงตากลมโตมองไปรอบ ๆ อย่างหวาดระแวง เขาไม่ได้กลัวโจรขโมยแต่อย่างใด สิ่งที่เขากลัวมีเพียงผีเพียงเท่านั้น ตอนอยู่เบลเยียมไม่รู้ทำไมไม่เคยมีอาการนี้ แต่พอกลับมาอยู่ที่ไทย เรื่องเล่าผีที่เขามักจะฟังแก้เบื่อยามอยู่ที่นั่นก็วนเวียนเข้ามาในหัวไม่อยู่จนอดที่จะจินตนาการไม่ได้
แกร๊ก
บรรยากาศยามค่ำคืนเริ่มวังเวงขึ้น เสียงก๊อกแก๊กดังขึ้นอยู่นอกโรงเรือน ไรขนอ่อนลุกซู่ไล่มาตั้งแต่หัวจรดเท้า ใจเย็นไว้เอล เสียงนก เสียงหนูหากินตอนกลางคืนเฉย ๆ ท่องไว้ แสงไฟภายในที่ในตอนแรกก็สว่างดีแต่ตอนนี้กลับติด ๆ ดับ ๆ จนเขาต้องแหงนขึ้นมองไปยังด้านบน
“ใจเย็นพี่จ๋า อย่ามาดับตอนนี้สิพี่ไฟ” มือเรียวที่กำลังถอนหญ้าอยู่สั่นเล็กน้อย กลัวจนฉี่จะราดอยู่แล้ว เหล่าแมลงที่ร้องเป็นเพื่อนในตอนแรกอยู่ ๆ ก็เงียบเสียงลงจนน่าใจหาย หัวใจดวงน้อยสั่นระรัวราวกับวิ่งมาราธอนอยู่ก็ไม่ปาน
พรึ่บ
พูดยังไม่ทันขาดคำแสงไฟก็ดับพรึ่บลงทันทีทันใด เสียงก๊อกแก๊กที่ทางเข้าโรงเรือนพาสติร่างบางให้กระเจิดกระเจิง กรรวีพยายามรวบรวมสติอันน้อยนิดหลับตาก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเพื่อให้สายตาชินกับความมืดได้เร็วยิ่งกว่าเดิม ก็แค่ไฟดับ เขาได้แต่ปลอบใจตัวเองทำใจดีสู้เสือ
หมับ
“อ้ากกกกกก” กรรวีร้องลั่นด้วยความตกใจ อยู่ ๆ ไหล่บางก็ถูกสัมผัสด้วยฝ่ามือปริศนาสีดำมะเมื่อม ร่างบางที่มีอาการระบมเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเคลื่อนไหวลำบาก เขาตกใจจนตกเก้าอี้และพยายามคลานเข่าที่เจ็บอยู่แล้วหนีสิ่งที่ไม่คิดว่าชาตินี้จะได้พบเจอ น้ำตาใสไหลอาบแก้มทันที เกิดมา 24 ปีเพิ่งเคยเจอผีเป็นครั้งแรก
“คุณเอลครับ” เสียงแหบแห้งเอ่ยเรียกชื่อเขาเสียงยานคาง
“ฮื่อออ ฮึก รู้ชื่อซะด้วย ทำการบ้านมาดีจังนะ อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลย เดี๋ยวทำบุญไปให้” มือเรียวยกขึ้นพนมท่วมหัว กรรวีหลับตาหันหนีสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“คุณเอลครับ ผมวุฒิเอง” วุฒิที่พยายามเรียกสติคนตัวเล็กตรงหน้ากลับมาแต่เหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อคุณเอลของเขายังคงคลานเข่าหนีจนหัวเข่าที่เพิ่งจะทำแผลไปเห็นเลือดสีสดปริซึมออกมาอีกครั้ง
แสงไฟที่ในตอนแรกดับลงไปสักพักอยู่ ๆ ก็สว่างขึ้นมาจนมองเห็นบรรยากาศรอบด้านได้ชัดตามากยิ่ง ร่างบางที่ยังคงหลับหูหลับตาหนีโดนคว้าจับข้อเท้าเล็กเอาไว้แน่น
“คุณเอล” เสียงเรียกชื่อตัวเองดังให้ได้ยินอีกครั้งและเสียงนี้ไม่ใช่เสียงแรกที่ได้ยิน ฮื่อ มีผีหลายตัวด้วย ร่างบางใช้เท้าอีกข้างหนึ่งที่ไม่ได้ถูกพันธนาการยกขึ้นยันไปยังผีที่ตนใหม่อย่างแรง
“โอ๊ยยย คุณเอลถีบผมทำไมครับ” ชาติที่ตามเข้ามาทีหลังโดนคนตัวเล็กยันจนหงายหลังล้มลงไปก้นจ้ำเบ้าอยู่ที่พื้น
พอได้สติประกอบกับไฟกลับมาสว่างอีกครั้ง กรรวีค่อยลืมตาขึ้นมาอย่างระแวดระวังใบหน้าสวยหันมายังเสียงเรียกคุ้นหูที่บริเวณด้านหลังของตน อาการหวาดกลัวคลายลงบ้างบางส่วนเมื่อบุคคลที่อยู่ร่วมกันภายในห้องนี้ไม่ได้มีแค่ตัวเองอีกต่อไป
“พะ..พี่วุฒิ พี่ชาติ มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ตกใจหมดเลย เอลนึกว่าผี” อาการบาดเจ็บที่เมื่อครู่ตอนคลานหนี้ไม่ได้รู้สึกถึงมันเริ่มประท้วงอีกครั้ง หัวเข่าเปรอะเปื้อนคราบดิน สีแดงสดที่ซึมเลอะบ่งบอกว่ารอยแผลปริออกอีกครั้ง มือเรียวยกขึ้นปาดน้ำตาก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล วุฒิที่เห็นว่าร่างเล็กลุกขึ้นอย่างยากลำบากจึงรีบเข้ามาช่วยพยุง กรรวียกมือขึ้นกุมอก เข้าตกใจจนขวัญแทบจะบินหนีกลับบ้านที่เบลเยียม โถขวัญเอ๊ยขวัญมานะเอล กลัวจนฉี่แทบราด
“พวกผมเข้ามาตั้งแต่ช่วงไฟดับแล้วครับ” วุฒิเอ่ยบอก
“แล้ว..”
“พอดีว่าผมให้ไอ้ชาติไปปิดไฟโรงเรือนเพื่อปิดกล้องวงจรปิดอีกทีหนึ่งนะครับ”
“อู้ยย ตัวเล็กแค่นั้นแต่เท้าหนักเหมือนกันนะครับคุณเอล” ชาติลุกขึ้นปัดฝุ่นตามเนื้อตัวก่อนจะเดินไปหยิบเก้าอี้ตัวเล็กมาวางไว้ให้ร่างบางนั่ง
“มาครับ เดี๋ยวพวกผมช่วย” วุฒิที่เดินไปหยิบจอบที่ตนเตรียมมาเริ่มลงมือถางหญ้าทันที ชาติที่เห็นดังนั้นก็เริ่มลงมือช่วยอีกแรงเช่นกัน
“มันจะดีเหรอพี่”
“ดีครับ พวกผมไปปิดกล้องวงจรปิดแล้ว ถ้าคุณเอลเมื่อยแขนอยากเอาเฝือกออกก็ทำได้นะครับ เดี๋ยวตอนเช้าถ้าเสี่ยถามผมจะบอกว่าไฟมันตก กล้องมันก็เลยดับไปด้วย ไม่ต้องกังวลนะครับ”
“ใช่ครับ ทำคนเดียวพรุ่งนี้เที่ยงก็ไม่รู้ว่าจะเสร็จหรือเปล่า พวกผมช่วยนี่แหละ”
แกร๊ก
เสียงดังบริเวณหน้าประตูโรงเรือนส่งผลให้ทั้งสามคนสะดุ้งตกใจโดยพร้อมเพรียง เป็นชาติที่หันไปยังทางเข้าโรงเรือนก่อนจะพบว่าเป็นบรรดาคนงานที่พักทำงานอยู่ในบ้านใหญ่คาดไฟส่องกบที่บริเวณศีรษะค่อย ๆ ย่องมาอย่างเงียบเชียบ นิ้วชี้ถูกยกขึ้นมาจรดริมฝีปากเป็นสัญญาณเพื่อบอกให้คนทั้งสามคนข้างในเบาเสียงลง
ดวงตากลมโตจ้องมองผู้มาใหม่ทั้งสี่คนอย่างหวาดระแวง เขาโดนจับได้เสียแล้วว่ามีคนมาช่วยทำงาน ตามจีบยังไม่ทันครบวันจะโดนไล่กลับเบลเยียมแล้วหรือนี่
“พวกผมมาช่วยครับ” เสียงกระซิบกระซาบเอ่ยออกมาทำให้กรรวีเบาใจ
“คุณเอลช่วยเหลือพวกผมตั้งหลายอย่าง จะปล่อยให้ลำบากมันก็นอนไม่หลับเอาน่ะครับ” พลที่มาพร้อมกับคนอื่นในบ้านเอ่ยบอก
ตอนนี้สมาชิกที่ร่วมด้วยช่วยกันทำความสะอาดโรงเรือนมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 7 คน โดยตัวเขาถูกตัดออกไปเป็นตัวสำรองแล้วเรียบร้อย เมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าวิศวัตติ์ ร่างบางจึงถอดเฝือกอ่อนที่ตนใส่อยู่ออก เขาไม่ได้แขนหักอย่างที่พี่วุฒิแอบอ้างบอกกับดีนไป นั่นเป็นเพียงเรื่องที่สร้างขึ้นเพื่อต่อรองขออยู่ในไร่แห่งนี้ต่อเพียงเท่านั้น อันที่จริงเรื่องนี้มีเพียงพวกเขาแค่ 3 คนเท่านั้นที่รู้ แต่เมื่อมีคนอื่นเขามาช่วยเหลือเขาเองก็ไม่อยากปิดเป็นความลับจึงบอกทั้งหมดไปตามตรงซึ่งทุกคนก็ไม่ได้ว่ากล่าวในสิ่งที่เขาทำ มีเพียงการให้กำลังใจและถ้อยคำปฏิญาณว่าจะเก็บเป็นความลับและแอบช่วยทุกครั้งที่มีโอกาสเท่านั้น
น้ำตาใสเอ่อคลอหน่วยตาด้วยความซาบซึ้งใจ เขาไม่คิดว่าผู้คนที่นี่จะใจดีกับเขาถึงเพียงนี้ ตลอดระยะเวลาเพียงแค่เกือบสองสัปดาห์ที่เขามาอาศัยร่วมกับทุกคนที่เขา เขานั้นไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ใครเลยแต่กลับมีคนเอ็นดูเขามากมายถึงเพียงนี้ มือเรียงยกขึ้นปาดน้ำตาแบบลวก ๆ แล้วแบบนี้จะไปให้เขายอมแพ้ได้ยังไง
กรรวีค่อย ๆ ยันขาลุกขึ้นยืน นี่มันคืองานของเขา เขาเองก็จะช่วยด้วยเช่นกัน ให้นั่งมองเพียงอย่างเดียวเขาเองก็ไม่สบายใจ ถุงกระสอบถูกหยิบมาวางข้างกายอีกครั้ง อุปกรณ์ที่มีถูกจับจองไปหมดแล้วเขาจึงเลือกที่จะนั่งถอนหญ้าตามเดิม
“คุณเอลนั่งเฉย ๆ เถอะครับ” พลที่เหลือบมาเห็นร่างบางใช้มือเปล่าถอนหญ้าจนฝ่ามือขึ้นเปื้อนแดงเถือกดูน่าสงสาร พวกเขามามือหนาหยาบกร้านกันไปตั้งนานแล้วจึงไม่ได้สนใจที่จะหยิบถุงมือมาสวมใส่เสียด้วยไม่งั้นคงจะมีให้คนตัวเล็กได้สวมใส่อยู่บ้าง
“ไม่เป็นไรครับเอลจะทำ นี่มันคือหน้าที่ของเอล”
