บทที่ 4 สำออย!
แสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณสาดแสงส่องสว่างบ่งบอกว่านี่คือวันใหม่ เสียงนกร้องรบกวนร่างบางที่นอนกระสับกระส่ายเพราะพิษไข้จากอาการบาดเจ็บประกอบกับทำงานหามรุ่งหามค่ำจนแทบไม่ได้พักผ่อนและทานยาตามเวลาที่หมอสั่ง
ผ้าห่มผืนบางถูกดึงขึ้นมาคลุมโปงเพื่อกันเสียงรบกวน กรรวีรู้สึกว่ากำลังจะไม่สบายตั้งแต่ตอนที่ยังคงทำความสะอาดอยู่ในโรงเรือน แต่เขาฝืนเอาไว้จนกว่าจะช่วยทุกคนทำงานเสร็จพอมาถึงห้องพักท้ายไร่ก็ยังหอบผ้าไปอาบน้ำที่ค่อนข้างเย็นจัดเพราะเครื่องทำน้ำอุ่นเสียไปตั้งแต่อาทิตย์แรกที่เขาเข้ามาทำงานที่นี่แล้วยังไม่ได้รับการซ่อมบำรุงแต่อย่างใด แต่จะให้เขาทำใจนอนไปทั้ง ๆ ที่เนื้อตัวสกปรกมอมแมมนั้นคงไม่ได้จริง ๆ ใช้เวลาอาบน้ำอยู่พอสมควรกว่าจะเสร็จเพราะด้วยอาการบาดเจ็บที่ได้รับทำให้เขาเคลื่อนไหวลำบากอยู่พอสมควร
มือไม้ที่ใช้ถอนหญ้าบวมแดงจนขึ้นถุงน้ำใสโป่งพองออกมา ใบหน้าสวยหวานเห่อร้อนจนขอบตาร้อนผ่าว ริมฝีปากเล็กแดงจัดด้วยอาการไข้ ลมหายใจร้อนถูกพ่นออกมาทั้งทางปากและจมูก ร่างกายที่ป่วยง่ายจนน่ารำคาญนี่เป็นตั้งแต่เด็กจนโตมาขนาดนี้แล้วก็ยังไม่หายไปไหน เสียงไอค่อกแค่กดังขึ้นบ้างบางครั้ง ร่างกายหนาวสั่นจนยากที่จะควบคุม
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูหน้าที่บริเวณหน้าห้องของเขาดังมาสักพักหนึ่งแล้ว กรรวีพยายามฝืนร่างกายลุกขึ้นยืน หัวเข่าที่ถูกทำแผลใหม่ยังคงแสบตึงและดูเหมือนจะเป็นหนักกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำเพราะเขาตกใจผีปลอมจนเผลอคลานเข่าเพื่อหนีรอด
มือเรียวค่อย ๆ เอื้อมไปบิดประตูเปิดอย่างแผ่วเบา ใบหน้าซีดเซียวเงยขึ้นมองสบตากับคนที่มารบกวนเวลาพักของเขา เขาเพิ่งจะได้นอนยังไม่ถึงสองชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ
“คุณเอลไม่สบายเหรอครับหน้าซีดเชียว” ย้งที่ดำรงตำแหน่งพ่อครัวยืนดูร่างบางอยู่หน้าประตู
“เหมือนจะไข้น่ะครับ พี่ย้งมีอะไรหรือเปล่า” ดวงตาบวมช้ำช้อนมองก่อนที่จะเอ่ยถาม ปกติย้งจะไม่ค่อยมาที่แถวบริเวณท้ายไร่เท่าไหร่เพราะทำงานอยู่คนละส่วนกัน ตรงนี้เลยจะเป็นวุฒิกับชาติที่มาบ่อยกว่ามาก
“เอ่อ..เสี่ยให้มาตามคุณเอลไปทำอาหารเช้าน่ะครับ”
“หืม หน้าที่พี่ย้งไม่ใช่เหรอ แล้วทำไม..”
“ไม่ทราบครับ อยู่ ๆ เสี่ยก็บอกให้ผมมาตามคุณเอลให้ไปทำอาหารเช้าให้ แล้วบอกว่าต่อไปนี้หน้าที่ทำอาหารให้ยกให้เป็นหน้าที่ของคุณเอลไปเลย”
“เข้าใจแล้วครับ เอลขออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าสักครู่นะครับ”
“เกรงว่าจะต้องไปทั้งชุดนี้เลยครับ เสี่ยรอนานแล้ว” ย้งเอ่ยบอก เขาเองก็ลำบากใจที่ต้องเร่งเร้าเพราะรู้มาจากที่คนงานในบ้านคุยกันว่าเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาเด็กตรงหน้าถูกใช้งานแบบหามรุ่งหามค่ำจนแทบไม่ได้พัก
“ครับ ไปกันเลยครับ”
“คุณเอลลืมใส่เฝือกอ่อนไหมครับ”
“เอ่อ..ขอบคุณนะครับ” ดวงตากลมโตก้มแขนตัวเองที่ยังคงบวมอยู่มาก มือเล็กยกขึ้นมาเกาท้ายทอยแก้เก้อก่อนจะย้อนกลับเข้าไปในห้องเพื่อใส่เฝือกอ่อนโดยไม่ลืมหยิบหน้ากากอนามัยมาสวมใส่ด้วย เดี๋ยวดีนจะติดไข้เขาเอาได้
รถกอล์ฟที่ย้งขับไปรับร่างบางถูกนำมาจอดบริเวณด้านหลังคฤหาสน์ ย้งเดินนำคนตัวเล็กเข้ามาภายในห้องครัวโดยไม่ลืมยื่นลิสต์รายการอาหารที่เจ้านายของตนได้สั่งการเอาไว้ตั้งแต่ไก่โห่
สายตาหวานเชื่อมด้วยพิษไข้เหลือบมองเมนูอาหารเช้าที่มากเกินกว่าที่จะทานคนเดียว ปลายนิ้วไล่หัวข้ออาหารมาทีละอย่างเพื่อที่จะได้เตรียมเครื่องแกงรวมไปถึงวัตถุดิบต่าง ๆ ได้ครบถ้วน
“จะใช้อะไรก็หยิบเอาได้เลยนะครับคุณเอล พอดีว่าเสี่ยไม่อนุญาตให้ผมอยู่ช่วยน่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ ปกติดีนจะลงมาทานอาหารเช้าตอนกี่โมง เอลจะได้เตรียมไว้ได้ทัน”
“ไม่เกิน 9 โมงเช้าครับ แต่วันนี้เสี่ยตื่นอยู่นานแล้วนะครับ อาจจะต้องรีบหน่อย”
“โอเค เอลขอตัวทำก่อนนะครับ”
“ครับ” ย้งที่ได้ถ่ายทอดคำสั่งที่ได้รับมอบหมายตั้งแต่เมื่อคืนจนเสร็จแล้วจึงรีบออกไปทันที เขาไม่อยากรบกวนเวลาร่างบางมากนัก แค่รายการอาหารสิบกว่าอย่างที่เจ้านายเขาสั่งเวลาที่มีจะพอหรือเปล่าเขายังหวั่นใจ เพราะถ้าให้เขาทำเต็มที่คงเสร็จไม่เกิน 3 อย่างแน่นอน
เมื่ออยู่ตามลำพังร่างบางจึงเริ่มเปิดดูตู้เย็นสำรวจวัตถุดิบในการทำอาหารรวมไปถึงอุปกรณ์ทำครัวต่าง ๆ อย่างละเอียดและเตรียมออกมาให้พร้อมใช้งาน แขนเล็กที่ยังคงบวมฉึ่งทำให้เขาใช้มือได้ไม่ถนัดนัก
สมัยที่คบกันเขาไม่เคยมีโอกาสได้ลองทำอาหารให้อีกคนหนึ่งได้ทานเลย วันนี้ได้มีโอกาสทั้งทีเขาจะตั้งใจทำให้สุดฝีมือ ผักมากมายหลายชนิดถูกนำมาหั่นซอยเพื่อเตรียมปรุงลงไปในหม้อต้มรวมไปถึงเนื้อสัตว์ที่ล้างทำความสะอาดอย่างดี ใช้เวลาอยู่ในห้องครัวอยู่นานจนในที่สุดอาหารจานสุดท้ายก็ถูกปรุงรสจนเสร็จพร้อมเสิร์ฟ
“หวังว่าจะถูกปากนะ แค่ก ๆ” เสียงหวานพึมพำกับตัวเองก่อนจะดินออกไปเรียกย้งมาช่วยตนเตรียมอาหารไปจัดตั้งบนโต๊ะเพื่อรอให้ใครอีกคนลงมาทาน
“ไหวไหมครับคุณเอล หูตาแดงไปหมด ไข้ขึ้นเหรอครับ” ย้งที่เห็นร่างบางกระชับแขนกอดตัวเองเอ่ยถาม
“ได้พักสักหน่อยก็ดีขึ้นครับ”
“เดี๋ยวผมไปเอายาแก้ไข้มาให้นะครับ รอสักครู่” ย้งเอ่ยบอกก่อนที่จะแยกตัวออกไปหายาแก้ไข้มาให้
“ไอ้ย้ง ไหนอาหารฉันล่ะ” เสียงทุ้มดังขึ้นจากชั้นบนของคฤหาสน์ทำให้ย้งชะงักขารั้งรอเพื่อบริการเจ้านายของตนก่อน เดี๋ยวระเบิดจะลงแต่เช้า
ขายาวก้าวลงบันไดมาทีละขั้น สายตาคมเหลือบมองร่างเล็กที่สวมใส่เพียงเสื้อเชิ้ตสุดนอนหมีสีชมพูหวานแหววกับกางเกงขาสั้นจนแทบจะเห็นแก้มก้น กระดุมที่ถูกติดไม่เรียบร้อยทำให้ในบางจังหวะที่ร่างบางขยับตัวเผยให้เห็นผิวขาวนวลเนียนตัดกับยอดอกสีชมพูสวยอย่างชัดเจน เหอะ รู้ทั้งรู้ว่าบ้านเขามีแต่ผู้ชายก็ยังจะใส่ชุดมาล่อเสือล่อตะเข้ ร่านจริง ๆ ดูท่า 7 ปีที่เลิกกันไปคงจะผ่านอะไรมาเยอะสินะ
ใบหน้าหล่อเหลาเชิดขึ้นอย่างคนถือตัว เก้าอี้ถูกเลื่อนด้วยมือหยาบของย้งที่พร้อมบริการเจ้านายอย่างเต็มที่ อาหารหลากหลายสไตล์มากมายหลายอย่างที่เขาส่งให้ทำถูกจัดเรียงอย่างสวยงามไม่มีขาดไปแม้แต่อย่างเดียว
กลิ่นอาหารหอมฟุ้งเตะจมูกสามารถช่วยเรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี ช้อนคันเงาถูกหยิบขึ้นมาตักแกงส้มชะอมไข่ขึ้นมาชิมก่อนจะจงใจบ้วนทิ้งอย่างไม่คิดจะรักษาท่าที ก่อนที่จะเลื่อนกุ้งอบวุ้นเส้น ข้าวตุ้มกุ้ง พะโล้ขาหมู สลัด และอีกหลายอย่างมาชิมรสชาติอย่างละคำแล้วปัดตกทุกอย่างออกไปจนพ้นตัว ช้อนคนงามถูกเหวี่ยงลงที่พื้นเสียงดังเคร้งจนทั้งเอลและย้งสะดุ้ง
“รสชาติห่วยแตก นี่ใช้มือหรือใช้ตีนทำให้กินกันแน่” วิศวัตติ์หันไปตวาดใส่ร่างบางที่ยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ พ่อครัวของเขา
“ลิ้นดีนมีปัญหาหรือเปล่า” เอลขมวดคิ้วถามกลับไป จะเป็นไปได้อย่างไรที่รสชาติมันจะไม่ถูกปากเลยสักอย่าง เขาเปิดร้านอาหารอยู่ที่เบลเยียมจนได้ขึ้นแท่นร้านอาหารรสชาติเยี่ยมมา 3 ปีซ้อนเชียวนะ
“งั้นก็มาลองชิมเอง” พูดจบร่างหนาก็เดินตรงไปยังคนตัวเล็กที่ยืนเถียงเขาฉอดๆ อยู่ข้างย้ง ยืนเบียดจนแทบจะสิงกันอยู่แล้ว
มือแกร่งคว้ากระชากข้อมืออีกข้างที่ไม่ได้ใส่เฝือกอ่อนจะดึงรั้งให้มายังโต๊ะอาหาร คิวเข้มขมวดเข้าหากันแน่นเพราะรู้สึกว่าร่างเล็กนั้นอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติที่ควรจะเป็น ปลายนิ้วเขี่ยหน้ากากอนามัยที่เจ้าตัวใส่อยู่ออก ช้อนคันใหม่ถูกหยิบขึ้นมาตักต้มจืดร้อน ๆ ป้อนใส่ปากเล็กโดยไม่ได้คิดจะเป่าไล่ความร้อนให้เลยสักนิด ใบหน้าสวยสะบัดหนีทันทีก่อนจะพยายามผลักคนตัวโตให้ออกห่างจากตัว
“มันร้อนนะดีน” หลังมือสวยถูกยกขึ้นมาเช็ดปากลวก ๆ
“สำออย ไม่เห็นจะร้อนตรงไหน”
“ใครจะไปหนังหนาด้านชาแบบดีนล่ะ” ปากบางบ่นไม่เบานัก
“นี่มึงว่ากูเหรอเตี้ย”
“อ๊ะ เมื่อกี้ดีนเรียกเอลว่าอะไรนะ”
ใบหน้าสวยหันกลับไปมองคนตรงหน้าทันที ดวงตากลมโตทอประกายอย่างมีหวัง เขาไม่ได้ยินคำนี้มา 7 ปีแล้ว เป็นคำที่ร่างสูงมักใช้เรียกแทนตัวเขาเมื่อสมัยที่ยังคงคบกันอยู่ เมื่อก่อนนี้เขาไม่ชอบเลยที่ร่างสูงชอบเรียกเขาแบบนั้น แต่ในวันนี้เขากลับคิดถึงมันเหลือเกิน ดีนยังไม่ลืมเขา ยังไม่ลืมช่วงเวลาที่เคยมีกันและกัน เขาจะเข้าใจแบบนี้ได้ไหมนะ
“มึงอย่ามาเปลี่ยนเรื่อง เมื่อกี้มึงหาว่ากูหนังหนาใช่ไหม” วิศวัตติ์ถามร่างเล็กเสียงดัง
“เฮ้ยดีนดูนั่นดิ กางเกงในบิน” ปลายนิ้วเรียวชี้ออกไปนอกหน้าต่างของห้องรับประทานอาหาร
ใบหน้าหล่อหันไปตามคำชวน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น กางเกงในที่ไหนจะมาบินได้ว่ะ เมื่อกรรวีเห็นว่าอีกคนเผลอมองตามที่เขาบอก คนตัวเล็กจึงถือโอกาสจับมือหนากดลงไปในถ้วยต้มจืดที่อีกคนตกป้อนเขาเมื่อสักครู่
“โอ๊ย ร้อน” ร่างสูงรีบชักมือออกก่อนจะสะบัดไล่ความร้อนที่เพิ่งสัมผัสโดนไปเมื่อสักครู่ แววตาดุดันหันมามองคนข้างกายก่อนจะดึงคนตัวเล็กมาใกล้ ๆ จนปลายจมูกเชิดรั้นกระแทกแผงอกอย่างแรง เจ็บชะมัด ดีนะดั้งไม่หัก
“ร้อนใช่ไหมล่ะ เอลก็ร้อนแบบที่ดีนร้อนนั่นแหละ ไม่ได้สำออย” ใบหน้าสวยเชิดขึ้นอย่างไม่ยอม ถ้าเขาร้อนดีนก็ต้องร้อนด้วย รักก็ส่วนรัก แต่จะมารังแกกันเขาไม่ยอมหรอกนะ
สองสายตาสอดประสานจ้องมองกันอย่างไม่มีใครยอมใคร แต่ยิ่งมองสบตากันนานเท่าไหร่ ภาพความทรงจำในวันวานกลับยิ่งเด่นชัดขึ้นราวกับทั้งคู่ตกอยู่ห้วงแห่งความทรงจำที่แสนหวาน มือเรียวข้างที่ไม่บาดเจ็บวางพาดบนอกกว้าง อ้อมแขนแกร่งกระชับรวบเอวเล็กคอดเข้ามาแนบชิดกายตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบ ปลายเท้าเล็กเขย่งขึ้นโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาใกล้ ริมฝีปากบางเคลื่อนเข้าหากันทีละนิด ทีละนิดราวกับเวลาเดินช้าก็ไม่ปาน
“เสี่ยครับ ๆ เอ๊ย ขอโทษครับ” ชาติที่วิ่งพรวดพราดเข้ามาต้องรีบหันหลังไม่จากต่างย้งที่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอยู่นานแล้วเมื่อเผลอเข้ามาขัดจังหวะความเป็นส่วนตัวของเจ้านายกับแฟนเก่า
เมื่อมีเสียงเรียกรบกวนดังให้ได้ยิน ราวกับสติที่หายไปได้กลับคืนมาอีกครั้ง วิศวัตติ์เผลอผลักร่างเล็กจนเซออกไปหลายก้าวเกือบจะล้มและเป็นเขาเองที่รีบผวาเข้าไปรวบรัดประคองไว้อีกครั้งเพราะกลัวจะล้มลงไปจนได้แผลอีก เด็กบ้านี่ยิ่งซุ่มซ่ามอยู่ พอคนตรงหน้าประคองตัวเองยืนได้เขาจึงรีบปล่อยมือออกราวกับโดนของร้อน
“มีอะไรไอ้ชาติ” เสียงทุ้มพยายามจะเก๊กขรึมให้ได้มากที่สุดเอ่ยถามลูกน้องที่โหวกเหวกโวยวายอยู่เป็นประจำ
“ลืมไปแล้วครับว่าจะมาพูดเรื่องอะไร” มือหนายกขึ้นเกาท้ายทอยแก้เก้อ แหม ใครจะคิดว่าจะเข้ามาในจังหวะจู๋จี๋กันปกติกัดกันยิ่งกว่าหมากับแมว พอตกใจมันก็ลืมหมดเลยว่าจะพูดอะไร
“แล้วกูจะรู้เรื่องกับมึงไหมวันนี้”
รถหรูแล่นเข้ามาจอดยังบริเวณหน้าคฤหาสน์ เสียงเบรกรถดังลั่นจนร่างเล็กสะดุ้งตกใจไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตมองตรงไปยังหญิงสาวผู้มาใหม่ ใบหน้าสวยคม คิ้วโก่ง ริมฝีปากอวบอิ่มเคลือบด้วยลิปสติกสีสดใส ผิวขาวเนียน มาพร้อมกับชุดเดรสรัดรูปอวดทรวงทรงหน้าอกหน้าใจล้นทะลักออกมาจนน่าหวาดเสียว เสียงรองเท้าส้นสูงย่ำเป็นจังหวะเร่งรีบก่อนที่ร่างนั้นจะวิ่งกระโจนใส่คนข้างกายเขา
"ลิษาคิดถึงเสี่ยจังเลยค่ะ” เสียงที่จงใจดัดให้เล็กแหลมเอ่ยออดอ้อน
แขนแกร่งรวบรับร่างผู้มาใหม่ด้วยความเคยชิน มือหนาวางพาดบนเอวคอดกิ่วอย่างคนที่รักษาหุ่นเป็นอย่างดี จมูกทรงสมัยนิยมกดหอมแก้มคนตัวสูงซ้ายที ขวาทีโดยไม่สนสายตาคนรอบข้าง
“มาที่นี่ทำไม” วิศวัตติ์เอ่ยถามเสียงนุ่ม ตอนแรกตั้งใจว่าจะผลักลิษาออก แต่พอเห็นสายตาใครอีกคนที่จ้องมองมาเขาจำต้องรวบกอดหญิงสาวตรงหน้า
“ก็เสี่ยกลับเชียงใหม่แต่ไม่เห็นโทรตามลิษามาหาเลย ลิษาเหงานะคะ คิดถึงเสี่ยด้วย” น้ำเสียงออดอ้อนเกินพอดีเรียกความรู้สึกขัดหูขัดตาให้ร่างเล็กเป็นอย่างมาก
กรรวีค่อย ๆ ถอยเท้าหลบฉากไปยืนใกล้ชิดกับชาติ ปากบางกระซิบถามเสียงแผ่วเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน เนื่องจากไม่ต้องการให้บุคคลในหัวข้อสนทนาได้ยินว่ากำลังถูกนินทาระยะเผาขน
“ใครอะพี่ชาติ”
“เอ่อ..” น้ำเสียงอึกอักลำบากใจที่เปล่งออกมาทำให้ร่างบางหันไปจ้องตาคาดคั้นเอาคำตอบ
“แฟนดีนเหรอ”
“ไม่ใช่ครับเสี่ยยังไม่มีแฟน” ชาติรีบหันไม่ปฏิเสธทันควัน เสี่ยเขายังไม่มีแฟน มีแค่เพียงคู่นอนที่มักจะแวะเวียนกันมาหาที่นี่เฉย ๆ
“อ๋อ แค่ก ๆ”
“คุณเอลไม่สบายอยู่ใช่เหรอครับ ขอโทษนะครับ” ชาติเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงก่อนจะกล่าวขอโทษล่วงหน้าแล้วยกมือขึ้นมาอังหน้าผากเพื่อวัดอุณหภูมิ พบว่าคนตัวเล็กตรงหน้ายังคงมีไข้สูงอยู่เลย
“จะทำอะไรก็เกรงใจผีสางบ้างนะ อย่าประเจิดประเจ้อให้มาก!” ร่างสูงที่เหลือบมองมาทันเห็นจังหวะที่ลูกน้องยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าสวยพอดี เหอะ มาอยู่ไร่เขาไม่กี่วันก็อ่อยคนงานเขาแล้วสินะ หน้าไม่อายดีจริง ๆ
ดวงตาคู่สวยได้แต่กลอกตามองบนกับคนช่างจับผิด แค่เขาหายใจแรงยังผิดเลยมั้ง ให้ตายเถอะ คนนิสัยเสีย เมื่อก่อนยังน่ารักกว่านี้แท้ ๆ ร่างบางจงใจเมินคำพูดของเจ้าของบ้านและหันไปทางชาติเพื่อกระซิบกระซาบคุยกันต่อราวกับเสียงของวิศวัตติ์เป็นเสียงนกเสียงกา สร้างความขุ่นใจให้ร่างหนาไม่ใช่น้อย ขายาวก้าวมายังร่างเล็กที่จงใจเมินเขาก่อนจะรั้งเรียวแขนเล็กข้างที่ไม่เจ็บเข้ามาหาตัวเอง
กรรวีตวัดสายตาไปมองอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก ตั้งแต่เขาเจอกับคนตรงหน้าเขาเจ็บตัวตลอด เขารู้ว่าสิ่งที่เขาเคยทำมันผิด แต่เขาไม่ใช่ที่ระบายอารมณ์เสียหน่อย ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นหยิกมือหนาอย่างอดไม่ได้ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงไปบนต้นแขนแกร่งไม่เบาแรง
“มึงกล้าตีกูเหรอ”
“กล้าสิ ทำไมเอลต้องกลัวด้วย ดีนเรียกเอลดี ๆ เอลก็หัน ทำไมชอบทำให้เจ็บตัวอยู่เรื่อยเลย รสนิยมซาดิสม์หรือไง”
“เจ็บแค่นี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำกับคนอย่างมึง”
“ทำไม คนอย่างเอลมันทำไม”
“ก็มึงมัน..!”
“นี่ใครเหรอคะเสี่ย เด็กรับใช้ใหม่เหรอ นี่น้อง! ไปเอาน้ำส้มมาให้แก้วหนึ่งสิ” เสียงแหลมเอ่ยแทรกอย่างต้องการมีส่วนร่วมสายตาเหยียดหยามไล่มองร่างเล็กตั้งแต่หัวจรดเท้า เด็กรับใช้คนนี้ไม่มีมารยาท ยืนเถียงเจ้านายฉอด ๆ เขาจะสั่งสอนแทนเสี่ยเอง
“ผมลูกคนเดียวครับ” รอยยิ้มใสซื่อถูกส่งไปให้คนตรงหน้า
“จะลูกคนเดียวหรือลูกกี่คนก็ช่าง ไปเอาน้ำมาให้ฉันเดี๋ยวนี้” ปลายนิ้วที่ถูกทาด้วยสีแดงสดชี้นิ้วสั่งการราวกับว่าตนนั้นคือนายหญิงของบ้าน
"ห้องครัวอยู่ตรงนั้นครับ เดินตรงไปเลี้ยวซ้าย รู้จักซ้ายขวาไหมครับ” มือเล็กชี้ตรงไปยังทิศทางห้องครัวภายในบ้านที่ตัวเขานั้นก็เพิ่งจะมาครั้งแรกเช่นกัน
ใบหน้าสวยบูดบึ้งอย่างหงุดหงิดใจ รองเท้าส้นสูงกระทืบลงพื้นเพื่อหวังเรียกร้องความสนใจจากร่างหนา หน้าอกหน้าใจที่ใหญ่จนล้นอกนำมาเบียดถูไถกับแขนแกร่งของคนตัวโต ศีรษะเอียงซบอย่างออดอ้อน ปลายนิ้วเรียวชี้มายังร่างเล็กของเด็กกะโปโลตรงหน้า
“ดีนดูคนรับใช้ของดีนสิคะ ไม่น่ารักกับลิษาเลย” เสียงเล็กแหลมฟ้องอย่างเอาแต่ใจ
“ไปเอาน้ำส้มมา” คำสั่งเจ้าของบ้านถือเป็นเด็ดขาด รอยยิ้มเย้ยหยันถูกส่งไปให้ร่างเล็กตรงหน้าอย่างผู้ชนะที่มีวิศวัตติ์คอยให้ท้าย
“อยากกินก็ไปเอาเอง ทำไมเอลต้องไป”
“นี่คือคำสั่ง”
“ไม่ทำ ไม่อยากทำ”
“เอล!” เสียงทุ้มครางต่ำ เขาชักจะหงุดหงิดในความดื้อรั้นของเด็กตรงหน้าเต็มที
กรรวีเหลือบมองไปยังคนตัวสูงที่ยืนนิ่งมองผู้หญิงของตัวเองชี้นิ้วสั่งเขา สายตาอวดดีถูกหยิบยกออกมาใช้
“ไม่ เฮ้ยยยย” ร่างทั้งร่างลอยหวือขึ้นไปบนบ่าแกร่ง
วิศวัตติ์รวบยกเด็กดื้อที่สร้างความหงุดหงิดใจให้เขาตั้งแต่เจอหน้า ขายาวก้าวพาร่างเล็กที่ดิ้นขลุกขลักไม่กลัวตกพาขึ้นไปยังชั้นบนของบ้านโดยไม่สนสายตาที่มองมาของทั้งชาติ ย้ง หรือแม้กระทั่งลิษาที่ที่กำลังจะก้าวตามขึ้นไปแต่กลับถูกย้งและชาติกันเอาไว้ก่อน
“เสี่ยเคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอครับว่าไม่อนุญาตให้ใครก็ตามขึ้นไปยังชั้นบนของบ้าน”
“แล้วทำไมอีเด็กนั่นมันขึ้นไปได้” ลิษาไม่คิดจะรักษากิริยาอีกต่อไปเมื่อวิศวัตติ์ไม่ได้อยู่ตรงนี้
“นั่นคือคนพิเศษครับ/นั่นคือคนพิเศษครับ” ย้งและชาติตอบพร้อมกับโดยไม่ได้นัดหมายก่อนจะหันมาขยิบตาให้กัน
“ฉันจะขึ้นไป ขี้ข้าอย่างพวกแกหลีกทางไปเดี๋ยวนี้”
“ถ้าคุณลิษายังรั้นอยู่แบบนี้ เสี่ยอนุญาตให้โยนออกไปได้เลย จำได้ไหมครับ”
“จิ๊ ฝากไว้ก่อนเถอะ” ว่าจบก็สะบัดตัวเดินหายออกไปทันที เขาไม่ยอมแพ้หรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้เขาค่อยมาใหม่ก็ได้
