บทที่ 5 สันดานชายแท้

ขายาวก้าวพาร่างเล็กที่ดิ้นขลุกขลักบนบ่าแกร่งไม่หยุดเสียที แรงเท่าแมว ดิ้นไปก็เหนื่อยเปล่า ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นฟาดไปบนก้นนิ่มอย่างแรงเพื่อปรามไม่ให้เด็กดื้อดิ้นมากจนผลัดตกลงไป กำปั้นเล็กยกขึ้นทุบหลังเพื่อให้ร่างหนาปล่อยเขาลง เสียงร้องโวยวายลั่นบ้านเรียกให้บรรดาคนงานในคฤหาสน์แอบชะเง้อคอมองดูแต่กลับไม่มีใครคิดสอดมือเข้ามาช่วยเหลือแต่อย่างใด ใครจะกล้ากันล่ะ ก็ในเมื่อคนที่อุ้มร่างบางคือนายเหนือหัวของพวกเขานี่ ดิ้นไปดิ้นมาอยู่นานจนเหนื่อยคนพี่ก็ยังไม่ปล่อยเสียทีจนกรรวีถอดใจหยุดขัดขืนไปเสียเอง ก็มันเหนื่อยอะ อยากพาไปไหนก็ตามใจเลยละกัน

เสียงลูกบิดประตูห้องดันขึ้นก่อนที่วิศวัตติ์จะพาคนตัวเล็กเข้าไปในห้องนอนที่ถูกตกแต่งด้วยโทนน้ำเงินดำ การจัดตกแต่งภายในห้องไม่ได้มีอะไรมากมายเกินความจำเป็น เครื่องปรับอากาศถูกเปิดไว้จนอุณหภูมิเย็นเฉียบ ผ้าม่านที่ถูกปิดจนทึบจนมองไม่เห็นแสงลอดผ่านมาเลยแม้แต่น้อย กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเทียนหอมยี่ห้อที่เขาเคยบอกว่าชอบก็ยังคงมีอยู่ในห้องนี้ราวกับเป็นเรื่องบังเอิญ

ร่างเล็กถูกจับเหวี่ยงลงไปบนที่นอนคุณภาพดีขนาดคิงไซซ์จนเจ้าตัวกระเด้งกระดอนไปมาแต่ก็ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้แต่อย่างใด เมื่อตั้งหลักได้จึงรีบดีดตัวลุกขึ้นยืนจังก้าอยู่บนที่นอน ปลายนิ้วชี้ไปยังใบหน้าหล่อเหลาอย่างเอาเรื่อง หน็อย คิดว่าเขาเป็นเด็กกำพร้าเข้าหน่อยนึกอยากจะหิ้วพาเข้าห้องก็ทำได้ทุกเมื่อหรือไง เมื่อนึกได้ดังนั้นคนตัวเล็กจึงหันหลังก้มลงคว้าหมอนใบโตปาใส่คนที่ยืนทำหน้าตากวนอารมณ์อยู่ที่ปลายเตียง แต่ด้วยทักษะการออกกำลังที่ติดลบทำให้แรงเหวี่ยงที่เหวี่ยงออกไปไม่ได้ทำให้ใครอีกคนรู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย

“นี่มึงเขวี้ยงหมอนใส่กูเหรอ” วิศวัตติ์กระโจนพุ่งเข้าใส่ร่างเล็กที่หันหลังเตรียมจะวิ่งหนีลงจากเตียง แต่คนที่เจ็บทั้งขา เจ็บทั้งแขนอย่างเขาจะเคลื่อนไหวแต่ละทีก็ลำบาก เสียเปรียบทุกประตู

แรงโถมกดทับจากคนตัวโตทำให้เขาขยับไปไหนไม่ได้ แต่มีหรือที่เขาจะยอม ฟันคมซี่สวยอ้างับกัดลาดไหล่อีกคนไม่เบาแรง แต่นั่นไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้ใครอีกคนเลยแม้แต่น้อย

“โอ๊ยยย เจ็บ ๆ ฮึก เอลเจ็บนะ” กลายเป็นกรรวีที่สะอื้นเสียเองเมื่อปลายนิ้วแกร่งจงใจหยิกต้นแขนข้างที่ไม่ได้ใส่เฝือกอย่างแรงจนเนื้อแทบจะหลุดติดมือเสียให้ได้

“ดี ทีหลังก็จำสิ เวลาสั่งอะไรให้ทำ ไม่ใช่มาขัดคำสั่ง”

“ก็เอลไม่อยากทำ ทำไมดีนต้องสั่งให้เอลไปเอาน้ำให้ผู้หญิงคนนั้นด้วย” ริมฝีปากบางเบ้อย่างน้อยใจ เขาไม่ชอบที่คนตัวโตทำเหมือนหยามเขาขนาดนี้ แต่เขารู้ดีว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์อะไรจะไปหึงหวงดังเช่นแต่ก่อน

“ก็เพราะมันคือคำสั่งกูไง!!” เสียงทุ้มตะคอกดังลั่นจนคนใต้ร่างสะดุ้งตกใจ สองสายตาสบกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

“ดีนชอบเขาเหรอ” กรรวีกลั้นใจถามออกไป

กูชอบทุกคนบนโลกนี้มากกว่ามึง

เสียงทุ้มเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ นิ้วหนาล็อกบีบปลายคางเรียวเมื่อคนใต้ร่างพยายามจะหันหน้าหนีความจริง แววตาคมเข้มจ้องมองสอดประสานไม่คิดจะหลบสายตาเพื่อยืนยันว่าที่ตนนั้นพูดไปคือความจริงทั้งหมด

กรรวีได้แต่เม้มปากแน่น แววตาคู่หวานสั่นไหวอยู่ในที เขาพยายามที่จะบังคับใจตัวเองให้เข้มแข็ง เขาจะไม่ร้องไห้ เขาจะไม่ยอมแพ้หรอกนะ ช่วงเวลา 7 ปีที่ต้องห่างกันมันมากเกินพอแล้ว ถ้าเขายอมแพ้แล้วคิดจะถอดใจง่าย ๆ เขาคงไม่ต้องลำบากบินกลับมาไทยให้เสียงเวลาหรอก

ความเงียบจากการที่เอาแต่จ้องสบตากันดำเนินไปอยู่สักพักจนร่างบางที่เริ่มอึดอัดหายใจไม่ออกจากแรงกดทับของน้ำหนักตัวที่ร่างหนาทับอยู่บนตัวเขา มือเรียวทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาดันแผงอกแกร่งอย่างหลงลืมตัวว่าตนนั้นแกล้งเจ็บอยู่ เขาพยายามขยับตัวเพื่อให้หลุดพ้นจากคนด้านบนแต่ก็เปล่าประโยชน์ก็ในเมื่อวิศวัตติ์จงใจเพิ่มแรงกดทับลงมาอีกเป็นเท่าตัวจนร่างเล็กหายใจลำบาก กระดุมเสื้อชุดนอนที่ถูกติดแบบลวก ๆ ในช่วงที่งัวเงียตื่นนอนมา หลุดออกตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่อาจทราบ ผิวขาวเนียนเด่นสะดุดตาแต่ที่สะดุดตายิ่งกว่าก็คงจะเป็นยอดอกสีหวานไม่ต่างจากใบหน้าของเจ้าตัว

ความเย็นของเครื่องปรับอากาศส่งผลให้ยอดทับทิมเม็ดเล็กแข็งเป็นไตโดยอัตโนมัติแถมยังท้าทายสายตาเสือหิวด้านบนไม่ใช่น้อย ปลายนิ้วหนาเลื่อนมาสะกิดหยอดตุ่มไตสีสวยน่าทาน เมื่อคิดว่าน่าทานก็คงต้องทาน ปลายลิ้นอุ่นแลบเลียหยอกเย้าอย่างมีชั้นเชิงจนคนอ่อนประสบการณ์ได้แต่พยายามกลั้นเสียงครางเสียว มือเล็กพยายามรั้งใบหน้าหล่อเหลาให้เงยหน้าออกจากหน้าอกแบนของเขา

“อึก อย่านะ” เสียงใสเอ่ยขาดห่วงเมื่อจังหวะลงลิ้นเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนกรรวีเผลอแอ่นอกสู้ลิ้นตามสัญชาตญาณ

ฟันคมกัดดึงเม็ดทับทิมเล่นอย่างชอบอกชอบใจ เด็กบ้านี่ตัวหอมชะมัด จมูกโด่งเป็นสันเริ่มเคลื่อนย้ายไปซุกไซร้ซอกคอขาวราวกับต้องการหาแหล่งกำเนิดความหอมหวานนี้ ปากหยักขบเม้มดูดดึงสร้างรอยรักสีกุหลาบจนทั่วทุกที่ที่ลากผ่าน มือหน้าบีบเคล้นสะโพกนิ่มอย่างชอบอกชอบใจ ตัวเล็กขนาดนี้แท้ ๆ แต่กลับจับแล้วรู้สึกนุ่มนิ่มไปเสียหมด

“อื้อ เจ็บ อ๊ะดีน ซี้ดดดส์” กรรวีครางกระเส่าอย่างยากที่จะห้าม เมื่อคนตัวโตเล่นงานจุดอ่อนไหวของร่างกายแทบทุกจุด

กระดุมเสื้อชุดนอนสีหวานถูกปลดจนไม่เหลือสักเม็ดเผยหน้าท้องแบนราบ สะดือเล็กไล่ลงมายังส่วนอ่อนไหวที่คนใต้ร่างพยายามเป็นอย่างมากที่จะหนีบขาปิดเอาไว้ ฝ่ามือร้อนค่อย ๆ ลูบไล้ไปตามสีข้างจนขึ้นไปช้อนเฉยปลายคางให้ใบหน้าหวานเชิดขึ้น ริมฝีปากหยักค่อย ๆ เคลื่อนประกบเป็นคนใต้ร่างอย่างหนักหน่วงไม่คิดจะเบาแรง

กลีบปากบางโดนวิศวัตติ์บดจูบรุนแรงจนแตก ได้กลิ่นสนิมคลุ้งทั่วอยู่ในโพรงปาก ร่างบางได้แต่ยกมือรัวทุบอกประท้วงการกระทำที่แสนเอาแต่ใจของคนด้านบน แก้มนิ่มถูกบีบเข้าหากันจนยู่เพื่อบังคับให้ต้องเปิดปาก ลิ้นหนาถูกส่งเข้าไปสำรวจโพรงปากร้อนที่ร้อนตามอุณหภูมิของร่างบางที่เริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เรียวลิ้นเล็กด้อยประสบการณ์ได้แต่หนีการรุกรานไล่ต้อนของคนใจร้ายด้านบน

เสียงแลกลิ้นดังขึ้นคลอไปกับเสียงครางอื้ออึงของเด็กแสบที่พยายามจะหันหนี มือเรียวที่ดันอกแกร่งในตอนแรกได้แต่ยอมจำนนให้กับรสสัมผัสที่โหยหามานานถึง 7 ปี สองลิ้นเกี่ยวกระหวัดไล่ต้อนดูดดึงไปตามแต่ใจที่คนพี่จะนำพา ลมหายใจร้อนเริ่มติดขัดชัดเจนราวกับถูกช่วงชิงลมหายใจไปทุกขณะจิต กำปั้นเล็กจึงเริ่มยกขึ้นทุบอกหนาอีกครั้ง

“แฮ่ก ๆ พอแล้ว” เมื่อได้รับอิสระกรรวีจึงไม่รอช้าที่จะกอบโกยอากาศเข้าสู่ปอดให้ได้มากที่สุด เรียวขาถูกดันให้แยกอ้ากว้างก่อนที่ร่างสูงจะแทรกตัวเข้ามาอยู่ตรงกลาง มือเรียวรีบคว้าจับฝ่ามือใหญ่ไว้ได้ทันก่อนที่อีกคนจะเปลื้องผ้าเขาจนหมดตัว

“แค่ก ๆ จะทำอะไร” เสียงไอแทรกมาก่อนที่ร่างบางจะทันได้ถามคำถาม เหมือนไข้จะขึ้นเลยแฮะ 

“เอามึงไง ไม่น่าถาม”

“มะ ไม่ได้” กรรวีส่ายหน้าพรืดเพื่อปฏิเสธในสิ่งที่คนตัวโตต้องการ

“ไหนบอกว่ารักกู คิดถึงกู แค่นี้ให้กูไม่ได้เหรอ” วิศวัตติ์เอ่ยถามออกมาหน้าตาย

ราวกับสติที่กระเจิดกระเจิงเพราะความวาบหวามวิ่งแทรกเบียดกันกลับเข้ามาทันที ปลายเท้าเล็กยกขึ้นยันอกแกร่งจนคนตัวโตด้านบนที่ไม่ทันได้ตั้งตัวหงายท้องตกลงเตียงไป กรรวีรีบจัดการแต่งตัวติดกระดุมให้เรียบร้อยก่อนจะลุกขึ้นยืน

“อย่ามาทำสันดานชายแท้กับเอลนะดีน” มือเรียวคว้าโคมไฟหัวเตียงยกทุ่มใส่ร่างสูงที่พลิกตัวหลบได้ทันอย่างเฉียดฉิว

เพล้ง

“กล้ามากนะที่ทุ่มโคมไฟใส่กู” ร่างหนากัดฟันกรอดอย่างพยายามหักห้ามใจมันน่าจับทุ่มลงพื้นจริง ๆ

เศษแก้วของโคมไฟแตกกระจัดกระจายไปทั่วพื้นเย็นเฉียบ ใบหน้าหล่อเหลาหันไปตวัดสายตาคมดุใส่ร่างเล็กบนเตียงที่จงใจยกโคมไฟทุ่มใส่เขา ถ้าเขาหลบไม่ทันคงไม่แคล้วเลือดตกยางออกเป็นแน่ เรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันมุ่นเมื่อค้นพบว่าแขนข้างที่ใส่เฝือกอ่อนอยู่นั้นดูเหมือนจะไม่ได้หักอย่างที่เขาคิดเพราะเจ้าตัวดีดันเผลอใช้แขนข้างนั้นหยิบโคมไฟขึ้นมาให้เห็นคาตา

ร่างสูงกระโดดเพียงก้าวเดียวก็ถึงตัวคนตัวเล็กที่กำลังหันหลังเตรียมจะวิ่งหนีคนนิสัยไม่ดีอีกครั้ง มือแกร่งคว้ารวบร่างบางขึ้นบ่าก่อนจะจับอีกคนทุ่มลงบนเตียงอีกครั้ง ที่นอนคุณภาพดีสมราคารองรับแรงกระแทกได้ดีทำให้คนตัวเล็กไม่เจ็บตัวมากนัก เฝือกอ่อนที่ใส่อยู่ถูกกระชากดึงออกอย่างแรง ข้อมือเล็กที่ยังคงบวมช้ำอยู่ถูกตรึงขึ้นเหนือศีรษะ แรงกดไม่เบานักทำให้กรรวีไม่กล้าดิ้นแรงเพราะหวั่นจะทำให้ตัวเองเจ็บเพิ่มขึ้นอีก

“เจ็บ” เสียงเล็กครางสั่นเมื่อแรงกดที่ข้อมือเพิ่มมากขึ้นอย่างต้องการทำโทษ

“มึงกับลูกน้องกูรวมหัวกันหลอกกูว่าแขนหักสินะ” วิศวัตติ์มองคนใต้ร่างอย่างเอาเรื่อง ไอ้พวกลูกน้องเขาก็เลี้ยงไม่เชื่องสักตัว โดนมารยาเด็กนี่หลอกไปจนหมด

“ไม่ใช่นะ คือ..คือ”

“ถ้าคิดจะโกหกต้องกล้าสบตานะเตี้ย” แววตาคมจ้องมองคนใต้ร่างนิ่ง สรรพนามที่เคยเรียกในครั้งวันวานถูกเจ้าตัวเผลอใช้อีกครั้ง

“เอลแค่อยากอยู่ที่นี่ต่อ”

“ก็เลยเลือกที่จะโกหก เวลาตั้ง 7 ปีที่ผ่านมามึงไม่คิดจะเปลี่ยนสันดานนี้เลยใช่ไหม!!”

เสียงตะคอกดังลั่นห้อง ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้คนใต้ร่างก็มักจะเลือกวิธีโกหกเขาจนเขาไม่อาจเชื่อใจหรือเชื่อในคำพูดของคนคนนี้ได้อีกต่อไป

“ดีนก็อย่าไล่เอลสิ ให้โอกาสเอลบ้างไม่ได้เหรอ” น้ำเสียงอ้อนวอนจากคนใต้ร่างไม่ได้สร้างความน่าสงสารให้เจ้าตัวเลยแม้แต่น้อย

ภาพความทรงจำในวันที่ร่างเล็กบอกเลิกเขาเพื่อไปหาสิ่งที่ดีกว่ามันยังคงตามมาหลอกหลอนเขาในบางครั้งที่หลงลืมคืนวัน คำว่า เอลไม่ต้องการมีดีนในชีวิตอีกต่อไปแล้ว ยังคงฝังรากลึกอยู่ในห้วงความทรงจำที่แย่สำหรับเขาอยู่เลย ในวันที่มือหนาพยายามไขว่คว้าร่างบางมาสวมกอด เหนี่ยวรั้งเอาไว้เพื่อให้ไม่อีกคนหนึ่งทิ้งตนไป แต่กลับได้มาเพียงสายตาห่างเหินเย็นชาราวกับที่ผ่านมาเขาไม่รู้จักคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย น้ำตาลูกผู้ชายหลั่งไหลเป็นครั้งแรกเพื่ออ้อนวอนขอว่าอย่าทิ้งเขาไปได้ไหม แต่เด็กนี่ก็ยังคงเลือกที่จะทิ้งเขาไปอยู่ดี เขาเจ็บแล้วจำ ใครจะอยากกลับไปเจ็บซ้ำๆ กับคนคนเดิมก็ทำไปแต่เขาคงไม่คิดจะกลับไปอีก หนังสือเล่มเดิมสักวันตอนจบแบบเดิมก็ต้องวนกลับมาอีกอยู่ดี

“มึงกลับมาทำไมอีกกันแน่ พ่อแม่กูจ้างมึงมาอีกหรือไง” แววตาไหววูบไปชั่วขณะเมื่อนึกถึงสิ่งที่พ่อกับแม่ของเขาเคยพูดเอาไว้

“ไม่ใช่ เอลคิดถึงดีน ให้โอกาสเอลอีกครั้งเถอะ อย่างน้อยก็เปิดใจให้เอลจีบดีนนะ”

“มึงอยากทำงานที่นี่ก็ทำไป แต่แค่ต่างคนต่างอยู่ก็พอ อย่าเสนอหน้ามาให้กูเห็น” เขาเลือกที่จะยอมถอยลงให้ก้าวหนึ่ง ว่าจบร่างสูงก็ลุกขึ้นยืนก่อนจะถอยลงจากเตียงไปยืนมองคนบนเตียงที่ยังนอนนิ่งไม่คิดจะขยับไปไหน

ชายเสื้อชุดนอนสีชมพูหวานเลิกขึ้นจนเผยผิวเนียนที่ตอนนี้ถูกแต่งแต้มไปด้วยร่องรอยสีกุหลาบด้วยฝีมือของเขาเอง ปกติไม่ว่าจะกับคู่นอนคนไหนก็ตามเขาแค่ทำให้มันจบ ๆ ไปเพื่อระบายความต้องการเพียงเท่านั้น ไม่เคยคิดที่จะทิ้งร่องรอยอะไรไว้บนผิวกายของคนอื่นเลยสักนิด แล้วทำไมเขาถึงได้เผลอทำรอยไว้มากมายขนาดนั้นบนผิวขาว ๆ นั่นกันนะ วิศวัตติ์หันหลังเตรียมจะก้าวเดินออกจากห้องไปแต่กลับต้องชะงักเท้า

“คนก็บอกอยู่ว่าจะกลับมาจีบ ไม่ให้เจอหน้าชาติไหนจะจีบติด บ้าปะ” ใบหน้าสวยเอียงคอมองคนรักเก่าพูดมาได้ไงต่างคนต่างอยู่ อย่าหวังเลย เขาจะตามจีบยิ่งกว่าเงาตามตัวอีก

“มึงนี่มัน..”

“อย่าเล่นตัวให้มากนักเลย ยอมกลับมาเป็นของเอลดี ๆ เถอะ” ร่างเล็กก้าวลงจากเตียงก่อนจะค่อย ๆ เดินกะเผลกขาเข้าหาคนตัวโตที่ยืนนิ่งจ้องมาที่เขาด้วยสายตาเย็นชา

“เตี้ยระวัง..” วิศวัตติ์ตกใจรีบถลาเข้าหาร่างเล็ก

“โอ๊ยยย”

ปลายเท้าเล็กที่ไม่ได้สวมใส่รองเท้าสลิปเปอร์เหยียบไปบนเศษโคมไฟจนแก้วปักเข้าผิวเนื้อใต้ฝ่าเท้า เลือดสีสดไหลซึมออกมาเปื้อนไปทั่วฝ่าเท้าทันที กรรวีเซไปอยู่หลายก้าวก่อนจะได้คนตัวสูงช้อนอุ้มแนบชิดอกแกร่ง ขายาวรีบก้าวพาคนตัวเล็กออกจากห้องนอนทันที

เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นชิดอกดังคลอมาพร้อมกับอาการร้อนรนของคนอุ้ม มือเล็กขยุ้มเสื้อโปโลที่อีกคนสวมใส่อยู่จนยับยู่ยี่ ม่านน้ำตาบดบังสายตาจนเจ้าตัวไม่อาจเห็นว่าคนที่อุ้มตนอยู่นั้นทำสีหน้าอย่างไรอยู่กันแน่

“ชาติ ไอ้ชาติ เอารถออก!!” เสียงตะโกนของเจ้านายดังลั่นบ้านจนชาติที่กำลังแอบกินอาหารฝีมือคุณเอลอยู่ในครัวต้องรีบวิ่งกระหืดกระหอบออกมารับหน้า

“ครับ” ชาติที่ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างในอ้อมแขนเจ้าของไร่ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ต่างจากเมื่อวานนี้เลยสักนิด เจ็บตัวอีกแล้วคุณเอลของไอ้ชาติ

เลือดสีแดงสดยังคงหยดไหลไปตามทางที่วิศวัตติ์เดิน อ้อมแขนแกร่งกระชับกอดร่างเล็กในอกแน่นอย่างหลงลืมตัวเมื่อรับรู้ได้ว่าคนเจ็บในอ้อมแขนนั้นกำลังร้องไห้เสียจนตัวโยนมากกว่าเมื่อวานเสียอีกที่เขาเผลอบีบแขนไปเสียอีก เขารู้ดียิ่งกว่าใครว่าเด็กนี่กลัวเลือดยิ่งกว่าอะไรดี เมื่อชาติขับรถมารอรับที่หน้าบ้านเขาจึงรีบพาขึ้นรถทันทีก่อนที่จะออกคำสั่งให้ไปโรงพยาบาลที่ดีที่สุดและใกล้ที่สุด

ปลายเล็บคมจิกขย้ำอกแกร่งหวังระบายความเจ็บหน่วงที่ปลายเท้า ภาพความทรงจำที่ฝังรากลึกแต่เลือนรางย้อนกลับเข้ามาสู่โสตประสาทอีกครั้ง ในภาพที่กรรวีนั้นเห็นคือเด็กผู้ชายตัวเล็กหน้าตาจิ้มลิ้มน่าเอ็นดู ผิวขาวนัยน์ตาสีอ่อนกำลังกอดตุ๊กหมีร้องไห้ราวจะขาดใจ ตรงหน้ามีกองเลือดมากมายเต็มไปหมด หันไปทางไหนก็มีแต่เลือด กลิ่นเหม็นคาวโชยไปทั่วบริเวณ เปลวเพลิงที่ค่อย ๆ ลุกโหมทั่วบ้านคือภาพสุดท้ายที่จำได้ ใบหน้าสวยเริ่มเบะเบ้ มือเท้าเริ่มจิกเกร็ง เนื้อตัวสั่นสะท้านน่าหวั่นใจ

“เตี้ยหายใจเข้าลึก ๆ ดีนอยู่นี่ ใจเย็น ๆ สูดลมหายใจเข้านับหนึ่ง สอง สามแล้วค่อยหายใจออก” วิศวัตติ์ปรับโทนเสียงเป็นนุ่มทุ้ม มือหนายกขึ้นลูบหัวอย่างปลอบประโลม ร่างเล็กรู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด อาการเครียดเกร็งเริ่มดีขึ้น

ชาติที่รับหน้าที่เป็นสารถีแอบคอยชำเลืองมองทั้งสองคนผ่านกระจกส่องหลังด้วยความเป็นห่วง ภาพที่เจ้านายของเขาคอยกอดปลอบคนตัวเล็กอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยมีสักวินาทีที่จะคลายอ้อมแขนออกหรือทำหน้าเบื่อหน่ายรังเกียจอย่างที่ทำในยามปกติ ก็ดูรักกันดีนี่นา แล้วเลิกกันไปทำไม ชาติได้แต่คิดในใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป