บทที่ 6 กลับบ้านเรา
รถตู้คันหรูขับมาตามทางที่ความเร็วเกือบจะเกินกำหนด ถนนหนทางช่วงเวลานี้เต็มไปด้วยรถโดยสารเพราะยังเช้าอยู่ผู้คนจึงกำลังเดินทางไปทำงานด้วยความเร่งรีบกันทั้งนั้น บ้างก็ต้องไปส่งลูกหลานที่โรงเรียน ชาติที่พยายามขับให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้แต่ก็เหมือนจะยังไม่ทันใจเจ้านายของตน เสียงทุ้มเร่งเร้ามาจากด้านหลังไม่ได้ขาดจนเขานั่งแทบไม่ติดเบาะ
“นี่มึงขับรถหรือขับเต่า เร็วกว่านี้อีกไม่ได้หรือไง”
“ผมก็รีบที่สุดแล้วเสี่ย แต่มันยังเช้าผู้คนกำลังออกไปทำงาน รถมันเลยติดครับ”
“ต้องเร็วกว่านี้ โดนใบสั่งช่างมัน แต่ขับให้นิ่ม ๆ นะมึง อย่าส่ายไปส่ายมา” สิ้นคำสั่งปลายเท้าหนักก็เริ่มแตะเหยียบคันเร่งทันที เขาต้องรีบพาคุณเอลไปส่งโรงพยาบาลก่อนที่เจ้านายเขาจะอาละวาดมากกว่าที่เป็น
“ดีน ฮึก” เสียงสะอื้นชิดอกของร่างเล็กบนตักเอ่ยเรียก
“ว่าไงเตี้ย” ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงมองคนในอ้อมแขน มือหนาคอยลูบปลอบประโลมไม่ได้ขาด สิ่งที่เขากลัวที่สุดในตอนนี้คืออาการแพนิคต่อเลือดจนถึงขั้นชักเกร็งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงเวลาที่คบกัน
“เอลกลัว ฮื่ออ ภาพพวกนั้นมันเข้ามาในหัวอีกแล้ว” ใบหน้าสวยมุดเข้าหาไออุ่นเพียงหนึ่งเดียวตรงนี้ พื้นที่ปลอดภัยของเขา
พวงมาลัยถูกหักเลี้ยวเข้ามาจอดยังบริเวณหน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนที่ขึ้นชื่อว่าค่ารักษาแพงที่สุดแต่ก็แลกมาด้วยบริการการรักษาที่ดีที่สุดเช่นกัน ขายาวก้าวลงมาจากรถมาพร้อมกับคนในอ้อมแขน รถเข็นถูกนำมาเพื่อรอรับคนป่วยเข้าห้องฉุกเฉิน แต่เจ้าเด็กแสบดันไม่ยอมง่าย ๆ แขนเล็กรวบกอดคนตัวสูงแน่นราวกับไม่ต้องการแยกจากกัน
“ไม่เอา เอลไม่อยากเข้าไปคนเดียว” น้ำหูน้ำตาไหลพรากอีกครั้งเมื่อบุรุษพยาบาลพยายามที่จะพาเขาเข้ารับการรักษาแต่ตัวคนเจ็บกับไม่ยอมง่าย ๆ
“ผมเข้าไปด้วยได้ไหมครับ” วิศวัตติ์จำต้องเอ่ยถามออกไปเพราะดูท่าแล้วคงไม่ยอมง่าย ๆ แน่ ประจวบเหมาะกับที่คุณหมอเดินสวนออกมาพอดี
“อ้าวตัวเล็ก ได้แผลมาอีกแล้วเหรอ”
นายแพทย์ธีระ วิเศษกุล หมอหนุ่มไฟแรง ผิวขาวจัดตามพื้นเพทางบ้านที่มีเชื้อสายจีน ใบหน้าหล่อตี๋มีลักยิ้มสองข้างสวมแว่นตาเพื่อเพิ่มความภูมิฐานให้ตัวเองเพียงเท่านั้นเอ่ยทักทายคนไข้ที่เพิ่งจะได้พบปะกันเมื่อวาน ด้วยใบหน้าสวยหวาน แต่มีความดื้อรั้นที่แอบซ่อนอยู่ทำให้คนตัวเล็กถูกตาต้องใจเขามาก แต่ด้วยหน้าที่ทำเขาไม่สามารถออกตัวว่าต้องการจีบได้ หวังว่าจะมีโอกาสเจอกันนอกโรงพยาบาลนะ เขาจะได้ขอแลกช่องทางติดต่อเสียหน่อย
กรรวีที่ได้ยินเสียงคุ้นหูยอมผินหน้าออกจากอกแกร่ง ริมฝีปากบางเบ้ออกเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปซบอกแกร่งต่อ เสียงใสครางตอบเสียงอู้อี้ชิดอกกว้าง
“อื้อ”
“งั้นเข้าห้องเลย หมอว่างพอดี เดี๋ยวทำแผลให้” ธีระเอ่ยบอกก่อนจะเดินย้อนกลับเข้าไปภายในห้องที่ตนเพิ่งเดินออกมา
“ผมเข้าไปด้วยได้ไหมครับ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นกับคุณหมอที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของไข้เด็กแสบในอ้อมแขน เขาเองก็เพิ่งจะรู้ว่าหมอสมัยนี้เรียกคนไข้ว่าตัวเล็ก เรียกแบบนี้ทุกคนหรือเปล่านะ
“ถ้าญาติคนไข้ไม่รบกวนการทำงานของแพทย์ก็สามารถเข้าได้ครับ”
ไม่รอฟังคำอนุญาตซ้ำ วิศวัตติ์พาคนตัวเล็กเดินตรงเข้าไปยังห้องทำแผล เขาจำต้องขึ้นไปนั่งบนเตียงเพื่อสะดวกต่อการให้คุณหมอและพยาบาลภายในห้องทำแผลให้คนตัวเล็กที่ไม่ยอมปล่อยมือออกจากเขา ปลายเท้าเล็กถูกเหยียดตรงไปบนแท่นเหล็ก พยาบาลคนสวยใส่ถุงมือยางเตรียมพร้อมสำหรับการทำแผลให้คนไข้ขี้งอแงเจ้าเก่าที่เพิ่งเจอกันไปเมื่อวาน
“เดี๋ยวพี่จะคีบเศษแก้วออกให้ เจ็บนิดหนึ่งนะคะ” พยาบาลสาวที่เรียกแทนตัวเองว่าพี่ด้วยความเอ็นดูที่มีให้ มือเรียวหยิบฟอเซปเตรียมคีบแก้วออกแต่เท้าเล็กดันชักหนีเขาเสียก่อน
ดวงตาบวมช้ำจ้องมองฟอเซปอันยาวด้วยความหวาดระแวง สำหรับเขานั่นไม่ต่างจากฉมวกที่เอาทิ่มแทงมากกว่าการรักษา มือหนากดศีรษะถุยเข้าชิดอกก่อนจะพยักหน้าส่งสัญญาณให้พยาบาลลงมือทำแผล กรรวีที่เริ่มจะดิ้นขัดขืนจำต้องหยุดชะงักเมื่อเจ้าของอ้อมกอดพูดเรื่องน่าสนใจขึ้นมาเพื่อบ่ายเบี่ยงไม่ให้ร่างเล็กโฟกัสกับการรักษามากจนเกินไป
“อย่าดื้อ จะได้รีบกลับบ้านเราไปพักผ่อน”
เรียวคิ้วสวยขมวดมุ่น คำว่ารีบกลับบ้านนี่หมายถึงกลับไร่องุ่นธาดาใช่ไหม ดีนไม่ได้คิดจะไล่เขาออกจากไล่แล้ว เขาเข้าใจแบบนี้ได้ไหม หัวสมองครุ่นคิดเข้าข้างตัวเองอยู่นานจนพี่พยาบาลจัดการคีบแก้วออกได้สำเร็จ น้ำเกลือถูกน้ำมาชำระล้างแผลก่อนที่สำลีชุบแอลกอฮอล์จะถูกเช็ดรอบนอกบริเวณ ตลอดระยะเวลาที่พยาบาลทำแผลวิศวัตติ์ทำแค่เพียงกดใบหน้าเล็กเอาไว้ไม่ให้หันไปมอง
“เสร็จแล้วค่ะ แต่เหมือนจะมีไข้ด้วยนะคะเนี่ย”
“เดี๋ยวหมอขอตรวจเพิ่มหน่อย” ธีระที่ปล่อยให้หน้าที่ทำแผลเป็นของพยาบาลเดินเข้ามาดูอาการและตรวจเพิ่มเติม “อืม อยากนอนให้น้ำเกลือสักขวดแล้วค่อยกลับไหม”
“ไม่เอาครับ เอลจะกลับบ้าน พี่หมอแค่จ่ายยามาก็พอ เอลจะกินยาตามเวลาแบบไม่ลืมอีก”
“แสดงว่าเมื่อวานลืมกินใช่ไหมถึงได้อาการไม่ดีขึ้นเลย” สายตาดุจ้องมองคนไข้ตัวเล็กที่เผลอหลุดปากสารภาพผิดมาเสียแล้วว่าตนนั้นลืมกินยา มือหนาเตรียมจะเอื้อมมาลูบหัวเด็กตรงหน้าอย่างลืมตัว
วิศวัตติ์ที่เห็นดังนั้นจึงรวบกระชับคนตัวเล็กมาแนบชิดยิ่งขึ้น เขานั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ทั้งคนไอ้หมอหนาตี๋นี่ยังกล้าคิดที่จะทำประเจิดประเจ้อขนาดนี้ เขาชักสงสัยแล้วสิว่าเมื่อวานที่อ้างว่ามาหาหมอนาน ไอ้ที่นานนั้นแท้จริงคือการรักษานาน หรือว่าอ่อยหมอนานกันแน่
“แฮะ ๆ” รอยยิ้มใสซื่อถูกหยิบยกมาใช้
“ไม่ต้องนอนให้น้ำเกลือก็ได้ครับ แต่ครั้งนี้ต้องทานยาให้ตรงตามที่พี่หมอสั่งนะตัวเล็ก ถ้าลืมจนป่วยอีกละก็รอบหน้าโดนพี่จิ้มน้ำเกลือแน่”
“เสร็จแล้วใช่ไหมครับ” หลังจากที่เงียบอยู่นาน ร่างสูงจึงเอ่ยขึ้นบ้าง เขาทนฟังคุณหมอหยอกล้อกับเด็กนี่ไม่ไหวแล้ว อยากจะอ้วก เหอะ
“ครับ เดี๋ยวออกไปจ่ายเงินแล้วก็รอรับยาได้เลยครับ”
“ขอบคุณครับ” กล่าวขอบคุณจบร่างสูงจึงเดินเข็นรถที่มีร่างเล็กเป็นผู้โดยสารออกมายังจุดจ่ายเงินและรอรับยา
รถเข็นถูกเข็นมายังที่ว่างข้างเก้าอี้ วิศวัตติ์ที่ก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารในโทรศัพท์ไม่ได้สนใจคนเจ็บที่กำลังนั่งจ้องมองเขาอยู่แม้แต่น้อย อันที่จริงต้องบอกว่าเขาจงใจทำเป็นเมินเสียมากกว่า มือเล็กเอื้อมคว้าชายเสื้อคนพี่ก่อนจะกระตุกเรียกร้องความสนใจแต่ก็ได้รับเพียงความเงียบตอบกลับมา
“ดีน ทำไมถึงหล่อจะ…” บทสนทนาที่จะชวนอีกฝ่ายคุยถูกกลืนหายไปเมื่อมีเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นมาดังใกล้ ๆ จนกรรวีอดไม่ได้ที่จะหันไปมองยังรถเข็นที่ถูกบุรุษพยาบาลเข็นมาจอดข้างเขาแล้วเดินจากไป
ใบหน้าสวยเลิกคิ้วอยากประหลาดใจเมื่อร่างเล็กเจ้าของเส้นผมสีน้ำตาลที่มีสัดส่วนเทียบเท่ากับเขาร้องไห้สะอึกสะอื้นจนน่าสงสาร
“เดล” กรรวีลองหยั่งเชิงเรียกคนข้าง ๆ ที่มัวแต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้จนไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างแม้แต่น้อย
เมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อตนใบหน้าสวยจึงเงยขึ้นมาสบตาเจ้าของเสียงเรียก คิ้วสวยขมวดมุ่นนึกคิดอยู่นานแต่ก็ไม่มั่นใจว่าจะใช่คนคนเดียวกันกับในความทรงจำหรือเปล่า
“เอลเหรอ”
“ใช่ เอลเอง ฮื่อออ ไม่ได้เจอกันนานเลย”
“ฮื่อออ เอลจริง ๆ ด้วย เดลคิดถึงเอล”
สองร่างเล็กโผเข้ากอดกันแน่นโดยมีรถเข็นกั้นกลาง เสียงร้องไห้จ้าที่ไม่รู้ว่ามาจากความเจ็บบริเวณแผลหรือเพราะดีใจที่ได้เจอเพื่อนสนิทที่ไม่ได้ติดต่อมานานกันแน่ดังลั่นจนกลายเป็นจุดสุดใจได้ไม่ยาก
“ไอ้ดีน” เสียงทุ้มของผู้มาใหม่เอ่ยเรียกเพื่อนของตนที่บังเอิญเจอที่โรงพยาบาล ว่าแต่มันพาใครมาหาหมอกันนะ
“ไอ้เหี้ยภพ มึงมาทำอะไรที่…” สายตาคมเหลือบมาเห็นคนตัวเล็กที่นั่งกอดกับใครสักคนร้องไห้อยู่พอดี มือหนายื่นไปดึงออกก่อนจะตวัดสายตาไปจ้องมองร่างเล็กที่กล้ามากอดเด็กแสบตรงหน้า เพราะมัวแต่อ่านเอกสารการต่อสัญญากับต่างชาติจึงไม่ได้ให้ความสนใจร่างบางมากนักเผลอแป๊บเดียวกอดกับใครก็ไม่รู้ไปเสียแล้ว
“จะแดกหัวมันหรือไง จ้องอะไรขนาดนั้น” ภพที่เห็นว่าเพื่อนสนิทของตนแทบจะกินหัวแมวเด็กที่เขาพามาหาหมอจนต้องลากรถเข็นเข้ามาใกล้ตัว
เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเงียบลงทันทีเมื่อทั้งคู่ถูกดึงให้แยกห่างจากกัน กรรวีแหงนหน้ามองร่างสูงข้างกายที่ดึงเข้าออกมาจากเพื่อนรักที่หายหน้าหายตาจากกันไปนาน ล่าสุดที่ยังติดต่อกันได้คือช่วงที่เขาเพิ่งไปอยู่เบลเยียมใหม่ ๆ แต่เหมือนเพื่อนตัวเล็กก็ต้องไปเรียนที่ต่างประเทศเหมือนกันเลยขาดการติดต่อกันไป
“ดีนดึงเอลออกมาทำไม” ดวงตากลมโตจ้องมองอย่างนึกสงสัย
“หัดอายคนอื่นบ้างเถอะ อยากกอดกันมากก็ไปกอดกันที่อื่น นี่โรงพยาบาล” เสียงทุ้มเอ่ยดุออกมา ทำอะไรไม่มียางอายเอาเสียเลย
“ก็เอลไม่ได้เจอเดลตั้งนาน ดีนจำเดลไม่ได้เหรอ”
“เดลไหน”
มือเรียวเล็กกวักเรียกให้คนพี่ย่อตัวลงมาใกล้ก่อนจะป้องปากกระซิบข้างหูให้ได้ยินกันแค่สองคน วิศวัตติ์หันกลับไปมองรุ่นน้องตรงหน้า ก่อนจะเหลือบมองไปยังภพเพื่อนสนิทของเขาที่ทำธุรกิจในเครือเดียวกัน เรียวคิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างตั้งคำถาม
“เดลที่ตามตูดไอ้ภพต้อย ๆ ตั้งแต่เด็ก?”
“เอ่อ..ครับ สวัสดีครับพี่ดีน” กระพุ่มมือสวยยกขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม ก่อนที่เจ้าตัวจะเหลือบมองไปยังคนด้านหลังที่เอาแต่จ้องคนบนรถเข็นฝั่งตรงข้ามเขาไม่วางตา
“น้องเอลเหรอครับ” ภพเอ่ยทักทายคนที่ตนรู้สึกคุ้นหน้า คล้าย ๆ ว่าจะเป็นแฟนเก่าเพื่อนรักที่เลิกรากันไปนาน
“ไม่เจอกันนานเลยนะครับพี่ภพ” รอยยิ้มสดใสตัดกับคราบน้ำตาบนใบหน้าอย่างสิ้นเชิงถูกส่งไปให้คนตรงหน้า
“เจอกันทั้งทีดันมาเจอกันที่โรงพยาบาลเสียได้” ภพที่เหลือบมองสภาพรุ่นน้องตรงหน้าที่เนื้อตัวมีแต่ผ้าก็อซปิดแผลกับเสื้อผ้าของเพื่อนเขาที่มีคราบเลือดเปรอะเปื้อนชายเสื้อให้ได้เห็น
“เอาไว้นัดเจอกันวันหลังก็ได้นะครับ เอลกลับมาอยู่ที่ไทยแล้ว”
“แล้วตอนนี้พักอยู่ที่ไหนครับ เผื่อวันไหนว่าง ๆ พี่จะได้แวะไปหา เดี๋ยวพาไปเลี้ยงขนมด้วยเลยเอาไหม ว่าแต่ยังชอบกินเหมือนเดิมอยู่ไหม”
“อยู่กับกู ถ้าอยากเจอก็มาที่บ้านกูเดี๋ยวก็ได้เจอ” ฝ่ามือวางแปะไปบนศีรษะทุยอย่างหลงลืมตัว
เสียงเรียกคิวรับยาของคนตัวเล็กดังขึ้นวิศวัตติ์จึงพยักหน้าให้ชาติที่เพิ่งเดินมาถึงไปรับยาให้แทนก่อนที่จะหันมาให้ความสนใจกับเด็กแสบที่เอาแต่ยิ้มหวานให้ผู้ชายอยู่ได้ จะยิ้มอะไรนักหนา
“กูกลับก่อน ว่าง ๆ ค่อยนัดเจอ” ร่างสูงหันไปเอ่ยกับเพื่อนของตนก็จะหันรถเข็นของร่างเล็กไปยังทิศทางที่จอดรถ ก่อนจะลับสายตากรรวียังไม่วายหันมาโบกมือลาเพื่อนตัวเล็กของตน
รถเข็นถูกเข็นมาเรื่อย ๆ ตลอดทางร่างบางพยายามชวนคุยอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่มีการตอบรับกลับมาแม้แต่น้อย เสียงใสบอกเล่าเรื่องราวมากมายในช่วงที่ตนนั้นมาถึงไทยอย่างไร เดินทางมาไร่วันไหน บอกแม้กระทั่งว่าวันไหนชุดสีอะไรแต่คนพี่ก็ยังคงเงียบอยู่ สีหน้าที่บ่งบอกว่ารำคาญเสียเต็มประดาทำให้ร่างเล็กจำต้องเงียบเสียงลง
เสียงปลดล็อกรถถูกกดโดยชาติที่เดินนำมาก่อนล่วงหน้า ประตูรถถูกเปิดรออยู่ก่อนแล้ว ชาติเดินอ้อมมาอีกด้านของรถเข็นที่จอดนิ่งสนิท ชาติที่เห็นดังนั้นรีบปรี่เข้าไปหวังจะช้อนอุ้มคนตัวเล็กขึ้นไปนั่งบนรถแต่กับต้องชะงักเมื่อเจอสายตาคมดุที่จ้องมองมา มือหนาที่ทำท่าจะยื่นออกไปจำต้องหดกลับมาไว้ข้างตัว ร่างสูงพยักพเยิดหน้าเป็นการสั่งกลาย ๆ ให้ชาติไปนั่งประจำที่คนขับดังเดิม
“ขึ้นรถ” คนที่เงียบมาตลอดทางเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก กรรวีที่ไม่อยากกวนอารมณ์คนตัวโตให้หงุดหงิดยิ่งกว่าเดิมจำต้องค่อย ๆ เหยียดปลายเท้าเปล่าสัมผัสพื้นที่เย็นเยียบก่อนจะค่อย ๆ พยุงตัวเองกระเสือกกระสนขึ้นรถด้วยความลำบากตามด้วยร่างหนาที่ขึ้นมาโดยไม่มีแต่จะคิดยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
ประตูรถถูกปิดลงได้ไม่นานชาติที่รั้งรอเวลาอยู่ก่อนแล้วจึงเริ่มใช้ปลายเท้าแตะเหยียบคันเร่งทันที และด้วยความที่ยังนั่งไม่ดีประกอบกับยังไม่ทันได้คาดเข็มขัดนิรภัยให้ดีร่างเล็กจึงเซเสียจังหวะจนเกือบตกลงมาจากเบาะที่นั่ง แต่นับว่ายังโชคดีที่มีมือหนายื่นมาคว้าประคองตัวเขาเอาไว้ได้ทัน
ใบหน้าสวยหันไปตามแขนแกร่งก่อนจะเอ่ยขอบคุณออกมา รถยนต์ขับเคลื่อนไปได้ไม่นานศีรษะทุยที่พิงกับกระจกในตอนแรกก็ค่อย ๆ เคลื่อนไหลลงมาเพราะเจ้าตัวเผลอหลับไปด้วยอาการอ่อนเพลีย วิศวัตติ์เหลือบมองคนข้างกายที่บัดนี้แก้มนวลเริ่มแดงเนื้อตัวสั่นเล็กน้อยบ่งบอกว่าเจ้าตัวคงจะหนาวจากอากาศเย็นของเครื่องปรับอากาศ ปลายนิ้วกดต่อสายหาชาติที่อยู่ด้านหน้าออกคำสั่งเพิ่มอุณหภูมิรถยนต์ทันที ถึงแม้ชาติจะค่อนข้างแปลกใจที่คนขี้ร้อนอย่างเจ้านายสั่งเพิ่มอุณหภูมิรถแต่เขาก็ยังคนทำตามคำสั่งเป็นอย่างดี
ใบหน้าหล่อเหลาหันซ้ายหันขวาเพื่อดูว่ารถมีอะไรที่พอจะคลุมทับร่างบางให้คลายหนาวได้หรือเปล่าแต่กับไม่มีเลยสักอย่าง สงสัยต้องสั่งให้ไอ้พลซื้อผ้าห่มติดรถไว้สักหน่อยแล้ว หลังมือใหญ่ถูกยื่นไปตรงบริเวณหน้าผากโหนกนูนเพื่อวัดอุณหภูมิจึงพบว่าคนตัวเล็กน่าจะไข้ขึ้นเสียแล้ว
ระยะเวลาระหว่างทางกลับจากโรงพยาบาลถึงบ้านดูเหมือนจะนานกว่าในตอนแรกมาก เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามกรอบหน้าสวย คิ้วเล็กขมวดเข้าหากันแน่น เสียงครางอื้ออึงเพราะพิษไข้เล่นงานทำให้ร่างสูงต้องเอ่ยเร่งพลขับอีกครั้งเพื่อให้ถึงบ้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
รถยนต์โคลงเคลงอยู่นานสองนานเพราะต้องผ่านเส้นทางลูกรังหลังไร่เพื่อให้ถึงไวที่สุดอย่างที่สุดอย่างที่เจ้านายต้องการและด้วยความไม่เรียบของถนนทำให้ศีรษะเล็กที่พิงกระจกโขกเสียงดังจนวิศวัตติ์ต้องยื่นแขนอ้อมหลังเพื่อไปรองไม่ให้หัวโขกกระแทกจนได้แผลช้ำเพิ่มอีก เขาไม่ได้เป็นห่วงหรอกนะ แต่การพามาหาหมอมันเสียเวลาทำงานของเขาก็เท่านั้นเอง
เสียงล้อบดถนนและแรงเบรกรถบ่งบอกว่าได้ขับเคลื่อนมาจนถึงจุดหมายปลายทางแล้วเป็นที่เรียบร้อย ประตูรถถูกเปิดโดยวุฒิที่มายืนคอยท่าอยู่นานตั้งแต่ที่ทราบข่าวว่าเจ้านายกับผู้ช่วยของเขาทะเลาะกันเสียงดังจนได้เลือดเลยต้องหามกันไปส่งโรงพยาบาลอีกเป็นครั้งที่สอง
“มาครับเสี่ยเดี๋ยวผมช่วยอุ้ม” วุฒิขันอาสาที่จะพาร่างเล็กที่หลับไม่ได้สติของรุ่นน้องไปยังห้องพัก
“ไม่ต้อง เดินนำไปห้องมันก็พอ” วิศวัตติ์ออกคำสั่งเสียงเรียบ
ร่างสูงช้อนอุ้มคนตัวเล็กที่เริ่มไข้ขึ้นสูงออกจากรถก่อนที่ขายาวจะรีบก้าวตามวุฒิที่เดินลัดเลาะไปยังห้องพักคนงานที่อยู่ท้ายไร่ ซึ่งห้องของกรรวีเป็นห้องที่อยู่แยกออกมาจากที่พักคนอื่นและอยู่ไกลที่สุด ประตูไม้สีขาวถูกปิดออกกว้าง สภาพภายในห้องถูกจัดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยตามนิสัยของเจ้าตัวที่ค่อนข้างรักสะอาด ข้าวของเสื้อผ้าที่เจ้าตัวพกมาจากเบลเยียมนั้นมีไม่มากเนื่องจากเขานั้นให้เวลาตัวเองสำหรับการตามจีบร่างหนาเพียงแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วถ้าตัวเขายังทำให้ดีนกลับมารักและรู้สึกดีด้วยดังที่ผ่านมาไม่ได้เขาก็คงจะกลับไปยังบ้านที่เบลเยียมและคงไม่คิดจะกลับมาที่นี่อีก
