บทที่ 10 คุณผีเจ้าขา
ช่วงบ่ายที่แสนน่าเบื่อ... อาจารย์ยกคาบกะทันหันเพราะมีเหตุฉุกเฉิน แปลว่าฉันต้องนั่งเหงา ๆ ไปอีกสองชั่วโมงเลยเหรอเนี่ย?
“คนโปรด~”
เสียงหวาน ๆ ของเทียนหอมดังขึ้น ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเข้ามาหาฉันพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ว่าไง เทียนหอม?”
“ถักเปียให้หน่อย ขอแบบสวย ๆ นะ~”
“ได้สิ”
ฉันว่างอยู่พอดี ว่าจบก็ลุกจากโต๊ะหินอ่อนข้างอาคารเรียน เดินไปหากลุ่มเพื่อนอีกฝั่ง นี่เป็นอีกหนึ่งหน้าที่ประจำวันของฉันช่างถักเปียประจำห้อง
ระหว่างที่กำลังลงมือ เสียงเพื่อนอีกคนก็ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
“เห็นนะ ตอนเที่ยงอะ~” เล็กพูดขึ้น ทำหน้าตาเหมือนรู้อะไรบางอย่าง
ฉันขมวดคิ้ว “เห็นอะไร?”
“ก็...กับพี่เบย์ไง ยังไง? คบกันจริงอย่างที่เขาพูดกันไหม?”
เล็กว่าต่อ พร้อมท่าทางเขินบิดไปมา ส่วนฉันสะดุ้งเฮือก รีบโบกมือปฏิเสธแทบไม่ทัน
“ปะ...เปล่า! คะ...คบอะไรเล่า!!”
“จริงเหรอ~ หอมแก้มกันขนาดนั้น คนเขาพูดกันทั้งโรงเรียนเลยนะ ไหนจะเรื่องให้ ‘ดอกตีนเป็ด’ อีก! โรแมนติกโคตร!!”
เสียงจ๋าเพื่อนร่วมห้องอีกคนเสริมขึ้นมาอย่างตื่นเต้น ใบหน้าเพ้อฝันสุดขีด
ฉันนี่แทบสำลักอากาศ... โรแมนติก?? ให้ดอกตีนเป็ดมันโรแมนติกตรงไหน
“โรคจิตสิไม่ว่า! ใครเขาให้ ‘ดอกตีนเป็ด’ ผู้หญิงกันเล่า!”
ฉันได้แต่โวยวายในใจ ไม่สนใจเสียงแซวของเพื่อน ตั้งหน้าตั้งตาถักเปียให้เทียนหอมจนเสร็จ ก่อนจะหลบหนีมาเงียบ ๆ
สุดท้าย ฉันก็เดินมานั่งอ่านนิยายใต้ร่มแก้วเจ้าจอมข้างอาคารเรียนวิชาเคมี คาบสุดท้ายของวัน
อยู่เงียบ ๆ คนเดียวแบบนี้... น่าจะปลอดภัยจากเสียงแซวขึ้นมาหน่อยล่ะมั้ง?
“คนโปรด~”
ฉันยังไม่ทันได้เปิดแอปอ่านนิยายดี ๆ ฝ่ามือเล็กของใครบางคนก็แตะลงบนไหล่ ทำให้ต้องรีบหันไปตามเสียง
“....”
“ไม่มีเรียนเหรอคะ?” เสียงหวานเอ่ยถาม พร้อมรอยยิ้มที่เจอกันทีไรก็เห็นแบบนี้ทุกครั้ง
“ยกคาบ เห็นว่าลูกสาวอาจารย์เกิดอุบัติเหตุ”
พี่บีตอบพร้อมทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ ด้วยท่าทางเซ็งสุดขีด
“อาจารย์ทิวาเหรอคะ?” ฉันถาม เพราะอาจารย์ทิวาคือภรรยาของอาจารย์พศินที่ฉันมีเรียนด้วย
“ใช่ น่าเบื่อชะมัด” พี่บีถอนหายใจเฮือก ก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะม้าหินอ่อน พูดเสียงอู้อี้ “ว่าแต่...เรียนกับอาจารย์พศินใช่ไหมเรา? แล้วนั่นทำอะไร?”
“ค่ะ อาจารย์พศินยกคาบ ก็เลยหลบมุมหาอะไรอ่านแก้เบื่อ”
“นิยายเหรอ?”
“ค่ะ ว่าจะอ่านรอเรียนคาบต่อไป แต่พี่บีมาหา...คุยกับพี่บีดีกว่า สนุกกว่าอ่านนิยายเยอะ”
ฉันพูดยิ้ม ๆ ไม่คิดอะไร แต่ดูเหมือนอีกคนจะคิดไปไกลกว่า
พี่บีเงยหน้าขึ้นทันที “น่ารักที่สุด คนสวยของพี่!”
จากที่เมื่อกี้ทำหน้าหงอย พี่บีกลับเด้งตัวขึ้นนั่งตรง มือสองข้างเอื้อมมาบีบแก้มฉันอย่างมันเขี้ยว
“น่ารัก! คนอะไรน่ารักที่สุด แก้มก็นุ่ม ตัวก็หอม”
พี่บียังคงจับแก้มฉันหมุนไปมา เหมือนกำลังเล่นตุ๊กตาอยู่ ก่อนจะหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วทำหน้าเหมือนคิดอะไรขึ้นได้
“ปีใหม่ไปเที่ยวด้วยกันไหม?”
“คะ?”
“เขาใหญ่” พี่บีพูดเสียงใส
“เขาใหญ่เหรอคะ?” ฉันทวนคำอย่างลังเล
บอกตรง ๆ ว่าฉันไม่เคยไป และอยากไปมาก แต่...
“นะ ไปด้วยกัน หลายคน สนุกดี”
พี่บียิ้มกว้าง แววตาออดอ้อนจนเริ่มน่าสงสัย
“ไปกันหลายคน?”
“ก็พี่ ไอ้ทีเจย์ ไอ้เบย์ แล้วก็น้องคนโปรดไง”
พี่บีทำเสียงน่ารักเป็นพิเศษ แถมยังทำตาปริบ ๆ ใส่ “นะคะน้องคนโปรด ไปเที่ยวปีใหม่ด้วยกันน้า ถ้าคนโปรดไม่ไป พี่คงไม่มีเพื่อน คงไม่สนุก ไอ้สองตัวนั้นต้องแกล้งพี่แน่เลย~”
ไม่พอ ยังเอาใบหน้าสวย ๆ มาถูแขนฉันราวกับลูกแมวขี้อ้อนอีก!
“มีคนอื่นอีกไหม?” ฉันถามลังเล เพราะได้ยินชื่อ ‘พี่เบย์’ แล้วแอบสองจิตสองใจ
พี่บีส่ายหน้าทันที “ไม่มีค่ะ แค่พวกเรา 4 คน”
“พอดีไอ้เบย์มันไม่ชอบเที่ยวกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่สนิทกัน”
เสียงพี่บียังออดอ้อน แถมยังเอาคางมาเกยไหล่ฉัน ทำตัวน่าสงสารสุดฤทธิ์
“คือ...”
เอาไงดีล่ะ คนโปรด... พี่เขาอุตส่าห์ชวนขนาดนี้... แต่ถ้าฉันไป พี่เบย์จะว่าอะไรไหมนะ?
“พี่ถามเพื่อนพี่หรือยังคะ? ถ้าโปรดไปด้วย จะ...”
“จะดีมากค่ะ!!!”
ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดจบ พี่บีก็ตอบทันที แถมเสียงดังฟังชัดแบบสุดขั้ว!
เมื่อกี้ยังอ้อน ๆ อยู่เลย นี่อะไร ต่างจากเมื่อกี้ราวฟ้ากับเหว!
“คนโปรดเป็นน้องพี่ น้องพี่ก็คือน้องพวกมัน!”
พี่บีประกาศก้อง “พูดแบบนี้ แสดงว่าตกลงไปกับพี่แล้วนะ!”
พูดเอง เออเอง ทั้งนั้น! แล้วจะให้ฉันปฏิเสธได้ยังไงล่ะคะพี่บี!
“ไปเนอะ เคานต์ดาวน์ด้วยกัน หลายคนสนุกดี”
“แล้วอาเป้ล่ะคะ?”
ถามไปงั้นแหละ จริง ๆ เรื่องอาเป้ไม่ใช่ปัญหาเลย ขี้คร้านจะอนุญาตให้ไปเร็วกว่าอะไรดี เพราะอาเป้อยากให้ฉันออกไปเปิดหูเปิดตาอยู่แล้ว
“เดี๋ยวเย็นนี้เลิกเรียน พี่ไปขออาให้เอง น้องไม่ต้องห่วง”
พี่บีพูดด้วยรอยยิ้ม ดูดีใจจนออกนอกหน้า... น่าสงสัยจริง ๆ
“มีอะไรมากกว่าเที่ยวไหมคะ?” ฉันหรี่ตามอง จ้องจับพิรุธ
“เปล๊า~ อย่าจ้องพี่แบบนั้น แค่อยากไปเที่ยวด้วยกันเฉย ๆ”
พี่บีทำหน้ามุ่ย ก่อนจะพูดต่อ “พี่จะจบ ม.6 แล้วนะ ไม่รู้จะได้เที่ยวด้วยกันอีกตอนไหน หรือเราอาจไม่ได้เจอกันอีกเลยก็ได้...”
ฉันชะงักไปเล็กน้อย... มันก็จริงอย่างที่พี่บีว่า
ฉันถอนหายใจเบา ๆ “เลิกทำหน้าเศร้าได้แล้ว คิดถึงก็ไปหาโปรดที่ร้าน ไม่ก็ที่บ้านก็ได้”
“ก็จริง”
ใบหน้าที่เศร้าสร้อยเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างอีกครั้ง จากนั้นพวกเราก็นั่งคุยเล่นกันต่อ หัวเราะไปตามประสาพี่น้อง...
แต่ในหัวฉันน่ะเหรอ?
ยังวนเวียนอยู่กับชื่อของ ‘พี่เบย์’ ไม่ไปไหนเลย...
10 นาทีก่อนเข้าเรียนคาบสุดท้ายของวัน
“ทำไมต้องมาปวดท้องตอนนี้ด้วยนะ...”
ฉันพึมพำอย่างหงุดหงิด เวลานี้คนอื่น ๆ เข้าเรียนกันหมดแล้ว เหลือแค่ฉัน...ที่ต้องเดินมาห้องน้ำคนเดียว
บรรยากาศช่วงบ่ายกับห้องน้ำหลังตึกเรียนเป็นอะไรที่ ไม่น่าไว้วางใจ เลยสักนิด
หลอน...วังเวง...ขนลุกไปหมด...
“รีบจัดการธุระให้เสร็จแล้วเข้าห้องเรียน!”
บอกตัวเองพลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ มือยกขึ้นแตะอก “ไม่ต้องกลัว... ไม่มีอะไร... ไม่กลัว... ไม่กลัว...”
กึก!
เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังก้องท่ามกลางความเงียบกริบ มีเพียงเสียงหัวใจของฉันที่เต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง
ก้าวเข้าไปในห้องน้ำก็ยิ่งรู้สึกกระสับกระส่าย เสียวสันหลังวาบไปหมด
จะมีอะไรโผล่ออกมาตอนนี้ไหม...? ขออย่าให้มีเลย... คนโปรดกลัว...ผี...
“คุณผีเจ้าขา อย่าเพิ่งออกมานะ ขอหนูเข้าห้องน้ำก่อน”
ฉันยกมือไหว้ลมไหว้แล้ง ก่อนจะรีบมองไปรอบ ๆ ให้แน่ใจว่า ไม่มีอะไร
ฟิ้ว!
เสียงลมพัดผ่าน... แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนมีเงาดำ ๆ ตะคุ่ม ๆ อยู่ด้านหลัง
สะดุ้งเฮือก!
มือรีบปิดปาก กลั้นลมหายใจเอาไว้ หัวใจเต้นระรัว ความเย็นยะเยือกเริ่มคืบคลานเข้ามา ขาสองข้างแข็งเป็นหิน ไม่กล้าขยับแม้แต่นิดเดียว
แควก แควก ครืด...
เสียงกวาดขยะ...?
ฉันหันซ้ายขวาทันที เสียงเหมือนมีใครกำลังกวาดพื้นดังใกล้เข้ามา
“ผีลุงภารโรง...”
ตำนานที่ร่ำลือกันในโรงเรียน!
แควก แควก ครืด...
เสียงนั่นดังขึ้นอีกครั้ง...
“ลุงขา อย่ามาหลอกหนูเลย หนูกลัวแล้ว...”
ฉันหลับตาปี๋ ภาวนาในใจ มือกำชายกระโปรงแน่น ร่างกายสั่นไปหมด
หมับ!!
“กรี๊ด!”
เสียงกรีดร้องแทบแหวกอากาศ เมื่อจู่ ๆ ก็รู้สึกถึง ฝ่ามือหนัก ๆ แตะลงบนไหล่
“โปรด...”
เสียงเรียกเบา ๆ ดังอยู่ข้างหู...
“ฮื่อออ หนูกลัวแล้ว อย่ามาหลอกหนูเลย...”
สติฉันไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หลับตาปี๋ น้ำตาคลอ เสียงสั่นจนแทบจับคำพูดไม่ได้
“คนโปรด... พี่เอง...”
“พี่เอง เป็นอะไรครับ?”
เสียงทุ้มนั้น...
ฉันตัวแข็ง ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า เพราะกลัวว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าจะไม่ใช่คน...
พี่เบย์...!
เป็นพี่เบย์จริง ๆ...
“เป็นอะไรมั้ย?”
พรึบ!
“ฮื่อ พี่เบย์!”
ฉันพุ่งเข้าไปกอดเขาแน่นทันที น้ำตาที่กลั้นไว้เอ่อล้นออกมาแบบไม่อายใครอีกต่อไป
“ไม่ร้องนะเด็กดี...”
พี่เบย์ลูบหัวฉันเบา ๆ มืออีกข้างโอบรอบตัวเล็ก ๆ ของฉันแน่นขึ้น
“ตก...ใจหมด...เลย...”
ฉันพูดเสียงสะอื้น แต่พยายามกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้
“กลัวขนาดนี้ ทำไมมาเข้าห้องน้ำคนเดียว?”
พี่เบย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะจับไหล่ฉันให้เงยหน้าขึ้นมาสบตา
“ก็โปรด... อึก...”
ฉันค่อย ๆ ผละออกจากกอด เงยหน้าขึ้นมองเขาทั้งน้ำตา
“หยุดร้องได้แล้วครับ”
นิ้วเรียวยาวของพี่เบย์ปัดเส้นผมที่ปรกหน้าฉันออก ดวงตาคมมองมาอย่างอ่อนโยน
“อึก... มะ... ไม่ได้... ไม่อยากร้อง แต่มัน... ฮื่อ...”
พยายามจะหยุด แต่ยิ่งพยายาม น้ำตามันยิ่งไหลออกมาเอง
พรึบ!
ฉันถูกดึงเข้าไปกอดอีกครั้ง คราวนี้แนบชิดกว่าเดิม
“ไม่ร้องนะเด็กดี ไม่มีอะไรแล้ว”
“ตกใจหมดเลย... อึก...”
“ครับ พี่รู้แล้ว... พี่อยู่ตรงนี้แล้ว ไม่ร้องนะ”
ฉันร้องไห้อยู่อย่างนั้นพักใหญ่ ก่อนที่สมองจะเริ่มประมวลผลอะไรบางอย่าง...
เดี๋ยวนะ... พี่เบย์มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง?
ความเคลือบแคลงใจเริ่มเข้ามาแทนที่ความกลัว ฉันรีบปล่อยมือที่กอดเอวเขา แล้วถอยออกมาหนึ่งก้าว
“พี่เบย์... มาทำอะไรตรงนี้?”
เขาต้องอยู่ในห้องเรียนไม่ใช่เหรอ?
“เห็นโปรดมาเข้าห้องน้ำคนเดียว เลยตามมาดู”
เขาตอบหน้านิ่ง... ไม่แสดงพิรุธอะไรเลย
“ตามมาดู?”
“ครับ เด็กขี้แง... ดูสิ น้ำมูกเต็มเลย”
พี่เบย์พูดยิ้ม ๆ ก่อนจะยื่นมือมาเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาถึงแก้มให้
“นะ... น้ำมูกอะไร ไม่มีสักหน่อย”
ฉันรีบควักผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเอง น่าอาย! น่าอายที่สุด! เมื่อกี้มัวแต่กลัวจนลืมคิดถึงสภาพตัวเองไปเลย
“หึ...”
“ยิ้มอะไรของพี่?” ฉันหรี่ตาจ้องจับพิรุธ
พี่เบย์ไม่ตอบ แต่โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้... ใกล้มาก!
“อยากรู้?”
“ไม่อยาก! หลบไป โปรดจะเข้าเรียน”
ฉันรีบเบี่ยงตัวหนี แต่เขากลับยกมุมปากยิ้มเจ้าเล่ห์
“แต่พี่อยากบอก...”
รอยยิ้มของเขาดูเจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว!!!
“น้องตัวนิ่ม”
อึก! อีตาพี่เบย์! ไอ้คนโรคจิต! สายตานั่น... มันมองที่ระดับหน้าอก!
