บทที่ 5 ร้าน Khonproad
“ถึงแล้วครับ คุณเบย์”
พี่บุณย์เอ่ยขึ้นทันทีที่รถจอดสนิท แต่เจ้านายของเขายังคงนั่งนิ่ง ดวงตาคมจับจ้องไปยังเด็กสาวร่างเล็กในชุดนักเรียนมัธยมปลายที่เดินออกมาทิ้งขยะหน้าร้าน ภาพเดิมที่เห็นทุกวันไม่เคยเปลี่ยน
“เหมือนเดิมนะครับ?”
พี่บุณย์ถามขึ้น พลางเหลือบมองเจ้านายที่ยังคงเงียบไม่ตอบ
“ไม่อยากลงไปเองบ้างเหรอครับ?” เขาลองหยั่งเชิง ขยับมุมปากยิ้มเล็ก ๆ
“เสียเวลา”
เสียงตอบกลับเรียบเย็นและตัดบท นฤเบศร์ละสายตาจากเด็กสาว ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์
“ไปได้แล้ว เดี๋ยวคุณแม่รอนาน”
“ครับ”
พี่บุณย์พยักหน้ารับคำสั่ง ก่อนก้าวลงจากรถและเดินข้ามถนนไปอีกฝั่ง ทิ้งให้คนในรถนั่งนิ่งอยู่เช่นเดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
@ Khonproad
ร้านเบเกอรี่เล็ก ๆ แสนน่ารัก โดดเด่นด้วยรสชาติและวัตถุดิบชั้นดี
‘เครปเค้กแผ่นบางนุ่ม ตัวครีมหอมละมุนจากวานิลลาแท้ ความหวานกำลังดี ได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ แบบธรรมชาติ ยิ่งทานคู่กับซอสเบอร์รีรสเปรี้ยวอมหวาน ยิ่งลงตัว’
เมนูซิกเนเจอร์ที่ใครมาก็ต้องสั่ง
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น ดึงดูดสายตาของเด็กสาวในชุดนักเรียนมัธยมปลายให้หันไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นลูกค้าประจำ คนมาเยือนเป็นประจำแทบทุกเย็น เธอก็ยิ้มกว้างให้โดยอัตโนมัติ
“เหมือนเดิมใช่ไหมคะ?”
บุณย์พยักหน้าช้า ๆ พลางส่งยิ้มบาง ๆ ให้ “เหมือนเดิมครับ”
“รับทราบค่ะ รอสักครู่นะคะ”
เด็กสาวหันไปจัดการเค้กที่สั่งอย่างคล่องแคล่ว มือขาวเรียวหยิบเครปเค้กแผ่นบางขึ้นมาวางซ้อนกันอย่างบรรจง ตักครีมรสละมุนทาลงไประหว่างชั้นอย่างพิถีพิถัน ทุกอิริยาบถของเธอถูกสายตาของบุณย์จับจ้องอย่างเงียบ ๆ
ไม่ใช่เพราะเครปเค้กที่เขาสั่งทุกวัน ไม่ใช่เพราะรสชาติของมันที่ทำให้เขาต้องแวะมาเสมอ
แต่เพราะเธอ...
เด็กสาวที่ยิ้มสดใสเสมอในร้านเล็ก ๆ แห่งนี้
“นี่ค่ะ เหมือนเดิมทุกอย่าง”
เสียงใส ๆ ของเธอดึงบุณย์ออกจากภวังค์ เขากะพริบตาเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือรับจานเค้กมา
“ขอบคุณครับ”
“ทานให้อร่อยนะคะ ขอบคุณที่มาอุดหนุน”
เธอยิ้มกว้างอีกครั้ง ดวงตากลมเป็นประกายเหมือนทุกวัน ไม่รู้ว่ามันเป็นภาพที่ชินตาไปแล้วหรือเปล่า แต่ทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มนั้น หัวใจของบุณย์ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่น
เขาหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาหย่อนธนบัตรลงในกล่องคิดเงิน แต่เด็กสาวรีบโบกมือ
“วันนี้แถมซอสเบอร์รีให้อีกนิดนะคะ ถือว่าเป็นลูกค้าประจำ” เธอพูดพร้อมกับยิ้มขำ ๆ
บุณย์มองขวดซอสที่เพิ่มมาในถุงของตัวเอง ก่อนจะเหลือบตามองคนตรงหน้า “แบบนี้ผมต้องขอบคุณยังไงดี?”
“อืม...มาซื้อบ่อย ๆ ก็พอค่ะ”
เธอตอบอย่างไร้เดียงสา แต่มันกลับทำให้บุณย์เผลออมยิ้ม
มาซื้อบ่อย ๆ งั้นเหรอ...
ถ้าเป็นเพราะเธอ เขาก็คงไม่มีปัญหาหรอก
เพราะแบบนี้เองสินะ...ที่ทำให้คนมาดนิ่งอย่างเขา แวะมาที่ร้าน Khonproad ทุกวันหลังเลิกเรียน
‘คุณแม่สั่ง’
เขามักจะพูดแบบนั้นเสมอ
หึ...คุณแม่ที่ไหนจะสั่งให้ซื้อเค้กทุกวันกัน ท่านบ่นจนไม่รู้จะบ่นยังไงแล้ว ใครจะกินเค้กได้ทุกวันกันล่ะ...
18.00 น. @บ้านอธิพัฒน์ภูมินนท์
วันนี้เป็นวันครอบครัว วันที่ทุกคนต้องมานั่งพูดคุยกันในห้องรับแขกตามธรรมเนียม
คุณพ่อนั่งข้างคุณแม่บนโซฟาตัวใหญ่ ส่วนลูกชายทั้งสองนั่งขนาบข้างกันไป
“ปีนี้พี่แบร์อายุ 28 แล้ว ไม่คิดอยากมีแฟนบ้างเหรอลูก” คุณแม่ถามตรงไปตรงมา
“อยากอุ้มหลานล่ะสิ” คนที่ถูกถามเลิกคิ้ว มองหน้าแม่อย่างรู้ทัน
“แม่แก่แล้วนะ เพื่อนรุ่นเดียวกันอุ้มหลานกันหมดแล้ว”
“ยังไม่เจอคนที่ถูกใจเลยครับ ถ้าเจอเมื่อไหร่ เดี๋ยวทำหลานให้เลย” เขาตอบเสียงเรียบ ก่อนเอนหลังพิงโซฟาสบาย ๆ สายตาเหลือบมองน้องชายที่กำลังตั้งใจจ้องหน้าจอมือถือ
“แม่ไม่ติดนะคะ จะรวยจะจนขอแค่เป็นคนดีและรักลูกชายแม่พอ แล้วคุณพ่อล่ะคะ” คุณแม่หันไปมองคุณพ่อที่นั่งข้าง ๆ ด้วยรอยยิ้ม
“หึ... ถ้าผมสนใจเรื่องฐานะ คุณเบลคงไม่ได้เป็นแม่ของลูกสองคนนี้หรอกครับ” คุณพ่อพูดขรึม ๆ
“เหรอคะ? ไม่เห็นรู้เลย เบลจำได้ว่าครั้งแรกที่เจอกัน คุณนริศแกล้งเบล แกล้งจนเบลร้องไห้ แล้วยังแกล้งไม่เลิก เจอกันทีไรก็ต้องมีเรื่อง”
“หึ... ที่แกล้งเพราะเอ็นดู”
“จริงเหรอ? นึกว่าเกลียดกันเสียอีก เบลเป็นเด็กกำพร้าแท้ ๆ โชคดีที่คุณย่ารับมาเป็นลูกบุญธรรม ไม่งั้นคงไม่ได้มายืนตรงนี้”
“ผมรักคุณเบล รักตั้งแต่เจอครั้งแรกที่คุณแม่พาคุณเบลมาอยู่ด้วย แกล้งเพราะอยากให้รู้ว่ารัก”
“กระแอม! ขอโทษนะครับ คุณนริศ คุณพชิรา จะจีบกันอีกนานไหม?” เสียงลูกชายคนโตเอ่ยแทรกอย่างเหลืออด จากที่พูดเรื่องของเขาอยู่ดี ๆ กลายเป็นเรื่องรักของพ่อแม่ซะงั้น
‘เบื่อว่ะ! เบื่อคนแก่คลั่งรัก’ เขาคิดในใจ ขณะที่ลูกชายอีกคนยังจดจ่ออยู่กับหน้าจอเหมือนไม่สนใจ
“หึ... ก็คุณแม่น่ารัก คนไม่มีความรักอย่างพี่แบร์ไม่เข้าใจหรอก” คุณพ่อยิ้มกริ่ม หันไปมองภรรยาสุดที่รัก ก่อนจะปรายตามองลูกชายคนโตอย่างเหนือกว่า
“หึ... ถ้าแม่โกรธ ผมจะไม่ช่วยพ่อ!” แบร์ยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ เพราะทุกครั้งที่พ่อทำแม่โกรธ ถ้าไม่มีลูกชายสองคนช่วย พ่อคงต้องไปนอนโซฟาห้องรับแขกแน่
“พี่แบร์!” คุณพ่อหุบยิ้มทันที ไอ้ลูกชายดันพูดความจริงออกมาแบบนี้ก็ตายสิ!
“พอเลยค่ะ ทั้งคุณพ่อและพี่แบร์... แล้วพี่เบย์ล่ะคะ? ใกล้เรียนจบแล้ว คิดไว้หรือยังว่าจะเรียนต่อที่ไหน หรืออยากไปต่างประเทศเหมือนพี่แบร์” คุณแม่หันไปถามลูกชายคนเล็กด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ดูไว้แล้วครับ คิดว่าจะเรียนที่นี่” นฤเบศร์ตอบเสียงเรียบ
“อ้าว พ่อนึกว่าพี่เบย์อยากไปต่อต่างประเทศ”
“ไม่ครับ เรียนที่ไหนก็ไม่ต่างกัน” เขาตอบตามความจริง
“โอเค พ่อไม่ว่าหรอก พ่อเชื่อว่าพี่เบย์จะทำได้ดีเสมอ พี่แบร์ก็เหมือนกัน พ่อภูมิใจในตัวลูกทั้งสองมากนะ” คุณพ่อยิ้มภูมิใจ เขาและภรรยาไม่เคยคาดหวังหรือบังคับให้ลูกต้องทำสิ่งที่ไม่ชอบ สนับสนุนเสมอในสิ่งที่ลูกต้องการ
“แม่ก็ภูมิใจมากค่ะ มานี่สิ มากอดแม่หน่อย” คุณแม่อ้าแขนกว้าง ลูกชายทั้งสองจึงเดินเข้าไปหา แบร์นั่งซ้าย เบย์นั่งขวา ก่อนที่ทั้งสองจะกอดเอวคุณแม่แน่น
แม้อายุขึ้นเลขห้าแล้ว แต่คุณแม่ก็ยังสวยไม่แพ้สาววัยสามสิบต้น ๆ
“รักพี่แบร์ พี่เบย์นะลูก” พูดจบก็กดจมูกลงบนแก้มลูกชายทั้งสองด้วยความรัก
ตั้งแต่เด็กจนโต สองพี่น้องไม่เคยสร้างปัญหาให้พ่อแม่หนักใจนัก นอกจากเรื่องท้าตีท้าต่อยตามประสาวัยรุ่น
แบร์เป็นคนหัวร้อน อารมณ์แรง มีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนบ่อย และหลายครั้งต้องโดนพ่อดุสั่งสอน
ส่วนเบย์ สุขุม นิ่ง ดูเย็นชา แต่บางครั้งก็ชอบกวนประสาท และถ้าได้โมโหนี่น่ากลัวกว่าคนพี่หลายเท่า
และที่สำคัญ... ขี้หวงมาก!
