บทที่ 6 สัญญาจำนน
ห้าหมื่นบาท...
ตัวเลขนั้นดังก้องสะท้อนไปทั่วหัว ขาทั้งสองข้างของไอรีนอ่อนแรงจนแทบทรุด เงินทั้งเนื้อทั้งตัวของเธอมีเพียงพันกว่าบาท จะไปหาเงินก้อนโตขนาดนั้นภายในคืนเดียวได้จากที่ไหน
“พี่ไอรีน... ผมไม่อยากเข้าสถานพินิจ พี่ช่วยผมด้วยนะ...” ไอเดนจับมือเธอแน่น แววตาฉายความหวาดกลัวสุดขีด
ไอรีนมองหน้าน้องชาย หยาดน้ำตาหยดลงบนหลังมือ ความสิ้นหวังตีตื้นขึ้นมาจุกแน่นในลำคอ
ทางตัน...
นี่สินะ ความหมายของคำว่า มืดแปดด้าน อย่างแท้จริง
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่สมองขาวโพลน ภาพใบหน้าหล่อเหลาที่แฝงความเย็นชาของใครบางคนก็ฉายวาบขึ้น พร้อมน้ำเสียงราบเรียบที่เคยตอกย้ำเธอเมื่อสามวันก่อน
‘คุณจะกลับไปเลยก็ได้นะครับ... ผมไม่ฝืน แต่เงินก็คงไม่ได้’
‘ผมจ้างคุณมาสองหมื่นบาท... ถ้าคุณไม่พร้อม หรือใจไม่กล้าพอ...’
หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด รสฝาดเฝื่อนซึมซาบเข้าปาก มือเล็กที่สั่นเทาล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบนามบัตรสีดำขลับที่สลักชื่อ
‘กรณ์ – ผู้จัดการส่วนตัว โนอาห์’
ขึ้นมากำไว้แน่น
น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงบนแผ่นกระดาษแข็งใบนั้น
ศักดิ์ศรี... มันกินไม่ได้
และที่สำคัญ... มันใช้ประกันตัวน้องชายของเธอไม่ได้
กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ของสถานีตำรวจตอนตีหนึ่งกว่าทำเอาไอรีนรู้สึกมวนท้อง เธอยืนกำมือแน่นอยู่หน้าโต๊ะร้อยเวร สายตาจับจ้องแฟ้มสำนวนบนโต๊ะราวกับมันเป็นกระดาษตัดสินชีวิต
“คุณตำรวจคะ... ไม่มีทางอื่นเลยจริงๆ เหรอคะ” น้ำเสียงของเธอแหบพร่า “น้องหนูเพิ่งสิบเจ็ดเองนะคะ ไม่เคยมีประวัติอะไรเลย เขาแค่โดนเพื่อนหลอกให้รับของมา...”
นายตำรวจวัยกลางคนเงยหน้าขึ้น ถอนหายใจอย่างคนทำงานเหนื่อยล้า “ผมเข้าใจนะน้อง แต่ของที่เจอมันแบ่งใส่ถุงซิปล็อกย่อยมาเลย ศาลเขามองว่าเจตนาจำหน่าย คดียาเขาไม่สนหรอกนะว่าเด็กไม่เด็ก”
“แต่ห้าหมื่น... หนูหาคืนนี้ไม่ทันจริงๆ” เธอพยายามกลั้นน้ำตา “หนูมีอยู่พันกว่าบาท ขอวางมัดจำไว้ก่อนส่วนหนึ่งได้ไหมคะ แล้วพรุ่งนี้เช้าหนูจะรีบไปหามาให้...”
“ไม่ได้ครับ” เสียงนั้นเข้มขึ้นเพื่อตัดความรำคาญ “ถ้าคืนนี้ไม่มีเงินสดหรือหลักทรัพย์มาวาง พรุ่งนี้หกโมงเช้าผมก็ต้องส่งตัวขึ้นรถไปศาลเยาวชน... มีเวลาถึงแค่ตีห้า ตัดสินใจเอาเองแล้วกัน”
คำตอบนั้นทำให้ไอรีนชาไปทั้งร่าง เธอหันหลังลากฝีเท้าไปที่หน้าห้องขังชั่วคราว
ไอเดนนั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นปูน สภาพสะบักสะบอม เสื้อนักศึกษาหลุดลุ่ยและมีรอยช้ำที่มุมปาก ทันทีที่เห็นพี่สาว เด็กหนุ่มก็ผวาเข้ามาเกาะลูกกรง
“พี่ไอรีน... ช่วยผมด้วย ผมไม่อยากติดคุก... พี่อย่าทิ้งผมนะ” มือที่สั่นเทายื่นลอดช่องเหล็กมาจับแขนเสื้อเธอไว้แน่น
ไอรีนทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าตรงหน้าน้องชาย ความโกรธและความสงสารตีรวนจนจุกคอ
“ทำไมทำแบบนี้ไอเดน! พี่บอกแล้วไงว่าหน้าที่ของแกคือเรียน เรื่องเงินพี่จัดการเอง แกไปยุ่งกับของพวกนี้ทำไม!” เธอพยายามกดเสียงไม่ให้ตะโกน แต่น้ำตากลับไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ก็ผมทนเห็นพี่เหนื่อยไม่ไหวแล้วไง...” ไอเดนสะอื้น ก้มหน้าหลบตา “พี่ทำงานจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน กินแต่ข้าวก้นกล่อง... ไอ้ท็อปมันบอกแค่เอาของไปส่งแป๊บเดียวก็ได้เป็นหมื่นแล้ว ผมแค่อยากหาเงินมาช่วยจ่ายค่าเทอม พี่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้ไง”
เหตุผลของน้องชายทำให้ไอรีนชะงัก ริมฝีปากสั่นระริก ความโกรธเมื่อครู่หายไปเหลือเพียงความรู้สึกผิดที่ถาโถมเข้ามา
“ไอ้เด็กโง่เอ๊ย...” เธอซบหน้าลงกับลูกกรงเหล็ก ร้องไห้ออกมาเงียบๆ “แล้วแกคิดว่าเงินแค่นี้มันคุ้มกับอนาคตไหม ถ้าแกต้องมาติดคุกแบบนี้”
“ผมขอโทษ... พี่ไอรีน ผมขอโทษจริงๆ ผมสัญญาว่าจะไม่ทำอีกแล้ว พี่ช่วยผมนะ...” ไอเดนปล่อยโฮ ทรุดลงนั่งร้องไห้ฟูมฟายที่พื้น
ภาพนั้นตอกย้ำให้ไอรีนตระหนักถึงความจริง... น้องชายคือครอบครัวคนเดียวที่เหลืออยู่ ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไร เธอก็ต้องดึงเขาออกไปจากที่นี่ให้ได้
“ลุกขึ้น... เลิกร้องไห้ได้แล้ว” ไอรีนสูดลมหายใจลึก ปาดน้ำตาลวกๆ “รออยู่นี่ พี่จะไปเอาเงินมาประกันตัวเดี๋ยวนี้”
หญิงสาวลุกขึ้นยืน หันหลังเดินออกจากสถานีตำรวจ ทันทีที่ปะทะลมเย็นด้านนอก เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าผ้าใบเก่า หยิบนามบัตรสีดำที่สลักชื่อ ‘กรณ์’ ขึ้นมา
มันเป็นนามบัตรที่เธอตั้งใจจะทิ้งขยะ แต่วันนี้... มันคือทางรอดเดียวที่มี
นิ้วที่สั่นเทากดเบอร์สิบหลักลงบนหน้าจอแตกๆ รอสายเพียงไม่กี่วินาที ปลายสายก็กดรับ
(ครับ กรณ์พูดครับ) น้ำเสียงเรียบๆ สุภาพแบบคนทำงานดังขึ้น ไม่มีวี่แววของคนเพิ่งตื่น ราวกับรอสายนี้อยู่แล้ว
“คุณกรณ์คะ... หนูไอรีนนะคะ” เธอเค้นเสียง
(อ้อ ว่าไงครับ มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า ดึกป่านนี้แล้ว)
“คุณกรณ์คะ... หนูต้องการเงินห้าหมื่น ด่วนที่สุดค่ะ” ไอรีนหลับตาแน่น ข่มความรู้สึกอับอายแล้วตัดสินใจเล่าความจริงออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “น้องชายหนู... เขาถูกตำรวจจับ ตอนนี้ถูกขังอยู่ที่ สน. ตำรวจบอกว่าถ้าคืนนี้ไม่มีเงินห้าหมื่นมาวางประกันตัว พรุ่งนี้หกโมงเช้าน้องจะถูกส่งตัวเข้าสถานพินิจทันที...”
ปลายสายเงียบฟังโดยไม่มีเสียงอุทานตกใจ หรือแม้แต่คำพูดแทรก มีเพียงความเงียบที่ทำให้ไอรีนยิ่งใจคอไม่ดี หญิงสาวจึงรีบกลืนก้อนสะอื้นแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงเว้าวอน
