บทที่ 2 พี่น้องแบบหยุมหัว
หลังจากที่ร่วมกิจกรรมเสร็จนักศึกษาทุกคนก็แยกย้าย ปลาทูจึงเดินไปยังโรงอาหารเพื่อหาของเย็น ๆ มาดับร้อนในร่างกาย
วันนี้เป็นวันที่สองของการเปิดภาคเรียน ทั้งมหาวิทยาลัยก็จะดูครึกครื้น ไปทางไหนก็มีแต่เสียงหัวเราะพูดคุยเจี๊ยวจ๊าว ตามประสาของคนที่พึ่งกลับมาเจอกัน
มหาวิทยาลัย Star Light University แห่งนี้ค่อนข้างจะคัดนักศึกษา กว่าจะเข้าได้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากจะง่ายสุดก็คงต้องกระเป๋าหนัก ฉะนั้นยอมรับซะตรงนี้เลยว่าปลาทูไม่มีเพื่อนที่มาด้วยกันจากโรงเรียนเดิมเลย มันจึงไม่แปลกที่ตอนนี้เธอจะเดินอยู่คนเดียว แต่ใช่ว่าจะเหงาเพราะตั้งแต่เดินเข้าโรงอาหารมา สายตาของทุกคนก็เอาแต่จับจ้องมาที่เธอ ทว่าปลาทูก็ไม่คิดจะสนใจ
“ปลาทู” ได้ยินคนเรียกชื่อ ใบหน้าหวานจึงหันไปยังต้นเสียง พร้อมส่งรอยยิ้มเป็นมิตรให้แก่หญิงสาวรุ่นเดียวกัน ขณะที่อีกฝ่ายก็ชูป้ายชื่อของตัวเองให้ดู
“ยิ้ม?” ดวงตาคู่น้อยมองดูแล้วอ่านออกเสียง
“อื้ม” ขานรับในลำคอแล้วเม้มปากแน่น
ยิ้ม เป็นสาวน้อยขี้อายที่ไม่กล้าแสดงออก ต่างกับปลาทูที่กล้าแสดงออกไปทุกอย่าง แม้แต่ร้องเต้นต่อหน้าคนหมู่มาก ยังไม่รู้สึกเคอะเขินแม้แต่น้อย แถมยังดูน่ารักสดใสอีกต่างหาก เธอจึงรวบรวมความกล้าเพื่อมาขอเป็นเพื่อน เพราะเข้าสังคมไม่เก่ง เพื่อนที่มาด้วยกันก็แยกไปมีเพื่อนใหม่กันหมด
“มีอะไรหรือเปล่า?”
“เรา...กำลังหาเพื่อน คือ...” ทั้งที่เตรียมตัวเอาไว้แล้ว แต่คนพูดไม่เก่งก็ยังคงอึกอัก
“อยากเป็นเพื่อนกับเราเหรอ?” เอ่ยถามตรง ๆ พร้อมกับทำแก้มป่อง
“อื้ม” พยักหน้าหงึก ๆ
“เอาสิ” มุมปากฉีกยิ้มจนเห็นฟันเรียงสวย เธอเองก็ไม่มีเพื่อน ไม่รู้จักใครนอกจากพี่อคิณและแก๊งเพื่อน ๆ เขา ได้มีเพื่อนสักคนก็ดีไม่น้อย แต่ไม่วายขอเอ่ยเตือน “แต่เธอจะปวดหัวเอานะ”
“...” ยิ้มถึงกับนิ่งไป ไม่แน่ใจว่าเพื่อนใหม่กำลังแกล้งหรือพูดถึงเรื่องอะไร
“ล้อเล่น” แต่แล้วปลาทูก็กลั้วขำ ก่อนจะคว้าแขนยิ้มให้เดินไปต่อแถวซื้อน้ำด้วยกัน สัมผัสได้ว่ายิ้มเป็นคนหัวอ่อนเชื่อคนง่ายไม่มีพิษมีภัย
ขณะที่อีกฝ่ายเอาแต่คิดแล้วคิดอีกถึงเรื่องที่พึ่งกระทำไป ไม่แน่ใจว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่มาขอเป็นเพื่อนกับเธอคนนี้
แต่พอเวลาผ่านไปจนกระทั่งเลิกเรียน ยิ้มก็แน่ใจแล้วว่าปลาทูเป็นคนน่ารัก นิสัยดีแถมยังยิ้มเก่ง ร่าเริงจนคนรอบข้างต่างก็อยากเข้าใกล้ อยากพูดคุยด้วย ทำเอาเธอแทบจะกลายเป็นส่วนเกิน แต่ปลาทูก็ยังไม่ลืม พยายามเอาเธอเข้าไปอยู่ในบทสนทนาด้วยตลอด เป็นอะไรที่ฮีลใจคนขี้อายขี้กลัวอย่างเธอมาก
“ยิ้มกลับบ้านยังไงเหรอ?” ปลาทูเอ่ยถามขณะเดินลงบันไดมาพร้อมกัน หากอีกฝ่ายขับรถมาเธอจะขอไหว้วานให้ไปส่งที่บ้าน
“เราขะ...”
“จะกลับบ้านหรือเปล่า?” โทนเสียงทุ้มที่คุ้นเคย ทำดวงหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มหมองลงทันที แต่เป็นยิ้มที่ดูจะมีท่าทีตื่นเต้นเมื่อรู้ว่ารุ่นพี่อคิณ รุ่นพี่อาเธอร์ รุ่นพี่มาวิน รุ่นพี่เพทายและรุ่นพี่การิน เดินเข้ามาทางนี้ แต่ละคนหล่อระดับตัวพ่อทั้งนั้น ขนาดสาว ๆ ที่อยู่ระแวกนี้ยังหันมามองเป็นตาเดียว
ถึงจะไม่ค่อยได้คุยกับใครแต่ก็พอจะได้ยินคนอื่น ๆ พูดกันมาบ้างว่าพวกรุ่นพี่เป็นเหมือนสมบัติของคณะ ต่างก็เย่อหยิ่ง ไม่ชอบยุ่งวุ่นวายกับใครแต่ไหงเดินหน้าตั้งมาทางนี้ได้
“ปลาทูรู้จักพี่ ๆ เขาด้วยเหรอ” ยิ้มกระซิบถาม เพราะแน่ใจว่าประโยคเมื่อครู่ ชายหนุ่มไม่ได้ถามเธอแน่นอน
“มั้ง” คนได้รับคำตอบปั้นหน้าสงสัย ท่าทีของเพื่อนสาวดูเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างชัดเจน
“ฉันถาม หูเธอตึงเลยไม่ได้ยินหรือไงวะ” สีหน้าเรียบเฉยแต่น้ำเสียงนี้นำไปก่อน รู้เลยว่าเริ่มจะฉุนที่น้องไม่ตอบ
“ได้ยิน แต่ขี้เกียจจะสนใจ” กอดอกพร้อมเชิดหน้าใส่
“ขี้เกียจจะสนใจเหรอ หา?” คนฟังถึงกับหมั่นไส้ ยื่นมือไปบีบจมูกน้องแล้วดึงเบา ๆ เข้าหาตัวเป็นการสั่งสอน
“โอ๊ย! ไอ้พี่บ้า” ปลาทูปัดมือหนาออกพร้อมกับโวยวายเสียงดัง ใครจะคิดว่าไอ้ผู้ชายหน้าตาดีมีตำแหน่งเป็นถึงรองประ ธานรุ่นคณะวิศวกรรมจะกล้าทำร้ายร่างกายเธอต่อหน้าประชาชีแบบนี้
“เฮ้ย! ไอ้คิณมึงทำน้องทำไมเนี่ย?” มาวิน รีบเข้าไปจับแขนเพื่อน ขณะที่เพทายก็ช่วยจับอีกข้าง การินกับอาเธอร์จึงเข้าไปช่วยดูคนเจ็บ
สนิทกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ภาพแบบนี้พวกเขาเคยเห็นกันจนชินตาแต่ก็อดติงไม่ได้อยู่ดี เพราะยังไงปลาทูก็เปรียบเหมือนน้องสาวของพวกเขาไปแล้วคนหนึ่ง
“มึงบ้าปะวะ โตแล้วนะเว้ย”
“เล่นเป็นเด็กไปได้”
“เล่นไม่รู้เรื่อง” เด็กน้อยใช้ฝ่ามือถูจมูกตัวเอง มองคนก่อเหตุอย่างเง้างอดแล้วเบี่ยงตัวหลบอยู่หลังมาวิน “กลับบ้านไป ปลาทูจะฟ้องลุงเอกกับป้าณี พี่โดนหักค่าขนมแน่”
“เห็นไหม พวกมึงเห็นฤทธิ์ยัยเด็กแสบนี้ปะ” แม้จะถูกเพื่อนรวบแขนไว้ทั้งสองข้าง แต่อคิณก็ยังยกมือชี้หน้าคนที่เด็กกว่า ไม่รู้มันเป็นอะไร เห็นยัยตัวเล็กนี้แล้วมันหมั่นไส้มันเขี้ยว จนบางครั้งก็อยากจะจับกิน แล้วกลืนลงท้องซะให้เข็ด
“ก็มึงทำน้องมันก่อน”
“ใช่ มีอย่างที่ไหน มาดึงจมูกคนอื่นในที่โล่งแจ้งแบบนี้วะ”
“จริงค่ะ” ปลาทูได้ที เห็นคนให้ท้ายก็รีบรับบทคนน่าสงสาร แต่ไม่วายแอบเหน็บแนม “เรื่องแบบนี้ไม่มีคนสติดีที่ไหนเขาทำกันหรอกค่ะ”
“ดู พวกมึงดู” เตรียมพุ่งตัวจะหยุมหัวเด็กอวดดีอีกครั้ง ส่วนคนน้องเห็นเหล่าเพื่อน ๆ เขาหันมาก็ตีหน้าเศร้า แต่พอลับหลังกลับแลบลิ้นใส่เป็นลิงหน้าไหว้หลังหลอก
เพื่อน ๆ แต่ละคนถึงกับกุมขมับเหนื่อยหน่าย ไม่มีครั้งไหนที่เห็นสองคนนี้อยู่ด้วยกันแล้วชีวิตจะสงบสุข ขณะที่ยิ้มเองก็เริ่มจะเข้าใจประโยคของเพื่อนที่พูดเอาไว้ก่อนหน้า ‘แต่เธอจะปวดหัวเอานะ’ เพราะตอนนี้เธอเริ่มจะปวดหัวขึ้นมาบ้างแล้วจริง ๆ
@บ้านอคิณ
เสียงบิ๊กไบค์ขับเข้ามาในบ้าน ปราณี จึงไม่รอช้าที่จะเข้ามาสั่งเสียกับลูกชายเพียงคนเดียวก่อนที่ตัวเธอและ เอกภพ ผู้เป็นสามีต้องไปดูงานที่ต่างจังหวัดสองคืน
“คิณ แม่ทำกับข้าวไว้ในตู้ คิณเอาไปให้น้องด้วยนะลูก”
“เด็กนั้นอยู่บ้านคนเดียวอีกแล้วเหรอแม่?” เอ่ยถามโดยที่ไม่ได้เงยหน้ามองแม่ตัวเอง แต่กลับหันไปมองบ้านปูนสีขาวสองชั้นที่อยู่ติดกัน ไม่รู้ว่ายัยตัวเล็กนั้นกลับมาหรือยังเพราะอีกฝ่ายให้เพื่อนมาส่ง แต่พอเห็นประตูบ้านเปิดอยู่ก็ได้คำตอบ
“น้าดากับลุงทินพึ่งจะไปเมื่อเช้าน่ะ เห็นว่าอีกอาทิตย์หรือสองอาทิตย์นี่แหละจะกลับมา”
“ร้านอาหารที่นู่นยุ่งเหรอแม่ ช่วงนี้ถึงได้ไปบ่อย” อคิณพยักหน้ารับทราบก่อนจะเดินเข้าบ้านตรงไปที่ห้องครัว เปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำออกมารินใส่แก้ว ไม่ได้นึกแปลกใจอะไรเพราะทั้งบ้านเขาและบ้านเธอก็เป็นแบบนี้เสมอมา
บ้านของปลาทูทำธุรกิจร้านอาหารอยู่ต่างประเทศ ตอนนี้เห็นว่ากำลังจะขยายไปประเทศอื่น ส่วนบ้านเขาทำกิจการโรง แรมและรับเหมาก่อสร้าง เป็นเหตุให้ทั้งพ่อแม่เขาต้องเดินทางอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน เพราะงั้นลูก ๆ ทั้งสองบ้านถึงได้อยู่กันเหมือนพี่น้องไปโดยปริยาย
เมื่อแม่กับพ่อสั่งการจนเสร็จสรรพขายาวก็เดินผ่านประตูเชื่อมไปยังบ้านอีกหลังที่รูปทรงคล้ายกับบ้านตัวเอง แต่ติดตรงที่บ้านของปลาทูปลูกดอกไม้เอาไว้ตามรั้วรอบบ้าน ที่จริงทั้งบ้านเขาและบ้านเธอก็รวยนะ แต่ชอบที่จะอยู่แบบง่าย ๆ มากกว่า เวลาที่พ่อแม่ไม่อยู่มันดูแลได้ทั่วถึงดี
ในมือหนาถือพวกกับข้าวที่แม่ทำไว้และขนมไทยต่าง ๆ คาดว่าน่าจะซื้อมาจากตลาด เป็นของโปรดของยัยตัวแสบ รู้ใจกันดียิ่งกว่าลูกในไส้อย่างเขาซะอีก
ภายในบ้านเงียบกริบ ไม่บอกเขาก็เดาออกว่าเจ้าของบ้านน่าจะนอนดูซีรีส์อยู่ในห้องชั้นบน อคิณจึงวางข้าวของทุกอย่างลงบนโต๊ะกินข้าวแล้วเดินไปเปิดโทรทัศน์และเครื่องเล่นเกม ราวกับว่าที่นี่คือบ้านตัวเอง
ทว่าคนด้านบนที่เปิดแอร์จนเย็นฉ่ำ พอได้ยินเสียงเกมยิงปืนที่ดังขึ้นมาจากด้านล่างก็มุ่ยหน้า “ขี้หูเต็มหูแล้วมั้งถึงได้เปิดเกมเสียงดังขนาดนั้น” แล้วประเด็นคือไม่เกรงใจกันด้วยนะ
และเธอรู้ดีว่าต่อให้ลงไปต่อล้อต่อเถียง ไอ้พี่ชายเซินเจิ้นข้างล่างก็ไม่คิดจะเบาเสียงให้อยู่แล้ว จึงเลือกเอื้อมไปหยิบบลูทูทเฮดโฟนสีดำจากโต๊ะหัวเตียงมาครอบใส่หัวแทนอย่างไม่นึกจะสน ใจ
จนเวลาล่วงเลยไปถึงช่วงค่ำ ท้องไส้ของคนที่นอนดูซีรีส์จนตาแฉะก็เริ่มโอดครวญ ร่างเล็กจึงลุกจากเตียงลงไปหาอะไรกินข้างล่าง
ความมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่วชั้นล่าง ประตู หน้าต่างที่ปิดแน่นหนา บอกให้รู้ว่าตอนนี้คนตัวโตได้ออกไปแล้ว โดยที่เครื่อง ปรับอากาศยังเปิดทิ้งไว้ พอมองไปยังบ้านเขาก็เห็นถึงความมืดสนิท ไม่ต้องเดินไปเรียกก็รู้ว่าคุณลุงเอกกับคุณป้าปราณีไม่อยู่บ้าน รวมทั้งพี่อคิณก็ด้วย ซึ่งน่าจะออกไปดื่มกับเพื่อนเขาที่ผับของพี่เพทาย
“อุ๊ต๊ะ!” ปากบางอุทานออกมาพร้อมกับเบิกตากว้าง เมื่อกดสวิตช์เปิดไฟแล้วเห็นจานข้าวและกล่องขนมที่กินแล้วเกลื่อนอยู่บนโต๊ะกินข้าว เล่นเอาปรี๊ดแตกในทันใด “ไอ้พี่คิณคนชั่ว!!!”
อีกด้าน
“ฮัดชิ้ว!” ใบหน้าคมคายร้องจามออกมาเสียงดัง ปิดปากตัวเองก็ไม่ทัน ทำเอาทั้งโต๊ะที่มีสาว ๆ นั่งอยู่ข้างกายหันไปมอง ขนาดเสียง เพลงในผับยังเอาไม่อยู่
“เกินไป” เพทาย เพื่อนที่มักจะประหยัดคำพูดที่สุดถึงกับต้องเอ่ยปาก ส่วนคนอื่น ๆ ก็กลั้วขำ ถ้าเดาไม่ผิดคงถูกน้องสาวข้างบ้านสาปแช่งอยู่เป็นแน่
“อคิณโอเคหรือเปล่าคะ?” ร่างบอบบางสวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นนั่งบนตัก หันมาสนใจพร้อมวางมือบนอกแกร่งอย่างเป็นห่วง คิดว่าเขาอาจจะไม่สบาย
“อืม” เสียงทุ้มตอบผ่านลำคอ ยกมือขึ้นถูปลายจมูกแรง ๆ อยู่ ๆ ก็คันขึ้นมาจนคิดว่าจะจามขึ้นมาอีก จึงผลักคนตัวเล็กลงจากตักพร้อมโยนความผิด “เธอได้อาบน้ำมาหรือเปล่า?”
“...” คนที่พึ่งถูกผลักอ้าปากเหวอ สีหน้าไปไม่ถูก
“มึงแมนมากไอ้คิณ” อาเธอร์กลั้นขำ ซบหน้าลงกับไหล่มนของสาวข้างกาย อคิณไม่ได้สนใจคำพูดนั้น ดึงแขนเล็กกลับมานั่งตักอีกครั้งพร้อมกับเปิดหน้าจอมือถือ ส่งข้อความหา...
[ ยัยเด็กทิงเจอร์ ]
พรุ่งนี้เช้าไปเรียนกับฉัน แล้วแต่งตัวให้เรียบร้อย ไม่งั้นเธอได้วิ่งรอบตึกแน่
