บทที่ 3 พี่น้องแบบงอน
8.30am
เรียวขางามเดินลงบันไดมาด้วยท่าทีที่รีบเร่ง เพราะเกรงว่าคนที่ส่งข้อความมาขู่เอาไว้เมื่อคืนจะตั้งท่ากินหัว กระโปรงที่ถูกติติงไปเมื่อวานก็ถูกเปลี่ยนให้ยาวลงมาใต้เข่า ทว่าพอเท้าแตะบันไดขั้นสุดท้าย กลับว่างเปล่า ไม่มีใครนั่งรอ
เฮ้ออ!
ปลาทูถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกับกลอกตามองบน อึดใจเดียวก็คว้ากระเป๋าออกจากบ้าน ตรงไปยังบ้านข้าง ๆ โดยไม่ลืมปิดล็อกประตูบ้านตัวเอง
“พี่คิณ” เสียงเล็กตะโกนเข้าไปในบ้านแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ ประตูด้านหลังถูกล็อกจากด้านในแสดงว่าเขาน่าจะอยู่ชั้นบน “อย่าบอกนะว่าพึ่งตื่นแล้วกำลังอาบน้ำน่ะ”
เธอมีเรียนตอนเก้าโมงแล้วตอนนี้ก็สายมากแล้ว ร่างบางจึงเขย่งปลายเท้าเอื้อมหยิบกุญแจที่ซ่อนอยู่หลืบคานประตู ที่ลับนี้ไม่มีใครรู้แม้กระทั่งเจ้าของบ้านทั้งสองท่าน ยกเว้นก็แต่อคิณลูกชายเจ้าของบ้านกับปลาทูเด็กสาวข้างบ้าน ส่วนบ้านของปลาทูก็มีที่ซ่อนไม่ต่างกัน
มันคือความลับที่รู้กันแค่สองคน!
ชั้นล่างเงียบสนิท เท้าเล็กจึงเดินขึ้นบันได เปิดประตูห้องแรกขวามือโดยไม่คิดจะเคาะบอกคนด้านใน ทว่ากลับเจอสิ่งที่เซอร์ไพรส์กว่า
“ไอ้พี่คิณ!” ปลาทูตะโกนออกไปสุดเสียง เมื่อเจ้าของห้องยังนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียง
ครอก~
ไม่มีตอบกลับ นอกจากเสียงกรนที่ฟังแล้วรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นกว่าเดิม คนตัวเล็กจึงสาวเท้าไปยังเตียงขนาดคิงไซซ์ กลิ่นแอลกอฮอล์ฟุ้งเป็นต้องย่นจมูก ก่อนจะทำการเอาหมอนที่วางข้าง ๆ ฟาดใส่คนบนเตียงเต็มแรง
ปึก ปึก!!
“พี่คิณตื่น ตื่นเดี๋ยวนี้”
“อือ!” คนถูกขัดใจครางในลำคอพร้อมขมวดคิ้วเป็นปม แต่ยังไม่ลืมตา น้องจึงฟาดไปอีกสองที
“ไอ้พี่คิณ ปลาทูสายแล้วนะ ตื่นสักทีเถอะ ขอร้อง”
“...” ยังคงนิ่ง ไม่ไหวติงแม้แต่นิดเดียว
“พี่คิณ!!!” โน้มตัวไปตะคอกเสียงใส่หูคนแน่นิ่ง “ตื่นนน!” เรียกจนท้อแต่ถูกคนที่หลับสนิทสู้กลับจนชนะน็อก
โอเค ปลาทูยอม
มือเล็กล้วงหามือถือตัวเองกดออกไปเบอร์ของเพื่อนใหม่ที่ได้เมมเอาไว้เมื่อวาน รอไม่นานยิ้มก็รับสาย
“ยิ้ม เธอถึงมหาลัยหรือยัง?”
( ยังเลย เราพึ่งออกคอนโด มีไรหรือเปล่าหรือให้เราไปรับ? )
ปลายสายถามเหมือนรู้ใจ ปลาทูจึงไม่รอช้ารีบบอก พลางใช้สายตามองคนบนเตียงด้วยความเอือมระอา
“มารับหน่อยนะยิ้ม ไอ้พี่คิณบอกจะไปส่งแต่นอนตายเหมือนวิญญาณลงนรกไปเรียบร้อยแล้วงะ”
( ดูพูดเข้า )
ยิ้มกลั้วขำแต่อีกคนไม่ตลกด้วย
“ก็มันจริง เรียกก็แล้ว ฟาดด้วยหมอนก็แล้ว ไม่กระดิกแม้แต่แอะเดียว”
( เค ๆ รออยู่หน้าบ้านนะ เดี๋ยวเราไปรับ )
“แต้งกิ้ว”
หลังจากวางสายจากยิ้ม ใบหน้าบูดบึ้งก็จ้องหน้าพี่ด้วยความเง้างอด ก่อนที่มือน้อยจะล้วงเอาปากกาเมจิกในกระเป๋าแล้วบรรจงเขียนกลางหน้าผากเขา เป็นการส่งศาล
ร่างเล็กออกจากห้อง ลงไปยืนรอเพื่อนอยู่หน้าบ้านตัวเองโดยไม่ลืมที่จะเอากุญแจไว้ที่เดิม พร้อมล็อกประตูให้เสร็จสรรพ เพราะไม่รู้ว่าเจ้าบ้านเขาจะตื่นกี่โมง
รออยู่ไม่ถึงสิบนาทีรถของยิ้มก็มาจอดที่หน้าบ้าน
“ไปเรียนกัน”
“อื้ม”
แสงแดดจ้าบอกเวลาบ่ายกลาง ๆ ปลุกคนที่หลับไม่รู้ตัวให้รู้สึกตัว อคิณดีดตัวนั่ง สะบัดหัวแรง ๆ ไล่อาการแฮงค์
“ยัยเด็กนั่นจะตื่นหรือยังวะ?” แม้หัวจะปวดตึบ ๆ แต่ก็ยังไม่ลืมเรื่องของน้องข้างบ้าน มือหนาเอื้อมหยิบโทรศัพท์ของตัวเอง ก่อนจะตกใจในเวลาต่อมา “เหี้ย!บ่ายสอง”
ร่างหนารีบลุกออกจากเตียง เปิดประตูหน้าต่างมองไปยังบ้านข้าง ๆ ที่อยู่ติดกัน ประตูทุกบานปิดสนิทบ่งชัดว่าปลาทูไม่ได้อยู่บ้าน อคิณจึงคว้าผ้าเช็ดตัวที่แขวนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า ตรงเข้าห้องน้ำ
กึก!
เป็นต้องชะงักค้างเมื่อเห็นประติมากรรมศิลปะบนใบหน้า ทว่าหากเป็นปกติอคิณคงจะหัวเสีย โทรไปด่ายัยเด็กแสบที่เล่นซุกซนมาเขียนหน้าเขา แต่ครั้งนี้มันกลับไม่ใช่แบบนั้น รูปหน้าสัตว์ที่ควรจะวาดกลับเป็นเพียงตัวหนังสือเพียงพยางค์เดียว
งอน
ไม่บ่อยนักที่คนตัวเล็กจะเขียนคำนี้กลางหน้าผากเขา เท่าที่จำได้ นี่เป็นครั้งที่สาม ซึ่งมันหมายความว่า เด็กสาวโกรธและงอนเขาจริง ๆ
“แม่งเอ๊ย!” สบถออกมาด้วยความหัวเสีย พลางทึ้งหัวตัวเองแรง ๆ ก่อนจะรีบจัดการธุระของตัวเองให้เรียบร้อย
10นาทีผ่านไป
หลังจากที่จัดการตัวเองเรียบร้อย ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อช็อปสีแดงเข้มกับกางเกงสแล็กสีดำก็ออกจากห้อง ลงบันได คว้าหมวกกันน็อกพร้อมกับกุญแจบิ๊กไบค์ที่วางอยู่ข้างกันบนชั้นวางรองเท้า
ทว่ายังไม่ทันจะได้ปิดล็อกประตูบ้านก็เหมือนจะฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ เท้าหนาจึงเดินกลับเข้าไปในบ้าน ตรงไปยังที่ห้อยกุญแจต่าง ๆ ตรงทางขึ้นบันได คว้าเอากุญแจรถยนต์ BMW พร้อมกับเก็บหมวกกันน็อกกลับเข้าที่เดิม
ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีก็สามารถพาตัวเองมาอยู่หน้าคณะเรียน ดวงตาเฉียบคมมองไปทั่วทั้งใต้ตึกและสนามหญ้า มองหาคนที่อยากเจอหน้ามากที่สุด จนกระทั่งเห็นว่าเธอนั่งก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสือกับเพื่อนตรงใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างสนาม
“ไอ้คิณ มึงมาทันด้วยเหรอวะ?” อาเธอร์ที่พึ่งจะมาถึงเหมือนกันเอ่ยทัก เมื่อคืนกว่าพวกเขาจะออกจากร้านของเพทายได้ก็เกือบสว่าง ทว่าอคิณกลับเดินผ่านไหล่ไปราวกับมองไม่เห็นเขาอยู่ตรงนี้ ทำเอามาวินที่เดินมาข้างกันงุนงงไม่น้อย แต่เหนือสิ่งอื่นใด สายตากลับมองเห็นบางอย่าง
“แล้วใครไปเขียนหน้ามันแบบนั้น?”
“กูว่าไม่ใช่เรื่องดีล่ะ” ถึงกับตื่นตระหนกเมื่อเห็นคนที่ว่าเดินตรงไปหาเด็กสาวที่ชื่อเป็นของกิน เป็นเรื่องให้ทั้งคู่ต้องวิ่งตาม หวั่นใจว่าจะเกิดเรื่อง
“ไอ้คิณ เดี๋ยวไอ้คิณ”
“ใจเย็นนะไอ้เพื่อนเวร ไอ้คิณ!”
ทั้งชื่อและน้ำเสียงที่ฟังคุ้นหูทำให้ปลาทูช้อนใบหน้าขึ้นมอง ก่อนจะอุทานด้วยความตื่นกลัว
“เวรล่ะ!”
“เป็นอะไรปลาทู?” คนไม่รู้เรื่องที่นั่งฝั่งตรงข้ามได้ยินเสียงอุทานก็สงสัย แต่ท่าทีถมึงทึงของร่างสูงโปร่งที่เดินตรงมา มันเต็มไปด้วยรังสีอันตรายทำให้ปลาทูไม่สามารถอยู่เฉยอธิบายอะไรได้ รีบเก็บข้าวของอย่างลนลาน
“ฉันไปก่อนนะ”
ใครจะอยู่ก็อยู่ ปลาทูขอไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า ยิ่งกลางหน้าผากคนน่ากลัวไม่ยอมลบคำนั้นออก ยิ่งต้องอยู่ให้ไกล
หมับ!
วินาทีความเป็นความตายเท่ากัน ร่างเล็กกำลังหมุนตัวออกจากโต๊ะ ถูกฝ่ามือหนาจับเข้าที่ข้อมือ ทำเอาสะดุ้งราวกับโดนไฟช็อต ไม่กล้าหันไปมอง ดวงใจตกลงตาตุ่ม ภาวนาเรียกร้องหาแต่พ่อแก้วแม่แก้ว
“ไอ้คิณมึงใจเย็น ๆ ก่อนนะเพื่อน” มาวินเข้ามาช่วยพูด กลัวเหลือเกินว่ายัยตัวเล็กจะถึงฆาต ไม่ต่างจากประธานรุ่นที่ดวงใจลุ่ม ๆ ดอน ๆ
“มะ มีอะไรค่อย ๆ คุยกันนะมึง แค่น้องเขียนหน้าผากนิดเดียว มึงไม่เอาถึงกับตายหรอกใช่ไหมวะเพื่อน” ทั้งประโยคและน้ำเสียงของสองหนุ่มหล่อที่ฟังดูน่ากลัว ทำผู้คนต่างก็มองด้วยความสนใจ ขณะที่ปลาทูก็เริ่มวิตก เบะปากคล้ายจะร้องไห้ มือไม้สั่นระริก วันนี้เธอไม่รอดแน่แล้ว
ทว่า…
“ฉันขอโทษ” ทุกอย่างผิดคาดทำเอากรรมการอึ้ง ทุกคนอึ้ง รวมทั้งคนที่กำลังจะเบะร้อง
“มึงว่าอะไรนะ?” อาเธอร์แคะหูพร้อมเอียงใบหน้าเข้าไปใกล้ ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง มาวินเองก็นิ่งค้างไปเลย ไม่รู้จะดีใจที่ไม่มีเรื่องอย่างที่คิดหรือคาใจกับคำพูดของเพื่อนดี
ร้อยวันพันปีไม่ว่าจะผิดหรือถูก อคิณไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยปากพูดคำว่า ‘ขอโทษ’ ออกมาสักครั้ง แบบนี้จะไม่ให้ทุกคนอึ้งได้ยังไง แม้แต่คนอื่น ๆ รอบข้างที่มองมายังแปลกใจ
ขณะที่เกิดความเงียบขึ้น อคิณถอนหายใจยาวเสียงดังพรืด ยอมพูดคำนั้นออกไปอีกครั้งพร้อมเขย่าข้อมือน้อยเบา ๆ
“ฉันขอโทษ”
เขาเองก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ทำแบบนี้ แต่ถ้าไม่ทำอะไรมันก็ไม่สบายใจ ไม่อยากให้เธอโกรธหรืองอนแล้วไม่พูดไม่คุยกับเขาเหมือนทุกวัน
“ขอโทษ ได้ยินหรือเปล่า” พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังนิ่งงันมือหนาจึงเขย่าแรง ๆ อีกครั้ง
สองเพื่อนรักที่เริ่มเห็นว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็นวิญญาณไม่มีใครมองเห็น ปล่อยแขนอคิณแล้วก้าวถอยหลัง มองดูห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ
“ได้ยิน” พอเห็นว่าทุกอย่างไม่ได้แย่อย่างที่คิดและคนน่ากลัวที่ว่าก็ยอมเป็นฝ่ายมาขอโทษ เด็กน้อยจึงยอมหันกลับไปเผชิญหน้า ถึงได้เห็นว่าใบหน้าถมึงทึงที่คิดไว้นั้นไม่ใช่ แต่เป็นกังวลซะมากกว่า
นี่เขากำลังกลัวว่าเธอจะงอนจริง ๆ เลยตามมาขอโทษเหรอ?
“เมื่อคืนฉันดื่มเยอะ กว่าจะกลับก็เช้า ถ้าไม่เชื่อเธอลองถามไอ้สองตัวนั้นดูก็ได้”
อยู่ ๆ ก็โดนลากเข้ามาในบทสนทนา สองหนุ่มจึงก้าวขาเข้ามาแล้วพยักหน้าตอบรัว ๆ ราวกับกำลังช่วยเพื่อนแก้ต่างกับเมียมัน
“ใช่ ๆ / ใช่ ๆ”
“แล้วทำไมไม่ส่งข้อความมาบอก ทีส่งข้อความมาขู่ยังทำได้”
“ก็ตอนนั้นมันเมา แค่ขับรถกลับมาบ้านได้ปลอดภัย ก็ถือว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว”
“แต่คนรอมันรู้สึกแย่นะ” ปั้นหน้ารับบทเหยื่อ “พี่คิณส่งข้อความมาขู่จะให้ปลาทูวิ่งรอบตึก ปลาทูก็รีบแทบตายเพราะกลัวพี่คิณรอนาน แต่ที่ไหนได้พี่ยังไม่ตื่น แถมไปปลุกแล้วยังจะกรนใส่กันอีก”
“รู้ว่าผิด ถึงได้มาขอโทษนี่ไง” เรื่องนี้เขาผิดอย่างไม่มีข้อแก้ตัว พลันเลื่อนฝ่ามือลงมาจับที่มือน้อง แววตาเว้าวอน “หายงอนไหม?”
ถามแบบนี้ก็เข้าแผนน่ะสิ!
