บทที่ 5 พี่น้องแบบกวนทีน
พอรู้ว่าต้องแยกย้ายให้เดินไปหาพี่รหัสของตัวเอง ปลาทูจึงเดินตรงเข้าไปหาคนหน้านิ่งมาดโหดที่พึ่งถูกเธอวาดหน้าให้กลายเป็นหมาพันธุ์ดุ
ไม่ต้องถามว่ารู้ได้ไงว่าเป็นเขา คำใบ้ที่ว่า ‘หล่อคม นิ่ง กวนตีน ปากหมา’ มันมีอยู่แค่คนเดียว ยิ่งคำว่าปากหมา มันยิ่งตอกย้ำว่าเป็นพี่อคิณ ทว่ากลับมีสาวน้อยร่างบางเดินเข้ามาตัดหน้า พร้อมถามเสียงหวาน
“พี่อคิณรับหนูเป็นน้องรหัสได้ไหมคะ?”
“คำใบ้คืออะไร?” ถามเรียบ ๆ ขณะสายตามองผ่านร่างเธอไปหาคนตัวเล็กด้านหลัง ซึ่งคนที่ว่าก็ไม่ได้รู้ตัวเพราะยิ้มเข้ามาคุยพอดี เนื่องจากหาพี่รหัสของตัวเองไม่เจอ พอหันกลับมาก็เห็นว่า
หญิงสาวคนเมื่อครู่ได้เดินออกไปด้วยสีหน้าเศร้าหมอง แต่ก็ไม่ได้สนใจ เดินเข้าไปหาพี่ด้วยรอยยิ้ม
“พี่คิณ” น้ำเสียงอ่อนหวานกว่าปกติ “หล่อคม นิ่ง กวนตีน ปากหมา คือพี่ใช่ไหมคะ?”
เจ้าของชื่อหรี่ตาลงมอง ติดใจตรงคำสุดท้ายแต่ก็ไม่ได้ท้วง เพราะกำลังจะมีเรื่องสนุกให้เขาทำในไม่กี่วินาทีข้างหน้า
“รับปลาทูเป็นน้องรหัสด้วยนะคะ”
“หึ!” เห็นเด็กน้อยก้มหัวให้ คนตัวโตก็เค้นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเจ้าเล่ห์ พลางยกแขนขึ้นกอดอก
กรรมติดจรวดนี่มันไวกว่าที่คิดแหะ!
“หนีกันไม่พ้นเลยจริง ๆ คู่นี้” เพื่อนสามคนที่อยู่ไม่ไกลต่างมองมาด้วยสายตากรุ้มกริ่ม แฝงไปด้วยความนัย
“ทะ ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไง?” ช้อนหน้าขึ้นมาก็เห็นสีหน้าเจ้าคิดเจ้าแค้นปรากฏอยู่บนใบหน้าของพี่ ทำเอาขนลุกซู่
อีพี่อคิณจะเอาคืนเธอเหรอ?
“ทำหน้าแบบไหน หึ้ม?” เอียงคอถาม แววตาทะเล้น
“ก็บะ แบบ...” น้ำเสียงลากยาวพร้อมกลืนน้ำลายลงคอ ภายในใจเต้นตึกตัก รู้เลยว่าต้องเจอกับอะไร
“เอาปากกามา” มือหนาแบออก เผยใบหน้าร้ายกาจอย่างไม่ปิดบัง
“พี่คิณ นี่ปลาทูเองนะ ปลาทูน้องพี่คิณไง” ต้องใช้ความเป็นพี่น้องเข้ามาช่วย
“พี่น้อง?”
“ใช่ ๆ เราเป็นพี่น้อง พี่น้องที่รักกันมาก ๆ เลย” เอื้อมมือจับแขนแกร่ง หวังให้พี่คล้อยตาม แต่เหมือนว่ามันจะไม่ได้ผลเมื่อคนสูงเกือบร้อยเก้าสิบก้มหน้าลงมาประจัญกับคนที่เด็กกว่า
“แล้วรักกันแบบไหนเธอถึงได้ทำหน้าฉันเป็นแบบนี้!” เขาอับอายทุกครั้งที่มีคนหันเจอหน้าแล้วอมยิ้มกริ่ม ฉะนั้นเขาจะเอาคืนบ้าง “ปากกา”
“ไม่ให้!” ปลาทูรีบหมุนตัวพร้อมวิ่ง ทว่าคนที่แขนขายาวกลับรวบเธอไว้ได้ทัน
“คิดจะหนีเหรอยัยทิงเจอร์”
“ไม่หนีปลาทูก็น่าเกลียดเหมือนพี่สิ ปล่อยนะ” เด็กน้อยดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนพี่ ส่งผลให้ใครหลายคนต่างหันมามอง
บางคนมองด้วยความเอ็นดู ความพี่น้องแกล้งกันเอง
บางคนมองแล้วขบขันกับการยื้อแย่งกันไปมาเหมือนเด็ก ๆ
...แต่บางคนกลับมองด้วยความอิจฉา ไม่พอใจ
“หน็อย! ทีงี้มาบอกว่าฉันน่าเกลียด” อคิณว่าหลังจากที่แย่งกระเป๋าแล้วล้วงเอาปากกาเมจิกออกมาได้ ท่อนแขนหนารวบเอวบางตรึงไว้กับลำตัวไม่ให้หนี ส่วนอีกข้างเตรียมลงปากกาบนใบหน้าเนียน “อยู่เฉย ๆ!”
“พี่คิณ พี่คิณใจเย็นก่อน” มือบางทั้งสองข้างจับเข้าที่ข้อมืออีกฝ่ายเอาไว้มั่น
“บอกให้อยู่นิ่ง ๆ ไม่งั้นหน้าเธอได้กลายเป็นไอ้ผีตาโบ๋ ฉันไม่รับรู้ด้วยนะ” พอได้ยิน ปากบางก็เริ่มเบะคว่ำ คนตัวโตต้องสั่งเสียงเข้ม “อย่าร้อง ฮึบเดี๋ยวนี้เลย”
“ก็พี่...”
“ดูหน้าฉันแล้วค่อยเถียง หลับตา!” อคิณไม่ฟัง ออกคำสั่งอีกครั้งพร้อมกระชับลำแขน
ไม่มีทางหนีปลาทูจึงค่อย ๆ หลับตาลงจนปิดสนิท ทว่าในลำคอกลับครางเสียงร้องไห้ ทำเอามือหนาที่เตรียมจรดปากกาค้างเติ่งกลั้นขำสุดฤทธิ์ อาเธอร์ มาวินและการินที่ยืนอยู่ใกล้กันก็ปิดปากกลั้นเสียงด้วยเช่นกัน
ไม่รู้จะเอ็นดูหรือจะขำก่อนดี
ร่างกายแนบชิดกันสนิทบวกกับกลิ่นตัวหอม ๆ ของเด็กเริ่มทำคนเป็นพี่ปั่นป่วน หายใจไม่สะดวก เผลอมองใบหน้าคนตัวนุ่มนิ่มเป็นระยะ จนเริ่มรับรู้ได้ถึงไอร้อนของร่างกายที่พุ่งสูงขึ้นตามลำดับ
บางสิ่งที่อยู่ในกางเกงกำลังเรียกร้อง ทำให้มือหนาหยุดอยู่แค่นั้น ปล่อยร่างเล็กให้เป็นอิสระ กลัวว่าคนที่เด็กกว่าจะรู้ตัว
“เสร็จแล้ว” น้ำเสียงแผ่วเบา แววตาฉายถึงความสับสนขณะยืนไม่เต็มความสูง งอตัวเล็กน้อย เจ้านั่นก็จะคึกไวอะไรขนาดนั้นก็ไม่รู้ ขึ้นเร็วราวกับกดปุ่ม
ปกติตรงนั้นจะแข็งได้ มันต้องมีสิ่งยั่วยุ ทว่าเวลานี้ ในสถานที่โล่งแจ้งแบบนี้ มันไม่มีอะไรที่จะสามารถทำให้คิดเรื่องอย่างว่าได้เลย
แต่ทำไมเขาถึงรู้สึก...
“ปลาทูน่าเกลียดหรือเปล่า” ลืมตาได้มือบางก็รีบล้วงหากระจกในกระเป๋า ค่อยยังชั่วที่ชายหนุ่มวาดเพียงแค่จุดตรงปลายจมูกแล้วขีดเส้นสามเส้นบนแก้มทั้งสองข้างแค่นั้น จึงเบาใจ “สรุปปลาทูเป็นน้องรหัสพี่คิณแล้วถูกปะ?”
“อืม” ตอบนิ่ง ๆ มองใบหน้าเล็กด้วยความสงสัย สัมผัสเมื่อครู่ยังนุ่มติดมือไม่หาย
“ขอบคุณค่ะ” คนไม่รู้เรื่องกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มหวาน ทำคนได้รับหัวใจเต้นแรงผิดปกติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สองครั้งแล้ว วันนี้สองครั้งแล้วที่เด็กน้อยทำเขาไม่เป็นตัวของตัวเอง
วันหยุด
@ ห้างสรรพสินค้า
ฟึด ฟึด
กลิ่นหอมของน้ำซุปในหม้อชาบูที่ลอยขึ้นสู่อากาศ เตะเข้าจมูกของปลาทูแทบน็อกคาร้าน จนถูกอคิณที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามต้องใช้นิ้วจิ้มที่หน้าผากมนเป็นการผลักออก
“เดี๋ยวหน้าก็จุ่มลงหม้อ”
ปลาทูมักจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งเวลามาทานชาบู เธอชอบที่จะเอาใบหน้าไปอังกับหม้อน้ำซุปที่เดือดจัด จนเขาต้องบ่นทุกครั้งเพราะไอ้ที่เธอสูดเข้าไปนั้นมันหอมก็จริงแต่มันเป็นควัน ดีต่อร่างกายที่ไหน
“ให้มันจุ่ม ๆ ลงไปเถอะ ปลาทูอยากตัวหอม ๆ เหมือนหม้อชาบู”
“เหอะ อยากตัวหอม หน้าเธอได้พุพองเป็นยัยหน้าเละสิไม่ว่า” ส่ายหัวเบา ๆ ให้กับความคิดไม่เข้าท่าของน้อง
“ชิ!” ย่นจมูกใส่ให้คนตรงข้ามทีหนึ่ง ก่อนจะเอาพวกผักและซีฟู้ดต่าง ๆ ลงหม้อ ส่วนพวกเนื้อวากิวหั่นสไลด์ ทั้งเธอและเขารู้ดีว่าต้องเอาลงคำต่อคำเพราะเนื้อมันจะนุ่มกว่า อร่อยกว่า
“เออพี่คิณ พี่เธอร์จะมีแข่งอีกเมื่อไหร่เหรอ ปลาทูอยากไปดู” เธอจำได้ว่าคราวแล้วที่ไปดูอาเธอร์แข่งรถ มันตื่นตาตื่นใจมาก ๆ จึงอยากจะไปดูอีก
“น่าจะเดือนหน้ามั้ง” เขาว่าเรียบ ๆ ขณะใช้ตะเกียบที่พันด้วยเนื้อ จุ่มลงหม้อน้ำที่เดือด
“งั้นถ้าพี่เธอร์แข่ง พี่คิณพาปลาทูไปด้วยนะ” กะพริบตาออดอ้อน
“คราวที่แล้วเธอบ่นร้อน ยังไม่ทันถึงบ้านผื่นก็ขึ้นเต็มตัว ทำฉันลำบาก” ครั้งนั้นเขาจำได้ดี ก่อนจะถึงบ้านต้องแวะคลินิกก่อนเพราะคนงอแงทนคันไม่ไหว
“คราวนั้นปลาทูไม่รู้หนิว่าจะร้อนจนตับแทบแตก แต่รอบนี้ปลาทูจะเอาพัดลมไปด้วย” ประสานมือไว้กลางอก แววตาเป็นประกาย ปากก็เคี้ยวจนแก้มตุ่ย “ปลาทูอยากไปดู จะ...”
“เคี้ยวให้หมดแล้วค่อยพูด” ใช้ตะเกียบในมือชี้หน้าเป็นการเตือน กลัวว่าพูดไปเคี้ยวไปแล้วจะสำลัก “ติดคอตายขึ้นมา ซวยทุกคนต้องจัดงานให้เธออีก”
ละดูคำพูดที่ใช้พูดกับน้อง ช่างเป็นพี่ชายที่สุภาพเหลือเกิน
“โหย พี่...”
“ยังอีก” เมื่อเด็กดื้อพูดไม่ฟัง คนปรามจึงเสียงเข้มขึ้น ทำเอาเด็กน้อยถูกขัดใจสะบัดหน้าหนี แต่แง่งอนได้ไม่นานก็ถูกง้อด้วยกุ้งที่คนพี่พึ่งแกะเสร็จแล้วยื่นมาตรงหน้า “อะ”
ดวงตากลมโตทอประกายระยิบระยับ มือบางยื่นจานให้อคิณเอากุ้งวาง ทว่าเขากลับชักมือกลับแล้วนำเข้าปากตัวเองพร้อมยักคิ้วยียวนใส่
“พี่คิณ ทำไมชอบแกล้ง” ทำหน้าหงิก
“เธอก็มีมือ ทำไมไม่แกะเอง?”
“ก็ปลาทูไม่อยากมือเปื้อน พี่คิณมือเปื้อนแล้วก็แกะให้ปลาทูหน่อยสิคะ” กลายร่างเป็นเด็กงอแง ขณะที่อีกฝ่ายจิปาก
“จิ! เธอนี่มัน...” น้ำเสียงเหนื่อยหน่ายแต่ก็ยอมแกะให้ ก่อนจะยื่นไปตรงหน้า “เอ้า”
งั้ม!
ความไม่ไว้ใจ กลัวว่าพี่จะแกล้งอีก มือบางจึงจับเข้าที่ข้อมือหนา ยกก้นขึ้นเล็กน้อย โน้มตัวอ้าปากงับกับกุ้งในมือ ก่อนจะกลับมานั่งลงตามเดิม ใบหน้าสุกใสแสดงถึงการเป็นผู้ชนะ
“หึ” อคิณหัวเราะในลำคอ ความเอ็นดูผุดขึ้นในแววตาพร้อมอมยิ้มหน่อย ๆ ก่อนที่ทั้งสองจะพูดคุยไปพร้อมกับดื่มด่ำกับของตรงหน้าจนอิ่มแปล้
“ปลาทูไปเข้าห้องน้ำก่อนนะพี่คิณ”
“อืม รีบไปรีบมา” เสียงทุ้มตอบเรียบ ๆ พอเห็นน้องเดินออกไปก็นั่งเอนหลังพิง ล้วงเอาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงมากดเล่น ดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่ง...
“ไหนคุณบอกว่าไม่ว่างไงคะอคิณ?” น้ำเสียงติดไม่พอใจทำให้เจ้าของชื่อช้อนสายตาขึ้นมองร่างอรชรของหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอคือคนที่เขาพึ่งคุยได้ไม่กี่วัน และดูท่าตอนนี้เธอกำลังจะทำทีเป็นจงอางหวงไข่ ซึ่งเขาไม่ชอบ
“ฉันนัดน้องเอาไว้ บอกเธอไปแล้วหนิ” ตอบเรียบ ๆ สายตาที่มองเธอก็เหมือนกับที่มองผู้หญิงคนอื่น ๆ ทั่วไป ไม่ได้พิเศษอะไร
“น้องหรือใครกันแน่คะ?” สายตาคาดคั้นเอาคำตอบ พลางมองไปยังกระเป๋าสะพายใบเล็กที่วางอยู่ตรงที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับเขา ฟ้องว่าเขามากับผู้หญิง
เธอนัดกับเขาว่าวันหยุดนี้เราจะไปดูหนังด้วยกัน แต่ทว่าในตอนเช้าเขากลับส่งข้อความมาบอกว่าไม่ว่าง ติดธุระกับน้อง แล้วนี่ถ้าเธอไม่มาทานข้าวกับเพื่อน คงไม่เห็นว่าเขาโกหก
เอ๊ะ?
ปลาทูที่เดินกลับมาทันได้ยิน เห็นบรรยากาศกำลังมาคุจึงพลางตัวนั่งโต๊ะว่างตัวที่อยู่ก่อนหน้า ทำทีเหมือนคนไม่รู้จักแต่จับปอยผมทัดหู ตั้งใจฟัง
เหตุการณ์นี้จะเห็นบ่อยครั้งแต่ก็ยังสนใจอยู่ดี
“ว่าไงคะอคิณ” เมื่อยังไม่ได้คำตอบจึงถามย้ำ ส่งผลให้คิ้วเข้มขมวดปม บ่งบอกว่ากำลังไม่พอใจ
“จะน้องหรือใครแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอวะ?”
“เกี่ยวสิคะ ก็เราคุยกัน...”
“แค่สามวัน” และเป็นสามวันที่เขาเสียเงินจ่ายค่าพวกของแบรนด์เนมให้เธอไปไม่น้อย “ถ้าจะงี่เง่าอยู่ไม่เป็นแบบนี้ ต่อไปไม่ต้องมาคุยกัน”
สำหรับผู้หญิงทุกคนที่เข้ามา ไม่ว่าเธอคนนั้นจะสวยหยาดฟ้าแค่ไหน หากทำตัวน่ารำคาญและล้ำเส้นมากเกินไป เขาพร้อมตัด
“มะ หมายความว่าไง? คุณจะเลิกติดต่อกับ ชมพู เหรอ?”
“ก็เข้าใจง่ายหนิ แล้วจะถามทำไมวะ?”
ในตอนแรกอคิณมองว่าชมพูเป็นผู้หญิงที่สวยและคงจะฮอตเอามาก ๆ ในมหาวิทยาลัยที่เธอเรียนอยู่ เมื่ออีกฝ่ายเข้ามาทำความรู้จักเขาจึงไม่ปฏิเสธ แต่ตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าเธอจงใจเข้ามาสูบเขาต่างหาก
อึก!
ปลาทูที่ฟังอยู่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก รู้สึกหน้าชาแทนผู้หญิงคนนั้น
“อคิณ!” มือเล็กกำเข้าหากันแน่น มองคนตรงหน้าด้วยความโกรธเคือง ขณะที่คนอื่น ๆ เริ่มหันมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ขอบใจที่ยังจำชื่อฉันได้ ถ้าหมดธุระของเธอแล้วก็เชิญ ฉันขอไม่พูดซ้ำ” จากนั้นก็ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ต่ออย่างไม่นึกจะแยแส
ได้ยินว่าอคิณเป็นผู้ชายที่เปรียบเสมือนกับหมาป่าดุร้าย แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะสามารถบอกเลิกเธอได้เลือดเย็นขนาดนี้ แต่เธอจะไม่มีทางปล่อยคนที่เป็นเหมือนขุมทรัพย์ไปง่าย ๆ
“แต่คุณได้ชมพูแล้วนะ จะทิ้งกันแบบนี้ไม่งะ...”
“นี้มันยุคไหนแล้วแม่คุ้ณ” นึกขำในลำคอ “ตอนฉันกับเธอเอากัน เราก็วิน ๆ กันทั้งคู่ปะวะ ยังจะเรียกร้องอะไรอีก”
“ความรับผิดชอบไง คุณต้องรับผิดชอบชมพู”
“ให้ตาย!” คนตัวโตนั่งไม่ติด ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มองร่างเล็กตั้งแต่หัวจรดเท้า “เธออ้าขาขอร้องให้ฉันเอาเธอเองนะเว้ย ยังจะมาบอกให้ฉันรับผิดชอบอีกเหรอวะ ถุงยางฉันก็ใส่ เงินฉันก็จ่าย แถมยังต้องมาเปย์พวกของที่เธออยากได้อีก ค่าตัวเธอที่ผ่านผู้ชายมาแล้วกี่คนต่อกี่คน มีสิทธิ์มาเรียกร้องด้วยเหรอวะ”
ตรงเหมือนไม่รู้จักเบรก ชัดเจนอย่างกับอยู่ในเหตุการณ์ คนแอบฟังเสียววูบ อยากได้ยาดมในกระเป๋าตัวเอง
ไม่ใช่ว่าอคิณอยากจะดูถูกหรือพูดให้เธอดูเสียหาย แต่อีกฝ่ายเล่นจะให้เขารับผิดชอบเลยต้องงัดเหตุและผล รวมทั้งความเป็นจริงมาคุยกันหน่อย อีกอย่างตอนที่มีอะไรกันเขาไม่ได้เป็นคนเริ่มเลยด้วยซ้ำ เป็นชมพูที่หวังในตัวเขาตั้งแต่แรก
หญิงสาวรู้สึกอับอายต่อสายตาของทุกคนที่มองมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ปากเขาร้ายเกินกว่าจะต่อกรจึงรีบวิ่งออกไป อคิณกุมขมับถอนหายใจเสียงดังพรืด ทว่ายังไม่ทันจะได้หายใจหายคอถนัด
แปะ แปะ แปะ
ปลาทูตบมือรัว ๆ พร้อมกลับไปนั่งที่ตัวเอง “นายอคิณ ศิริกวีวัฒน์ ผู้ชายเย็นชา ปากหมายิ่งกว่านางร้ายในละครหลังข่าว หักอกผู้หญิงคนที่สองของเดือนได้โหดร้าย เลือดเย็นและเจ็บแสบที่สุด” ทำเอาเธอนี่แสบทรวงไปถึงลำไส้ใหญ่แทนเธอคนนั้น “ถามจริงเถอะ ทำไมพี่ไม่หัดเป็นคนดีแบบคนอื่นเขาบ้าง”
“ฉันก็เป็นอยู่”
“ตรงไหน?” ชะเง้อคอมองหาตามตัวคนใจร้าย แต่ก็หาไม่เจอ
“กวนตีน”
“เหมือนมะม่วงกวนปะ?” ปั้นหน้าซื่อตาใส ง่าย ๆ คืออยากกวนพี่
“ปลาทู!” น้ำเสียงดุดัน คนยิ่งหงุดหงิดก็ยิ่งขุ่นเคืองไปกันใหญ่
“ขา~” ทว่าคนน้องกลับชอบใจ ขานรับเสียงหวานปานน้ำผึ้ง ตั้งใจยั่วโมโห ก่อนจะวิ่งออกนอกร้าน จึงไม่ทันได้เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขา
“เด็กแสบเอ๊ย สักวันจะจับตีก้นซะให้เข็ด” ทั้งที่ควรจะควันออกหู มุมปากหยักกลับโค้งขึ้นเองอย่างควบคุมไม่ได้ อะไรที่แข็ง ๆ ก็หลอมละลายอ่อนลงอย่างง่ายดายจนไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
