บทที่ 6 พี่น้องแบบออกอาการ
3วันต่อมา
หลังจากทานข้าวเที่ยงที่โรงอาหารเสร็จ สองสาวอย่างปลาทูกับยิ้มก็มานั่งทำงานใต้ตึกคณะเพื่อรอเรียนคาบบ่าย
“ไม่คิดจะรอฉันเลยนะ” โบนัสมาถึงก็หย่อนก้นนั่งข้าง ๆ ปลาทู พร้อมกับถือวิสาสะเอาน้ำปั่นของเธอมาดูดหน้าตาเฉย ทำเอาคนที่ท้วงไม่ทันเกิดฉุนขึ้นมาเพราะหมอนั่นดันดูดหลอดเดียวกับเธอ
“น่าเกลียด ใครจะกล้ากินต่อนาย”
“ถ้าเธอไม่กล้า ก็ไปซื้อใหม่สิ” พูดจบก็ทำเฉย ก้มหน้าดูดเอาดูดเอาจนมือเล็กต้องดึงแก้วน้ำกลับมา เอาหนีให้ไกลจากมือเขา
“แล้วมันเรื่องอะไรที่ฉันต้องไปซื้อใหม่” พอได้คุยได้รู้จัก ก็ไม่คิดว่าหมอนี่จะทำตัวตีสนิทไม่เกรงใจกัน นับวันยิ่งรู้จักก็ยิ่งอยากปะทะ เธอไม่น่าหลวมตัวรู้จัก จนสนิทมักจี่ด้วยเลย
“ก็น้ำ...เธออร่อย” จงใจพูดสองแง่สองง่ามแต่ปลาทูกลับไม่เข้าใจ ใช้นิ้วผลักหน้าผากของคนที่ยื่นหน้าเข้ามาให้ออกห่าง
“อร่อยก็ไปซื้อเองเส้!” เริ่มขึ้นเสียง ขณะที่อีกฝ่ายเอาแต่ยักคิ้วยียวน
“งั้นฉันไปซื้อให้นะ” ยิ้มที่มองอยู่นานแล้วเลยเสนอ เตรียมจะลุกขึ้นเพื่อนสาวจึงร้องห้าม
“ใครอยากกินก็ให้เขาไปซื้อเองสิ เธอจะยอมลำบากเพื่อ?”
“ก็เพื่อเพื่อนที่นิสัยดีอย่างฉันไง” โบนัสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่น่าหมั่นไส้ เล่นเอาปลาทูแทบอยากจะอ้วก เข้าทางคนอยากแกล้ง “ให้ตายเถอะ! นี่เธอแพ้ท้องเหรอ? เราแค่ดูดหลอดเดียวกันเองนะเนี่ย”
“ไอ้บ้า! ท้องบ้านนายสิ” ด่าไม่พอเอาหนังสือฟาดไหล่กว้างไปทีหนึ่ง แต่แทนที่เขาจะสลดกลับหัวเราะชอบใจ นอกจากพี่อคิณก็มีตาบ้านี้แหละที่ทำให้เธอควันออกหูได้
“น้องปลาทู” มือน้อยที่กำลังจะฟาดหนังสือใส่คนก่อกวนอีกรอบเป็นต้องชะงัก หันไปมองกลุ่มหญิงสาวรุ่นพี่สามคนที่เธอไม่คุ้นหน้า และที่รู้ว่าเป็นรุ่นพี่ก็เพราะอีกฝ่ายเรียกเธอว่าน้อง
“คะ” วางของในมือพร้อมระบายยิ้มอ่อน ๆ ส่งให้
“พี่ชื่อ เค้กส้ม นะ อยู่นิเทศปีสี่” พูดจบก็ส่งยิ้มหวานมาอย่างเป็นมิตร ก่อนจะส่งถุงกระดาษวางตรงหน้าเด็กสาว “พี่รู้มาว่าน้องปลาทูเป็นน้องสาวของอคิณ”
“อ่อ” พอได้ยินชื่อของพี่คนนั้นเธอก็เข้าใจโดยง่าย “จะฝากของในถุงนี้ให้พี่คิณเหรอคะ?”
“จ้ะ พี่ขอฝากขนมให้อคิณหน่อยนะ”
“ไม่เอาดีกว่าค่ะ” มือน้อยรีบดันออก สีหน้าคิดหนัก “ที่จริงปลาทู...เออ จะเรียกยังไงดี คือเราเป็นแค่พี่น้องที่อยู่บ้านติดกันน่ะค่ะ ไม่ได้เป็นพี่น้องแบบจริง ๆ เราออกแนวคุยดี ๆ ได้ไม่ถึงห้านาทีก็ตีกันแล้วค่ะ ปลาทูว่าพี่เอาไปให้เองเถอะ” น่ากลัวว่าหากผ่านมือเธอ จะอดใจไม่ไหวแล้วขนมมันจะไม่ถึงท้องพี่อคิณเอา
พอได้รู้ว่าเด็กตรงหน้าไม่ใช่น้องแท้ ๆ ของชายหนุ่ม สมองก็ฉายภาพเมื่อวานที่ทั้งคู่เล่นกันแบบถึงเนื้อถึงตัว ก่อเกิดความรู้สึกไม่ชอบ ระดับความเกลียดค่อย ๆ สูงขึ้นแต่ก็ยังตีหน้ายิ้ม พูดถึงความสัมพันธ์ของเธอกับเขา
“ที่จริงอคิณเขาเป็นคนใจดีมากเลยนะจ๊ะ เห็นนิ่ง ๆ ตอนอยู่กับพี่เขาน่ารักมาก ไม่น่าจะถึงขั้นลงไม้ลงมือกับ...น้องข้างบ้านได้”
หากปลาทูสังเกตสักนิดจะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเหยียดในน้ำเสียง ทว่าเธอไม่ได้สังเกตนี่สิ “ใช่ไหมคะ เพราะงี้ปลาทูถึงอยากให้พี่คนสวยเอาไปให้พี่คิณเอง”
“พี่เอาไปให้เขาบ่อยแล้วค่ะ เขาก็จะยิ้มดีใจทุกครั้งแล้วบอกว่าเกรงใจ พี่เลยอยากมาขอให้น้องปลาทูช่วย พี่ไม่อยากให้เขาต้องรู้สึกลำบากใจ”
“อ่อ...แบบนี้นี่เอง” เด็กสาวยิ้ม รู้สึกดีใจด้วยหากพี่ชายคนนั้นไม่ได้ทำแบบวันก่อนกับคนสวยตรงหน้า สงสัยพี่สาวคนนี้คงจะถูกใจพี่เขาล่ะ
“นะ ปลาทูช่วยพี่หน่อยนะ” พลางเอื้อมมาจับมือน้อง ตีสีหน้าหวังให้เห็นใจกัน
“แต่ปลาทูกลัวว่าถ้าอีพี่คิณเห็นหน้าปลาทูแล้วจะเขวี้ยงขนมนี้ทิ้งเอาน่ะสิคะ”
“ไม่หรอกจ้ะ” ใบหน้าสวยงามจุดรอยยิ้มหวาน ทั้งที่มันอาบไปด้วยยาพิษ โบนัสเองที่พึ่งเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างปลาทูกับอคิณก็เกิดข้อสงสัย แต่ก็เลือกที่จะดูไปก่อน
บางทีพี่อคิณอาจจะไม่ได้คิดกับเธอแบบนั้นก็ได้...
กลับถึงบ้านปลาทูก็วางข้าวของและถุงขนมที่เค้กส้มฝากมา ไว้ตรงระเบียงหน้าบ้านแล้วตรงไปยังข้างบ้าน เห็นทั้งประตูหน้าบ้านและหน้าต่างเปิดอ้า เดาว่าเจ้าบ้านคงกลับมาแล้ว และแน่นอนว่าเธอคิดถูกเมื่อเห็นปราณีกำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่หลังบ้าน
“คุณป้ากลับมาแล้ว สวัสดีค่ะ” ทักทายพร้อมยกมือไหว้
“ไหว้พระเถอะลูก” เจ้าบ้านกล่าวพร้อมระบายยิ้มหวาน มองเด็กสาวข้างบ้านด้วยความเอ็นดู
“ก็ไหว้พระในบ้านไงคะ” เดินเข้าไปโอบเอวจากด้านหลังด้วยท่าทีออดอ้อน ปลาทูรักปราณีเหมือนกับแม่แท้ ๆ ตัวเอง พอไม่เจอกันหลายวันก็คิดถึง ทุกครั้งที่ได้กอดก็จะพลอยนึกถึงดารี แม่ของตัวเองไปด้วย
“ขี้อ้อนจริง ๆ เด็กคนนี้” ทำผู้ใหญ่ใจอ่อนหลงระทวย เอียงซบกับหัวเด็กน้อยที่มาเกยคางกับไหล่ “แล้ววันนี้ไม่ได้กลับมาพร้อมพี่เหรอลูก”
“ไม่ค่ะ ปลาทูให้เพื่อนมาส่ง” เกรงว่าถ้ารอคงจะไม่ได้กลับง่าย ๆ เพราะวันนี้เขาเลิกช้า “ให้ปลาทูช่วยนะคะ” มือน้อยรวบสายยางไปถือเอง ปล่อยให้ปราณีได้เป็นอิสระ “คุณลุงไม่อยู่เหรอคะ?”
“จ้ะ งานยังไม่เสร็จ คุณลุงเขาเลยต้องอยู่ต่ออีกหนึ่งวัน”
“แบบนี้ก็เหลือสาว ๆ อย่างพวกเราที่อยู่บ้านกันสินะคะ” หันไปยิ้มจนตาหยี เรียกเสียงหัวเราะจากคนอายุสี่สิบห้าแต่ใบหน้ายังงาม ชอบใจกับคำพูดคำจาของเด็กน้อย
ปราณีรักปลาทู ส่วนหนึ่งก็เพราะเลี้ยงมาเองกับมือ บ่อยครั้งที่ครอบครัวข้างบ้านไปต่างประเทศ มักจะฝากปลาทูไว้ จนบางทีก็เข้าใจว่าเป็นลูกสาวตัวเอง บวกกับนิสัยของเด็กน้อยนั้นชอบอ้อน น่ารัก ทำเอาหลงได้ตลอดเวลา
หากไม่เป็นการบังคับลูกชายมากเกินไป เธอก็อยากจะได้เด็กคนนี้มาเป็นลูกสะใภ้ แต่ดูท่าจะยากเพราะเมื่อไหร่ที่ทั้งสองเจอหน้ากัน เป็นต้องทะเลาะกันทุกครั้งไป
เฮ้ออ... เสียดาย!
หลังจากที่อยู่พูดคุยกันจนหายคิดถึง ปลาทูก็ขอตัวพร้อมได้ขนมตาลติดมือกลับมาด้วย เด็กน้อยชอบกินขนมไทย ปราณีจึงไม่ลืมที่จะซื้อกลับบ้านมาทุกครั้ง
นั่งทำการบ้านอยู่ตรงโต๊ะทานข้าว จนถึงเย็นก็ได้ยินเสียงบิ๊กไบค์ขับเข้าบ้านข้าง ๆ ร่างเล็กจึงลุกไปหยิบเอาถุงกระดาษที่สาวสวยฝากไว้ตรงเคาน์เตอร์ครัวแล้วกลับมานั่งทำการบ้านตามเดิม ไม่ถึงห้านาที...
“พอรู้ว่าแม่ฉันกลับมาก็ไปเสนอหน้าเลยนะ” ประโยคทักทายที่ได้ยินแล้วเป็นต้องถอนหายใจแรง ๆ
ไม่เคยจะทักกันเหมือนพี่น้องคู่อื่นเลยจริง ๆ
“อะ” มือเล็กดันถุงที่ว่าไปตรงหน้าคนที่กำลังหย่อนก้นนั่ง อคิณนึกแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็เปิดดู เห็นเป็นคุกกี้ก็เปิดฝาเอาเข้าปากในทันที ถือเป็นครั้งแรกที่ยัยตัวแสบซื้อขนมให้
“นึกไงให้ขนมฉัน?”
“พี่เค้กส้ม นิเทศปีสี่ฝากมาให้ค่ะ”
“หา!” คนตกใจวางทุกอย่างแล้วตรงเข้าห้องครัว คายสิ่งที่อยู่ในปากลงถังขยะ
“ถึงกับต้องคายทิ้งเลยเหรอพี่คิณ” ปลาทูเดินตามไปเกาะประตูดู เป็นต้องตาโตเมื่อคนพี่หันไปเปิดตู้เย็น หยิบขวดน้ำมาเปิด นึกว่าจะกินแต่ไม่ เขาล้างปาก!แล้วบ้วนทิ้งลงซิงก์ล้างจาน “ตะ ต้องขนาดนั้นเลยเหรอพี่คิณ”
“คิดว่าตัวเองเป็นแม่สื่อหรือไง” จัดการตัวเองเรียบร้อยก็หันมาจัดการคนจุ้นจ้าน คิ้วเข้มขยับชนกัน บ่งบอกว่าเขากำลังไม่พอใจและกำลังจะโกรธในเวลาต่อมา “หรือว่าเป็นขี้ข้าผู้หญิงพวกนั้น ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไปเป็นควายซะ จะไปเรียนให้เสียเงินเสียทองทำไมวะ”
ปลาทูได้แต่ยืนอ้าปากค้าง อยู่ ๆ ดวงใจก็ตกวูบ มองคนโมโหเดินออกไปพร้อมกับถุงคุกกี้ ไม่ใช่ว่าจะเก็บไว้กินทีหลัง แต่เอาไปทิ้งลงถังขยะใหญ่หน้าบ้าน
ตั้งแต่เกิดมานี่คือครั้งแรกที่ถูกเขาด่าตรง ๆ และแรงขนาดนี้ เล่นเอางงอยู่เหมือนกันว่าตัวเองทำอะไรผิดพลาดตรงไหน ไม่เข้าใจเลยสักครั้ง
ปกติในช่วงค่ำอคิณมักจะมานั่งกินข้าวด้วย หรือไม่ก็มานั่งเล่นเกมที่บ้าน ทว่าวันนี้ปราณีกลับเป็นคนที่เดินเข้ามาพร้อมกับถ้วยแกงที่มักจะทำอาหารเผื่อเด็กน้อยเป็นประจำ นั่นยิ่งทำให้ปลาทูรู้สึกไม่สบายใจ แม้แต่การเปิดดูซีรีส์เรื่องโปรดยังไม่สามารถช่วยให้สงบได้
มีบ้างที่ใจคิดจะเดินไปขอโทษกับเรื่องที่ทำลงไป แต่อีกใจกลับร้องบอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก เดี๋ยวเขาก็คงกลับมาคุยด้วยเอง…มั้ง
ความหล่อเหลาหน้าตาดีของอคิณเป็นที่สนใจของสาว ๆ หลายคนมาตั้งแต่เด็ก ๆ หลายครั้งที่มีผู้หญิงฝากพวกขนม ดอกไม้และตุ๊กตามาให้ ซึ่งพี่อคิณก็ไม่เคยรับสักครั้ง แล้วก็ไม่เคยโมโหใส่กันหนักเท่าครั้งนี้ด้วย ทำเอาเครียดไปกันใหญ่
“พี่เป็นอะไรกันแน่ พี่คิณ?” ปากบางพร่ำถามอากาศ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่อีกฝ่ายดันมีอิทธิพลกับตัวเธอ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่กระวนกระวายใจไม่หยุด
พรึบ!
แสงไฟจากหน้าต่างห้องนอนของบ้านข้าง ๆ ดับลง แต่ดวงตาคมกริบยังคงจ้องมองไม่วางตา ภายใต้ใบหน้าที่เรียบนิ่งใครจะรู้ว่าข้างในมันร้อนรน เป็นกังวลมากแค่ไหน เขาไม่ได้ตั้งใจจะใช้คำพูดแรง ๆ พวกนั้นกับเธอ...ในตอนนั้นเขาแค่…โคตรจะโมโห
โมโหที่ยัยเด็กนั่นเอาขนมของคนอื่นมาให้เขา
โมโหที่ยัยเด็กนั้นจุ้นจ้าน ทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ
โมโหที่ยัยเด็กนั่นทำเหมือนต้องการอยากจะผลักเขาไปให้คนอื่น...
แต่ที่น่าโมโหมากกว่านั้นคือตัวเขาเอง ที่กำลังรู้สึกแย่ แต่ยัยเด็กปลาทูนั่นกลับนอนหลับได้อย่างสบายใจ
“ให้ตาย! กลายเป็นกูได้ไงวะที่เป็นคนนอนไม่หลับ”
เช้านี้ที่ตื่นมาโคตรจะไม่อยากตื่น แต่เพราะมีเรียนเช้าอคิณจึงหอบสังขารไปอาบน้ำ จัดการตัวเองจนเสร็จก็ลงมาด้านล่าง เห็นจานข้าวที่แม่ชอบตักแยกไว้ให้เด็กข้างบ้าน มือหนาจึงคว้ามา ตรงไปยังประตูเชื่อมระหว่างสองบ้าน
ทว่า...
สายตาพลันเห็นท้ายรถของคนตัวเล็กที่พึ่งขับออกไป
“แม่ง! โกรธก็โกรธสิวะ เรื่องนี้กูผิดที่ไหน ยัยนั่นต่างหากที่ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” บ่นเสร็จก็เดินกลับเข้าบ้าน วางจานข้าวเสียงดังจนผู้เป็นแม่ตกใจ
“เป็นอะไรลูก แล้วข้าวนั้นไหนว่าเอาไปให้น้อง”
“...” ไม่มีคำตอบนอกจากใบหน้าที่ตึงจัด ราวกับคนที่พึ่งไปฉีดโบท็อกมา ปราณีรู้โดยธรรมชาติว่าลูกชายกำลังมีปัญหากับคนตัวเล็ก จึงส่ายหัวเบา ๆ ขณะถอนหายใจ แต่ไม่เป็นกังวลเพราะรู้ว่าอีกเดี๋ยวทั้งคู่ก็ดีกันเอง
@ ST UNIVERSITY
ใช้เวลาไม่นานอคิณก็ขับมอเตอร์ไซค์มาถึงมหาวิทยาลัย ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจแต่สายตาไม่รักดีก็เอาแต่คอยสอดส่องหาร่างบางที่คุ้นเคย จนเห็นว่าเด็กนั่นนั่งอยู่ใต้ตึก โต๊ะประจำที่เธอกับเพื่อนชอบนั่ง ขายาวจึงเดินไปหาเพื่อนที่ยกมือเรียก
“ไงมึง? หน้าอย่างกับไปกินรังแตนมา” คนหน้าหวานที่สุดในกลุ่มทักทายด้วยการเหน็บแนม
“หรือว่าน้องข้างบ้านไม่หาข้าวให้แดกวะ” ตามด้วยพ่อหนุ่มลูกครึ่ง
“หุบปากเหี้ย ๆ ของพวกมึงไปเลย” สายตามองเพื่อน ๆ อย่างอาฆาตแค้น คนยิ่งอารมณ์ไม่ดี ยังจะแกว่งเท้าหาเสี้ยน
“โมโหเด็กแล้วมาลงที่พวกกูได้ไงวะ” คนหน้าดุที่สุดอย่างการินพูดขึ้นบ้าง อาการนี้ของมันส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากใคร หากไม่ใช่เด็กน้อยใบหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังนั่งโต๊ะที่ห่างจากพวกเขาไปอีกห้าโต๊ะ
เด็กน้อยนั่งก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสือกับเพื่อน เมื่อคืนเธอไม่มีกะจิตกะใจที่จะทำการบ้านเลยต้องออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อมาขอลอกยิ้ม
เออ...ไม่ได้ลอก แค่ดูไว้เป็นแนวทาง
“ดูของฉันด้วยไหม เผื่อข้อถัดไปจะได้ไม่เหมือนของยิ้ม” โบนัสถามเล่น ๆ แต่ปลาทูเอาจริง
“แต้งกิ้วน้า~” นาทีนี้เธอรับหมดเพราะกลัวส่งไม่ทัน
ชายหนุ่มยิ้มหน่อย ๆ ขณะกลอกตาไปมา ก่อนจะเอาสมุดตัวเองให้คนตัวเล็กดู ใบหน้าหวานละมุนจึงช้อนขึ้นระบายยิ้มอ่อน ๆ โดยไม่รู้ว่าการที่เธอส่งยิ้มให้ชายอื่นมันโคตรจะส่งผลให้ดวงใจของใครอีกคนปวดหน่วง ๆ
“คิดว่ายิ้มแล้วน่ารักหรือไงวะ”
“กูว่าก็น่ารักดีนะ” รู้ว่าเพื่อนกำลังอยู่ในอารมณ์ไหน แต่อยากเห็นคนหัวร้อน เลยขอสักหน่อย
“กูก็ว่างั้น น่ารักจนผู้ชายคณะเรานี่มองกันเป็นแถบ”
“พวกมึงหุบปากดิ กูรำคาญ” ยิ่งเพื่อนตอกย้ำก็ยิ่งอยากจะปารองเท้าใส่ไอ้กลุ่มผู้ชายที่มองเด็กนั้นแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
ให้ตายเถอะ! นี่เขากำลังจะเป็นบ้าเพราะยัยเด็กขี้โกงจริง ๆ เหรอวะ
ขี้โกงที่ทำเขาปั่นป่วน
ขี้โกงที่ทำเขาหงุดหงิด
ขี้โกงที่ไม่มาง้อเขาเหมือนเช่นทุกครั้งที่ความสัมพันธ์ระหว่างเราเป็นแบบนี้
