บทที่ 2 บทที่ 1 (1)
“อ๊ะ! เฮ้ เดินระวังๆหน่อยสิ ยัยซุ่มซ่ามนี่” เจ้าของเสียงเป็นสาวผมทองหุ่นอวบไปทางอ้วน เจ้าหล่อนแต่งหน้าเปรี้ยวปรี๊ด และแต่งตัวรัดรูป ยกมือขึ้นเท้าสะเอวในระหว่างที่ก้มลงมอง คู่กรณีซึ่งตอนนี้นั่งจุกแอ้ดอยู่บนพื้นพรม
ภายในโถงทางเดินยาวของอาคาร สองข้างเป็นผนังห้องสีขาวกับประตูสีเทา ฝ้าหม่นๆสีเดียวกับประตูห้องค่อนข้างต่ำเปิดไฟสว่างจ้า ในขณะที่บนพื้นพรมนั่น มีผู้หญิงเอเชียตัวเล็ก ผมดำยาวสลวยราวกับขนนกเป็ดน้ำ ล้มลงไปนั่งก้นจำเบ้า และมีหนังสือเล่มหนาหลายเล่มตกเกลื่อนอยู่บนพรมสีเทารอบตัว
มัตติกาหน้ามุ่ยเงยหน้าขึ้นมองกลับแม่คนที่ชนเธอแล้ว ยังจะมาทำท่าต่อว่าเธอเป็นคนผิดอีก ดวงตายาวเรียวสีดำสนิทภายใต้กรอบแว่นสายตาจึงมีแววเอาเรื่องเต็มที่ แต่แม่สาวผมทองยักไหล่แล้วสะบัดผมลอนสวยๆ เปิดประตูห้องเรียนที่อยู่ห่างไปแค่ก้าวเดียวเข้าไป ไม่ได้สนใจที่จะช่วยพยุงเธอลุกขึ้นยืน หรือแม้แต่จะเก็บหนังสือให้ก็ไม่มี มัตติกาถอนหายใจอย่างสุดเซ็ง ก่อนกวาดสายตามองหาคนช่วยดึงเธอให้ลุกขึ้นเพราะยังรู้สึกจุกไม่น้อย แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า
ตอนนี้ในทางเดินไม่มีคน เพราะทยอยเข้าห้องเรียนกันหมดแล้ว รวมถึงมันเป็นช่วงปิดภาคฤดูร้อนด้วย ดังนั้นนักศึกษาจึงน้อยกว่าปกติมาก
ฉะนั้นหญิงสาวจึงต้องถือคติที่ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนอีกครั้ง
ร่างเล็กแบบบางสวมเชิ้ตลายตารางตัวใหญ่และกางเกงยีนส์ขายาว กับรองเท้าผ้าใบสีดำตุ่นๆ ค่อยขยับขึ้นนั่งคุกเข่าได้ในราวสิบนาทีต่อมา หลังอาการจุกคลายลง
มัตติกาไม่ได้อ้อยอิ่งชักช้าเมื่อมองนาฬิกาแล้วเห็นว่าใกล้เวลาเต็มที เธอรีบเก็บหนังสือที่กระจายเกลื่อนกลาดรอบตัวขึ้นมา ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นเบาๆ หญิงสาวเขยิบหลบไปชิดผนังเพราะกลัวเกะกะขวางทาง แล้วก็ได้เห็นปลายรองเท้าหนังมันปลาบ Toe Cap จากแบรนด์ Loake มาหยุดลงตรงหน้า
แต่เธอก็สนใจแค่นั้น มัตติกาคิดว่าอาจเป็นนักศึกษาปริญญาโทสักคนที่กำลังจะเข้าห้องเรียน เธอละสายตาไปหยุดยังหนังสืออีกเล่ม กำลังจะเอื้อมมือไปคว้า แต่ก็ชะงักเมื่อเจ้าของรองเท้าทรุดลงนั่ง เก็บมันยื่นส่งมาให้เธอ
เจ้าของมือนั่นเขานั่งบนส้นเท้า หญิงสาวเอื้อมมือออกไปรับพึมพำขอบคุณ ระหว่างนั้นเจ้าของนัยน์ตาคู่หวานก็อดจะมองสำรวจไม่ได้ เธอเห็นโรเล็กซ์เรือนใหญ่บนข้อมือของเขา แต่ไม่แน่ใจนักว่าเพชรที่ฝังไว้ตรงกลางใช่ของจริงหรือไม่ ก่อนจะเลื่อนสายตาตามลำแขนซึ่งซ่อนตัวอยู่ในสูทเนื้อดี ที่เพียงเห็นก็รู้ว่าเป็นของแพงขึ้นไป
ไหล่เขากว้างผึ่งผายดีทีเดียว มัตติกาคิดในใจ เธอมองขึ้นไปตามลำคอแกร่ง ผ่านปลายคางเห็นไรหนวดเขียวจางๆ ก่อนเบิกตาโต อ้าปากค้าง เมื่อเจ้าของใบหน้านั่น เขา!
“เป็นอะไรมากหรือเปล่า ต้องการความช่วยเหลืออะไรไหม”
อีวอนน์ เอส. บราวน์ นักธุรกิจหนุ่มคนดัง คนที่ทำให้วันนี้เธอต้องรีบมาจับจองที่นั่งแถวหน้า เพื่อจะกอบโกยความรู้จากอัจฉริยะอย่างเขา หวังพัฒนาเส้นหยักน้อยๆในหัวสมองของเธอน่ะซี!
มัตติกากะพริบตาปริบๆ แม้จะยังไม่เคยเจอตัวจริง ได้เห็นเพียงแค่รูปถ่ายในหนังสือพิมพ์ แต่เธอมั่นใจว่าใช่เขา
อาจารย์พิเศษที่ยอมสละเวลาว่างอันน้อยนิดในฤดูร้อน มาบรรยายให้นักศึกษาที่นี่ได้พัฒนาความรู้ เป็นเวลาสั้นๆแค่หนึ่งชั่วโมงต่อหนึ่งเดือน และมีกำหนดระยะเวลาแค่สี่เดือนเท่านั้น
นี่ไงล่ะ เธอได้เจอเขาแล้วแบบตัวเป็นๆ และคุ้มค่ากับเหตุผลที่ทำให้เธอยอมขอลางานในบ่ายวันนี้
พระเจ้า! เขาหล่อมากจริงๆให้ดิ้นตายเถอะโรบิ้น!!
แล้วเพราะมัวแต่ตะลึง คำถามของอีวอนน์จึงลอยผ่านหูของมัตติกาไปเหมือนสายลม
ส่งผลให้คนตัวสูงในชุดสูทของอามานี่สีดำ ซึ่งรอคอยคำตอบแต่ไม่ได้กลับคืนมาค่อยผ่อนลมหายใจ ใบหน้าคมสันเรียวยาวเห็นสันกรามแกร่งชัดเรียบเฉย จะมีก็แต่นัยน์ตาเรียวรีสีเทาอมเขียว ใต้คิ้วสีน้ำตาลเข้มพาดตรงนั่นเท่านั้นที่ขมวดมุ่น อีวอนน์ เอส. บราวน์รู้สึกหงุดหงิดแกมไม่พอใจนิดๆ เมื่อคนตรงหน้าพอเห็นหน้าเขาก็ทำท่าทางราวกับเห็นผี
ปกติเขาก็ไม่ใช่พวกหลงตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า... เท่าที่ผ่านๆมา สาวสาวซึ่งได้เห็นหน้าเขาต้องมีสีหน้าเคลิ้มฝันตะลึงตะลาน ไม่ใช่... ตกตื่นอย่างกับเขาเป็นตัวประหลาด ไม่ก็ฆาตกรตัวร้ายในหนังสยองขวัญแบบนี้!
ดอกเตอร์หนุ่มกระแอมขึ้นเบาๆแก้เก้อเมื่อถามแล้วไม่ได้คำตอบ เขาเลิกสนใจผู้หญิงตรงหน้า ก่อนลุกขึ้นยืนยืดตัวเต็มความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตร
“เอรอส”
อีวอนน์ล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกง เบือนหน้าไปมองด้านข้างของตน ซึ่ง เอรอส นอร์แมน ที่เดินตามหลังมาเงียบๆด้วยกันตลอดทาง ก้าวขึ้นมายืนเคียงข้าง
“ดูแลนักศึกษาคนนี้ที ฉันจะเข้าไปสอน ได้เวลาแล้ว”
เพียงได้ฟังคำสั่ง เลขาหนุ่มวัยสามสิบห้าปีผมสีทองนัยน์ตาสีฟ้า คนสนิทของอีวอนน์ที่ควบทั้งตำแหน่งเลขาส่วนตัวและบอดีการ์ด ก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆถามอาการมัตติกาแทนที่เจ้านาย และระหว่างนั้นดอกเตอร์หนุ่มก็เปิดประตูหายเข้าไปในห้องเรียน
ส่วนมัตติกายังคงมองตามอาจารย์พิเศษด้วยอาการตกตะลึง ก่อนยิ้มแห้งๆเป็นเชิงขอโทษ หลังเลขาหนุ่มเอ่ยถามซ้ำๆ ว่าเธอต้องการให้ช่วยอะไรไหมถึงสองครั้ง หญิงสาวจึงได้ยิน
