บทที่ 2 ไม่ค่อยชอบใจแต่ทำอะไรไม่ได้

“ถ้าครอบครัวคุณจอมพลมาแล้ว แกก็ทำตัวให้มันดี ๆ หน่อยละ อีกไม่นานครอบครัวเรากับเขาก็จะต้องเกี่ยวดองกันแล้ว”

คินนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ โดยไม่ได้เอ่ยอะไรตอบกลับ หลังจากที่วันนี้เขามีนัดกับครอบครัวของว่าที่คู่หมั้นเพื่อมาทานอาหารด้วยกัน

ชายหนุ่มนั่งรออยู่ประมาณห้านาที ก่อนที่ประตูห้องอาหารที่ปิดสนิท จะถูกผลักเปิดออกพร้อมกับร่างของชายหนุ่มวัยกลางคนที่รุ่นราวคราวเดียวกับพ่อเขาที่เดินนำหน้าครอบครัวของตัวเองเข้ามาภายในห้อง เขากับครอบครัวจึงลุกขึ้นพร้อมกับยกมือไหว้ต้อนรับอย่างสุภาพ

“สวัสดีครับคุณจอมพลคุณลีลาวดี”

“สวัสดีครับคุณครามคุณณฉัตร ขอโทษทีนะครับที่มาช้า พอดีรถติดนิดหน่อย”

“ไม่เป็นไรเลยครับ พวกเราก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน เชิญนั่งก่อนครับ”

พ่อของคินกล่าวเชื้อเชิญอย่างเป็นมิตร ก่อนจะสะกิดเขาเบา ๆ ให้หันไปมอง ละอองฝน ว่าที่คู่หมั้นของตัวเองที่ยืนอยู่ โดยชายหนุ่มเห็นอย่างนั้นก็รีบเดินไปเลื่อนเก้าอี้ให้เธออย่างสุภาพ

“ขอบคุณนะคิน” 

ละอองฝนเอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้มก่อนจะนั่งลง ส่วนคินก็กลับ มานั่งลงที่เดิมของตัวเองเช่นกัน

“เอาอาหารมาเสิร์ฟได้เลย”

คุณหญิงณฉัตรแม่ของเขาที่นั่งอยู่ด้านหัวโต๊ะเอ่ยสั่งกับพนักงานที่ยืนรออยู่ไม่ไกล น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงความนอบน้อม

ไม่นานนักพนักงานของร้านก็ทยอยเดินเข้ามาเสิร์ฟอาหารจานแล้วจานเล่าอย่างคล่องแคล่ว บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยกลิ่นหอมอบอวลจากเมนูต่าง ๆ ที่ถูกจัดวางอย่างประณีต

“วันนี้ดิฉันให้ทางร้านจัดเตรียมเมนูพิเศษไว้ให้ เป็นสเต๊กเนื้อวัวเกรดพรีเมียมนำเข้าจากออสเตรเลียโดยเฉพาะ หวังว่าคุณจอมพลกับคุณลีลาวดี และหนูละอองฝนจะชอบนะคะ” 

“อาหารน่ากินมากเลยค่ะคุณป้า”

“ป้าดีใจที่หนูชอบนะลูก”

“แล้วเจ้าคิมไม่ได้มาด้วยเหรอครับคุณณฉัตร”

“วันนี้เขาติดเรียนค่ะคุณจอมพล เป็นคลาสสำคัญที่ไม่สามารถขาดได้ ก็เลยฝากคำขอโทษมาด้วยค่ะที่ไม่ได้มาทักทายด้วยตัวเอง”

“เสียดายมากเลยที่ไม่ได้เจอหลานชาย”

“แล้วนี่หนูละอองฟองล่ะคะ มาไม่ได้เหมือนกันใช่ไหม”

“ใช่ครับ วันนี้ลูกสาวคนเล็กผมก็ติดเรียน เป็นคลาสสำคัญที่ขาดไม่ได้เหมือนกัน”

คินที่นั่งฟังอยู่ก็เอาแต่นั่งฟังเงียบ ๆ เพราะเขารู้ดีว่าคนที่อีกฝ่ายพูดถึงวันนี้ไม่มีเรียนเลย แต่เป็นจอมพลที่โกหกว่าลูกสาวตัวเองติดเรียน ทั้งที่ความเป็นจริงเขาไม่ได้คิดที่จะเอ่ยชวนเธอเลยสักนิด ชายหนุ่มเอาแต่นั่งจิบแก้วไวน์โดยไม่ชิมสเต๊กเนื้อตรงหน้าเลยสักชิ้น เพราะเขามีนัดที่จะต้องไปกินข้าวกับละอองฟองอยู่

“ทำไมดื่มหนักจังเลยล่ะลูก แม่ไม่เห็นลูกกินสเต๊กเลยนะ”

“ผมไม่ค่อยหิวน่ะครับ”

“แม่เห็นลูกดื่มหนัก กลัวจะเมาเอาได้ มันเพิ่งเที่ยงวันอยู่เอง”

“ผมไม่เมาหรอกครับ” คินยิ้มให้แม่ แล้วนั่งดื่มไวน์ตัวเองต่อ ในขณะที่พ่อแม่เขาและพ่อแม่ละอองฝนกินข้าวกันอยู่

“เด็กสมัยนี้เรียนกันหนักจริง ๆ” คุณหญิงณฉัตรเอ่ยออกมา “แต่ก็ดีค่ะ ตั้งใจเรียนไว้ก่อน เดี๋ยวเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”

“ใช่เลยครับ” คุณจอมพลหัวเราะ “แต่บางทีก็แอบนึกนะครับว่าจะเรียนไปทำไมให้เหนื่อย ในเมื่อสุดท้ายถ้าจับธุรกิจครอบครัวได้ ก็มีทางเดินชัดเจนอยู่แล้ว”

“อาจจะจริงครับ แต่ผมว่าให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้างก็ดีเหมือน กัน อย่างน้อยก็ฝึกความอดทนด้วย” พ่อของคินรับคำด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ

ละอองฝนเหลือบตามองมาที่เขา ซึ่งพอเขามองกลับเธอก็ยิ้มให้แล้วหันไปพูดคุยกับแม่เขาด้วยน้ำเสียงสดใส

“อาหารร้านนี้อร่อยจังเลยค่ะ ปกติคุณป้ามาที่ร้านนี้บ่อยไหมคะ”

“ก็มาบ่อยลูก ส่วนมากก็จะมากับคุณลุงนี่แหละ เพราะลูกชายสองคนก็ไม่ค่อยชอบออกมากินข้าวข้างนอกอะไรแบบนี้” คุณหญิงณฉัตรตอบยิ้ม ๆ 

“เพิ่งรู้ว่าคินเขาไม่ค่อยชอบออกมากินข้าวข้างนอก” ละอองฝนพูด พลางเหล่ตามามองคินที่นั่งจิบไวน์อยู่

“รายนี้เขาชอบกินข้าวที่บ้านลูก ชวนออกมากินข้าวข้างนอกด้วยทีไรก็เทนัดทุกที”

“งั้นต่อไปคุณป้าชวนหนูมาด้วยก็ได้นะคะ”

“หนูว่างหรือลูก”

“ถ้าคุณป้าโทรมาก่อนนัดสักวัน ฝนมาได้แน่นอนค่ะ”

“งั้นดีเลย ไว้เดี๋ยวป้าจะโทรชวนมากินข้าวด้วยกันแล้วกัน”

“คินคะ หลังจากนี้มีนัดที่ไหนอีกหรือเปล่า”

“ทำไม” คินวางแก้วลง แล้วเงยหน้ามองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

“พอดีว่าอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเกิดของคุณยายแล้ว ฝนอยากได้ของขวัญให้คุณยายค่ะ คินช่วยไปเลือกซื้อกับฝนหน่อยได้ไหม” ละอองฝนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสดใส

คินที่ฟังอยู่ก็หันไปมองพ่อของตัวเองที่นั่งจ้องมองเขาอยู่เช่นกัน โดยอีกฝ่ายพยักหน้าพร้อมกับมองเขาด้วยสีหน้ากดดัน ซึ่งเขาเห็นแบบนั้นก็พยักหน้าตอบกลับหญิงสาว เพื่อสื่อว่าตัวเองว่างและจะพาเธอไป

“ขอบคุณนะคะคิน แม่คะ หนูจะไปซื้อของกับคินนะ คุณพ่อกับคุณแม่กลับบ้านไปก่อนเลยค่ะ” ละอองฝนหันไปเอ่ยพูดกับพ่อแม่ตัวเองด้วยน้ำเสียงใส่

“แล้วลูกจะกลับยังไงล่ะ”

“เดี๋ยวหนูนั่งแท็กซี่กลับก็ได้ค่ะคุณแม่”

“ไม่ได้หรอกลูก นั่งแท็กซี่คนเดียวน่ะอันตรายจะตาย ยังไงเจ้าคินก็พาไปอยู่แล้ว ก็ให้เขาไปส่งที่บ้านด้วยเลยก็แล้วกัน นะคินลูก ลูกไปส่งหนูฝนที่บ้านด้วยนะ”

นี่ไม่ใช่เสียงของแม่ละอองฝน แต่เป็นเสียงของแม่เขาที่เอ่ยแทรกพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม แต่ก็จริงจังพอที่สามารถไม่ให้เขาปฏิเสธลง

“ครับแม่ เดี๋ยวผมไปส่งละอองฝนที่บ้านเองครับ” ชายหนุ่มจำใจเอ่ยพูด 

“ว่าแต่ทางคุณณฉัตรได้ไปดูฤกษ์หมั้นของเด็ก ๆ ไว้บ้างหรือยังคะ”

“ยังเลยค่ะคุณลี พอดีดิฉันได้นัดพระอาจารย์ไว้ต้นเดือนหน้าเลย”

“ถ้าอย่างนั้น พอได้ฤกษ์แล้ว ก็นัดมาคุยกันอีกทีนะคะ”

“ได้เลยค่ะ”

“ตอนนี้ทุกคนก็กินกันเรียบร้อยแล้ว ผมว่าแยกย้ายกันดีกว่า”

“คุณจอมพลมีงานต่อเหรอครับ” 

“ใช่ครับ ผมมีประชุมสำคัญต่อช่วงบ่าย”

“โอเค งั้นวันนี้แยกย้ายกันครับ”

ทุกคนต่างทยอยลุกจากโต๊ะ เอ่ยลากัน แล้วพากันเดินออกจากห้องอาหารตรงไปยังรถที่จอดอยู่ด้านนอกร้าน

“แม่กลับก่อนนะลูก”

“ค่ะแม่” ละอองฝนโบกมือลาแม่ตัวเอง แล้วเดินมาขึ้นรถเขาอย่างคุ้นเคย

คินที่นั่งรออยู่ในรถเพียงแค่ปรายตามอง แต่ต้องฝืนแสดงสีหน้าเรียบนิ่งไว้ให้ดูไม่เฉยชาเกินไป

“จะให้พาไปไหน”

“ห้าง xx ค่ะ ที่นั่นมีช็อปแบรนด์เนมเยอะดี น่าจะมีให้เลือกเยอะกว่าที่อื่น”

ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยตอบอะไรออกมาอีก เพียงแค่สตาร์ตรถแล้วขับออกมาด้วยความเร็วไม่มาก มุ่งตรงไปยังห้างสรรพสินค้าที่หญิงสาวข้างกายต้องการจะไป

ติ๊ง!

ขณะที่ขับมาได้ไม่นานเท่าไร รถก็จอดติดไฟแดง เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้นพอดี เขาล้วงหยิบมันขึ้นมาเปิดดูด้วยความเคยชิน ก็พบว่าเป็นละอองฟองที่เป็นคนส่งมา เขาจึงรีบเปิดอ่าน

ละอองฟอง : คุยธุระเสร็จหรือยังคะ

คินอ่านข้อความอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับอย่างรวดเร็ว แล้วรีบเก็บโทรศัพท์กลับเข้ากระเป๋าเช่นเดิม ทันใดนั้นไฟจราจรก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว เขาจึงเร่งเครื่องขับออกไปโดยไม่พูดอะไรเช่นเคย

“คินคะ”

“อะไร”

“คินสนิทกับน้องสาวฝนมากเลยเหรอ”

“ทำไมถึงถามแบบนั้น”

“ก็เมื่อวานเพื่อนฝนโทรมาบอกว่าเห็นคินกินข้าวกับยัยฟองที่ร้านอาหาร xx”

“บังเอิญเจอกัน ฉันเลยชวนน้องเธอมากินข้าวด้วย”

“ชวนกินข้าว แสดงว่าทั้งคู่สนิทกันน่าดูนะ”

“ก็ครอบครัวเรารู้จักกันอยู่แล้ว ไม่แปลกหรอกที่ฉันจะชวนละอองฟองมากินข้าวด้วยกัน”

“คินคะ คินอย่าลืมนะคะว่าอีกไม่นานเราสองคนก็ต้องหมั้นกัน แล้วสุดท้ายก็ต้องแต่งงานกันด้วย คินไปไหนมาไหนกับยัยฟองตามลำพังแบบนี้ ถ้าคนอื่นมาเห็นเข้ามันจะดูไม่ดีเอาได้นะ”

ละอองฝนพูดด้วยน้ำเสียงหวานอย่างมีจริต โดยทำให้คินที่ฟังอยู่รู้สึกขัดหูขัดใจ แต่ก็พยายามข่มอารมณ์ไม่ให้แสดงออก

“ฉันลืมคิดไป ครั้งหน้าจะระวังให้มากกว่านี้”

“ก็ดีค่ะ แต่ก็ยังแอบงงอยู่นะว่ายัยฟองกล้าไปไหนมาไหนกับคินได้ยังไง ไม่รู้จักวางตัวเลย เดี๋ยวฝนคงต้องคุยกับน้องหน่อยแล้วละ”

คินเอาแต่นั่งเงียบฟังละอองฝนพูดอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนรถก็แล่นตรงสู่ห้างสรรพสินค้าโดยใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงจึงถึงที่หมาย

“หนังที่ฝนอยากดูเพิ่งเข้าโรงเมื่อวานนี้เอง ไปดูกันไหมคะ ฝนอยากดูมากเลย”

“อยากดูเหรอ”

“ใช่ค่ะ ไปดูกันนะคะ ดูจบแล้วค่อยไปซื้อของ”

“ก็ได้” คินยอมเดินตามมาอย่างว่าง่ายจนมาหยุดอยู่หน้าโรงภาพยนตร์

“ว้าว คนเยอะจังเลย” หญิงสาวเอ่ยอย่างตื่นเต้น

“จะดูเรื่องนั้นเหรอ”

เขาชี้ไปยังแถวที่กำลังรอกดตั๋วหนัง ซึ่งละอองฝนก็พยักหน้าตอบกลับโดยไม่ลังเล โดยคินเห็นแล้วก็เงียบไป เพราะหนังเรื่องนี้ เขาเพิ่งพาละอองฟองมาดูเมื่อวานนี้เอง

“คนเยอะนะ ที่นั่งจะยังเหลืออยู่เหรอ”

“ถ้าไม่เหลือก็ค่อยดูเรื่องอื่นก็ได้ค่ะ คินช่วยไปซื้อพ็อปคอร์นให้ฝนหน่อยนะ เดี๋ยวฝนไปต่อแถวซื้อตั๋วเอง”

“อืม” ชายหนุ่มก็พยักหน้าแล้วเดินไปยังเคาน์เตอร์ขายพ็อปคอร์นอย่างว่าง่าย

ละอองฝนที่ยืนมองอยู่ไม่วางตา ริมฝีปากเรียวยกยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะล้วงหยิบโทรศัพท์ของตัวเองที่อยู่ในกระเป๋าสะพายใบหรูขึ้นมากดถ่ายภาพของคินหลายรูป หลังจากนั้นแล้วเธอก็กดส่งไปให้ใครบางคนดู

บทก่อนหน้า
บทถัดไป