บทที่ 3 ทำไมถึงต้องรู้สึกในเมื่อไม่มีสิทธิ์
คิน : ฉันมีธุระต่อ คงจะไปกินข้าวกับเธอต่อไม่ได้แล้ว หาอะไรกินก่อนเลย เดี๋ยวถ้าเคลียร์เสร็จจะรีบไปหา
ละอองฟองอ่านข้อความของคินจบ เธอวางโทรศัพท์ลงที่เดิม ก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟาหน้าโทรทัศน์ด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ทั้งที่วันนี้เธอรีบเคลียร์งานให้เสร็จ พอเรียบร้อยก็รีบอาบน้ำ แต่งตัวสวยอย่างตั้งใจ หวังจะได้ใช้เวลาดี ๆ ร่วมกับเขา
“ไม่น่ารีบเลยยังฟอง!”
เธอบ่นพึมพำเบา ๆ ก่อนจะนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ แล้วจึงตัดสินใจลุกเข้าไปในห้องแต่งตัวเพื่อเปลี่ยนกลับเป็นชุดอยู่บ้านตามเดิม
โดยใช้เวลาในการเปลี่ยนชุดไม่นาน ละอองฟองก็เดินกลับออก มาพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเข้าแอปพลิเคชันสั่งอาหาร
“กินอะไรดีนะ” เธอเลื่อนดูร้านอาหารไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเจอเมนูที่ถูกใจก็จัดการสั่งทันที แล้วกลับมานั่งเปิดโทรทัศน์ดูเพื่อรออาหารที่สั่งมาส่ง
ติ๊ง! ติ๊ง!
ขณะที่กำลังดูโทรทัศน์อย่างตั้งใจอยู่นั้น เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะทำให้หญิงสาวชะงัก หลังจากนั้นเธอรีบเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาดูด้วยความคาดหวังว่าอาจเป็นคินที่ส่งข้อความมา แต่พอเห็นชื่อผู้ส่งกลับเป็นละอองฝนพี่สาวของตัวเอง ละอองฟองก็ถอนหายใจออกมาพรืดยาว ก่อนจะกดเข้าไปอ่าน
ละอองฝน : พี่มาดูหนัง มีหนังใหม่แนะนำไหม
ละอองฝน : (รูปคินยืนรอซื้อพ็อปคอร์น)
ทันทีที่สายตาเธอเลื่อนลงไปเห็นรูปที่พี่สาวส่งมา เป็นรูปถ่ายของคินที่กำลังยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์พ็อปคอร์น
“นี่เหรอ ธุระที่เขาต้องไปทำต่อ ไหนว่าแค่ไปคุยกันไง”
ละอองฟองบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความน้อยใจ แต่เธอก็ไม่คิดจะโวยวาย เพราะสุดท้ายแล้วอีกไม่นานคินกับละอองฝนพี่สาวเธอก็ต้องหมั้นกัน ส่วนเธอก็เป็นแค่คนนอกที่ไม่มีสิทธิ์จะรู้สึกอะไรเลย
ละอองฝน : ฉันถาม!
ละอองฟอง : ไม่มีเลยค่ะ
พอกดข้อความส่งกลับไปแล้ว หญิงสาววางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ก่อนจะหันไปหยิบรีโมตที่วางอยู่ไม่ไกลขึ้นมากดปิดโทรทัศน์ที่กำลังเปิดอยู่
หลังจากนั้นห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงแอร์เบา ๆ กับเสียงลมหายใจของเธอที่เริ่มสั่นคลอ
ละอองฟองยกมือขึ้นปิดหน้า พยายามกลั้นหยดน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา ทว่าเมื่อความรู้สึกที่อัดแน่นจนล้นทะลัก มันก็รั้งไม่อยู่ หยดน้ำตาอุ่น ๆ ค่อย ๆ ไหลอาบแก้มอย่างช้า ๆ ตามแรงสะอื้นที่เริ่มถี่ขึ้น
“ทำไมถึงต้องรู้สึก ในเมื่อไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรู้สึกเลยด้วยซ้ำ”
คำพูดนั้นดังขึ้นแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน ก่อนที่เธอจะเอนตัวลงนอนบนโซฟา ดึงหมอนอิงมากอดแนบอกแน่น เสียงสะอื้นยังคงมีอยู่แม้จะเบาลงแล้ว ทว่าเปียกชื้นที่ข้างแก้มยังไม่แห้งดี ความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจค่อย ๆ กล่อมให้เปลือกตาของเธอหนักอึ้ง
ไม่นานน้ำตาหยดสุดท้ายก็หล่นลง พร้อมกับลมหายใจสม่ำเสมอที่บ่งบอกว่าเจ้าของได้เผลอหลับไปทั้งน้ำตา
หลังจากไปส่งละอองฝนที่บ้านเสร็จ คินก็รีบขับรถตรงมายังคอนโดมิเนียมหรูของละอองฟองทันที เมื่อจอดรถเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่รีรอ รีบเดินเข้าอาคารตรงไปยังลิฟต์เพื่อจะขึ้นไปยังห้องพักของหญิงสาว
“คุณคินคะ”
แต่ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปในลิฟต์ เสียงเรียกจากใครบางคนก็ดังขึ้น เขาหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลคอนโดมิเนียม
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“คือคุณละอองฟองสั่งอาหารเอาไว้ค่ะ แต่พอไรเดอร์โทรหา เธอกลับไม่รับสายเลย สงสัยจะเผลอหลับ ดีหน่อยที่โอนจ่ายเงินไว้ล่วงหน้าแล้ว ดิฉันเลยรับไว้ให้แล้วค่ะ”
“เธอมาส่งตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”
“ตั้งแต่เที่ยงค่ะ”
คินพยักหน้ารับ ก่อนจะยื่นมือไปรับถุงอาหารแล้วรีบก้าวขึ้นลิฟต์ทันที พร้อมกับกดไปยังชั้นที่ละอองฟองพักอยู่
“ตอนนี้ก็สี่โมงแล้ว” เขาก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือพลางพึมพำกับตัวเอง อาหารมาส่งตั้งแต่เที่ยง นั่นหมายความว่าหญิงสาวยังไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เที่ยง
ติ๊ง!
เสียงลิฟต์ดังขึ้นพร้อมกับประตูเปิดออก คินรีบก้าวออกมาแล้วเดินไปหยุดที่หน้าห้องของละอองฟอง เขาใช้คีย์การ์ดที่ตัวเองมีเปิดประตูเข้าไป
“นอนหลับจริง ๆ ด้วยเหรอ” โดยพอเปิดประตูเข้ามา เขาก็เห็นเจ้าของห้องนอนขดตัวอยู่บนโซฟาหน้าโทรทัศน์
ชายหนุ่มวางถุงอาหารที่ถือติดมือมาลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งใกล้ ๆ บริเวณขอบโซฟา แสงไฟสลัวสะท้อนให้เห็นคราบน้ำตาบาง ๆ ที่ยังเปียกชื้นตรงหางตา
“ทำไมถึงร้องไห้” คินเอื้อมมือไปแตะแขนของหญิงสาวเบา ๆ เพื่อปลุกให้อีกฝ่ายตื่น โดยไม่นานละอองฟองก็เริ่มขยับตัว ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
“พี่คิน...” เธอเรียกเขาเสียงเบา หลังจากนั้นก็ดันตัวขึ้นนั่ง
“เป็นอะไร ทำไมร้องไห้”
“คะ”
“ฉันถามว่าร้องไห้ทำไม”
หญิงสาวชะงักเล็กน้อย ก่อนจะรีบตอบเสียงกลบเกลื่อนสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่
“พะ...พอดีว่าหนูดูซีรีส์ค่ะ มันเศร้ามาก ก็เลยร้องไห้ออกมา”
คินมองเธอเงียบ ๆ สักพักก่อนจะยิ้มบาง ๆ “เด็กดื้อ แล้วนี่ไรเดอร์โทรหาทำไมไม่รับสาย”
“ไรเดอร์เหรอ จริงด้วย หนูเผลอหลับไปเลย เดี๋ยวหนูลงไปเอาข้าวก่อนนะคะ เผื่อมีคนช่วยรับไว้ให้” เธอพูดจบก็ทำท่าจะลุก แต่คินยื่นมือคว้าแขนเธอไว้
“ไม่ต้องไปหรอก”
“แต่หนู... (ละอองฟอง) / ฉันเอาขึ้นมาให้แล้ว (คิน)”
เธอยังพูดไม่ทันจบประโยค พี่คินก็เอ่ยพูดแทรกออกมา พร้อมกับพเยิดหน้าไปทางถุงอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ ละอองฟองหันไปมองตาม ก่อนจะเห็นว่าเป็นถุงอาหารที่วางอยู่
“พี่เอาขึ้นมาให้เหรอคะ”
“ใช่”
“แล้วพี่รู้ได้ยังไงว่าหนูสั่งอาหารไว้”
“คนดูแลฝากมาให้ บอกว่าไรเดอร์ติดต่อเธอไม่ได้”
“อ๋อ”
“ยังไม่ได้กินอะไรเลยใช่ไหม ตั้งแต่เที่ยง”
“ค่ะ” เธอพยักหน้าเบา ๆ
“งั้นก็ลุกไปกินซะ เดี๋ยวจะปวดท้อง”
“ค่ะ” ละอองฟองขานรับในลำคอเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ลุกเดินไปเปิดกล่องอาหาร
“จะไม่ถามหน่อยเหรอว่าฉันไปทำอะไรต่อ หลังจากคุยกับครอบครัวเธอเสร็จ”
เสียงของคินดังขึ้นขณะที่ละอองฟองกำลังยืนยิ้มมองกล่องอาหารตรงหน้าอย่างมีความสุข พอได้ยินคำถามนั้น สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที
“ทำไมเงียบไป”
“ก็ไม่รู้จะถามทำไม มันก็เรื่องส่วนตัวของพี่ไม่ใช่เหรอคะ”
“.....” คินถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ
“หลังจากกินข้าวกับครอบครัวเธอ ละอองฝนก็ขอให้ช่วยพาไปซื้อของขวัญวันเกิดให้คุณยาย แต่ก่อนจะไปซื้อ เราแวะดูหนังกันก่อน เป็นเรื่องเดียวกับที่ฉันดูกับเธอเมื่อวาน”
“อ๋อ” ละอองฟองเอ่ยตอบกลับสั้น ๆ โดยไม่แสดงสีหน้าอะไร จากนั้นก็หันไปหยิบจานก่อนจะเทอาหารจากกล่องใส่จานอย่างเงียบ ๆ
“พี่กินด้วยกันไหมคะ”
“เธอสั่งมาแค่กล่องเดียวไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ค่ะ แต่มันเยอะมากเลย หนูคงกินคนเดียวไม่หมดแน่นอน”
คินมองหญิงสาวครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “งั้นก็มานั่งกินตรงนี้”
ชายหนุ่มพเยิดหน้าไปยังพื้นที่นั่งด้านข้างตัวเอง ซึ่งตอนนี้เขานั่งอยู่หน้าโทรทัศน์ ละอองฟองก็พยักหน้ารับ ก่อนจะหยิบจานข้าวขึ้นมา แล้วเดินไปนั่งลงบนพรมข้างเขาอย่างสบายใจ
“แล้วทำไมไม่ขึ้นมานั่งบนโซฟาดี ๆ ล่ะ” คินหันมามองเธออีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเธอนั่งลงบนพื้น
“หนูอยากนั่งตรงนี้ค่ะ” ละอองฟองเงยหน้าขึ้นยิ้มให้ รอยยิ้มอ่อนโยนนั้นดูเหมือนจะซ่อนบางอย่างไว้ข้างในด้วย
ชายหนุ่มวางโทรศัพท์ในมือลง ก่อนจะหันมาสบตาเธอเต็ม ๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำ มีเพียงสายตานิ่งลึกคู่นั้นที่จ้องมองมา ราวกับจะพูดแทนทุกความรู้สึกที่เขาไม่สามารถเอ่ยออกมาได้
“โกรธฉันหรือเปล่า ที่บอกว่าจะพาไปกินข้าว แต่สุดท้ายกลับผิดนัด”
“หนูชินแล้ว”
เพราะชายหนุ่มผิดนัดเธอบ่อย โดยบ่อยที่ว่าก็แทบทุกครั้งที่เรามีนัดกัน ซึ่งพอโดนแบบนี้บ่อย ๆ เธอก็รู้สึกชินแล้ว
“ละอองฟอง”
“หนูมีสิทธิ์โกรธด้วยเหรอคะ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน” พอเห็นสีหน้าเรียบนิ่งจ้องมองตัวเอง หญิงสาวก็รีบหันกลับมากินข้าวของตัวเองต่อ
“เธอเป็นคนของฉัน”
คำพูดของเขาทำให้เธอชะงัก แต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับไปทันที กระทั่งเสียงช้อนกระทบจานดังขึ้นเบา ๆ ก่อนเธอจะเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง
“เราจะอยู่แบบนี้จนถึงเมื่อไหร่เหรอคะ”
“ไม่รู้”
คำตอบสั้น ๆ จากคนใจร้ายทำให้ความเงียบเข้ามาแทนที่ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก หัวใจเธอสั่นระรัวขณะรวบรวมความกล้าเอ่ยในสิ่งที่เก็บไว้ในใจมานาน
“หนูไม่อยากอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้แล้วค่ะ”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกไปจากปากเธอ ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นจากที่นั่งทันที แล้วรีบเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองเธออีกเลย
ละอองฟองนั่งนิ่ง ราวกับร่างทั้งร่างถูกตรึงไว้กับที่ มือยังถือช้อนค้างอยู่กลางอากาศอย่างลืมตัว ก่อนจะค่อย ๆ วางมันลงบนจานอย่างแผ่วเบา ราวกับไม่มีแรงเหลืออยู่เลยสักนิด
น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ตลอดบทสนทนาก็ไหลรินออกมาจนสุดจะห้าม กลายเป็นสายอุ่น ๆ ที่ไหลผ่านพวงแก้มโดยไม่ต้องขออนุญาต
เธอก้มหน้าลงช้า ๆ ด้วยความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาเต็มหัวใจ เสียงกระซิบที่เปล่งออกมาเบาราวลมหายใจแทบจะไม่เป็นคำ
“ไม่น่าพูดเลย” ริมฝีปากสั่นไหว น้ำเสียงขาดห้วง
“.....”
“ไม่น่าพูดออกไปเลยจริง ๆ” เสียงสะอื้นเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของห้อง
