บทที่ 5 สายตาหมางเมิน
ละอองฟองขับรถมินิคูเปอร์มาจอดในลานจอดรถที่เธอจอดเป็นประจำ หลังจากนั้นก็ลงจากรถแล้วเดินเข้าไปในใต้ถุนอาคารเรียน และก็พบเข้ากับ พระเพลง เพื่อนสาวคนสนิทที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนโต๊ะม้าหินอ่อน หญิงสาวจึงรีบเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ เพื่อนสาว พอเธอนั่งลง พระเพลงก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ด้วยความสดใส
“มานานหรือยัง” ละอองฟองเอ่ยถาม
“เพิ่งมาเอง แล้วนี่เป็นอะไร ทำไมตาบวมล่ะ”
พอโดนเพื่อนสาวทัก ละอองฟองก็ยกมือขึ้นถูบริเวณรอบดวงตาตัวเองเบา ๆ
“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่เมื่อคืนดูซีรีส์ฉากมันเศร้ามาก เลยร้องไห้ตาม” เธอเอ่ยตอบด้วยเสียงเบา แต่สายตากลับแอบเศร้าอยู่ลึก ๆ
“เชื่อได้ไหมเนี่ย ฉันว่าเธอกำลังโกหกฉันนะ”
พระเพลงมองอย่างไม่ค่อยเชื่อใจนัก พร้อมกับเอ่ยแกล้งจับผิดด้วยท่าทางขำ ๆ
“ชะ...เชื่อได้สิ ฟองจะโกหกเธอทำไมเล่า” ละอองฟองรีบปฏิเสธเสียงหวาน พลางยิ้มแห้ง
“โอเค เชื่อก็เชื่อ ถึงจะไม่อยากเชื่อก็ตาม” พระเพลงพูดพร้อมหัวเราะ
“เพลง~” ละอองฟองเรียกชื่อเพื่อนด้วยความไม่พอใจ
“.....” พระเพลงเห็นก็นึกขำ พร้อมกับเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง “กินข้าวมายัง”
“ยังเลย นี่ว่าจะไปกินที่โรงอาหาร” ละอองฟองตอบด้วยน้ำเสียงดีขึ้นกว่าเก่า
“นั่นไง ฉันก็ว่าแล้ว” พระเพลงยิ้มอย่างรู้ใจ
“อะไร” ละอองฟองทำหน้าสงสัย
พระเพลงเก็บโทรศัพท์ลงใส่กระเป๋าสะพาย แล้วเงยหน้าจ้องมองเธอ ”ก็ฉันคิดว่าวันนี้เธอน่าจะมากินข้าวที่โรงอาหารไง ฉันเลยเตรียมท้องมาไว้กินที่นี่เหมือนกัน”
“งั้นไปกันเถอะ เดี๋ยวถ้าสายกว่านี้คนจะเยอะ”
“โอเค”
พระเพลงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แล้วเดินนำเธอไปที่โรงอาหารของคณะที่ทั้งคู่เรียนอยู่เมื่อเข้ามาภายในโรงอาหารที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารและเสียงพูดคุย พระเพลงที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็หันมาถามเธอ
“เธอจะกินอะไรล่ะ”
ละอองฟองกวาดสายตามองไปรอบหาร้านอาหารที่ถูกใจ แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าวันนี้เธอจะกินอะไรดี
“ยังไม่รู้เลย แต่ก็น่าจะเป็นข้าวไข่เจียวแบบง่าย ๆ นี่แหละ” เธอเอ่ยตอบเสียงเบา เพราะยังลังเลว่าจะเลือกอะไรกินดี
พระเพลงหัวเราะเบาก่อนจะเอ่ยแนะนำ “ถ้าอย่างนั้น ฉันไปสั่งของฉันก่อนนะ เธอก็ไปสั่งของเธอ แล้วค่อยมาเจอกัน”
ละอองฟองพอได้ยินคำพูดของเพื่อนสาว เธอก็พยักหน้า หลัง จากนั้นเราทั้งคู่ก็แยกย้ายกัน โดยหญิงสาวเดินตรงมายังร้านอาหารตามสั่งของป้าพร ซึ่งเป็นร้านที่เธอกินเป็นประจำแทบทุกวัน
“วันนี้เอาอะไรดีจ๊ะหนูละอองฟองคนสวย เอาข้าวไข่เจียวกุ้งเหมือนเดิมไหมลูก” ป้าพรถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเป็นกันเอง
“ค่ะ” พอเดินจนมาถึงร้านอาหารตามสั่งแล้วเธอก็ยังนึกไม่ออกว่าตัวเองจะกินอะไรดี พอได้ยินคุณป้าถามเธอจึงพยักหน้าตอบ
“งั้นรอแป๊บหนึ่งนะลูก”
ละอองฟองก็ไม่ได้ตอบกลับอะไรคุณป้ากลับไปอีก เอาแต่ยืนรอเงียบ โดยในตอนที่ยืนอยู่นั้น อยู่ดี ๆ หญิงสาวก็รู้สึกเหมือนมีคนมายืนอยู่ด้านหลัง เธอรู้สึกเกร็งเป็นอย่างมากจนแทบจะหายใจไม่ออก เลยค่อย ๆ หันหลังกลับไปมองด้วยความสงสัย
“จ๊ะเอ๋ คนสวย” เสียงทุ้มคุ้นเคยเอ่ยขึ้นมาอย่างขี้เล่น
ละอองฟองหันไปมองก็พบว่าเป็น ยูโร รุ่นพี่ปีสองคณะเดียวกัน ซึ่งพี่เขายังเป็นพี่รหัสของ ลูกพั้นช์ เพื่อนสาวร่วมคณะเธออีกด้วย
“สวัสดีค่ะพี่ยูโร” เธอรีบยกมือไหว้รุ่นพี่หนุ่มด้วยความนอบน้อม ซึ่งยูโรก็รับไหว้ พร้อมยื่นมือเพื่อมาวางลงบนศีรษะของเธอ แต่เธอดันตกใจจึงรีบถอยหนีอย่างรวดเร็ว
“พี่ขอโทษ ไม่คิดว่าจะกลัว” ยูโรยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“มะ...ไม่ได้กลัวค่ะ ฟองแค่ตกใจเฉย ๆ ขอโทษนะคะ” เธอพยายามกลั้นเสียงที่สั่น
“ได้ยินแบบนี้ค่อยสบายใจหน่อย พี่นึกว่าเราจะกลัวพี่เสียอีก แล้วนี่คนสวยสั่งอะไรไปครับ อย่าบอกว่าเป็นข้าวไข่เจียวกุ้งอีกแล้วน่ะ” ยูโรแซวอย่างเป็นกันเอง
ละอองฟองที่ได้ยินก็พยักหน้าเบา ๆ เพราะเมนูที่เธอสั่งก็เป็นเมนูที่เขาพูดมาจริง ๆ “ใช่ค่ะ”
“กินแต่เมนูเดิม ๆ ไม่เบื่อเหรอครับ”
“ไม่เบื่อค่ะ ฟองชอบกินข้าวไข่เจียวกุ้ง”
“น่ารักจังเลย” ยูโรชม ทำให้ละอองฟองหน้าแดงขึ้นมาทันที
“ฮะ!” เธออ้ำอึ้ง ไม่รู้จะตอบยังไงดี เพราะอยู่ดี ๆ เขาก็เอ่ยชมขึ้นมา
“ก็เราน่ารักไง พี่ก็เลยอยากชมครับ” ยูโรพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง หลังจากนั้นก็หันไปพูดกับคุณป้าเจ้าของร้านข้าว “ขอไข่เจียวกุ้งเหมือนน้องครับ”
“รอแป๊บหนึ่งนะลูก”
“ได้ครับ แล้วนี่เรานั่งตรงไหนกัน”
“ยังไม่ได้หาโต๊ะเลยค่ะ”
ละอองฟองเอ่ยตอบตามความจริง เพราะตอนที่มาถึงโรงอาหาร เธอกับพระเพลงก็แยกย้ายกันมาซื้ออาหารโดยไม่ได้หาที่นั่งไว้ล่วงหน้าก่อนเลย
“งั้นไปนั่งกับพวกพี่ไหม ตอนนี้โต๊ะเต็มหมดแล้ว”
ละอองฟองมองไปรอบ ๆ หาโต๊ะที่ว่าง แต่ก็ไม่เจอหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่โต๊ะเดียว สุดท้ายเธอจึงพยักหน้าตอบตกลง
“ค่ะ”
“ไข่เจียวกุ้งทั้งสองจานได้แล้วนะลูก” คุณป้าร้านข้าวเอ่ยเรียก
โดยหลังจากที่กำลังคุยกับยูโรอยู่นั้น ข้าวไข่เจียวที่เธอสั่งก็ได้เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวเห็นแบบนั้นจึงรีบหันไปหาคุณป้าเจ้าของร้าน พร้อมกับกำลังยื่นธนบัตรใบสีเขียวสองใบให้กับท่าน แต่ก็ดันโดนคนข้างกายยื่นจ่ายไปเสียก่อน
“สองจานเลยครับ”
ละอองฟองรีบหันมองคนที่จ่ายให้ทันที ซึ่งอีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรเลย เอาแต่ยิ้มส่งมาให้เธออย่างเดียว
“ทำไมต้องจ่ายให้ฟองด้วยล่ะคะ”
“พี่อยากเลี้ยงข้าวเราไง” ยูโรตอบอย่างไม่ลังเล
“เลี้ยงในโอกาสอะไรคะ” เธอเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะไม่รู้ว่าพี่เขาจะจ่ายให้เธอทำไม
“ในโอกาสอยากเลี้ยงครับ”
ยูโรพูดพลางยื่นมือไปหยิบจานข้าวไข่เจียวสองจาน ทั้งของเธอและของเขามาถือเอาไว้ แล้วรีบเดินนำไปยังโต๊ะที่เพื่อนเขานั่งรออยู่
“รอด้วยค่ะ”
ละอองฟองรีบเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นพี่ยูโรเดินนำไปไกล เธอจึงสาวเท้าตามอย่างรวดเร็ว จนทันเขาที่โต๊ะซึ่งเพื่อน ๆ ของเขานั่งอยู่
“น้องฟองคนสวย” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากฝั่งเพื่อนของพี่ยูโร
“สวัสดีค่ะ” ละอองฟองจึงยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ก่อนจะนั่งลงที่วางด้านข้างพี่ยูโร
“ทำไมได้มาด้วยกันล่ะ” เพื่อนคนหนึ่งของยูโรเอ่ยถามพลางยกคิ้ว
“บังเอิญเจอกันที่ร้านข้าว เลยชวนมานั่งด้วยกัน” ยูโรตอบเรียบ ๆ
“กูว่าน่าจะไม่ใช่บังเอิญแล้วมั้ง น่าจะตั้งใจมากกว่า” เพื่อนเอ่ยแซว
“หุบปากมึงไปเลย” ยูโรย้อนกลับทันควัน ทำเอาเพื่อนหัวเราะลั่นโต๊ะ
ละอองฟองนั่งเงียบ ๆ มองเหตุการณ์ตรงหน้า จนหางตาเธอเห็นพระเพลงเพื่อนสาวสนิทตัวเองกำลังเดินมาทางนี้ หญิงสาวจึงรีบโบกมือเรียก
“เพลง ทางนี้”
พระเพลงเห็นดังนั้นก็รีบเดินมาหา ก่อนจะนั่งลงข้างเธอ “ครั้งแรกฉันก็กังวลอยู่ เห็นโต๊ะเต็มทุกโต๊ะเลย”
“พอดีบังเอิญเจอพี่ยูโรที่ร้านข้าวพอดี พี่เขาเลยชวนมานั่งด้วย” ละอองฟองเอ่ยตอบเพื่อน
“อ๋อ สวัสดีค่ะพี่ ๆ” พระเพลงยกมือไหว้รุ่นพี่ทุกคน ก่อนจะเริ่มลงมือกินข้าว
ส่วนเธอก็ลงมือกินข้าวของตัวเองเช่นกัน โดยขณะที่กินข้าวกันอยู่นั้น ก็มีพูดคุยกันด้วย
“เด็ก ๆ เอาน้ำไหมครับ พี่จะไปซื้อน้ำ” รุ่นพี่หนุ่มฝั่งตรงข้ามเอ่ยถาม
ละอองฟองพยักหน้าเพื่อสื่อว่าตัวเองจะเอาด้วย แล้วพอเธอกำลังจะหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาเอาธนบัตร แต่ยูโรที่นั่งอยู่ด้านข้างดันพูดขึ้นมาก่อน
“ไม่ต้องจ่ายครับ เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง ทั้งน้องฟอง ทั้งน้องเพลง”
“ขอบคุณนะคะพี่ยูคนหล่อของน้อง” พระเพลงยิ้มหวานส่ง
“ขอบคุณค่ะ” ละอองฟองก็เอ่ยพูดตามเพื่อน
“ไม่เป็นไรครับ แค่นี้เอง” ยูโรโบกมือเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่
ละอองฟองยิ้มรับเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้ากินข้าวของตัวเองต่อ แต่ทว่าหางตาของเธอดันบังเอิญเห็นเข้ากับร่างสูงคุ้นตา ซึ่งเขาคือคินที่กำลังเดินผ่านมาทางนี้พอดี หัวใจเธอเต้นสะดุดวูบ ความคิดแรกแล่นเข้ามาทันที เขามาที่นี่ทำไม เพราะคินเรียนอยู่คณะวิศวะ ซึ่งก็มีโรงอาหารของตัวเองครบครันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องโผล่มาที่โรงอาหารคณะบริหารแบบนี้
สายตาของเขาเพียงแค่ปะทะกับเธอชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้น ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนีราวกับไม่อยากรับรู้การมีอยู่ของเธอ แววตานั้นเย็นชาเสียจนเหมือนกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ช้อนในมือของละอองฟองชะงักค้างกลางอากาศ ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในอก ทั้งเจ็บ ทั้งหน่วง และเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ ข้าวตรงหน้ากลายเป็นเพียงภาพเบลอในสายตา เธอทำได้แค่ฝืนกลืนมันลงไป พร้อมกับกลบซ่อนความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ให้ลึกที่สุด เพื่อไม่ให้ใครในโต๊ะนี้สังเกตเห็นได้
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับน้องฟอง ทำไมนั่งนิ่งเชียว”
“ไม่มีอะไรค่ะ”
ละอองฟองรีบปฏิเสธ ทั้งที่ในใจตอนนี้แทบจะประคองช้อนตักข้าวไม่ไหว ความรู้สึกตีกันวุ่นในอก แต่ก็ต้องฝืนรอยยิ้มเอาไว้ไม่ให้ใครสังเกตเห็น
“ฟอง”
เสียงของพระเพลงดังขึ้นตามอย่างแผ่วเบา แต่แฝงด้วยความเป็นกังวลราวกับจับได้ว่าบางอย่างในแววตาของเพื่อนสนิทไม่ปกติ
ละอองฟองเงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อนเพียงครู่ ก่อนจะฝืนยิ้มบาง ๆ ส่งกลับไป “ฉันไม่เป็นไรหรอก กินเถอะ เดี๋ยวจะได้ไปเรียนกัน”
น้ำเสียงเธอฟังดูปกติ แต่พระเพลงก็ยังมองอย่างจับสังเกตได้ว่ารอยยิ้มนั้นไม่ได้มาจากความสุขจริง ๆ ทว่าละอองฟองก็รีบก้มหน้าลงตักข้าวเข้าปากอีกครั้ง พยายามทำให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม แม้ในใจจะยังว้าวุ่นไม่หยุดก็ตาม
