บทที่ 1 แผลเก่า

ตอนที่ 1 แผลเก่า

นาฬิกาตรงตำแหน่งหัวเตียงสะท้อนแสงสีขาวสว่างบอกให้รู้ว่าเวลานี้ เหลืออีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงพระอาทิตย์จะโผล่พ้นยอดตึกขึ้นมาปลุกเขาให้ลุกขึ้นไปทำงานตามเวลาปกติอย่างทุกวัน หากแต่ตอนนี้เสียงโทรศัพท์จากสายเรียกเข้าเบอร์ปริศนา กลับดังขึ้นมาลากเขาขึ้นมาจากความฝันอันแสนหวาน ตัวเลขมากกว่าสิบหลักอันหมายถึงเจ้าของเบอร์อาจอยู่ห่างไกลไปอีกซีกโลกนั้นกระตุกหัวคิ้วของหนุ่มใหญ่ลูกครึ่งอเมริกันวัยสี่สิบปีให้กดเข้าหากัน ปลายนิ้วเรียวถูกยกขึ้นมานวดคลึงกระบอกตาเบาๆ พร้อมกับหน้าจอโทรศัพท์สีสว่างถูกดึงให้ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น เจ้าของเครื่องยังคงพยายามคัดกรองความจำว่าเบอร์โทรที่แสดงอยู่นั้นเป็นของคนที่รู้จักหรือไม่

จิมมี่ : ................ // ปลายนิ้วปัดหน้าจอโทรศัพท์ไปด้านข้างแล้วยกมันขึ้นมาแนบหู แต่ไม่ได้เอ่ยปากทักทายคำใดออกไป

XXX : จิมมี่... // แค่เพียงเสียงเรียกชื่อเบาๆ ก็ทำเอาหัวใจดวงนี้กระตุกวูบเย็นวาบขึ้นมาในทันที

จิมมี่ : เอริค?

เอริค : ดีใจนะที่คุณยังจำเสียงผมได้... // เสียงเข้มดังลอดผ่านมาจากปลายสายสัญญาณโทรศัพท์

จิมมี่ : ก็ไม่ได้อยากจำเท่าไหร่นักหรอก คุณ...มีธุระสำคัญอะไรหรือเปล่า

สำหรับบางคนหรือบางความสัมพันธ์ แม้ไม่ได้ตั้งใจที่จะจำหรือแม้แต่พยายามตอกย้ำให้ตัวเองลืม น่าแปลกที่สมองและหัวใจมักทรยศหักหลังเราได้อย่างไม่น่าให้อภัย เช่นเดียวกับเสียงทุ้มกังวานที่ปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมากลางดึกวันนี้ หนุ่มใหญ่ลูกครึ่งไทยอเมริกันไม่ได้ตื่นเพียงร่างกาย แต่หัวใจและความทรงจำของเขาซึ่งหลับใหลอยู่ภายใต้เงามืดมานานกว่ายี่สิบปี บัดนี้มันได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่เต็มใจ

เอริค : ขอโทษที่โทรมารบกวนกลางดึก ตอนนี้...ที่เมืองไทยคงดึกมากแล้วใช่มั้ย

จิมมี่ : ก็...ตีสี่ คุณมีอะไร // ร่างสูงแต่บอบบางต่างจากลักษณะของคนที่มีเชื้อสายความเป็นลูกครึ่งอเมริกันและไทยทั่วไปเพราะจิมมี่นอกจากจะไม่ได้หน้าตาคมคายออกไปทางชาวตะวันตก ยังกระเดียดออกแนวหวานคล้ายหนุ่มเอเชีย เพียงแค่มีรูปร่างสูงโปร่งสะโอดสะองเท่านั้น

เอริค : ลูกชายผม...คือเขาจำเป็นต้องไปอยู่เมืองไทยสักระยะ ผมอยากรบกวนขอให้คุณช่วยดูแลเขาสักพัก...ได้หรือเปล่า

จิมมี่ : ลูกชายของคุณอย่างนั้นเหรอ? // เปลือกตาบางสะบัดเหลือกขึ้นสูง ใบหน้าหล่อเหลาสะบัดมองออกไปนอนหน้าต่างซึ่งเป็นบานกระจกใส สายตาทอดเหม่อออกไปอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาจากช่องอกช้าๆ

เอริค : จิมมี่...ผมขอร้อง // เสียงพร่าจากทวีปยุโรปเอ่ยออกมาอย่างวิงวอน

จิมมี่ : ขอโทษนะเอริค พอดีว่า...ผมไม่สะดวก

“รักแรก” ที่ไม่สมหวังแถมยังพังไม่เป็นท่า ตามมาด้วยการเลิกราแยกทาง อันสร้างบาดแผลใหญ่ ซึ่งต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน คนที่ถูกทรยศหักหลังก็คงไม่มีวันลืม จิมมี่หนุ่มใหญ่ลูกครึ่งไทยอเมริกันโยนโทรศัพท์กลับลงไปบนเตียง ก่อนจะขยับลุกขึ้นเดินไปจุดบุหรี่สูบอยู่ตรงสระว่ายน้ำบนปีกระเบียงคอนโดมิเนียมส่วนตัวราคาเกือบร้อยล้าน ควันบุหรี่สีเทากลิ่นฉุนจางๆ ลอยคว้างปลิวกระจายหายไปในอากาศ ผิดกับความทรงจำในครั้งอดีตกลับพุ่งปราดแทรกซึมกลับเข้ามาแจ่มชัดในหัวใจ

“ยังมีหน้าโทรมาฝากให้เลี้ยงลูกอีกอย่างนั้นเหรอ”

“คุณจิมมี่ครับ มีคนมาขอพบครับ”

ผู้ช่วยคนสนิทเดินเข้ามาหยุดยืนเยื้องอยู่เบื้องหลัง ตาปรายมองไปยังถาดแก้วใสซึ่งมีไว้สำหรับใช้เป็นที่เขี่ยบุหรี่ หัวคิ้วเข้มกระตุกเข้าหากันเล็กน้อยเพราะเช้านี้ดูเหมือนเจ้านายหนุ่มอารมณ์ไม่สู้ดีนักเห็นได้จากการสูบจัดตั้งแต่ยังไม่แปดโมง

“ใคร ฉันไม่ได้นัดใครสักหน่อย”

“เขา...ถือจดหมายฉบับนี้ฝากมาให้คุณจิมมี่ครับ”

“จดหมาย?” ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปมันจะมีคนบ้าล้าหลังที่ไหนยังเขียนจดหมายหากันอยู่ ร่างสูงหมุนกลับมาชายตามองไปยังซองจดหมายสีขาวหม่น เห็นลายมือหวัดๆ เขียนทับลงบนซอง มือหนายื่นออกไปหยิบซองจดหมายเก่าอย่างลังเลก่อนจะค่อยๆ เปิดมันออกอย่างช้าๆ แล้วอ่านข้อความเนื้อหาภายในอย่างเงียบๆ

“บ้าฉิบ...ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไงวะ” นิ้วเรียวคีบบุหรี่ยกขึ้นมาแล้วอัดควันกลุ่มใหญ่เติมใส่เข้าไปในปอดซ้ำๆ อีกหลายครั้ง

“ให้ไล่กลับไปมั้ยครับ”

“ไล่ไปให้ไกลเลย ไม่ต้องให้เฉียดมาใกล้ฉัน” มือหยาบยัดกระดาษเก่าพร้อมซองคืนให้ผู้ช่วย จากนั้นจึงขยี้บุหรี่ในมือลงไปในถาดแก้วแล้วเดินกลับเข้าไปภายในห้องนอนอย่างเดิม

บนท้องถนนใจกลางเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครช่วงสาย การจราจรของมันมีเอาไว้สำหรับฝึกความอดทนของคนหมู่มาก หนุ่มใหญ่ในชุดสูทมาดนิ่งดูภูมิฐานก้มหน้าอ่านค่าตารางอันวุ่นวายของตลาดหุ้นด้วยอาการสงบนิ่ง

ครึ้มมมม เสียงคำรามดุดันจากเครื่องยนต์รถดัดแปลงสีแดงเพลิงซึ่งขยับแทรกตัวมาจ่อท้ายด้านหลังดึงท้ายทอยหนาของหนุ่มฝรั่งให้เหยียดตรงก่อนจะเหลียวหันมองผ่านทะลุกระจกรถสีดำออกไป 

“มันคิดว่านี่เป็นสนามแข่งรถหรือไง ไร้มารยาทจริง” เสียงคนขับรถสบถออกมาอย่างรำคาญ

“คงเป็นคนรวยมีเงินแต่ไร้สมองน่ะ อย่าสนใจเลย”

“มันจี้ตูดเรามานานแล้วนะครับคุณจิมมี่

“ระวังตัวด้วยแล้วกัน”

เมื่อสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว พริบตาเดียวรถยนต์สัญชาติยุโรปซึ่งได้รับการปรับแต่งเครื่องยนต์ใหม่ให้เหมาะแก่การนำไปใช้ขับภายในสนามแข่งมากกว่าบนท้องถนนสะบัดซ้ายเหวี่ยงท้ายรถหันไปยังฝั่งทิศทางตรงกันข้าม ด้านหน้าฝากระโปรงหมุนคว้างสลับทิศทางมาจดจ่อจนเกือบชิดกับกระโปรงหน้ารถหรูคันใหญ่ รถเฟอร์รารี่ดัดแปลงเครื่องยนต์ขนาดห้าร้อยแรงม้าสนนราคาไม่น่าจะต่ำกว่ายี่สิบล้านขับส่ายตูดถอยหลังอย่างแม่นยำราวกับคนที่บังคับมันอยู่หลังพวงมาลัยรีบร้อนอยากไปตาย เสียงบีบแตรจากรถยนต์คันอื่นๆ ดังลั่นตามมาด้วยเสียงตะโกนก่นด่า ลากมาทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำดังลั่นไปทั่วถนนเส้นยาว

“มันต้องการอะไร” เสียงทุ้มเอ่ยถามพร้อมกับล้วงมือลงไปด้านข้างเบาะนั่ง ดึงวัตถุสีดำบรรจุลูกตะกั่วเก็บไว้เต็มแม็กกาซีนออกมาถือไว้ในมืออย่างเตรียมพร้อม

“คุณจิมมี่ระวังตัวนะครับ ผมลงไปคุยกับมันเอง” ผู้ช่วยหนุ่มเปิดประตูลงไปจากรถแล้วเดินตรงไปทุบกำปั้นใส่กระจกสีทึบของรถแข่งยี่ห้อหรู เด็กหนุ่มคนหนึ่งกระโดดออกมาจากช่องหน้าต่าง ใบหน้าคมหล่อเหลาคุ้นเคยฉีกกระชากหัวใจอันราบเรียบนิ่งสงบของคนที่นั่งอยู่ภายในรถจนแผลเก่าซึ่งเขาคิดว่ามันหายดีแล้วกลับมาเจ็บแปลบขึ้นอีกครั้ง

“เอริค” ฝ่ามือสั่นแต่เย็นเฉียบกำด้ามปืนในมือเอาไว้แน่น สายตาจับนิ่งไปยังเจ้าของร่างสูงใบหน้าละม้ายคล้ายอดีตคนรักเก่า ยืนพูดคุยอะไรกับผู้ช่วยเขาอยู่ไม่กี่คำ จากนั้นเดินส่ายอาดๆ มาเปิดประตูรถ

“หวัดดีครับคุณอา”

คลื่นหัวใจที่เพิ่งจะปรับจังหวะเต้นได้อย่างปกติกลับมารัวเร็วขึ้นอีกครั้ง เด็กหนุ่มอายุอานามไม่น่าจะมากไปกว่ายี่สิบปียืนยักคิ้วยิ้มเผล่ หน้าตาเจ้าเล่ห์ไม่ซื่อตรง รับกับรอยยิ้มแพรวพราวกร้าวเหยียดอย่างมีความนัย สำเนียงพูดภาษาไทยแม้ไม่ชัดเจนนักแต่ถือว่าคล่องปากขัดกับใบหน้าฝรั่ง ขายาวขยับก้าวเท้าเข้ามาใกล้พร้อมกับยื่นหน้าเข้าภายในห้องโดยสารส่วนหลังซึ่งมีเขานั่งใจสั่นพยายามเก็บอาการทุกอย่างเอาไว้อย่างเงียบเชียบ

“คุณอา?” คิ้วสีน้ำตาลเข้มกระตุกยกขึ้นสูง

“ครับ ก็คุณอาอายุน้อยกว่าแด๊ดดี้ อย่างนั้นผมก็ต้องเรียกคุณอาถูกมั้ย เอ...คนไทยเรียกแบบนั้นใช่มั้ยครับ คนที่อายุน้อยกว่าพ่อน่ะ” คิ้วหนากระตุกยกหยักขึ้นสูงรับกับมุมปาก

“กรุงเทพรถติดชะมัด ผมคิดว่าจะขับรถตามอาไม่ทันซะแล้ว”

“นายจะตามฉันมาทำไม”

“แด๊ดดี้บอกว่าถ้ามาถึงเมืองไทยแล้ว ให้ผมมาหาอาจิมมี่”

“แต่ฉันปฏิเสธพ่อนายไปแล้ว”

การสนทนาหยุดลงเมื่อรถตำรวจแล่นเข้ามาจอดเทียบพร้อมกับเข้ามาแจ้งข้อหาเกี่ยวกับการขับรถโดยประมาทและจอดกีดขวางการจราจร โดยฝรั่งต่างชาติชี้นิ้วกราดปาดป้ายความผิดโยนมาให้คนที่อาศัยอยู่เมืองไทยอย่างเขา เด็กฝรั่งจอมเจ้าเล่ห์ซึ่งเมื่อครู่ยังพูดไทยปร๋อ ตอนนี้แกล้งทำเป็นบ้าใบ้ยกมือแบะๆ เปลี่ยนสำเนียงเสียงพูดเป็นภาษาเยอรมันที่หาคนฟังเข้าใจยาก

“นายชื่ออะไร” คนที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองให้เพราะความจำเป็นเอ่ยถาม หลังจากให้ทนายความเข้ามาเคลียร์ข้อหาต่างๆ ที่ได้รับมาทั้งหมดจนเป็นที่เรียบร้อย

“ไค”

“ฉันถามว่านายชื่ออะไร”

“ชื่อ...ไค”

“อย่ากวนตีน ผู้หลักผู้ใหญ่ถามก็ตอบให้มันดีๆ อย่าลืมว่าฉันเป็นเพื่อนของพ่อนาย ถ้าคุยกันดีๆ ไม่ได้ ฉันจะจับนายยัดใส่ใต้ท้องเครื่องแล้วส่งกลับเยอรมัน” เสียงแข็งตวัดตอบไปพร้อมกับดวงตาแข็ง

“ก็ตอบแล้วไง ว่าชื่อไค”

“นี่นายกวนตีนฉันเหรอ?”

“หรืออาจะเอาล่ะ คนไทยเรียกอะไรนะ...หรือจะไฝว้!” เด็กหนุ่มท่าทางกร่างเดินหน้าเข้ามาแล้วใช้แผงอกกว้างกระแทกใส่อกบางจนร่างสูงเกือบเสียหลักทรงตัวไม่อยู่ โชคดีที่ไอ้เด็กไม่มีสัมมาคารวะคว้าเอวหนาแล้วดึงมันกระแทกกลับเข้ามาชนกับหน้าท้องแข็งเกร็ง

“อย่ามาทำท่านักเลงแถวนี้นะ”

“เปล่านักเลงสักหน่อย ก็ผมตอบอาดีๆ อาไม่เชื่อผมเองนี่ ผมชื่อ...ไค”

“ไค เครริแวน?”

“อือ หึ...ถูกต้องนะครับ” หน้าเจ้าเล่ห์พยักรับพร้อมกับขยับเหยียดมุมปากขึ้นสูงเพียงข้างเดียว

“นายนี่มัน...เหมือนพ่อนายไม่มีผิด!” มือหนาคว้าท่อนแขนใหญ่แกะนิ้วหยาบออกจากเอวตัวเอง แล้วเดินเลี่ยงหลบออกไปดึงบุหรี่ออกมาจากซองสีเงินแล้วคาบกลับใส่ปากก่อนจะจุดสูบมันด้วยท่าทางเหมือนคนหัวเสีย

“คุณอาพูดเหมือนแม่เลย แม่ก็บอกว่าผมเหมือนแด๊ดดี้”

“งั้นเหรอ” สันกรามกรอบเรียวกระตุกเกร็งบีบเข้าหากัน หากใครตั้งใจเงี่ยหูฟังอาจได้ยินเสียงกระดูกฟันกรามขบเข้าหากันดังกรอดๆ

“ใช่ หน้าผมก็เหมือนแด๊ดดี้ นิสัยก็เหมือนแด๊ดดี้แม่ผมบอกแบบนั้น จริงสิ...แด๊ดดี้บอกว่าคุณอาเป็นเพื่อนสนิท แล้ว...ทำไมผมไม่เคยเห็นคุณอามาก่อนเลยล่ะ”

“แด๊ดดี้ของนายพูดว่าอย่างนั้นเหรอ...ฮึ เราเคยเป็นเพื่อนสนิทกัน”

“อือ หึ” มือหนาคว้าซองบุหรี่แล้วใช้ปากคาบมวนบุหรี่สีขาวออกมาจากซองอย่างชำนาญ โดยไม่ทันตั้งตัวเจ้าเด็กฝรั่งโน้มคอลงมาจ่อปลายบุหรี่ใหม่จรดลงยังปลายบุหรี่สีแดงซึ่งติดไฟอยู่ก่อนแล้วสูบสูดดูดลมเข้าปากอย่างเชี่ยวชาญ

“อายุเท่าไหร่ เป็นเด็กเป็นเล็กหัดสูบบุหรี่แล้วหรือไง”

“ผมยี่สิบแล้วนะไม่ใช่เด็กๆ”

“ยี่สิบ!” ดวงตาเรียวรีตวัดมองขึ้นมายังใบหน้าคม ในสมองคิดคำนวณช่วงเวลาย้อนถอยหลังไปเมื่อยี่สิบปีก่อน แผลเก่าซึ่งตกสะเก็ดไปนานแล้วถูกกรงเล็บจากมือที่มองไม่เห็นฉีกแควกแหกซ้ำจนรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวด เหมือนเรื่องราวทั้งหมดมันเพิ่งพ้นผ่านไปเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง มือหยาบโยนบุหรี่ซึ่งเหลืออยู่ครึ่งมวนทิ้งลงไปบนพื้นถนนแล้วกระทืบฝ่าเท้าเหยียบมันให้ดับลง

“คุณอา จะไปไหนล่ะ”

“เรื่องของฉัน!”

บทถัดไป