บทที่ 1 ถ้ายังอยากเป็นคนของอีแวนส์
"บอกแล้วไงว่าไม่ต้องไปรอรับที่เกต ปล่อยให้เดินมาเอง"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งลูกน้องคนสนิทอย่างราบเรียบขณะที่มือหนายกมวนบุหรี่ขึ้นสูบ ร่างสูงโปร่งในชุดสูทราคาแพงที่ถูกปลดกระดุมออกเพื่อคลายความอึดอัดยืนพิงตัวรถหรูสีดำสนิทอยู่ที่ลานจอดรถวีไอพีของสนามบิน
วาเรน อีแวนส์ พ่นควันสีเทาหม่นออกมาสู่อากาศ นัยน์ตาสีเข้มคมกริบทอดมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย
เขารู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยที่ต้องเสียเวลาอันมีค่าในการบริหารคาสิโนมาทำเรื่องน่าเบื่อหน่ายแบบนี้ เพียงเพราะวิลเลียมผู้เป็นพ่อต่อสายตรงมากำชับนักหนาว่าวันนี้เขาต้องมารับลูกเลี้ยงกลับบ้านด้วยตัวเอง
ชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปีถอนหายใจออกมาเบาๆ ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบตึงและสุขุมอยู่เสมอฉายแววรำคาญใจอย่างไม่คิดจะปิดบังเมื่อนึกถึงผู้หญิงสองคนที่มีอิทธิพลต่อพ่อของเขา
มารินภรรยาใหม่ที่เข้ามาแทนที่แม่ของเขา และจัสมินเด็กสาวที่ติดสอยห้อยตามผู้เป็นแม่เข้ามาอยู่ในคฤหาสน์อีแวนส์เมื่อหกปีก่อน
แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนเขาก็ไม่เคยเปิดใจยอมรับสองแม่ลูกคู่นี้ การกระทำทุกอย่างของเขามีแต่ความเย็นชาและมีเส้นกั้นบางๆที่บอกชัดเจนว่าพวกเธอเป็นเพียงผู้อาศัย
"แต่คุณผู้หญิงท่านเป็นห่วงคุณหนูนะครับ บ่นตั้งแต่เช้าว่ากลัวจะหลงเพราะไม่ได้กลับมาตั้งหลายปี"
ฟราน ลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่ไม่ไกลเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง แม้จะรู้ดีว่าเจ้านายของตนไม่ชอบใจนักที่ต้องมาทำหน้าที่สารถีจำเป็น
"โตป่านนี้แล้วถ้ายังเดินหาลานจอดรถไม่เจอ ก็ให้มันรู้ไป" วาเรนตอบกลับเสียงเรียบ เขากดบุหรี่ลงกับที่เขี่ยบุหรี่ตรงมุมเสาก่อนจะจัดระเบียบเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่
แววตาของเขาไร้ซึ่งความเห็นใจใดๆ ในหัวมีแต่ความคิดที่ว่าเด็กนั่นคงจะเรียกร้องความสนใจเหมือนเคย
อีกด้านหนึ่งภายในอาคารผู้โดยสารขาเข้า จัสมินกำลังเดินลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบด้วยความทุลักทุเล
ใบหน้าหวานที่ประดับด้วยรอยยิ้มสดใสอยู่เสมอในเวลานี้กลับบึ้งตึง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่นเมื่อนึกถึงบทสนทนาทางโทรศัพท์กับมารินผู้เป็นแม่เมื่อคืนก่อน
เธอรู้ดีว่าการที่วาเรนเป็นคนมารับนั้นหมายความว่าอะไร มันไม่ใช่ความเต็มใจ แต่มันคือคำสั่งของผู้เป็นพ่อที่เขาไม่อาจขัดได้
และนั่นก็การันตีได้เลยว่าการเดินทางกลับบ้านในวันนี้คงไม่ได้ราบรื่นและอบอวลไปด้วยความยินดีอย่างที่ควรจะเป็น
หญิงสาวในวัยยี่สิบสามปีพรูลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน เธอถูกส่งตัวไปเรียนต่อต่างประเทศทันทีที่แม่ของเธอก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลอีแวนส์
แน่นอนว่ามันเป็นความใฝ่ฝันของเธอและวิลเลียมก็พร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ลึกๆในใจเธอก็รู้ดีว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะวาเรนไม่อยากเห็นหน้าเธอ
เขาไม่เคยแสดงอาการเกรี้ยวกราดหรือโวยวายไล่เธอออกจากบ้าน เขาเป็นผู้ใหญ่ สุขุม และเยือกเย็นเกินกว่าจะทำตัวไร้เหตุผลแบบนั้น
แต่ความเย็นชาและสายตาที่มองมาประหนึ่งว่าเธอเป็นอากาศธาตุนั่นแหละที่บีบคั้นจนเธออึดอัดแทบขาดใจ
"คงจะทำหน้านิ่งเป็นรูปปั้นเหมือนเดิมสินะ"
จัสมินพึมพำกับตัวเองขณะสาวเท้าเดินไปยังลานจอดรถวีไอพีตามข้อความที่ฟรานส่งมาให้ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความกล้า
แม้จะเกรงใจและแอบหวั่นใจกับท่าทีของเขาอยู่บ้าง แต่เธอก็ไม่ใช่เด็กสาววัยสิบเจ็ดที่เอาแต่ก้มหน้าหลบตาอีกต่อไปแล้ว
เธอเรียนรู้ที่จะซ่อนความอ่อนแอไว้ข้างใน เพราะรู้ดีว่าผู้ชายคนนั้นเกลียดน้ำตาและความอ่อนแอมากแค่ไหน เธอจะไม่มีวันยอมให้เขามาดูถูกเธอได้อีก
เมื่อเดินพ้นประตูทางออกและเข้าสู่โซนลานจอดรถวีไอพี สายตาของจัสมินก็ปะทะเข้ากับร่างสูงสง่าที่ยืนพิงรถยนต์คันหรูอยู่
วาเรนยังคงดูดีและมีอำนาจล้นเหลือเหมือนเดิม ออร่าความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากตัวเขายังคงทำให้คนรอบข้างรู้สึกตัวเล็กลงได้เสมอ
จัสมินกระชับที่จับกระเป๋าแน่นขึ้น พยายามเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ดูประหม่าจนเกินไปก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาเขา
วาเรนปรายตามองหญิงสาวที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
จัสมินโตขึ้นมากจากเด็กสาวร่างผอมบางในวันนั้นกลายเป็นหญิงสาวที่สวยสะพรั่งเต็มวัย ผิวพรรณเปล่งปลั่งและดวงตากลมโตที่ฉายแววดื้อรั้นนั้นดูโดดเด่นสะดุดตา
แต่ถึงอย่างนั้นในสายตาของเขา เธอก็ยังคงเป็นแค่เด็กกะโปโลคนหนึ่งที่เข้ามาวุ่นวายในครอบครัวของเขาอยู่ดี
"สวัสดีค่ะ" จัสมินเอ่ยทักทายเสียงแผ่วเมื่อเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
วาเรนไม่ตอบรับ เขาเพียงแค่ปรายตามองเธอแวบหนึ่งก่อนจะหมุนตัวเปิดประตูแล้วก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่ฝั่งผู้โดยสารด้านหลังโดยไม่พูดอะไรสักคำ ทิ้งให้เธอยืนเคว้งอยู่กับลูกน้องของเขา
จัสมินเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกหงุดหงิดปะทุขึ้นมาในอก เธอรู้ว่าเขาไม่ชอบเธอ แต่การเมินเฉยกันแบบนี้มันก็ออกจะไร้มารยาทเกินไปหน่อย
หญิงสาวหันไปหาฟรานที่กำลังกุลีกุจอเข้ามาช่วยยกกระเป๋าของเธอไปเก็บที่ท้ายรถ ก่อนจะแกล้งพูดขึ้นมาลอยๆด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
"เจ้านายพี่ฟรานนี่ เป็นใบ้ยังไม่ได้รักษาหรือไงคะ?"
ฟรานชะงักไปเล็กน้อย เขายิ้มแหยๆรับคำพูดของหญิงสาวโดยไม่กล้าออกความเห็นใดๆ เพราะรู้ดีว่าคนที่นั่งอยู่ในรถนั้นหูดีแค่ไหน
จัสมินถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนจะเปิดประตูและก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังฝั่งตรงข้ามกับร่างสูงที่นั่งหลับตาพิงพนักอยู่
บรรยากาศภายในรถหรูเงียบกริบจนน่าอึดอัด เครื่องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำไม่ได้ช่วยลดความร้อนรุ่มในใจของจัสมินลงได้เลย
เธอพยายามนั่งตัวลีบให้ชิดกับประตูรถมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ราวกับกลัวว่าหากขยับตัวไปใกล้เขาแม้เพียงนิดเดียวอาจจะโดนรัศมีความเย็นชาแช่แข็งเอาได้
หญิงสาวลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของวาเรนเป็นระยะ แพขนตาหนา จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากหยักลึกที่ปิดสนิท ทุกอย่างบนใบหน้าเขาดูสมบูรณ์แบบแต่น่าหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน
รถยนต์แล่นฉิวไปตามท้องถนนด้วยความเร็วสม่ำเสมอ จัสมินรู้สึกเบื่อหน่ายกับความเงียบนี้ เธอจึงตัดสินใจเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสะพายใบเล็กของตัวเองมาเปิดดูเพื่อหาโทรศัพท์มือถือ
แต่ในจังหวะที่เธอกำลังล้วงมือลงไปค้นหาของ ผ้าเช็ดหน้าสีเข้มเนื้อดีผืนหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาบนเบาะหนังราคาแพงตรงกลางระหว่างเธอกับเขา
วาเรนลืมตาขึ้นช้าๆ สายตาคมกริบตวัดมองวัตถุที่ตกลงมา คิ้วเข้มที่ดุดันขมวดเข้าหากันแทบจะทันทีเมื่อเขาสังเกตเห็นรอยปักไหมสีเงินตรงมุมผ้า
เมธัส
ชื่อของศัตรูคู่อาฆาตที่ขับเคี่ยวแย่งชิงความเป็นใหญ่ในวงการคาสิโนกับเขามาตลอดปรากฏหราอยู่บนของใช้ส่วนตัวที่หล่นออกมาจากกระเป๋าของผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขา
เมธัสคือเจ้าของ metus lot คู่อริที่ไม่เคยเอาชนะเขาได้สักด้านเดียว แต่กลับกล้าท้าทายอำนาจเขาอยู่เสมอ
วาเรนรู้สึกเหมือนมีไฟกองใหญ่ถูกจุดขึ้นในอก นัยน์ตาที่เคยเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์น่ากลัว
เขารู้กิตติศัพท์ความเจ้าชู้ของเมธัสดี และยิ่งรู้ว่าหมอนั่นพยายามจะเข้ามาป้วนเปี้ยนใกล้คนในตระกูลอีแวนส์เพื่อหยามเกียรติเขา เขาก็ยิ่งรู้สึกเดือดดาล
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปคว้าผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นขึ้นมาถือไว้ทันที ท่าทีคุกคามของเขาทำเอาจัสมินสะดุ้งตกใจ
"คืนมานะคะ"
จัสมินร้องบอกพร้อมกับขยับตัวเข้าไปใกล้เพื่อจะแย่งผ้าเช็ดหน้าคืน แต่วาเรนกลับชูมันขึ้นสูงให้พ้นจากมือเล็กที่พยายามไขว่คว้า
"ไปเอาของขยะนี่มาจากไหน?"
เสียงเข้มกดต่ำจนน่าขนลุก นัยน์ตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับจะเค้นเอาความจริง
"มันไม่ใช่ขยะนะคะ เอาคืนมาเดี๋ยวนี้"
หญิงสาวโวยวาย พยายามเอื้อมมือไปคว้าอีกครั้งแต่เขากลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายดาย
"ฉันถามว่าไปเอามาจากไหน!?"
วาเรนเพิ่มระดับความดังของเสียงขึ้นเล็กน้อย มือหนาบีบข้อมือเล็กที่พยายามจะแย่งผ้าคืนเอาไว้แน่น แรงบีบนั้นไม่ได้มากมายจนทำให้เจ็บ แต่ก็มากพอที่จะทำให้เธอขยับไปไหนไม่ได้ สายตาเขาคาดคั้นจนเธอรู้สึกอึดอัด
จัสมินเม้มปากแน่น เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องโมโหขนาดนี้กับแค่ผ้าเช็ดหน้าผืนเดียว แต่เมื่อเห็นสายตาดุดันที่มองมา เธอก็จำใจต้องเล่าความจริงออกไปเพื่อตัดรำคาญ
"ก็บนเครื่องบินตอนเสิร์ฟอาหาร หนูเผลอทำแก้วน้ำหกใส่เสื้อตัวเอง คนที่นั่งข้างๆเขาก็เลยเอาผ้าเช็ดหน้าผืนนี้มาให้ยืมซับน้ำ"
"คนข้างๆงั้นเหรอ?"
วาเรนทวนคำเสียงหยัน เขาพอจะเดาออกว่าเมธัสคงบังเอิญเจอจัสมินบนเครื่องบิน และไอ้หมอนั่นก็คงจะใช้มุกตื้นๆในการทำความรู้จักกับผู้หญิงหน้าตาดีสักคน โดยที่ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร
"ใช่ค่ะ เขาใจดีมากเลยนะ พอหนูเช็ดเสร็จเขาก็ให้เบอร์ติดต่อเอาไว้ ฉันตั้งใจว่ากลับไปถึงบ้านจะซักทำความสะอาดแล้วนัดเอาไปคืนเขาทีหลัง ปล่อยมือหนูได้แล้ว"
หญิงสาวพยายามสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเขา แต่เขากลับยิ่งจับแน่นขึ้น
"ซักคืนงั้นเหรอ" ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาเย้ยหยันและดุดันจนจัสมินรู้สึกใจคอไม่ดี
"เธอคิดว่าไอ้สวะนั่นมันอยากได้ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้คืนนักหรือไง มันก็แค่อยากจะหาเรื่องสานต่อกับเธอเท่านั้นแหละ หัดใช้สมองคิดบ้าง! ไม่ใช่เห็นใครทำดีด้วยหน่อยก็หลงเชื่อไปหมด!!"
"นี่คุณวาเรน ทำไมคุณถึงชอบมองโลกในแง่ร้ายนักล่ะคะ เขาอาจจะแค่มีน้ำใจจริงๆก็ได้ คุณอย่าเอาความคิดอคติของตัวเองมาตัดสินคนอื่นสิคะ"
จัสมินเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ เธอเกลียดนิสัยชอบดูถูกคนอื่นของเขาที่สุด
"ฉันไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย แต่ฉันรู้จักสันดานของพวกสวะดีกว่าเธอ"
วาเรนพูดเสียงลอดไรฟัน เขาไม่ชอบให้ใครมาเถียง โดยเฉพาะเด็กเมื่อวานซืนอย่างเธอ
ชายหนุ่มละสายตาจากใบหน้าหวานที่กำลังบึ้งตึง เขากดปุ่มลดกระจกรถลงจนสุด เสียงลมภายนอกดังอื้ออึงเข้ามาในตัวรถทันที จัสมินเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะทำอะไร
"คุณจะทำอะไร!? หยุดนะ!"
วาเรนไม่สนใจเสียงร้องห้ามของเธอ เขายื่นมือที่ถือผ้าเช็ดหน้าออกไปนอกหน้าต่างก่อนจะปล่อยมืออย่างไม่ไยดี
ผ้าเช็ดหน้าสีเข้มเนื้อดีที่มีชื่อของศัตรูคู่อาฆาตปักอยู่ปลิวหายไปกับสายลมในพริบตา ท่ามกลางความตกตะลึงของหญิงสาว
"คุณทำบ้าอะไรเนี่ย! หนูบอกแล้วไงว่าจะเอาไปคืนเขา แล้วหนูจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนถ้าเขาถามหาผ้าเช็ดหน้าผืนนี้"
จัสมินโวยวายเสียงหลงพร้อมกับขยับตัวจะพุ่งไปที่หน้าต่างเพื่อมองหาผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น แต่รถที่วิ่งด้วยความเร็วทำให้มันหายลับไปจากสายตาแล้ว
วาเรนกดปุ่มปิดกระจกรถ บรรยากาศภายในรถกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง แต่ความคุกรุ่นในอารมณ์ของทั้งคู่กลับพุ่งสูงขึ้น
ชายหนุ่มหันมามองหน้าหญิงสาวที่กำลังโกรธจัด ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบตึงอยู่เสมอก้มลงมาใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว นัยน์ตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธออย่างน่าเกรงขาม
"ฟังฉันให้ดีนะจัสมิน"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้าแต่นักแน่น ทุกคำพูดแฝงไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจขัดขืน
"ถ้ายังอยากเป็นคนของอีแวนส์ ก็ห้ามแตะต้องของของมัน!!"
คำพูดประโยคนั้นทำให้เธอได้แต่นั่งนิ่งงัน ทำอะไรไม่ถูก ความโกรธเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นและสับสน
เธอไม่รู้ว่าผู้ชายที่ชื่อเมธัสคนนั้นไปทำอะไรให้วาเรนโกรธแค้นนักหนา แต่ที่แน่ๆคือตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตการกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ของเธอคงไม่มีวันสงบสุขอย่างที่หวังไว้อีกแล้ว
จัสมินเม้มริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นน้ำตาที่ทำท่าจะเอ่อล้นออกมา เธอขยับตัวถอยห่างจากเขาจนแผ่นหลังชิดติดกับประตูรถอีกฝั่ง หันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมรถทั้งคันอีกครั้ง
ในขณะที่วาเรนเพียงแค่เอนหลังพิงพนักเบาะ หลับตาลงอย่างสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทว่าในใจของเขากลับมีแต่ความหงุดหงิดที่เพิ่มพูนขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ การกลับมาของเด็กคนนี้มีแต่จะสร้างความรำคาญใจให้เขาไม่จบไม่สิ้นจริงๆ
