บทที่ 2 เงิยเยอะนักหรือไง
"จัสมินลูกแม่ ในที่สุดก็กลับมาสักที"
เสียงหวานนุ่มนวลของมารินดังขึ้นพร้อมกับร่างของผู้เป็นแม่ ที่รีบก้าวเข้ามากอดลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเอาไว้แน่น ทันทีที่จัสมินก้าวเท้าเข้ามาภายในคฤหาสน์ตระกูลอีแวนส์
หญิงสาววัยยี่สิบสามปีระบายยิ้มกว้าง สวมกอดผู้เป็นแม่ด้วยความแสนคิดถึงหลังจากที่ต้องห่างบ้านไปเรียนต่อต่างประเทศถึงหกปีเต็ม
ใบหน้าหวานซบลงบนไหล่อุ่นพร้อมกับหลับตาลงซึมซับสัมผัสที่คุ้นเคย
"หนูคิดถึงแม่ที่สุดเลยค่ะ คิดถึงอาหารฝีมือแม่ คิดถึงกลิ่นหอมๆของแม่ด้วย"
จัสมินออดอ้อนเสียงใสพลางผละออกมาหอมแก้มมารินซ้ายขวาฟอดใหญ่จนคนเป็นแม่หัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู
"ลุงก็คิดถึงหนูเหมือนกันนะจัสมิน บ้านเงียบไปถนัดตาเลยตอนที่หนูไม่อยู่"
เสียงทุ้มแหบพร่าแตะเจือไปด้วยความอบอุ่นของวิลเลียม อดีตผู้นำตระกูลอีแวนส์และพ่อของวาเรนดังขึ้น
ชายวัยกลางคนที่ยังคงดูภูมิฐานและน่าเกรงขามเดินยิ้มกว้างเข้ามาหา จัสมินรีบผละจากแม่แล้วยกมือไหว้พร้อมกับสวมกอดผู้เป็นพ่อเลี้ยงด้วยความเคารพรัก
เธอสัมผัสได้เสมอว่าวิลเลียมเมตตาและเอ็นดูเธอเหมือนลูกสาวแท้ๆคนหนึ่งมาโดยตลอด
"หนูก็คิดถึงคุณลุงวิลเลียมค่ะ ขอบคุณนะคะที่ให้พี่วาเรนไปรับหนูที่สนามบิน ถึงแม้ว่าหนูจะแอบเกรงใจเขาก็เถอะ" หญิงสาวพูดพร้อมกับส่งรอยยิ้มบางๆไปให้
วิลเลียมลูบผมยาวสลวยของเด็กสาวอย่างเบามือพลางหัวเราะในลำคอ ก่อนที่สายตาของทุกคนจะหันไปมองร่างสูงสง่าที่เพิ่งเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาในห้องโถง
วาเรนปรายตามองภาพครอบครัวแสนอบอุ่นตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งความรู้สึกยินดียินร้ายใดๆ
ใบหน้าหล่อเหลายังคงติดจะเย็นชาและตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา เขาหยุดยืนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อยราวกับจงใจขีดเส้นแบ่งพื้นที่ของตัวเองอย่างชัดเจน
จัสมินลอบมองใบหน้าเรียบตึงของเขาแล้วรู้สึกอึดอัดขึ้นมาดื้อๆ รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าค่อยๆจางลงเล็กน้อย
เธอรู้ดีว่าการปรากฏตัวของเธอและแม่ในบ้านหลังนี้คือสิ่งที่เขารังเกียจมาตลอดหกปี แม้ว่าเขาจะไม่เคยอาละวาดหรือพูดจาหยาบคายใส่ แต่รังสีความเย็นชาที่แผ่ออกมาก็มากพอที่จะทำให้เธอรู้สึกตัวลีบเล็กลงได้เสมอ
วาเรนถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อเห็นว่าการทักทายอันแสนยืดเยื้อนี้คงไม่จบลงง่ายๆ ร่างสูงขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ถ้าหมดเรื่องแล้ว ผมขอตัวไปทำงานก่อน"
พูดจบเขาก็ไม่รอฟังคำอนุญาตจากผู้เป็นพ่อ ชายหนุ่มหมุนตัวเตรียมจะเดินขึ้นบันไดไปยังห้องทำงานส่วนตัวที่อยู่ชั้นสองทันที
วิลเลียมมองตามแผ่นหลังกว้างของลูกชายคนโตแล้วได้แต่ส่ายหัวเบาๆ
"เพิ่งจะกลับมาเหนื่อยๆ พักผ่อนก่อนเถอะ งานที่คาสิโนค่อยให้ฟรานจัดการไปก่อนก็ได้" วิลเลียมเอ่ยท้วงด้วยความเป็นห่วง
"มีเอกสารสำคัญที่ผมต้องรีบเซ็นอนุมัติภายในวันนี้ครับพ่อ ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้"
วาเรนตอบกลับโดยไม่หันมามอง เขาเดินตรงขึ้นบันไดไปอย่างมั่นคงและเด็ดขาด ทิ้งให้บรรยากาศในห้องโถงเงียบลงไปชั่วขณะ
มารินหันมามองหน้าลูกสาวพร้อมกับลูบแขนเบาๆเป็นเชิงปลอบใจ เธอรู้ดีว่าจัสมินรู้สึกอย่างไรกับท่าทีของวาเรน แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการพยายามรักษาสันติภาพในบ้านหลังนี้เอาไว้
"อย่าไปคิดมากเลยลูก พี่เขาก็เป็นคนบ้างานแบบนี้แหละ มาเถอะ แม่ให้คนเตรียมของว่างที่หนูชอบไว้เต็มเลย ไปนั่งพักกันดีกว่า" มารินเอ่ยชวนพร้อมกับจูงมือลูกสาวเดินไปที่ห้องนั่งเล่น
เมื่อเข้ามานั่งพักเรียบร้อยแล้ว จัสมินก็จัดการเปิดกระเป๋าเดินทางใบเล็กที่ถือติดตัวมาด้วยเพื่อหยิบของฝากที่เธอตั้งใจเลือกซื้อมาให้ทุกคน
หญิงสาวหยิบกล่องของขวัญผูกโบว์สีสวยออกมาวางเรียงกันบนโต๊ะตรงหน้า รอยยิ้มสดใสกลับมาประดับบนใบหน้าหวานอีกครั้ง
"นี่ของแม่ค่ะ หนูเห็นผ้าพันคอผืนนี้แล้วนึกถึงแม่เลย สีมันเหมาะกับแม่มากๆ แล้วก็หนูซื้อวิตามินบำรุงมาให้ด้วยนะคะ แม่ต้องดูแลสุขภาพเยอะๆรู้ไหม" จัสมินยื่นถุงของขวัญให้มารินพร้อมกับพูดเจื้อยแจ้ว
"ขอบใจมากจ้ะลูก แค่หนูกลับมาแม่ก็ดีใจที่สุดแล้ว" มารินรับมาเปิดดูด้วยรอยยิ้มปลื้มปริ่ม
"ส่วนนี่ของคุณลุงวิลเลียมค่ะ ชาเอิร์ลเกรย์จากร้านเก่าแก่ที่นู่น หนูจำได้ว่าคุณลุงชอบดื่มชาตอนบ่าย หวังว่าจะถูกปากนะคะ" เธอยื่นกระป๋องชาหรูหราไปให้ผู้เป็นพ่อเลี้ยง
"โอ้โห ลุงต้องชอบแน่ๆ ขอบใจมากนะจัสมิน อุตส่าห์หอบหิ้วมาตั้งไกล" วิลเลียมรับมาถือไว้ด้วยความพอใจ
หลังจากนั้นจัสมินก็หันไปหยิบถุงกระดาษใบเล็กๆอีกหลายใบส่งให้ป้าแม่บ้านและเหล่าสาวใช้ที่ยืนคอยให้บริการอยู่ใกล้ๆ
ทุกคนต่างยิ้มรับและกล่าวขอบคุณคุณหนูคนสวยที่แม้จะไปเรียนเมืองนอกเมืองนาแต่ก็ไม่เคยลืมพวกตนเลย บรรยากาศในห้องนั่งเล่นเต็มไปด้วยความชื่นมื่นและเสียงหัวเราะ
จนกระทั่งมารินสังเกตเห็นถุงกระดาษใบเล็กสีเข้มที่ยังคงวางเหลืออยู่บนโต๊ะเพียงใบเดียว เธอจึงเอ่ยถามขึ้นเบาๆ
"แล้วถุงนั้นของใครล่ะลูก? ของพี่วาเรนเขาหรือเปล่า?"
คำถามของแม่ทำให้จัสมินชะงักไปเล็กน้อย เธอมองถุงกระดาษใบนั้นด้วยความรู้สึกลังเล
ในใจนึกถึงใบหน้าบึ้งตึงและสายตาดุดันของเขาตอนที่อยู่บนรถเมื่อครู่ขึ้นมาทันที เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะพยักหน้ายอมรับ
"ใช่ค่ะ หนูตั้งใจจะเอาไปให้เขา แต่ว่า..."
"เอาขึ้นไปให้พี่เขาที่ห้องทำงานสิลูก ป่านนี้น่าจะกำลังนั่งหน้าเครียดอยู่หน้ากองเอกสารแน่ๆ ถือโอกาสไปขอบคุณที่เขาไปรับด้วยไง" มารินเอ่ยเชียร์พร้อมกับดันหลังลูกสาวเบาๆ
จัสมินเม้มริมฝีปากแน่น เธอไม่อยากขึ้นไปเผชิญหน้ากับความเย็นชาของเขาเลยสักนิด
แต่เมื่อเห็นสายตาคาดหวังของทั้งแม่และวิลเลียม เธอก็จำใจต้องหยิบถุงกระดาษใบนั้นขึ้นมาถือไว้ หญิงสาวลุกขึ้นยืนช้าๆ พยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี
"ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูเอาขึ้นไปให้เขาเอง"
จัสมินเดินขึ้นบันไดเวียนไปสู่ชั้นสองของคฤหาสน์ด้วยความรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก หัวใจดวงน้อยเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อก้าวเข้าใกล้บานประตูไม้สักบานใหญ่ที่สลักลวดลายวิจิตรบรรจง เธอรู้ดีว่าหลังบานประตูนี้คืออาณาเขตส่วนตัวของวาเรน สถานที่ที่เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการบริหารธุรกิจคาสิโนมูลค่ามหาศาล
หญิงสาวหยุดยืนอยู่หน้าประตูอยู่นาน สูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วพรูออกยาวๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ
เธอเป็นคนซื้อของฝากมาให้เขาด้วยความหวังดี เขาจะมาทำหน้ายักษ์ใส่เธอไม่ได้เด็ดขาด เมื่อคิดได้ดังนั้นมือเล็กก็ยกขึ้นเคาะประตูไม้เนื้อแข็งสองสามครั้ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ความเงียบปกคลุมอยู่เพียงอึดใจ ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจจะดังลอดออกมาจากด้านใน
"เข้ามา"
จัสมินหมุนลูกบิดประตู แล้วค่อยๆผลักบานประตูให้เปิดออก ภาพแรกที่เห็นคือร่างสูงของวาเรนนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน
สายตาคมกริบกำลังจดจ่ออยู่กับแฟ้มเอกสารตรงหน้าโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองว่าใครเป็นคนเข้ามา ส่วนฟราน ลูกน้องคนสนิทของเขายืนถือแท็บเล็ตคอยรายงานข้อมูลอยู่ไม่ไกล
หญิงสาวก้าวเท้าเข้าไปในห้องอย่างเงียบเชียบ เธอรู้สึกเกร็งจนแทบจะเดินไม่เป็นธรรมชาติ
จัสมินตัดสินใจเดินตรงเข้าไปหาฟรานก่อนเป็นอันดับแรก เธอล้วงมือเข้าไปในถุงกระดาษแล้วหยิบกล่องของขวัญขนาดเล็กยื่นให้ชายหนุ่ม
"พี่ฟรานคะ อันนี้ของฝากจากหนูค่ะ ขอบคุณที่ดูแลหนูแล้วก็ช่วยยกกระเป๋าให้เมื่อกี้ด้วยนะคะ"
ฟรานเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าคุณหนูจัสมินจะซื้อของฝากมาเผื่อคนที่เป็นแค่ลูกน้องอย่างเขาด้วย ชายหนุ่มรีบโค้งศีรษะรับของขวัญมาถือไว้อย่างเกรงใจ
"ขอบคุณมากครับคุณจัสมิน ไม่น่าลำบากเลยครับ" ฟรานยิ้มกว้าง
แต่ยังไม่ทันที่จัสมินจะได้ตอบรับอะไร เสียงทุ้มเย็นชาจากคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"เงินเยอะนักหรือไง"
วาเรนละสายตาจากเอกสารเงยหน้าขึ้นมามองหญิงสาว นัยน์ตาสีเข้มฉายแววเย้ยหยันอย่างปิดไม่มิด
เขาวางปากกาหมึกซึมราคาแพงลงบนโต๊ะก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังอย่างเชื่องช้า สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยการประเมินและตัดสิน
"ลืมไปหรือเปล่าว่าตัวเองยังหาเงินเองไม่ได้ ถึงได้เอาเงินพ่อฉันไปผลาญซื้อของไร้สาระแจกคนอื่นไปทั่วแบบนี้"
คำพูดที่เสียดแทงและไร้เยื่อใยของเขาทำเอาองค์จัสมินสะดุ้ง ความรู้สึกโกรธและน้อยใจตีตื้นขึ้นมาจุก เธอรู้ว่าเขาไม่ชอบหน้าเธอและแม่ แต่การมาดูถูกกันซึ่งๆหน้าแบบนี้มันเกินกว่าที่เธอจะยอมรับได้
หญิงสาวหันขวับไปเผชิญหน้ากับร่างสูง นัยน์ตากลมโตที่เคยสั่นไหวด้วยความเกรงใจบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวและดื้อรั้น
"เผื่อคุณจะไม่เคยรู้นะคะ"
จัสมินเชิดหน้าขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านแต่พยายามควบคุมให้หนักแน่นที่สุด
"หนูทำงานพาร์ตไทม์ตลอดเวลาที่เรียนอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเสิร์ฟอาหาร เป็นผู้ช่วยในห้องสมุด หรือแม้แต่รับจ้างสอนพิเศษ หนูก็ทำมาหมดแล้ว"
วาเรนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แต่จัสมินไม่สนใจ เธอพูดต่อด้วยความอัดอั้น
"แล้วของฝากทุกชิ้นที่หนูซื้อมาให้ทุกคนวันนี้ หนูก็ซื้อมาด้วยเงินเก็บจากน้ำพักน้ำแรงของหนูเอง หนูไม่ได้ขอเงินคุณลุงวิลเลียมเพิ่มเลยสักบาทเดียว"
หญิงสาวก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของเขาอีกนิด มือเล็กกำถุงกระดาษในมือแน่นจนยับยู่ยี่
"แต่ก็นั่นแหละค่ะ คุณไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอก เพราะคุณไม่เคยสนใจเรื่องของหนูอยู่แล้ว ในสายตาคุณ หนูกับแม่ก็เป็นแค่ปลิงที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อครอบครัวคุณมาตลอดนั่นแหละ"
เมื่อพูดจบประโยค จัสมินก็ล้วงมือเข้าไปในถุงกระดาษใบนั้นและหยิบของชิ้นสุดท้ายออกมา
มันไม่ใช่ของแบรนด์เนมราคาแพงหรือของหรูหราอะไร แต่มันคือพวงกุญแจหนังแท้สีน้ำตาลเข้มที่ถูกตอกสลักตัวอักษรภาษาอังกฤษคำว่า WARREN ไว้อย่างประณีต
เป็นของที่เธอใช้เวลาว่างไปนั่งทำเองที่ร้านงานคราฟต์ชื่อดังของเมืองด้วยความตั้งใจล้วนๆ
เธอวางพวงกุญแจชิ้นนั้นลงบนโต๊ะทำงานของเขาอย่างกระแทกกระทั้น เสียงโลหะกระทบกับกระจกปูโต๊ะดังคลิกเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงาน
"นี่ของคุณค่ะ ถึงคุณจะไม่อยากได้ หนูก็ตั้งใจทำให้ หวังว่ามันคงจะไม่ระคายสายตาคุณมากเกินไปนะคะ"
พูดจบจัสมินก็สะบัดหน้าหันหลังกลับ เธอเดินปึงปังออกไปจากห้องทำงานด้วยความโมโห
มือเล็กเอื้อมไปดึงบานประตูให้ปิดลงเสียงดังสนั่นเพื่อระบายอารมณ์คุกรุ่นในใจ ทิ้งให้ผู้ชายตัวโตสองคนนั่งอึ้งอยู่ภายในห้อง
วาเรนมองตามแผ่นหลังบางที่เพิ่งเดินกระแทกส้นเท้าออกไปจนลับสายตา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น
เขาไม่คิดว่าเด็กกะโปโลที่เอาแต่ทำหน้าจ๋อยเวลาเจอเขาจะกล้าเถียงฉอดๆ แถมยังกล้าเดินกระแทกประตูใส่หน้าเขาแบบนี้
ความกล้าหาญที่เพิ่มขึ้นของเธอทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดแปลกๆ ชายหนุ่มละสายตาจากบานประตูที่ปิดสนิทแล้วเลื่อนสายตาลงมามองวัตถุชิ้นเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะ
พวงกุญแจหนังสีน้ำตาลที่มีชื่อของเขาสลักอยู่ รอยตอกตัวอักษรไม่ได้เนี้ยบเป๊ะเหมือนใช้เครื่องจักรทำ บ่งบอกชัดเจนว่ามันเป็นงานแฮนด์เมดที่คนทำต้องใช้ค้อนตอกลงไปทีละตัวอักษร
เขาเอื้อมมือไปหยิบพวงกุญแจชิ้นนั้นขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ นิ้วโป้งแกร่งลูบไล้ไปตามรอยยุบของตัวอักษรเบาๆ สัมผัสได้ถึงความตั้งใจของคนทำที่ส่งผ่านชิ้นงานเล็กๆนี้
"เด็กชะมัด"
เสียงทุ้มพึมพำออกมาเบาๆ ราวกับจะเยาะเย้ย แต่อีกใจหนึ่งเขากลับปฏิเสธไม่ได้ว่าความโกรธเมื่อครู่มันบรรเทาลงไปอย่างน่าประหลาด
เขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่โยนของไร้สาระชิ้นนี้ลงถังขยะไปซะให้สิ้นเรื่อง
วาเรนดึงลิ้นชักโต๊ะทำงานฝั่งขวามือออกแล้วโยนพวงกุญแจหนังชิ้นนั้นลงไปรวมกับของใช้ส่วนตัวอื่นๆ ก่อนจะดันลิ้นชักปิดกลับเข้าไปตามเดิม เขาปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึงและเยือกเย็นอีกครั้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่
"รายงานผลประกอบการของไตรมาสนี้ต่อเลยฟราน"
ชายหนุ่มเอ่ยสั่งลูกน้องเสียงเรียบพลางหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาเตรียมจดรายละเอียด ทิ้งเรื่องวุ่นวายของเด็กดื้อรั้นคนนั้นไว้เบื้องหลังและกลับเข้าสู่โหมดนักธุรกิจผู้เลือดเย็นตามเดิม
