บทที่ 3 ไม่ต้องพึ่งโบท็อกซ์
"ทำไมถึงลงมาทานข้าวสาย ปล่อยให้ผู้ใหญ่ต้องนั่งรอ"
เสียงทุ้มติดจะหงุดหงิดดังขึ้นทันทีที่จัสมินก้าวเท้าเข้ามาในห้องอาหาร ร่างสูงของวาเรนนั่งอยู่หัวโต๊ะฝั่งซ้าย นัยน์ตาคมกริบจ้องมองมาที่เธอราวกับจะจับผิด
"ขอโทษค่ะ พอดีหนูมัวแต่จัดของแล้วก็หาข้อมูลที่ทำงานนิดหน่อย เลยดูเวลาผิดไป"
จัสมินเอ่ยเสียงเรียบ เธอเดินไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเขาโดยมีมารินส่งยิ้มบางๆมาให้เพื่อคลายสถานการณ์
"เพิ่งกลับมาถึงเมื่อวาน วันนี้คิดจะหางานทำแล้วหรือไง?" วาเรนถามต่อ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
"หรือว่าเงินที่พ่อฉันให้ใช้มันไม่พอซื้อของไร้สาระแล้ว"
"วาเรน พูดกับน้องดีๆหน่อย น้องเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆให้พักผ่อนก่อนเถอะ" วิลเลียมปรามลูกชายคนโตด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงความเด็ดขาด
"หนูอยากหางานทำจริงๆค่ะคุณลุง" จัสมินหันไปพูดกับวิลเลียมพร้อมรอยยิ้ม
"หนูเรียนจบแล้ว ไม่อยากรบกวนเงินของคุณลุงกับแม่ไปมากกว่านี้ หนูอยากลองพึ่งพาตัวเองดูบ้างค่ะ"
"เก่งมากเลยลูก แต่ไม่ต้องรีบร้อนหรอกนะ พักสักอาทิตย์สองอาทิตย์ก่อนค่อยว่ากัน" มารินลูบผมลูกสาวอย่างเอ็นดู
วาเรนแค่นหัวเราะในลำคอ เขายกแก้วกาแฟขึ้นจิบก่อนจะปรายตามองหญิงสาวตรงหน้า
"พึ่งพาตัวเองงั้นเหรอ หวังว่าคงไม่พ้นไปสมัครเป็นเด็กเสิร์ฟตามร้านอาหารหรอกนะ จบตั้งเมืองนอกเมืองนา ถ้าทำได้แค่นั้นมันเสียดายเงินที่ส่งไปเรียน"
"หนูจบด้านบริหารการโรงแรมและการท่องเที่ยวมาค่ะ และหนูก็มั่นใจว่าความสามารถของหนูมีมากพอที่จะทำงานในตำแหน่งที่เหมาะสม" จัสมินสวนกลับทันควัน นัยน์ตากลมโตจ้องมองเขากลับอย่างไม่ลดละ
"แต่ถึงจะเป็นเด็กเสิร์ฟ อาชีพสุจริตมันก็ไม่ได้น่าอายตรงไหนนี่คะ หรือคุณวาเรนคิดว่าคนที่ทำงานบริการคือคนที่ด้อยกว่าคุณ?"
ประโยคนั้นทำเอาบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบกริบ มารินลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความตึงเครียด ส่วนวิลเลียมกลับอมยิ้มมุมปากเล็กน้อยที่เห็นลูกเลี้ยงกล้าต่อกรกับลูกชายจอมเผด็จการของเขา
วาเรนวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดัง สายตาของเขาดุดันขึ้นเมื่อถูกเด็กกะโปโลท้าทาย
"ฉันไม่ได้บอกว่ามันน่าอาย แต่ถ้าเธออยากพิสูจน์ตัวเองนัก ทำไมไม่ลองมาทำงานที่คาสิโนของฉันดูล่ะ"
คำท้าทายของเขาทำให้จัสมินชะงัก เธอไม่คิดว่าเขาจะเสนออะไรแบบนี้
"คาสิโนของคุณงั้นเหรอคะ"
"ใช่ ตำแหน่งพนักงานต้อนรับแขกวีไอพี ถ้าเธอเก่งจริงอย่างที่พูด ก็ลองมาทำดูสิ จะได้รู้ว่าโลกของการทำงานจริงๆ มันไม่ได้สวยหรูเหมือนในตำราเรียน"
"ตกลงค่ะ หนูจะไปทำ"
จัสมินตอบรับแทบจะทันทีโดยไม่ต้องคิด เธออยากพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเธอไม่ใช่เด็กไร้ความสามารถที่คอยเกาะครอบครัวเขากิน
"จัสมินลูก งานที่นั่นมันหนักแล้วก็วุ่นวายมากนะ แม่ว่าหนูไปทำงานที่โรงแรมในเครือของเพื่อนคุณลุงดีกว่าไหม?" มารินแย้งขึ้นด้วยความเป็นห่วง
"ไม่เป็นไรค่ะแม่ หนูอยากลองดู หนูทำได้ค่ะ" หญิงสาวยืนยันหนักแน่น
วาเรนเหยียดยิ้มมุมปาก เขามองความดื้อดึงของเธอแล้วรู้สึกสนุกขึ้นมาอย่างประหลาด
"ดี งั้นพรุ่งนี้เก้าโมงเช้า ไปรายงานตัวที่ห้องทำงานฉัน อย่าสายล่ะ เพราะฉันไม่ชอบคนไม่ตรงต่อเวลา"
จังหวะนั้นเองเสียงรองเท้าส้นสูงก็ดังกระทบพื้นทางเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
"วาเรนคะ ทำไมวันนี้ไม่รออลิซเลยล่ะคะ ทิ้งให้อลิซตื่นมาคนเดียวได้ยังไง"
เสียงหวานหยดย้อยดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของอลิซ นางแบบสาวแถวหน้าของวงการ ร่างบางในชุดเดรสรัดรูปสีแดงสดเดินนวยนาดเข้ามาในห้องอาหาร หญิงสาวตรงดิ่งเข้าไปสวมกอดลำคอแกร่งของวาเรนจากด้านหลังอย่างถือวิสาสะ
จัสมินมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย เธอรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร ข่าวคราวความสัมพันธ์ของวาเรนกับนางแบบสาวมีให้เห็นตามหน้าสื่ออยู่บ่อยครั้ง
"คุณลุงวิลเลียม คุณน้ามาริน สวัสดีค่ะ"
อลิซผละออกจากวาเรนแล้วหันมายกมือไหว้ผู้อาวุโสทั้งสองด้วยท่าทีที่พยายามทำให้ดูอ่อนน้อมที่สุด
"สวัสดีจ้ะ ทานอะไรมาหรือยัง? มานั่งสิ" มารินเอ่ยชวนตามมารยาท
"อลิซเรียบร้อยแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ พอดีอลิซแค่แวะมาหาวาเรนก่อนไปทำงานน่ะค่ะ"
นางแบบสาวตอบพร้อมกับทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างชายหนุ่ม สายตาของเธอปะทะเข้ากับหญิงสาวแปลกหน้าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
"แล้วนี่ใครกันคะ วาเรน ไม่เห็นเคยแนะนำให้อลิซรู้จักเลย" อลิซถามเสียงใส แต่สายตาที่มองจัสมินกลับเต็มไปด้วยการประเมินและแฝงความหยิ่งยโส
"นี่จัสมิน ลูกสาวของมาริน เพิ่งกลับมาจากเมืองนอก" วาเรนตอบสั้นๆโดยไม่ได้ใส่ใจนัก เขายกกาแฟขึ้นดื่มอีกครั้ง
"อ๋อ ลูกติดของคุณน้ามารินนี่เอง" อลิซลากเสียงยาวพร้อมกับรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
"โตเป็นสาวแล้วนะคะเนี่ย หน้าตาก็น่ารักดี แต่ดูยังเด็กไปหน่อย อลิซนึกว่าเด็กมัธยมซะอีก"
จัสมินวางช้อนซุปลงบนโต๊ะเบาๆ เธอส่งยิ้มหวานกลับไปให้นางแบบสาว
"ขอบคุณที่ชมค่ะคุณอลิซ หนูเพิ่งอายุยี่สิบสาม อาจจะดูเด็กไปบ้างในสายตาคนที่อายุเข้าใกล้เลขสามแล้ว แต่มันก็ดีนะคะ ไม่ต้องพึ่งโบท็อกซ์บ่อยๆ"
ประโยคตอบกลับที่ดูเหมือนจะสุภาพแต่แฝงไปด้วยความหมายเจ็บแสบทำเอาอลิซหน้าตึงไปชั่วขณะ เธออ้าปากจะเถียงแต่ก็ต้องระงับอารมณ์ไว้เมื่อนึกขึ้นได้ว่านั่งอยู่ต่อหน้าวิลเลียมและมาริน
"แหม ปากคอเราะร้ายไม่เบานะคะน้องจัสมิน ไปเรียนเมืองนอกมาตั้งนาน ไม่ได้ช่วยให้เรียนรู้มารยาทในการพูดกับผู้ใหญ่เลยเหรอคะ?" อลิซพยายามข่มเสียงให้เป็นปกติ
"หนูเรียนรู้มารยาทมาอย่างดีค่ะ และหนูก็รู้ด้วยว่าควรจะใช้มารยาทแบบไหนกับคนประเภทไหน" จัสมินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
วาเรนลอบมองใบหน้าหวานที่กำลังเชิดขึ้นเล็กน้อยของจัสมิน มุมปากของเขากระตุกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เขาไม่คิดว่าเด็กที่เอาแต่หลบตาเขามาตลอดจะกล้าต่อปากต่อคำกับผู้หญิงที่จัดจ้านอย่างอลิซได้เจ็บแสบขนาดนี้
"พอได้แล้วอลิซ" วาเรนเอ่ยขัดขึ้นก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย
"เธอมีงานต้องไปทำไม่ใช่หรือไง"
"แต่วาเรนคะ เด็กนี่เสียมารยาทกับอลิซก่อนนะคะ" นางแบบสาวหันไปทำหน้าเง้างอดใส่ชายหนุ่ม
"ฉันบอกให้พอ"
เสียงของวาเรนเข้มขึ้นอีกระดับ สายตาดุดันที่ตวัดมองทำเอาอลิซรีบหุบปากฉับทันที เธอรู้ดีว่าวาเรนเกลียดความงี่เง่ามากแค่ไหน เธอเป็นแค่คู่นอนที่เขาเรียกหาเวลาต้องการ ไม่ได้มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรไปมากกว่านี้
"ก็ได้ค่ะ งั้นอลิซไปทำงานก่อนนะคะ ตอนเย็นวาเรนไปรับอลิซที่สตูได้ไหมคะ? เราไปหาอะไรอร่อยๆทานกัน" อลิซเปลี่ยนเรื่องพร้อมกับส่งเสียงออดอ้อน
"ฉันไม่ว่าง ช่วงนี้งานยุ่ง เธอไปเองแล้วกัน" วาเรนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
นางแบบสาวหน้าเสียไปเล็กน้อยแต่ก็พยายามรักษารอยยิ้มเอาไว้ เธอปรายตามองจัสมินอย่างคุกรุ่นก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินสะบัดก้นออกไปจากห้องอาหารด้วยความหงุดหงิด
"ไม่เบาเลยนะเรา" วิลเลียมเอ่ยขึ้นลอยๆพร้อมกับหัวเราะในลำคอ
"ลุงเพิ่งเคยเห็นอลิซเถียงไม่ออกก็วันนี้นี่แหละ"
"หนูไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาทนะคะคุณลุง แต่เขาเริ่มก่อน" จัสมินอ้อมแอ้มตอบด้วยความเกรงใจ
"ลุงเข้าใจ คนเราก็ต้องรู้จักปกป้องตัวเองบ้าง ถูกแล้วล่ะ" วิลเลียมยิ้มให้กำลังใจ
วาเรนมองการโต้ตอบของพ่อกับเด็กสาวตรงหน้าแล้วรู้สึกขัดใจขึ้นมาดื้อๆ เขาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะจัดระเบียบสูทให้เข้าที่
"พรุ่งนี้เก้าโมงเช้า อย่าลืมล่ะ" เขาทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินออกจากห้องอาหารไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
