บทที่ 6 หนี้บุญคุณ
"ยังไม่รู้เลย หมอกำลังตรวจอยู่ รีบพาน้องมาที่โรงพยาบาลเถอะ พ่อส่งโลเคชั่นให้ฟรานแล้ว"
"ครับพ่อ ผมจะรีบพาไปเดี๋ยวนี้แหละ" วาเรนกดวางสายก่อนจะหันไปสั่งฟรานเสียงเครียด
"เตรียมรถให้พร้อม ฉันจะพาจัสมินไปโรงพยาบาล มารินเกิดอุบัติเหตุ"
"ครับบอส"
ชายหนุ่มรีบสาวเท้ากลับไปที่ห้องพักรับรองที่เขาเพิ่งเดินออกมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน เขาผลักประตูเข้าไปก็เห็นจัสมินกำลังนั่งเช็ดน้ำตาอยู่บนโซฟา ใบหน้าหวานแดงก่ำจากการร้องไห้
"ลุกขึ้นจัสมิน เราต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!" จัสมินเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความงุนงง น้ำตายังคงคลอเบ้า
"ไปโรงพยาบาลทำไมคะ? เกิดอะไรขึ้น!?"
"แม่ของเธอเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลแล้ว รีบลุกขึ้นเร็วเข้า"
ได้ยินแค่นั้นหัวใจของจัสมินก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอรีบผุดลุกขึ้นยืนแต่ด้วยความตกใจทำให้ขาอ่อนแรงจนเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น โชคดีที่วาเรนคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทัน
"ใจเย็นๆ ตั้งสติก่อน มารินถึงมือหมอแล้ว ไม่เป็นอะไรมากหรอก"
วาเรนเอ่ยปลอบเสียงอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว เขาประคองร่างบางที่กำลังสั่นเทาเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ตลอดทางไปโรงพยาบาลจัสมินเอาแต่นั่งเงียบ น้ำตาไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย
วาเรนลอบมองใบหน้าเศร้าหมองของหญิงสาวเป็นระยะ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีวนอยู่ในหัว เขาเกลียดมารินก็จริง แต่เขาไม่เคยอยากให้เกิดเรื่องร้ายแรงแบบนี้กับใคร โดยเฉพาะเมื่อเห็นน้ำตาของผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆเขาก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดจนบอกไม่ถูก
รถยนต์คันหรูแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง จัสมินรีบเปิดประตูรถวิ่งลงไปทันทีโดยไม่รอให้ฟรานมาเปิดให้ วาเรนก้าวตามลงมาติดๆ ทั้งคู่เดินเข้าไปในบริเวณห้องฉุกเฉินก็พบวิลเลียมนั่งหน้าเครียดอยู่หน้าห้อง
"คุณลุงคะ! แม่เป็นยังไงบ้างคะ!?" จัสมินวิ่งเข้าไปจับมือวิลเลียมแน่น
"หมอกำลังเอกซเรย์อยู่นะลูก ใจเย็นๆนะ ไม่ต้องห่วง" วิลเลียมลูบหัวลูกเลี้ยงเบาๆ
วาเรนเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างหลังจัสมิน เขาวางมือลงบนไหล่บางที่กำลังสั่นสะท้านอย่างลืมตัว สัมผัสอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากฝ่ามือหนาทำให้จัสมินชะงักไปเล็กน้อย
เธอหันไปมองหน้าเขาทั้งน้ำตา วาเรนไม่พูดอะไร เขาเพียงแค่สบตาเธอด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
"หมอออกมาแล้วครับ"
ฟรานที่ยืนสังเกตการณ์อยู่เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นแพทย์เจ้าของไข้เดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน วิลเลียมและจัสมินรีบปรี่เข้าไปหาหมอทันที
"คุณหมอ ภรรยาผมเป็นยังไงบ้างครับ?" วิลเลียมถามด้วยความร้อนใจ
"คนไข้ปลอดภัยแล้วครับ โชคดีที่ศีรษะไม่ได้รับการกระทบกระเทือนรุนแรง มีแค่รอยฟกช้ำและข้อเท้าแพลงเล็กน้อยครับ ตอนนี้ให้น้ำเกลือและฉีดยาแก้ปวดให้แล้ว พักฟื้นสักคืนสองคืนก็กลับบ้านได้ครับ"
คำบอกเล่าของหมอทำให้ทุกคนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จัสมินยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้ง รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวาน
"ขอบคุณมากนะคะคุณหมอ"
หลังจากพูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมกับหมอเสร็จ พยาบาลก็เข็นเตียงของมารินออกมาเพื่อย้ายไปห้องพักฟื้น จัสมินรีบเดินเข้าไปจับมือผู้เป็นแม่ด้วยความเป็นห่วง มารินส่งยิ้มอ่อนแรงให้ลูกสาว
"แม่ไม่เป็นไรแล้วลูก อย่าร้องไห้สิ"
"หนูตกใจแทบแย่เลยรู้ไหมคะ ทีหลังแม่ต้องระวังตัวให้มากกว่านี้นะคะ" จัสมินดุผู้เป็นแม่เบาๆ
วาเรนมองภาพสองแม่ลูกที่กำลังกอดกันกลมด้วยสายตาเรียบเฉย เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับฉากดราม่าครอบครัวแสนอบอุ่นนี้เต็มทน ร่างสูงหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับไปที่รถ แต่เสียงของวิลเลียมก็รั้งเขาไว้เสียก่อน
"วาเรน เดี๋ยวแกอยู่เป็นเพื่อนน้องที่นี่ก่อนนะ พ่อจะกลับไปจัดการเรื่องที่บ้านนิดหน่อย แล้วเดี๋ยวจะให้คนจัดกระเป๋าเสื้อผ้ามาให้"
"แต่ผมมีงานต้องกลับไปทำที่คาสิโนนะครับพ่อ" วาเรนแย้ง
"งานแค่นี้ให้ฟรานจัดการไปก่อนก็ได้ พ่อขอสั่งให้แกอยู่ดูแลน้องจนกว่าพ่อจะกลับมา เข้าใจไหม!?"
น้ำเสียงเด็ดขาดของวิลเลียมทำให้วาเรนไม่กล้าขัดใจ เขาได้แต่ถอนหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะพยักหน้ารับคำสั่งอย่างเสียไม่ได้
"ครับพ่อ"
วิลเลียมเดินจากไปพร้อมกับฟราน ทิ้งให้วาเรนต้องยืนเผชิญหน้ากับจัสมินตามลำพังอีกครั้ง หญิงสาวหันมามองหน้าเขาก่อนจะรีบหลบตาเมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องพักรับรอง
"คุณกลับไปทำงานเถอะค่ะ ฉันดูแลแม่เองได้ ไม่ต้องรบกวนคุณหรอก" จัสมินเอ่ยปากไล่เสียงแผ่ว
"คิดว่าฉันอยากอยู่นักหรือไง ถ้าพ่อไม่สั่ง ฉันก็ไม่คิดจะเสียเวลาอยู่ที่นี่หรอก" วาเรนสวนกลับทันควัน
"งั้นคุณก็กลับไปสิคะ ฉันไม่บอกคุณลุงหรอก"
"ฉันไม่ใช่คนตระบัดสัตย์ รับปากพ่อแล้วฉันก็ต้องทำ"
ชายหนุ่มเดินเข้าไปนั่งกอดอกอยู่บนโซฟาสำหรับญาติผู้ป่วย นัยน์ตาคมกริบจ้องมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างเตียงไม่วางตา
สายตาของเขาไม่ได้มีความห่วงใยเจือปนอยู่เลย มันมีแต่ความเร่าร้อนและความต้องการที่ถูกสะกดกลั้นเอาไว้เท่านั้น
จัสมินรู้สึกอึดอัดจนทำตัวไม่ถูก เธอพยายามไม่สนใจสายตาคุกคามของเขาและหันไปสนใจดูแลผู้เป็นแม่แทน
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง มารินหลับสนิทไปด้วยฤทธิ์ยา บรรยากาศภายในห้องพักฟื้นเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศ จัสมินเดินไปปรับอุณหภูมิแอร์ให้พอดีก่อนจะเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง
ความเหนื่อยล้าจากการทำงานวันแรกและเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นทำให้เธอรู้สึกง่วงงุน หญิงสาวฟุบหน้าลงบนแขนตัวเองที่วางพาดอยู่บนเตียงคนไข้และหลับไปในที่สุด
วาเรนที่นั่งสังเกตการณ์อยู่ตลอดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเดินเข้าไปใกล้เตียงคนไข้ สายตาคมกริบทอดมองร่างบางที่กำลังหลับสนิท
ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากมนออกให้อย่างเบามือ สัมผัสนุ่มนวลที่เขาไม่เคยคิดจะมอบให้ใครกลับถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไม่รู้ตัว
เขาไล้ปลายนิ้วไปตามโครงหน้าหวาน หยุดชะงักที่ริมฝีปากอวบอิ่มที่เขาเพิ่งจะลิ้มรสความหวานไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
ความรู้สึกวาบหวามแล่นปราดไปทั่วร่างกาย เขาอยากจะก้มลงไปจุมพิตเธออีกครั้ง อยากจะปลุกเธอขึ้นมาแล้วสานต่อบทลงโทษที่ยังค้างคาอยู่ให้จบ แต่เขาก็รู้ดีว่าสถานที่นี้ไม่เหมาะสม
"อย่าคิดว่าฉันจะยอมปล่อยเธอไปง่ายๆจัสมิน"
เสียงขยับตัวของร่างบางทำให้เขารีบชักมือกลับ จัสมินปรือตาขึ้นมามองรอบห้องก่อนจะสายตาประสานเข้ากับคนตัวโตที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
"ตื่นแล้วก็ไปล้างหน้าซะ หน้าตามอมแมมดูไม่ได้เลย" เขาสั่งเสียงดุเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยความหวั่นไหว
"คุณยังไม่กลับไปอีกเหรอคะ?"
"ก็บอกแล้วไงว่ารับปากพ่อไว้ ฉันไม่ชอบผิดคำพูด"
"แต่ตอนนี้แม่ก็ปลอดภัยแล้ว คุณกลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ ฉันไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณคุณ"
"หนี้บุญคุณงั้นเหรอ" เขากระตุกยิ้มมุมปาก
"เธอเป็นหนี้ฉันตั้งแต่ก้าวเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้แล้วจัสมิน และฉันก็จะทวงคืนทุกบาททุกสตางค์พร้อมดอกเบี้ยที่แพงลิ่วเลยล่ะ"
"คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่ ในเมื่อคุณเกลียดฉันนัก ก็ปล่อยฉันไปสิคะ"
"ฉันไม่ปล่อย และเธอก็ไม่มีสิทธิ์ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าฉันจะพอใจ" เขาเดินต้อนเธอจนแผ่นหลังบางชิดติดกับผนังห้อง
"หลังจากนี้ร่างกายของเธอ ปากของเธอ ทุกอย่างที่เป็นเธอ มันคือของเล่นของฉัน จำเอาไว้"
