บทที่ 8 วิศวะจองรัก :: Episode 4 แค่เพื่อนจริงๆ [100%]

ตราบใดที่พี่หนึ่งยังไม่ไล่ฉันหรือไม่ได้บอกว่าพี่ไม่ชอบวาด ฉันก็จะไม่ถอยหรอกนะ ยังไงซะพี่หนึ่งก็คือผู้ชายที่ฉันชอบและฉันชอบเขามานานแล้วด้วยตั้งแต่เด็กจนโต หากพี่หนึ่งยังไม่มีแฟนฉันก็จะไม่ยอมแพ้ แต่เมื่อไหร่ที่พี่หนึ่งมีใครอีกคน เมื่อนั้นฉันจะเป็นฝ่ายที่ถอยออกมาเอง ทว่าตอนนี้ฉันยังไม่อยากยอมแพ้

อย่างน้อยก็ขอให้ทำเต็มที่ก่อน ต่อให้อนาคตจะต้องเสียใจก็ไม่เป็นไรหรอก ฉันถือว่าตัวเองได้พยายามมากพอแล้ว หากไม่ใช่สำหรับพี่หนึ่งก็ขอให้เขาได้เจอกับผู้หญิงที่ตัวเองชอบหรือชอบเขามากกว่าฉันก็พอ

ฉันกับเฟย์เพื่อนรักนั่งรถแท็กซี่ออกจากหอพักใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงรถก็มาจอดที่บ้านของพวกเราที่อยู่ติดกัน เป็นบ้านไม้ครึ่งปูนสองชั้น เพื่อนบอกว่าเดี๋ยวเย็นจะแวะมาหาที่บ้าน ตอนนี้ขอไปอยู่ในโลกของตัวเองก่อน พ่อกับแม่ของเฟย์ท่านเป็นคุณครูสอนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งก็พอจะเข้าใจว่าทำไมเฟย์มันถึงโลกส่วนตัวสูงก็เพราะว่าเฟย์มันแทบจะไม่สุงสิงกับใครเลยนี่สิ มีแค่ฉันที่เป็นเพื่อนและนับว่าโชคดีด้วยนะที่มีเพื่อนเพิ่มมาอีกหลายคนในรั้วมหาลัย

หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าพลางชะโงกหน้ามองไปยังบ้านของพี่หนึ่งที่ปิดเงียบสนิท พี่หนึ่งอาศัยอยู่กับพ่อซึ่งพ่อพี่หนึ่งเป็นคุณหมอเปิดคลินิกอยู่หน้าปากซอยบ้านนี่เอง รักษาโรคอายุรกรรมพ่อของฉันก็เป็นคนไข้ประจำของท่านเหมือนกัน เนื่องจากเป็นเพื่อนกันมานานไง ฉันไขประตูเข้ามาในบ้านที่ไม่ได้กลับมานาน เดินขึ้นไปชั้นบนก็พบว่าห้องของตัวเองสะอาดใหม่ทุกครั้ง

“พ่อคงอยู่ที่โรงกลึงแน่เลย” ฉันวางกระเป๋าลงและเตรียมตัวออกไปหาพ่อที่โรงกลึง พ่อฉันเปิดโรงกลึงเป็นโรงงานตึกขนาดสามล็อกที่พ่อลงทุนไว้ตั้งแต่ตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นสถานประกอบการแปรรูปวัสดุต่างๆ แต่ของพ่อฉันจะเน้นทำชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มากกว่า

เนื่องจากโรงงานของพ่ออยู่ไม่ไกลมากฉันก็เลยเดินเท้าออกมายังหน้าปากซอยและเดินเลี้ยวไปแค่ไม่เท่าไหร่ก็ถึงโรงงานที่ว่า เสียงเครื่องจักรที่คนงานกำลังทำงานอยู่ดังไปทั่ว ก่อนที่พวกเขาจะเงยหน้ามองฉันที่ฉีกยิ้มทักทายด้วยความเป็นมิตร พอถามว่าพ่ออยู่ไหนพวกเขาก็บอกว่าพ่ออยู่ในห้องทำงานชั้นบน

ก๊อก ก๊อก~

“มาติดต่อวัสดุยานยนต์หน่อยค่า” ฉันตะโกนเสียงเจื้อยแจ้วแม้ว่าเสียงในโรงงานจะดัง พอเข้ามาในห้องทำงานเห็นร่างสูงคุ้นตากำลังนั่งขีดๆ เขียนๆ อะไรอยู่ ท่านก็เงยหน้ามามองฉันผ่านเลนส์แว่นสายตา

“วาดดาว”

“สวัสดีค่ะพ่อ คิดถึงพ่อจัง” รีบตรงเข้าไปสวมกอดร่างสูงที่ฉีกยิ้มกว้างดีใจที่ได้เห็นลูกสาวคนสวยสินะ

“ไหนบอกว่าจะไม่กลับบ้าน”

“ก็วาดคิดถึงพ่อนี่นา วาดรู้ด้วยว่าพ่อเองก็คิดถึงวาด” พ่อเลิกคิ้วขึ้นพลางเอามือเขกศีรษะฉันเบาๆ “พ่ออ่า”

“นึกว่างอนพี่หนึ่งจนลืมพ่อไปแล้ว”

“วาดไม่มีวันลืมพ่อ ถ้าลืมวาดจะโทรคุยกับพ่อทุกวันเหรอคะ” ฉันขยับมานั่งเก้าอี้ตรงข้ามโต๊ะทำงาน ส่วนพ่อก็ชะโงกหน้ามองออกไปนอกห้องจนฉันต้องมองตาม “พ่อมองหาใครอะ”

“ฟินน์ไม่ได้มาด้วยเหรอ ปกติถ้าวาดมา ฟินน์จะตามมาติดๆ นี่”

“โหย ให้วาดได้ใช้ชีวิตของตัวเองบ้างเถอะค่ะ ตัวติดกันเวอร์ไปละ” พูดถึงฟินน์มันก็หายหัวไปเลยนะไม่ได้โทรมาหรือส่งข้อความมาหาด้วย รู้สึกชีวิตฉันเป็นปกติสุขมาก มันควรจะเป็นแบบนี้ไงเพื่อนสนิทก็จริงแต่ช่วยให้ความเป็นส่วนตัวกันหน่อยเถอะ อยากจะกราบแทบเท้ามันให้ช่วยอย่าเวอร์ติดฉันให้มากก็พอ “วาดอยากกินข้าวฝีมือพ่อ”

“ได้เลย”

“พ่อชวนพี่หนึ่งกับคุณลุงนุมากินด้วยสิคะ นะๆ เพื่อลูกสาวสุดที่รัก” สายตาของพ่อเหลือบมองฉันผ่านเลนส์แว่นและอมยิ้มน้อยๆ พลางส่ายหน้า “วาดรู้ว่าพ่อก็ชอบพี่หนึ่ง วาดก็ชอบพี่เขาไง”

“เฮ้อ โอเค เดี๋ยวพ่อโทรบอกลุงนุให้ชวนตาหนึ่งมา พอใจไหม?”

“ขอบคุณนะคะ วาดรักพ่อที่สุดเลย” กระโดดโลดเต้นเป็นลิงเป็นค่าง ขยับไปซ้อนด้านหลังกอดคอและหอมแก้มท่านอย่างดีอกดีใจ เอาจริงตั้งแต่แม่จากไปพ่อเลี้ยงดูฉันมาตั้งแต่เด็กจนเติบโต พ่อต้องทำงานหนักเพื่อดูแลฉันส่งเสียให้ฉันเรียนจบ เหตุผลนี้คือฉันอยากจะสานต่อกิจการของพ่อแม้ว่าพ่อจะชอบพูดว่าตัวเองแก่แล้ว แต่พ่อฉันเพิ่งอายุ 55 เองนะ ยังไม่แก่สักหน่อยไม่รู้จะรีบแก่ไปไหน ออกจะหล่อขนาดนี้ “งั้นวาดไปจ่ายตลาดดีกว่า กินอะไรพ่อจะได้รังสรรค์เมนูให้”

“แล้วแต่ลูกเลย กลับไปรอพ่อที่บ้านก็ได้นะ ที่โรงงานมันร้อนเสียงก็ดังด้วย”

“ค่ะ”

“ตกลงลูกกับฟินน์นี่...”

“แค่เพื่อนจริงๆ ค่ะ พ่อห้ามคิดอะไรแบบนั้นนะ วาดขนลุกอ่า” เนี่ยจะไม่ให้พ่อฉันสงสัยได้ไง ฟินน์มันเล่นทำตัวติดกับฉันขนาดนั้น พ่อจะมองว่าฉันกับมันมีอะไรเกินกว่าเพื่อนก็คงไม่แปลกหรอก ขืนมันมาด้วยนะบอกเลยพ่อซักไซ้ฉันมากกว่านี้แน่ “คิดเกินกว่านั้นมันไม่ดีนะพ่อ เพื่อนกัน”

“สนิทกันมากๆ บางทีความผูกพันอาจจะมาในรูปแบบของเพื่อนก็ได้นะวาด”

“ทำไมพ่อพูดเหมือนรู้เรื่องพวกนี้ดีจังคะ?” รอยยิ้มของพ่อทำให้ฉันขมวดคิ้วอย่างสงสัย “พ่อไม่ตอบวาด”

“พ่อแค่คิด”

“คิดก็ไม่ได้ค่ะ วาดกับฟินน์ไม่มีทางเกินเลยไปมากกว่านี้แน่นอน”

ฉันมั่นใจว่าตัวเองไม่มีทางลงเอยกับฟินน์แน่ หากเป็นแบบนั้นจริงฉันก็นึกไม่ออกนะว่าความสัมพันธ์ของเรามันจะไปในทิศทางไหน ฉันไม่อยากเสียฟินน์ไปในฐานะเพื่อนและไม่อยากเสียฟินน์ไปในฐานะอื่นเช่นเดียวกัน ดังนั้นให้เป็น ‘เพื่อน’ ที่คอยดูแล ห่วงใยกันแบบนี้มันยาวนานกว่า ฉันเชื่อว่าคำว่าเพื่อนยังไงก็ไม่มีอะไรมาตัดขาดความสัมพันธ์ของพวกเราได้หรอก

--------------------------------------------

บทก่อนหน้า
บทถัดไป