บทที่ 48 ตอน : เจ็บตรงที่ผู้ชายแบบพี่ K มีจริง แต่มันไม่เคยเป็นของเรา พี่ K เหลือบมองฉันเพียงแวบเดียว แต่แวบเดียวของผู้ชายแบบเขา...มันแทนคำพูดมากกว่าคำเป็นร้อยเป็นพัน นิ่ง เรียบ แต่ในคนนิ่งนั้น...ฉันเห็นเงาอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ลึก ๆ เหมือนเขากำลัง 'คิด' และ 'กลัว' อะไรบางอย่างพร้อมกัน ฉันไม่รู้ว่ากลัวอะไร แต่สัญชาตญาณบอกว่า...มันไม่ใช่เรื่องเล็ก แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่มันสะเทือนหัวใจฉันเหมือนเสียงระเบิด เขาดูหน้าจอแค่สองวินาที แต่สองวินาทีนั้น...มันทำให้โลกฉันว่างเปล่าเหมือนมีใครดึงออกซิเจนไปจากห้องทั้งหมด "พี่ขอรับสายแป๊บนึงนะครับ" ธรรมดา สุภาพ ไม่แปลก แต่โทนของเขา...มันไม่เหมือนเดิมเลยแม้แต่นิดเดียว เหมือนเขาระวังคำพูดมากไป เบาเกินไป และเหมือนกำลังปกปิดอะไรบางอย่างที่ฉันแตะไม่ถึง เขาเดินออกไประเบียง ปิดประตูเงียบกริบ แต่เสียงของเขากลับลอดเข้ามาเหมือนลอยผ่านกระดูกซี่โครงฉัน ไม่ดัง แต่ 'ระวังใจคนฟัง' "อืม...เดี๋ยวค่อยคุยนะ" "ไม่ใช่ตอนนี้" "ทีหลังนะครับ" เสียงนั้นไม่หวาน ไม่แข็ง ไม่รำคาญ แต่เป็นเสียงของคนที่ 'ยังผูกอะไรบางอย่าง' กับคนในสาย มากพอที่จะพูดดี มากพอที่จะระวังใจ มากพอที่จะไม่กล้าปิดกั้นอีกฝ่าย และนั่นแหละ...คือสิ่งที่เจ็บที่สุด ฉันหนี ตั้งสติหนีไปไกลก่อนน้ำตาจะมา แต่ยิ่งเดินหนี ฉันยิ่งเจอ 'ชีวิตของเขา' อยู่ทุกมุมห้อง ของสะสม อุปกรณ์แพทย์ สมุดเคส สเต็ทโตสโคป ฟิล์ม X-ray ปลาตัวเดียวเหงา ๆ ในตู้กระจก ทุกอย่างดูละเอียด เรียบร้อย และ 'เหงา' จนฉันใจสั่น นี่คือห้องของผู้ชายที่แบกทั้งชีวิตไว้คนเดียว แต่ยังใจดีพอจะรับฉันเข้าไปชั่วคราว ฉันเดินไปแตะเข็มเย็บแผลวินเทจ ของเก่า แต่เขาดูแลอย่างดีเหมือนไข่ในหิน เข็มฉีดยาที่ทำให้เขาดูเป็น 'หมอ' มากกว่าตอนอยู่ข้างนอกเสียอีก ฉันไม่เคยเห็นใครสะสมเข็มเหล็กเก่า ๆ ที่วางเรียงอย่างมีระเบียบ ตามนิสัยของคนที่ต้องจัดการกับชีวิตคนอื่นทุกวัน มันเป็นเข็มที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน เขาสะสมไว้เหมือนที่ผู้ชายบางคนสะสมกันพลา ของทุกชิ้นถูกวางบนชั้นไม้สีเข้ม ขัดจนขึ้นเงา เหมือนห้องของคนรักงาน รักประวัติศาสตร์ และรักอาชีพตัวเองจริง ๆ มีเข็มฉีดยาทำจากแก้วใส หูฟังแพทย์แบบไม้ ชุดเย็บแผลทหารจากสงครามยุคที่ไม่มีไฟฟ้า วางเรียงอย่างเรียบร้อย "ชอบเหรอครับ" เสียงเขาดังขึ้นด้านหลัง ทำฉันสะดุ้งนิด ๆ ใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ฉันหันไปมอง ทันเห็นเขากำมือหลวม ๆ เขาหลบตาหนึ่งวิ เขายิ้มน้อยกว่าปกติ เขาถอนหายใจแผ่ว ๆ ฉันทำเป็นทุกอย่างยังปกติ "นี่ของพี่เหรอคะ...มันดูแปลกมาก" เขายื่นมือแตะกล่องเข็มเบา ๆ ราวกับกำลังแตะของมีค่าชิ้นหนึ่ง "ของเก่าครับ" เสียงเขานุ่มแบบคนชอบเล่าเรื่อง "หมอสมัยสงครามใช้กันแบบนี้ครับ...ทำทุกอย่างด้วยมือเปล่า" เขาพูดกับอุปกรณ์เก่า ๆ เหมือนกำลังพูดถึงคนคนหนึ่ง ฉันมองกล่องกำมะหยี่สีกรม ข้างในคือเข็มฉีดยาแก้วใสทั้งแท่ง หัวต่อเข็มเป็นโลหะเงิน มีสเกลสลักบนกระจกเหมือนเจาะลงไปทีละเส้น มันสวยแบบฉันไม่เคยเห็นที่ไหนในโลก "เหมือนของในพิพิธภัณฑ์เลย" พี่ K ก้มลงมองของในมือฉันเหมือนมองของล้ำค่าที่สุดชิ้นหนึ่งในชีวิต "เข็มฉีดยากระจกครับ...ยุคก่อนมีพลาสติก" เขายื่นมือมารับมัน แตะเบามาก เหมือนกลัวว่าถ้าออกแรงนิดเดียว มันจะแตกหรือบาดมือฉัน "สมัยนั้นหมอต้องฆ่าเชื้อด้วยการต้ม ใช้ซ้ำ...ทุกอันมีน้ำหนักเฉพาะตัว" "เวลาจับจะได้ยินเสียงแก้วกระทบโลหะเบา ๆ เหมือนเสียงหัวใจเต้นตอนลุ้นเคสผ่าตัด" ฉันฟังเพลิน ทำไมพี่อธิบายเข็มฉีดยาแล้วดูเซ็กซี่กว่าอธิบายการเย็บแผลอีกร้อยเท่า เขาหัวเราะนิดเดียว เหมือนรู้ว่าฉันกำลังจ้องเขามากกว่าจ้องเข็ม "พี่ชอบมันเพราะ...มันแม่นครับ เวลาจับ มือหมอจะนิ่งกว่าตอนใช้พลาสติก มันบังคับให้เรามีสมาธิจริง ๆ" เงียบไปเสี้ยววินาที...แล้วเขาพูดเหมือนกระซิบ "น่าจะอายุร้อยกว่าปีแล้ว...แต่ยังใช้งานได้" ฉันพยักหน้าแบบคนสนใจใคร่รู้ ชอบในทุกสิ่งที่เขาเล่า "เหมือนบางความรู้สึกนะครับ...เก่าแค่ไหนก็ยังอยู่" น้ำเสียงเขานิ่ง อุ่น แต่มีอะไรบางอย่างค้างอยู่ในหางเสียง ฉันรู้สึกเหมือนโดนเข็มทิ่มกลางอก แวบเดียวเท่านั้น แต่ฉันคิด... พี่หมายถึงแฟนเก่าพี่หรือเปล่า…? ยังไม่ทันได้จมกับคำถามนั้น เขาก็ยื่นเข็มฉีดยาแก้วมาให้ "หนูจับเล่นได้นะครับ...พี่รับประกันว่าไม่บาดมือ" เขาสอดมือทับมือฉันจากด้านหลัง ประคอง กระบอกแก้วพร้อมกัน ฝ่ามือเขาอุ่น ลมหายใจเขาแตะท้ายทอยฉันบาง ๆ ฉันตัวแข็งทื่อเมื่อเขากระซิบใกล้หู "ระวังอย่างเดียว..." ฉันกลืนน้ำลาย "ระวังอะไรคะ" เขายิ้มนิดเดียวแบบโคตรร้าย "ระวังจะเผลอจับผิดแท่งนะครับ...จับเข็มหมอ...หนูจะเจ็บตัว" ฉันก้มมองเข็มหมอที่เขาว่าทันที หน้าร้อนจี๋ เขาหัวเราะเบา ๆ ที่เห็นฉันเลิ่กลั่กเหมือนเด็กโดนจับได้ว่าคิดลามกก่อนหมออีก ดวงตาเขามีประกายบางอย่าง ประกายเดียวกับตอนเขาสอน anatomy แบบจริงจัง ประกายที่ฉันเห็นเมื่อคืนตอนเขากอดฉันแน่นเหมือนกลัวฉันหายไป เขามองเข็มฉีดยาแก้วใส แล้วยิ้มบาง ๆ "พี่ว่ามันสวยดี" พระเจ้า ผู้ชายอะไร มองเข็มเย็บแผลยุคโบราณแล้วใช้คำว่า 'สวย' ได้ และเพราะเขาพูด...ฉันกลับเห็นมันสวยขึ้นมาจริง ๆ เหมือนทุกอย่างที่ผ่านมือเขา ทุกอย่างที่เขามอง ทุกอย่างที่เขาพูดถึงด้วยน้ำเสียงแบบนี้...จะกลายเป็นสิ่งที่มีค่าไปหมด รวมถึงฉันด้วยหรือเปล่า...ฉันยังไม่รู้เลย ฉันเปิดตู้ไม้ เจอสมุด log เก่า ๆ หมึกซีด ลายมือเบี้ยว เหมือนลมหายใจของคนที่ใช้ชีวิตเกินพลังตัวเองมานาน ฉันหยิบเล่มหนึ่งขึ้น อ่านบรรทัดแรก "Resident วันที่ 9 - OR 19 ชั่วโมง/คนไข้หญิง/shock on table 2 ครั้ง..." "ตอนนั้น...น่าจะสิบกว่าวันไม่ได้นอน" เขาพูดเรียบ ๆ แต่ในความเรียบนั้นมันมีรอยแตกอยู่ลึก ๆ รอยที่เขาไม่เคยให้ใครเห็น "แต่ก็ไม่รู้สึกอยากถอยเลยครับ" ประโยคมันสั้น แต่ความหมายมันหนักมากจนฉันต้องเงียบ เพราะอยู่ดี ๆ ฉันก็เข้าใจเขามากขึ้น ผู้ชายที่อ่อนโยน เพราะผ่านความเหนื่อยเกินมนุษย์ ผู้ชายที่สุภาพ เพราะเคยอยู่กับความตายตรงหน้า ผู้ชายที่นิ่ง เพราะเคยร้องไห้มาก่อนหน้านี้จนหมดแรง ผู้ชายที่ระวังใจคนอื่น เพราะใจเขาเองก็เคยพังมาแล้ว แล้วอยู่ดี ๆ ทุกอย่างในห้องนี้ก็กลายเป็นบาดแผลรูปแบบต่าง ๆ ของเขา ที่ฉันสัมผัสได้แต่รักษาไม่ได้ มันทำให้ใจฉันอ่อน เหมือนกำลังเห็นรอยร้าวเล็ก ๆ ในผู้ชายที่พยายามเข้มแข็งให้กับโลก ยกเว้นหัวใจตัวเอง ฉันเดินไปหน้าตู้ปลา มีปลาน้ำเค็มสีฟ้าตัวเดียวว่ายวนช้า ๆ ในตู้กระจก "ตัวเดียวเหรอคะ" "ครับ" เขาตอบ พลางขยับมายืนซ้อนหลังฉันแบบแนบเกิน ไหล่เขาแทบแตะหัวฉัน "มันขี้อาย...เหมือนใครบางคน" หัวใจฉันหยุดเต้นหนึ่งจังหวะ "แต่มันชอบคนสวย หนูลองเอาหน้าไปใกล้ ๆ เดี๋ยวมันออกมาทัก" ประโยคเบา ๆ แต่แทงมากกว่าคำสารภาพรัก เพราะมันทำให้ฉันรู้ว่า เขา 'เห็นฉัน' ในแบบที่ฉันไม่เคยรู้เลยว่ามีใครมองเห็นมาก่อน เขาชี้นิ้วแตะตู้เบา ๆ...แล้วปลาก็ว่ายออกมาจริง ๆ "ชื่อ Sirius ครับ" เขากระซิบชิดข้างหู "ดาวที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้า" ฉันได้ยินเสียงหัวใจตัวเองดังขึ้นมาแบบบ้า ๆ เพราะระยะของเรามันใกล้เกินไป ใกล้จนหัวใจที่ถูกถ่วงจนหน่วงขยับหนีไม่ทัน Stethoscope ที่บอกว่าเขามี 'ความรักแบบลึกซึ้ง' บนผนังอีกด้านคือ Stethoscope แขวนเรียงเหมือนคนสะสมกีตาร์แพง ๆ หลากสี หลากรุ่น แต่ทุกอันสะอาดมากจนสะท้อนเงาใบหน้า ฉันแตะแผ่ว ๆ แล้วถามขำ ๆ "พี่ฟังหัวใจคนเยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ" เขามองฉัน ยิ้มมุมปากนิดเดียว แบบคนที่รู้ว่าฉันเขิน "ตอนนี้...ของหนูก็ดังอยู่ใกล้มือพี่นะครับ" ฉันขาอ่อนเฉียบพลัน เหมือนโดนแตะหัวใจตรงปุ่ม on/off พี่ K เล่นกับฉันแบบนี้...แบบที่ทำให้ฉันแพ้ทั้งที่เขาไม่ต้องพยายามอะไรเลย หัวใจฉันล่นลงไปที่พื้น ไม่ใช่เพราะหยอด แต่เพราะเขาจำจังหวะหัวใจฉันได้ ทั้งที่เขาไม่เคยบอกสถานะกับฉันสักคำเดียว ฉันมองฟิล์ม X-ray สีซีด ที่ทำฉันยิ่งอยากค้นหาตัวตนเขา ฉันยกขึ้นส่องไฟ มองไม่รู้เรื่องเลยสักนิด แต่เขาเข้ามายืนข้างหลัง จับข้อมือฉันเบา ๆ พาให้ยกฟิล์มไปมุมที่เห็นชัดขึ้น "นี่...นิ้วหัก" เขาชี้ "นี่...เอ็นขาด" นี่...กระดูกเคลื่อนสวย ๆ" หืมมม...สวย...ฉันขำออกมาเบา ๆ หมออะไรใช้คำว่า 'สวย' กับกระดูกหัก เขาหัวเราะในลำคอ เสียงต่ำมาก "ในสายหมอ...แบบนี้เรียกว่าสวยครับ" และตอนนั้นเอง...ฉันรู้สึกชัดมากว่า ฉันปลื้มผู้ชายคนนี้มากกว่าเดิมอีก มากกว่าเมื่อเช้า มากกว่าตอนเขาอธิบาย anatomy มากกว่าตอนเขาเข้าใกล้ฉันทุกครั้ง แล้วตอนเขาจับข้อมือฉันพาดฟิล์ม X-ray ฉันก็รู้แล้วว่า... มันไม่ใช่แค่ความหวั่นไหว มันคือความรักที่กำลังเติบโต...ทั้งที่ไม่ควรเลย เขาพูดเรื่องกระดูกหักว่า 'สวย' ฉันกลับรู้สึกว่า เขากำลังอธิบายหัวใจตัวเองอยู่เหมือนกัน กระดูกหักที่จัดเรียงใหม่ได้ แต่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เหมือนเขา เหมือนฉัน เหมือนความสัมพันธ์นี้ แม้ว่าเขาจะยังไม่เคยเรียกฉันว่าแฟน แม้ว่าเขาจะยังรับสายผู้หญิงคนนั้น แม้ว่าเขาจะยังไม่พร้อมให้สถานะกับฉันเลยสักครั้ง แต่ฉันกลับยืนอยู่ท่ามกลางทุกอย่างที่เล่าเรื่องราวของเขา และรู้สึกเหมือนกำลังหลงลึกลงไปในโลกของผู้ชายที่ไม่ได้เป็นของฉัน...นั่นคือความจริง ตอนพระอาทิตย์ตก เขาบอกให้ฉันเอาผ้าทุกอย่างมาซักรวมกัน เสื้อฉันยับยู่ยี่ กระโปรงก็เลอะจาก...อ่า...คราบขาว ๆ ร่องรอยแห่งรักที่เขาฝากไว้บนเส้นใยผ้า ชุดชั้นในที่มีสภาพพอ ๆ กัน ฉันถือไว้แล้วยืนลังเล มันโคตรน่าอาย แต่เขาไม่พูดอะไรเลยสักคำ "หนูซักเองได้ค่ะ" ฉันชิงพูดแบบอยากซ่อนตัวเข้าตู้เสื้อผ้า เขาหันมามองแค่เสี้ยววินาที แล้วพูดนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ แต่น้ำเสียงฟังดูแบบกึ่งบังคับ "เอาใส่มาครับ พี่ซักทีเดียว" ค่ะพี่...อนาคตพ่อของลูกคือแบบนี้ใช่ไหม ฉันเขินจนไส้บิดไปถึงชั้นสตราโทสเฟียร์ ผู้ชายอะไร...อ่อนโยนกับเรื่องที่ผู้หญิงไม่กล้าพูดที่สุด แต่ในเรื่องสถานะ เขากลับเงียบที่สุด แล้วเขาก็พูดอะไรที่ควรผิดกฎหมายใน 47 ประเทศ "คืนนี้หนูจะใส่ของพี่ไปก่อน เขาเหลือบมอง ซ่อนยิ้ม ฉันรู้เลย เขาพยายามที่จะไม่ยื่นมือมาจับตัวฉัน "หรือจะแก้ผ้านอนดีครับ" คิ้วเขากระตุกเหมือนคนกำลังยับยั้งสัญชาตญาณดิบของตัวเอง "หรือถ้าจะให้พี่ไม่ต้องตั้งสติ...ก็แก้ผ้านอนเลยครับ" ฉันแกล้งเอาผ้าขนหนูฟาดไหล่กว้างไปเบา ๆ จริง ๆ คือแพ้ที่คิดคำโต้คารมไม่ทัน เขินจนหน้าแดงเหมือนโดนเผา แต่เขากลับพูดเสียงนิ่ง "เวลาหนูเดินในเสื้อพี่แบบนี้" เขาหายใจเข้าลึก ๆ "พี่ต้องตั้งสติเยอะมากนะครับ" พี่มันผัวชั่วคราวโหมดพังระบบประสาท ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงถูกประกอบจากเสน่ห์ทุกชนิดบนโลก แบบที่ใครอยู่ใกล้ก็แพ้ใจอยู่ร่ำไป ตลกดีนะ คนเราจะ 'ใจดี' กับเราได้มากขนาดนี้ แต่ไม่ยอม 'อยู่กับเรา' แบบชัดเจน ฉันเดินออกมาจากห้องน้ำ ผมยังเปียก หน้าแดงจากแอร์ ขาเปล่า เสื้อลงมาปิดสะโพกนิดเดียว พี่ K ชะงัก เหมือนลมหายใจเขาขาดไปหนึ่งวินาที "แบบนี้...พี่ไม่ชัวร์นะครับ ว่าคืนนี้จะนอนได้จริง" คำว่า ไม่ชัวร์ ของเขาคือฉันเสียววาบตรงกลาง มันหมายถึงเขาบอกเป็นนัย ๆ เตรียมตัวรับศึกหนักได้เลย เขาเดินเข้ามา ยื่นผ้าขนหนูให้ เช็ดผมให้ช้า ๆ แบบใจเย็นที่สุดในโลก "อย่าเดินเท้าเปล่า มันจะป่วยครับ" มือเขาอยู่บนหัวฉัน แต่หัวใจฉันอยู่ในมือเขาแล้วเรียบร้อย หลังเช็ดเสร็จ เขาหยิบไดร์มาเป่าให้ ไล่จากโคนผมลงมาช้า ๆ นิ้วแตะโดนต้นคอฉันเบา ๆ จนขาอ่อน แต่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ "พี่...ไม่ต้องทำให้หนูขนาดนี้ก็ได้ค่ะ หนูเกรงใจ" เขาหยุดไดร์ นิ้วเกลี่ยแก้มฉันเบา ๆ เหมือนแตะอะไรที่กลัวจะแตกสลายหายไปในอากาศ "พี่ทำเพราะอยากทำครับ ไม่ใช่ให้ใครเกรงใจ" โอ๊ย...หัวใจฉันจะหล่น ไม่มีผู้ชายดี ๆ แบบนี้อยู่ในโลกที่ฉันอยู่มาก่อนเลย แล้วอยู่ดี ๆ เขามานั่งเช็ดผมฉันแบบนี้ ฉันแพ้แบบลืมทุกสิ่งเมื่อตอนเช้าไปเลย พอผมแห้ง เราไปนั่งดูมุมกรุงเทพฯยามค่ำคืนที่โซฟา เขาปิดไฟ เหลือแค่โคมไฟสีอุ่น บรรยากาศมันนุ่มจนหัวใจฉันเหมือนจะละลายในแก้ว K-brew ฉันนั่งชิดเขาโดยไม่รู้ตัว ไหล่แตะไหล่ ขาแตะขา หัวใจแตะหัวใจ แม้เราไม่ได้พูดมันออกมา ฉันทอดสายตาไปยังแสงไฟจากเมืองใหญ่ คิดวนเวียน เรื่องพ่อ เรื่องแม่ เรื่องเรียน งาน เงิน ความเหนื่อยที่ต้องดิ้นรนคนเดียว ใจวูบเมื่อนึกถึงข้อความจาก 'หมูน้อย' ทั้งหมดบีบอัดใจฉันจนปวดหน่วง แล้วจู่ ๆ น้ำตาฉันก็หยดลงบนแขนเขา เขาหันมามองทันที แต่ไม่ตกใจ ไม่ถาม ไม่เร่งให้พูด เขาแค่ดึงฉันเข้าหา ให้หัวฉันพิงอกเขาเต็ม ๆ อ้อมแขนเขารัดฉันไว้เหมือนโลกทั้งใบกำลังปกป้องฉันอยู่เดียว เขาพูดช้า ๆ เสียงทุ้ม อุ่น ลึก เหมือนผ้าห่มไฟฟ้าที่โอบทั้งร่างฉันไว้ "ไม่ต้องเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้นะครับ หนูเหนื่อยมานานแล้ว" ทุกคำเหมือนมีมือมาบีบหัวใจฉันเบา ๆ แล้วน้ำตาฉันก็ไหลทันที แบบหยุดไม่ได้ ฉันเอาหน้าซุกอกเขา ร้องไห้เหมือนเสียงที่เก็บไว้หลายปีมันทะลักออกมาทีเดียว เขาไม่พูดเยอะ ไม่ถาม ไม่กดดัน ไม่บอกให้หยุดร้อง มือใหญ่อบอุ่นแค่ลูบผมฉัน...ช้า ๆ สม่ำเสมอ เหมือนกำลังปลอบเด็กที่ขาดอ้อมกอดมานานเกินไป มือของหมอ ช่างเหมือนสัมผัสของคนที่ไม่อยากให้ฉันเจ็บเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ฉันสั่นนิด ๆ เขากอดแน่นขึ้นอีก ซุกหน้ากับแผงอกกำยำใต้เสื้อยืดพอดีตัวสีขาว อกแน่น ๆ กับอ้อมกอดจากท่อนแขนแกร่ง...มันช่างพอดี อุ่น ปลอดภัย และทำฉันร้องไห้เหมือนโลกหยุดหมุน ฉันไม่รู้ว่าร้องไห้ไปกี่นาที รู้แค่ว่าตอนเงยหน้าขึ้นมา แขนเขายังอยู่ที่เดิม มือใหญ่ยังลูบผมฉัน ช้า ๆ อุ่น ๆ เหมือนจังหวะหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะใต้แก้มฉัน "ง่วงหรือยังครับ" ฉันส่ายหน้า เพราะยังอยู่แบบนี้ไปอีกสักนิด...ในอ้อมกอดอุ่น...อ้อมกอดที่เคยเป็นของคนอื่นมาก่อน แต่ตอนนี้มันเป็นของฉัน ฉันกำลังกอดผู้ชายที่อาจกำลังคิดถึงคนอื่น แล้วหัวใจฉันก็ยิ่งจมลึกกว่าเดิม ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรหวัง แต่ร่างกายฉันกำลังหวังแทนสมองไปแล้ว "ดูหนังกันไหม" เขากระซิบชิดขมับที่เต้นตุบ ๆ คำว่า 'ดูหนัง' ที่ออกจากปากเขา ทำฉันคิดดีไม่ได้เลย ฉันเงยหน้าขึ้นไปมอง แววตาซ่อนความเลิ่กลั่กไว้ไม่มิด "หนังอะไรคะ" เขาหัวเราะในลำคอ ไม่พูด แต่ทำในสิ่งที่ฉันต้องตกใจ สองแขนผวากอดลำคอแกร่งไว้แน่น เขาอุ้มฉันแบบไม่ทันตั้งตัว เดินตรงไปในห้องนอนที่มีเพียงแสงไฟสลัว บรรยากาศที่ทำภาพคืนก่อนแล่นมาในหัวแบบชัดมาก เขาวางฉันลงบนเตียง แล้วกดรีโมต กำแพงสีขาวตรงหน้า...ก็สว่างขึ้น ภาพโปรเจ็กเตอร์สีอุ่นฉายเต็มผนัง เหมือนเราสองคนย้ายมาอยู่ในโรงหนังส่วนตัวที่เงียบที่สุดในโลก "พี่เปิดอะไรเบา ๆ ให้ดู จะได้ไม่คิดมาก" แค่ประโยคนี้ ฉันอยากร้องไห้อีกรอบ ฉันพยักหน้า เพราะพูดไม่ไหวจริง ๆ เขากวาดหาหนังอย่างใจเย็น สไลด์ช้า ๆ เหมือนคนอยากให้ฉันเลือก แต่ก็พร้อมจะเลือกแทนเสมอ "หนังรักนะครับ...จะได้ไม่หนักเกินไป" ฉันไม่รู้ว่าหนังเรื่องอะไรด้วยซ้ำ รู้แค่ว่าเสียงกีตาร์เบา ๆ กับภาพสีหวาน ๆ บนกำแพงมันทำให้ใจฉันอ่อนยวบไปหมด ฉันขยับตัว เขาดึงฉันกลับไว้บนอก แขนเขารัดเอวฉันไว้แบบเนียน ๆ "นอนตรงนี้ครับ" เสียงเขานุ่มจนฉันใจล่องลอยไปถึงอวกาศ นอนเบียดเขา กอดเขา ซุกหัวกับอกเขา เหมือนร่างกายมันรู้เองว่า 'ตรงนี้ปลอดภัยมาก' อกเขากว้าง อุ่น และเต้นสม่ำเสมอ ฉันรู้สึกเหมือนโลกมันเหลือแค่เราสองคนกับลมหายใจของเราที่ผ่อนออกมาเบา ๆ แขนเขาโอบฉันไว้ นิ้วเขาลูบผิวฉัน เบา นุ่ม ละมุน แต่ละลายกว่าโดนจับจริงเมื่อคืนก่อนอีก ทำไมหมอคนนี้ถึงทำให้ทุกสัมผัสเหมือนยาสลบแบบนี้ คิดพลางเงยหน้ามองเขาแบบไม่ตั้งใจ เขามองกลับลงมาพร้อมรอยยิ้มอ่อนที่สุดในชีวิตของฉัน "ดีขึ้นไหมครับ" "ค่ะ..." ฉันตอบเบา ๆ เขาใช้นิ้วเกลี่ยปอยผมออกจากแก้มฉัน สัมผัสเบาจนเหมือนกลัวฉันแตกเป็นผง "ร้องไห้ได้ครับ...ไม่ต้องฝืน พี่อยู่ตรงนี้ทั้งคืน" ฮืออออออ ใครสอนให้ผู้ชายพูดแบบนี้กับคนที่กำลังแตกสลาย ทำไมมันอุ่นจนหัวใจฉันยวบไปหมด สักพักเขาหยิบผ้าห่มมาคลุมตัวฉัน ดึงฉันเข้าอกตัวเองมากขึ้น มันเหมือนฉันโดนกอดทั้งหัวใจ ฉันกระซิบเบา ๆ เหมือนคนกลัวถูกทิ้ง "พี่...ไม่เบื่อเหรอคะ ดูหนังแบบนี้" เขาก้มมากระซิบเหนือขมับฉัน เสียงลึกแบบที่สะกิดไปถึงปลายเส้นประสาท "พี่ไม่เบื่อครับ...พี่แค่ไม่อยากปล่อยหนูเลย" ฉันตายคาเตียงโดยที่ไม่ต้องมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง โดนแท่งคำหวานเสียบกลางอกโดยไม่ต้องถอดเสื้อผ้า ฉันขยับเข้าไปอีกนิด หน้าแนบอกเขา ขาฉันพาดขาเขาแบบไม่ได้ตั้งใจ แต่เขาไม่ถอย กลับเกร็งเบา ๆ เหมือนกำลัง 'คุมตัวเอง' เราดูหนังด้วยกัน แต่จริง ๆ ฉันแทบไม่ได้ดูเลยสักฉาก ดูไม่รู้เรื่องเพราะฉันมัวโฟกัสแต่ผู้ชายที่กอดฉันไว้ แสงสีอุ่นจากโปรเจ็กเตอร์สะท้อนบนผิวเขา บนแก้มฉัน บนผ้าห่ม บนมือที่กอดฉันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ บนนิ้วสวย ๆ แต่สะอาดจนฉันอาย เหมือนเขาไม่อยากให้ฉันขยับไปไหนทั้งนั้น พอสายตาเริ่มมัวเพราะง่วง ฉันได้ยินเขาก้มลงมากระซิบที่หน้าผากฉัน "หลับเถอะครับ" เสียงเขาเหมือนยาสลบของหมอ ที่กำลังเอามากล่อมประสาทคนไข้ ฟังปุ๊บ สติจะหายปั๊บ ฉันงึมงำ "พี่จะอยู่ตรงนี้เหรอ..." เขาจูบหน้าผากฉันอีกครั้ง เบามาก แต่เบาที่ทำให้ใจฉันหยุดเต้นหนึ่งจังหวะ "พี่ไม่ไปไหนครับ" แขนเขารัดตัวฉัน ฉันซุกหน้าเข้าซอกคอเขา สูดกลิ่นเขาเหมือนเป็นยาให้หลับ เสียงหัวใจเขาเต้นนิ่ง ช้า...มั่นคง เหมือนกำลังร้องกล่อมฉันอยู่ในอกแกร่ง ฉันกุมเสื้อเขาเบา ๆ กลัวหลุดมือ กลัวเขาหาย กลัวตื่นมาแล้วเขาจะไม่อยู่ เหมือนรู้ เพราะเขากดริมฝีปากลงบนผมฉัน แล้วพูดช้า ๆ เหมือนสัญญา "นอนเถอะครับ...หนูปลอดภัยแล้ว" ฉันหลับตา แต่ใจยังไม่หลับ คิดไปถึงตอนเขาชงกาแฟให้ สั่งข้าวให้กิน ล้างจาน ซักผ้าให้ เช็ดผม ฉันร้องไห้ เขากอด ฉันสั่น เขาเปิดหนังให้ดู ฉันพิงอกเขาทั้งคืน ทุกอย่างมันอุ่น ปลอดภัย นุ่ม ละมุน เหมือนฉันเป็นคนเดียวในโลกของเขา แต่พอคิดถึงเสียงปลายสายเมื่อเช้า หัวใจฉันก็หน่วงจนเจ็บขึ้นมาอีกครั้ง ฉันไม่ได้ร้องเพราะหนังเศร้า ฉันร้องเพราะ...ฉันกำลังตกหลุมรักผู้ชายที่ไม่ได้จับฉันไว้ตั้งแต่แรก แต่เขาก็ยังพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำฉันออกไปจากตรงนี้ไม่ได้ 'พี่ไม่ไปไหนครับ' มันคือคำสัญญาชั่วคราว แต่มันอุ่นพอจะทำให้ฉันลืมว่า เขาเคยอุ่นแบบนี้...ให้ใครมาก่อนฉัน และคืนนี้ ฉันก็ยังเลือกจะนอนในอ้อมแขนเขา ทั้งที่รู้ว่าพรุ่งนี้ หัวใจฉันอาจต้องเก็บเศษตัวเองขึ้นมาทีละชิ้นอีกครั้ง ฉันยังซุกหน้าอยู่บนอกเขา ลมหายใจเขายังอุ่น ฝ่ามือเขายังลูบผมฉันด้วยจังหวะเดิม เหมือนอยากให้ฉันสงบ เหมือนอยากให้ฉันหยุดร้อง เหมือนอยากให้ฉันรู้ว่า...ฉันปลอดภัย ฉันเงยหน้าขึ้นอย่างลังเล อยากมองหน้าเขา อยากเช็กให้ชัดว่าฉันคิดไปเอง หรือเขายังอยู่ตรงนี้จริง ๆ พี่ K มองลงมา ยิ้มบาง ๆ อ่อนโยนจนแทบทำให้ฉันสลายเป็นไออุ่นไปในอ้อมแขนเขา แต่ในวินาทีถัดมา ฉันเห็นมัน... แววตาที่สวยที่สุดของเขา แต่ซ่อนอะไรบางอย่างไว้ลึกมาก ลึกจนฉันรู้สึกเหมือนถูกดึงลมหายใจออกจากปอด มันเป็นแววตาที่...อ่อนโยน แต่ไม่กล้าให้คำสัญญา อบอุ่น แต่ถอยหลังห่างหนึ่งก้าวในใจ รักได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ อยากอยู่ แต่อยู่ไม่ได้ในแบบที่ฉันต้องการ มันคือแววตาของผู้ชายที่กำลังพูดว่า 'อย่ารักพี่จนเกินไปนะครับ' โดยไม่ขยับปากแม้แต่นิดเดียว ยิ่งเขายิ้ม ยิ่งเจ็บเหมือนถูกกรีด ฉันพยายามตีความว่าเขาแค่เหนื่อย แค่ล้า แค่เพลียจากงาน แค่เครียดเรื่องปลายสาย แต่ฉันรู้ ฉันรู้ดีมาก เพราะหัวใจของผู้หญิง...มันแปลภาษาน้ำเสียงไม่ได้ แต่แปลภาษาของดวงตาออกเสมอ เขาลูบแก้มฉันเบา ๆ ยิ้มแบบที่ทำให้ฉันละลายตั้งแต่วันแรก ยิ้มที่ใคร ๆ ก็อยากเป็นเจ้าของ แต่ตอนนี้มันกลับทำฉันเจ็บจนอยากขยับหนี "หายเศร้ายังครับ" เสียงเขานุ่มเหมือนเดิม แต่แววตาเขา...ไม่ได้ถามคำถามเดียวกันเลย ตาของเขาถามว่า 'หนูไหวไหม ถ้าต้องรู้ว่าพี่อาจไม่อยู่กับหนูแบบที่หนูหวัง' ฉันพยายามยิ้มตอบ ยิ้มแบบคนพยายามไม่ร้องอีกรอบ แล้วพยักหน้า เขามองฉันนานกว่าปกติ เหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง...บางอย่างที่เขาไม่กล้าพูด เพราะมันอาจทำร้ายฉัน หรือทำร้ายตัวเขาเอง ริมฝีปากเขาขยับนิดหนึ่ง เหมือนจะเอ่ยคำสารภาพ คำอธิบาย หรือคำเตือน แต่สุดท้ายเขาก็เก็บมันกลับเข้าไป เหมือนคนกลืนอะไรแข็ง ๆ ลงคอทั้งที่มันเจ็บ เขายิ้มอีกครั้ง...ยิ้มแบบที่อ่อนที่สุดในโลก ยิ้มที่บอกว่าเขาอยากอยู่กับฉัน ณ ตอนนี้ แต่ไม่ข้ามเส้นที่อาจทำฉันเจ็บในวันหน้า ยิ้มที่บอกว่า...'พี่ชอบหนู แต่พี่กลัวจะทำหนูเสียใจ' ฉันยิ้มตอบ ทั้งที่ในอกเจ็บจนปวดไปทั้งแผง แต่ฉันทำได้แค่นั้น เพราะเขาคือคนที่ฉันอยากเก็บรักษาไว้ แม้จะเก็บไว้ในแบบที่เจ็บก็ตาม ฉันหลับไปในอ้อมกอดเขา ที่อบอุ่นกว่าผ้าห่มทุกผืนบนโลก เขาดึงผ้าห่มคลุมให้ฉัน กดริมฝีปากลงบนหน้าผากฉันแผ่ว ๆ เหมือนกลัวทำฉันแตกสลาย แล้วกระซิบเบามาก เบาจนเหมือนไม่ได้ตั้งใจให้ฉันได้ยิน "อย่ารักพี่มากไปกว่านี้เลย..." ฉันสะดุ้งเล็กน้อย ทั้งที่ทำเป็นหลับอยู่ แต่มือเขากลับลูบผมฉันต่อ เหมือนกลัวฉันจะหนีไปจริง ๆ เขากอดฉันแน่นขึ้นนิดเดียว เหมือนกำลังขอโทษ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักอย่าง ฉันหลับไปในอ้อมแขนเขา ด้วยหัวใจที่รู้ว่า คืนนี้เขาอยู่กับฉัน แต่แววตาเขา...ยังติดอยู่ที่ ๆ ฉันไปไม่ถึง ...... ขอใจคนที่อ่านแล้วแบบโคตรโดนแทงกลางอกหน่อยครับ "เหี้ย...กูก็เคยเป็นผักกาด" "เจ็บแบบนี้แหละที่ติด" "ผู้ชายแบบพี่ K มีจริง แต่มันไม่เคยเป็นของเรา" ต่อ

ฉันหลับตา แต่ใจยังไม่หลับ คิดไปถึงตอนเขาชงกาแฟให้ สั่งข้าวให้กิน ล้างจาน ซักผ้าให้ เช็ดผม ฉันร้องไห้ เขากอด ฉันสั่น

เขาเปิดหนังให้ดู

ฉันพิงอกเขาทั้งคืน

ทุกอย่างมันอุ่น ปลอดภัย นุ่ม ละมุน เหมือนฉันเป็นคนเดียวในโลกของเขา

แต่พอคิดถึงเสียงปลายสายเมื่อเช้า หัวใจฉันก็หน่วงจนเจ็บขึ้นมาอีกครั้ง

ฉันไม่ไ...

เข้าสู่ระบบและอ่านต่อ