บทที่ 6 เรามีกันแค่สองคน

อาการป่วยของผู้เป็นมารดาแย่ลงเรื่อยๆ ในทุกๆ วัน... โรคร้ายอย่างมะเร็งปอดระยะสุดท้ายกัดกินร่างกายของนิตราจนซูบผอม แพทย์เจ้าของไข้ทำได้เพียงแจ้งข่าวร้ายสะเทือนใจว่า เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกไม่เกินสองเดือนเท่านั้น

“ไม่มีทางอื่นรักษาแม่ได้เลยเหรอ... มุก”

เช้าวันต่อมา แทนคุณเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความห่วงใย ขณะนั่งปรับทุกข์อยู่กับเพื่อนสาวที่ลานม้านั่งใต้ร่มไม้ มุกสลิลสบตาเขาด้วยแววตาหม่นแสง หยาดน้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าสงสาร

“ไม่มีทางอื่นแล้วว่ะแก... นอกจากการฉีดคีโมประคับประคองไปวันๆ”

“งั้น... เย็นนี้ฉันขอไปเยี่ยมแม่แกนะ”

“เฮ้ย! ไม่เป็นไรหรอกแก... แกก็แวะไปเยี่ยมตั้งหลายครั้งแล้วนะ” มุกสลิลรีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจ

“ไม่เป็นไรได้ไง ตอนนั้นฉันยังไม่รู้นี่หว่าว่าน้านิดป่วยเป็นอะไร” แทนคุณย้ำเสียงหนักแน่น สายตาคมเข้มทอดมองเธอด้วยความอบอุ่นประเล้าประโลม

“ก็ได้ๆ... แต่คืนนี้ฉันคงไม่ได้ไปงานวันเกิดพี่ต้นแล้วล่ะ” มุกสลิลถอนหายใจยาว

“ไม่เป็นไรหรอกน่า... ยังไงแกก็พิมพ์ข้อความอวยพรเขาไปแล้วนี่”

“หืม... แกเห็นด้วยเหรอ” เด็กสาวเลิกคิ้วมองเพื่อนรัก

“เห็นสิ ฉันเห็นแกลงอวยพรในเฟซบุ๊กเขา ฉันก็เลยเข้าไปกดพิมพ์อวยพรต่อจากแกนั่นแหละ” แทนคุณระบายยิ้มจางๆ ซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ภายใต้ท่าทีสบายๆ

หลังเลิกเรียนในเย็นวันนั้น มุกสลิลพาแทนคุณเดินทางไปเยี่ยมอาการของมารดาที่โรงพยาบาล ก่อนเข้าห้องพัก มุกสลิลโทรศัพท์หาพ่อเลี้ยงเพื่อแจ้งว่าเย็นนี้เธอจะเป็นคนคอยเฝ้าไข้มารดาเอง

“แกจะกลับแล้วเหรอแทน”

เมื่อคุยสายเสร็จ มุกสลิลเห็นร่างสูงของเพื่อนสนิททำท่าเหมือนจะเดินออกจากห้องพักฟื้น จึงเอ่ยถามขึ้น

“เปล่าซะหน่อย... ฉันจะลงไปหาซื้อข้าวเย็นขึ้นมากิน แล้วก็ซื้อเผื่อแกด้วย” แทนคุณหันกลับมาตอบพร้อมรอยยิ้ม

“เฮ้ย! ขอบใจนะแก... แต่ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้” มุกสลิลบอกด้วยเกรงใจ

“ลำบากอะไรกันเล่า! เอาเถอะ... มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง!”

ไม่นานนัก แทนคุณก็หิ้วถุงอาหารพะรุงพะรังเดินกลับเข้ามาในห้อง ทั้งสองช่วยกันแกะใส่จานเตรียมไว้ นั่งลงข้างๆ กันอย่างใกล้ชิด กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนร่างของมุกสลิลลอยมากระทบจมูกชายหนุ่มจนอกแกร่งไหวระริก ในจังหวะนั้นเอง นิตราก็ค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นพอดี แทนคุณจึงรีบยกจานข้าวต้มอุ่นๆ ส่งให้มุกสลิลนำไปป้อนผู้เป็นแม่

“แทน... มานานแล้วเหรอลูก” น้ำเสียงของนิตราโรยแรง

“สวัสดีครับน้านิด ผมมาพร้อมไอ้มุกครับ” แทนคุณยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม

“น้าขอบใจแทนมากนะลูก... ที่แวะมาเยี่ยมน้าบ่อยๆ”

“ไม่เป็นไรเลยครับน้านิด ผมอยู่หอก็เบื่อๆ ไม่รู้จะทำอะไร”

“แล้ว... แม่สบายดีไหมแทน”

“สบายดีครับน้านิด”

หลังจากทานข้าวและกินยาเสร็จเรียบร้อย นิตราก็เคลิ้มหลับไปอีกครั้งด้วยความเพลีย แทนคุณและมุกสลิลจึงย้ายมานั่งทานข้าวด้วยกันที่มุมห้อง บรรยากาศเงียบสงบยามค่ำคืนคละคลุ้งไปด้วยกระแสความผูกพันอันซาบซ่าน

“คืนนี้ฉันจะนอนเฝ้าแม่” มุกสลิลเอ่ยขึ้นเบาๆ ทำลายความเงียบ

“แกจะกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านก่อนไหมล่ะ เดี๋ยวฉันดูแลแม่แกให้เอง” แทนคุณเสนอตัวทันที

“ไม่เอาหรอกแก... กลับหอไปพักผ่อนเถอะ”

“เฮ้ย! จะมาเกรงใจอะไรกันวะ ฉันกลับหอไปก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว”

มุกสลิลจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของเพื่อนสนิท สัมผัสได้ถึงความจริงใจและไออุ่นที่แผ่ออกมา เธอเริ่มรู้สึกเหนอะหนะตัวจากคราบเหงื่อไคลจริงอย่างที่เขาว่า จะหวังพึ่งให้พ่อเลี้ยงมาเปลี่ยนเวรก็คงยาก

“ก็ได้... งั้นเดี๋ยวฉันรีบไปรีบมานะ”

เมื่อมุกสลิลกลับมาถึงบ้าน เธอกลับสวนทางกับวรภพที่กำลังเดินเข้าบ้านมาพอดี พ่อเลี้ยงหนุ่มผู้พบรักกับมารดาของเธอได้เพียงปีเศษ เขาอายุน้อยกว่าแม่เกือบสิบปี ปัจจุบันวรภพอายุ 37 ปี ส่วนมารดาของเธออายุ 43 ปี มุกสลิลจึงเรียกเขาว่าคุณอามาโดยตลอด

“วันนี้อากลับช้าไปหน่อย พอดีทำโอทีน่ะ... หนูมุกไปเยี่ยมแม่มาแล้วเหรอจ๊ะ” วรภพเอ่ยถาม นัยน์ตาของชายหนุ่มกวาดมองเรือนร่างสะพรั่งในชุดนักศึกษาของลูกเลี้ยงสาวด้วยสายตาที่ซ่อนความนัยบางอย่าง

“ค่ะ... มุกเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาล แต่เย็นนี้อาภพไม่ต้องไปเปลี่ยนมุกก็ได้นะคะ เดี๋ยวมุกอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็จะกลับไปเฝ้าแม่เอง” มุกสลิลรีบบอก

“เอางั้นเหรอจ๊ะ...” วรภพพยักหน้ารับ รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นเจือความหมายประหลาด

“ค่ะ... งั้นมุกขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ จะได้รีบกลับไปหาแม่”

“เอาสิ...”

และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา... มุกสลิลก็กลายเป็นคนที่ต้องไปนอนเฝ้าคุณแม่ที่โรงพยาบาลทุกคืน โดยที่วรภพไม่เคยโผล่หน้าไปเหยียบที่โรงพยาบาลอีกเลยตลอดร่วมเดือน!

ค่ำคืนอันยาวนานและความเหน็ดเหนื่อยทับถมลงบนบ่าเล็กๆ ของมุกสลิล โดยมีเพียงแทนคุณคนเดียวเท่านั้นที่คอยแวะเวียนมาหา คอยหิ้วขนม มานั่งเฝ้าเป็นเพื่อน และปลอบประโลมยามเธอร้องไห้ ความชิดใกล้ภายใต้แสงไฟสลัวในห้องพักฟื้น กลิ่นกายสาวที่หอมกรุ่นยามแอบอิงไหล่หนา และสายตาห่วงใยของชายหนุ่มที่ทอดมองริมฝีปากอิ่มเอิบ ยิ่งบดบังคำว่าเพื่อนให้พร่าเลือนลงทุกที

กระทั่งเวลาล่วงเลยไปเกือบเดือน... ความรู้สึกที่อัดแน่นจนล้นอก และความปรารถนาที่จะปกป้องดูแลเรือนร่างและหัวใจดวงนี้ ก็ทำให้แทนคุณตัดสินใจที่จะ สารภาพความจริงในใจ ให้เธอได้รับรู้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป