บทที่ 2 #พี่หลามคนจริง EP.1 ขอวอน (1) 2 จบตอน

“อร่อย ดูดิ ไม่กินนี่โคตรพลาด” เขาพูดแล้วคีบปลาหิมะมาไว้ในจานฉัน ก่อนที่จานสุดท้ายจะเอามาเสิร์ฟพร้อมกับขวดเบียร์เป็นอย่างสุดท้าย แล้วฉลามก็หันมามองฉันเหมือนจะอวดอะไร “นิ้ง ดูนี่”

ก่อนที่เขาจะใช้เหรียญห้าบาทเปิดขวดเบียร์ต่อหน้าฉัน

“... โห” ฉันอึ้ง ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยเพราะพี่คะนองพาฉันเข้าร้านเหล้าแค่ไม่กี่ครั้ง แถมเขาก็ยังคอยคุ้มกันฉันตลอด อะไรพวกนี้ฉันเลยไม่ค่อยได้เห็นกับตาเท่าไหร่

“เท่มั้ย” อีกฝ่ายถาม แล้วเขาก็ใส่น้ำแข็งแล้วเทเบียร์ลงใส่แก้ว

“ทำได้ยังไงเหรอ?” ฉันถามด้วยความอยากรู้ แต่เขากลับยักไหล่

“มีแต่คนเจ๋งๆ เท่านั้นที่รู้” ฉันมุ่ยหน้าใส่เขาทันที คนอะไรหลงตัวเองจริงๆ เลย “ลองปะ เบียร์ไม่เหมือนเหล้าหรอก”

“ไม่อ่ะ” ฉันส่ายหน้าทันที “เราไม่กินอยู่แล้ว”

“เออ เราก็ถามไปงั้น ไม่ให้เธอกินหรอก” ฉันทำหน้าเหวอ นี่เขาแกล้งฉันอีกแล้วเหรอเนี่ย “เธอเมาเดี๋ยวมันจะเข้าทางเราไง ไม่ดีนะ”

แต่พอได้ยินแบบนั้นฉันหน้ามานขึ้นมาทันที

ก็เข้าเรื่องแบบนี้ตลอดอ่ะ!

“เราไม่เมาให้ฉลามแกล้งหรอก” ฉันทำหน้าบึ้ง ก่อนที่จะโดนเขาเอาแก้วเบียร์มาชนที่หน้าผากเบาๆ เหมือนหมั่นเขี้ยว

“เมาให้เราอ่ะดีแล้ว” เขาพูดในขณะที่ยกแก้วขึ้นดื่ม ฉันลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆ เพราะเจ็บ ก็เขาตีโดนที่ที่ฉันถูกประตูกระแทกน่ะสิ หัวจะโนรึเปล่าก็ไม่รู้ “ถึงนิ้งจะถูกเราปล้ำแต่เราก็จะรับผิดชอบนิ้งอยู่ดีไง ไม่ดีเหรอ”

“ละ... เลิกพูดไปเลย” ฉันพูดแล้วทำหน้าไม่พอใจใส่เขาแก้อาการขัดเขิน จริงๆ นะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่คำพูดแบบนี้ของฉลามทำให้ฉันรู้สึกเคอะเขิน และไม่รู้สึกว่ามันคุกคามเหมือนช่วงแรกๆ แล้ว

แต่ยังแอบคิดไม่ทันไร ก็ถูกมือข้างที่ไม่ได้จับแก้วของเขายกหน้าม้าขึ้นมา ฉันเบิกตาโตเพราะมันกะทันหันมาก ก่อนที่ฉลามจะลูบตรงที่ฉันเจ็บเบาๆ ด้วยปลายนิ้วโป้ง

“รอยแดงๆ นี่มันอะไรวะ เมื่อกี้เพิ่งเห็น” เขาถาม ในขณะที่ฉันหลบตาหนี

“กะ... ก็” ฉันอึกอัก “ประตูกระแทกเข้าหน้าเราน่ะ ก็เรามัวแต่รอสาย...”

“รอสาย?” เขาเลิกคิ้วเมื่อเห็นว่าฉันไม่ยอมพูดต่อให้จบประโยค ก่อนที่ต่อมาจะทำสีหน้าเข้มขึ้น “รอสายใคร”

“ก็...” ก็สายของเขานั่นแหละ

“ก็อะไร? อึกอักทำไมวะ” เขาคาดคั้น ส่วนฉันก็ทำหน้าตื่น สุดท้ายก็เลยจนใจต้องตอบไปตามความจริง

“ก็สายฉลามนั่นแหละ จะใครอีกล่ะ” ร่างสูงนิ่งไป เขามองหน้าฉันที่หน้าแดงขึ้นมาเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง ก่อนที่ต่อมาจะวางแก้วแล้วยกขวดเบียร์ขึ้นดื่มรวดเดียวทั้งขวด ฉันเบิกตากว้าง ทำท่าจะห้ามเขาแต่ฉลามดุก็วางขวดเบียร์ลงกับโต๊ะซะก่อน

“พูดงี้ก็ดีใจแย่เลยดิ” เขาพูดแล้วโอบไหล่ฉันเข้ามาจนชิดกับตัวเขา “อยากกินไรวันนี้เดี๋ยวเราซื้อให้หมดเลย เคนะ”

“มะ... ไม่จริงอ่ะ” ฉันมุ่นคิ้วเมื่อร่างสูงพูดแบบนั้นอย่างใจป้ำ แล้วฉลามก็ยักไหล่เหมือนไม่สนใจ

“ไม่ต้องเชื่อแต่เดี๋ยวป๋าจัดให้ดู เรียกซื้อเก็บเงินได้ตามสบาย”

ฮือ

[พาร์ท : ฉลามดุ]

“ฉลาม นิ้งอยากกินไอติม”

ผมชะงักเมื่อได้ยินเสียงหวานๆ ของนิ้งดังขึ้นตอนที่เดินดูอะไรเล่นๆ ไปเรื่อยหลังจากกินอะไรเสร็จ ตอนแรกเธอบอกไม่อยากได้ถึงผมบอกว่าอยากจะซื้อให้เธอแค่ไหน ตอนที่เดินดูก็ทำเป็นไม่มองอะไร ผมก็รู้ว่าเธอขี้เกรงใจนะ แต่แล้วไง? ผมเลี้ยงเธอได้หมดอ่ะ แค่ออกปากขอ

“ไอติม?” ผมเลิกคิ้วมองเธอที่เดินนำผมไปใต้ร่มร้านไอติมโบราณข้างหน้า คะนิ้งทำสีหน้าสดใสแบบที่ผมไม่ค่อยเห็น ผมก็เลยก้มหัวเข้าไปใต้ร่มบ้าง แต่เพราะตัวสูงถ้ายืดตัวหัวแม่งก็จะชนร่มผมก็เลยก้มตัวไปเกยคางไว้ที่ไหล่เธอแทน “เอาอันไหน”

“เอากะทิได้มั้ย?” ร่างเล็กเอี้ยวตัวมาขออนุญาตจากผมทางสายตา ผมหัวเราะ มีหันมาขอจากผมด้วย น่ารักว่ะ

“สั่งดิ”

“นิ้งขอกะทิอันนึงนะคะ” เธอคลี่ยิ้มหวานให้ผมแล้วหันไปสั่งทันที ผมเหลือบมองเธอจากทางด้านข้าง พอป้าที่ขายคิดเงินผมก็ชิงจ่ายให้เธอก่อน คะนิ้งชะงักไป เธอหันมาหาผมเหมือนเก้อๆ ตอนที่เดินออกมา “อะ... ขอบคุณนะ”

“เล็กน้อย” ผมยักไหล่ มากกว่านี้ผมก็ซื้อให้ได้ “ไปดูอย่างอื่นเหอะ”

“อื้อ” คะนิ้งพยักหน้าแล้วก็เริ่มกินไอติมเหมือนเด็ก ผมมองเธออย่างเอ็นดู ก่อนที่จะยกแขนขึ้นพาดคอเธอดึงให้เดินไปด้วยกัน

ตอนเดินดูของคะนิ้งก็ทำหน้าตื่นตลอดเวลา เธอเหมือนเด็กที่ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหนมากมาย ผมก็พอเข้าใจ ชีวิตเธอมีแต่เรียน ผมเห็นไม่อยู่ที่ร้านหนังสือก็ในมหาลัย คงไม่ค่อยได้ออกไปรีแล็กซ์ที่ไหนมั้ง

“เราเห็นไอ้นั่นที่ผู้หญิงแม่งชอบใส่กันอ่ะ” ผมชวนเธอคุยพอเห็นร้านขายสร้อยที่พวกผู้หญิงชอบใส่ มันเป็นสร้อยที่ชื่อโช๊คเกอร์ไรสักอย่าง เคยเห็นเจ๊เพทใส่อยู่ แต่ก็สวยดี น่าจะเหมาะถ้านิ้งใส่ “ที่มันเหมือนปลอกคอ”

“ปลอกคอ?” คะนิ้งทำหน้างง ผมก็เลยเกาหัวเพราะอธิบายไม่ถูก

“นั่นไง” ผมพยักเพยิดไปที่ร้านนั้น คะนิ้งชะโงกหน้าเข้าไปดู แล้วเธอก็สั่นหน้า

“เราไม่ชอบใส่สร้อยอ่ะ มันอึดอัด” เธอพูดออกมาตามตรง ผมก็เข้าใจเลยลากเธอเดินออกมา เดินผ่านร้านขายแว่นสายตาคะนิ้งก็หยุดดูนิดหน่อย

“นิ้งใส่แว่นด้วยเหรอ?” ผมถามตอนที่ยืนล้วงกระเป๋ามองเธอเลือก คะนิ้งพยักหน้า ผมก็เลยซน เห็นแว่นกันแดดรูปหัวใจ แม่งจี้ดี เลยเอี้ยวตัวไปหยิบมาแล้วคว้าไอติมออกมาจากมือเธอ นิ้งกินช้าชะมัด มัวแต่เล็มๆ อยู่ได้ “ใส่นี่ดิ”

แต่ก็ช่างแม่ง ผมใส่แว่นกันแดดให้เธอล่ะ

“อะ... อะไรอ่ะ” คนตัวเล็กทำหน้าตกใจแล้วทำท่าจะถอดออก ผมเลยใช้มือข้างที่ไม่ได้ถือไอติมดันมือเธอออก แล้วจัดทรงให้

ขนาดใส่อะไรจี้ๆ งี้ยังดูน่ารักอ่ะ เป็นไปได้ไงวะ

“นิ้งน่ารักว่ะ” ผมพูดไปตามที่คิดตอนที่ผละมือออกให้เธอถอดมันไปวางที่เดิม พอคะนิ้งมองผมหน้ามุ่ยๆ ผมก็หยิกแก้มเธออย่างหมั่นเขี้ยวแล้วเอาไอติมเธอมากัดเล่นด้วยคำนึง คะนิ้งทำตาโตทันที

“ขะ... ของเรานะ” ผมทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “เรากินไปแล้วนะ”

“ช่างดิ ไม่รังเกียจ” เจ้าตัวเล็กของผมหน้าแดงออกมาทันที เธอทำแก้มป่องเหมือนงอนๆ แล้วเดินหนีผม ไม่ยอมเอาไอติมคืนไปด้วย ผมก็เลยส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วเดินตามเธอไป

รู้สึกเหมือนเป็นแฟนกับนิ้งจริงๆ ก็ตอนนี้แหละว่ะ

“ใส่หมวกนี้ดิ น่ารักดี”

“มะ... ไม่เอา” ผมไม่รอฟังที่เธอแย้ง เอาหมวกใส่ให้เธอทันที คะนิ้งมองผมหน้าบูดๆ เหมือนโดนผมแกล้ง

ตอนนี้ผมลากเธอมาที่ร้านขายหมวก ผมเคยแวะมาซื้อที่นี่บ่อยๆ กับไอ้เดี่ยวเพราะชอบใส่หมวกเหมือนกัน มันมีโซนของผู้หญิงด้วย อย่างคะนิ้งต้องเหมาะกับสีขาวไม่ก็ชมพู

แต่เพราะโซนผู้หญิงมันอยู่ด้านใน พอเธอเผลอผมก็เลยจับปีกหมวกให้มันลงมาปิดหน้าเธอจนคะนิ้งร้องออกมาเหมือนตกใจ

“อะไรอ่ะฉลา... อื้อ” ผมใช้จังหวะที่เธอเผลอเอียงหน้าลงไปจูบเธอทันที คะนิ้งตกใจ เธอพยายามดันผมออกแต่ผมก็คว้าไหล่เธอเอาไว้แน่น แล้วจูบเธอซ้ำๆ

ผมไม่ได้จูบเธอมาหลายวันล่ะ ขอหน่อย

“ซื้ออันนี้ให้นะ” ผมพูดกับเธอตอนที่ผละออกแล้วดึงหมวกออกจากหัวเธอด้วย คะนิ้งจับหัวตัวเอง หน้าของเธอแดงจัดไปจนถึงคอ คนตัวเล็กงึมงำเบาๆ ว่าขี้โกงตอนที่ผมฉีกยิ้มให้เธอ

“เราไม่เอา” เธอปฏิเสธทันที

“อยากโดนจูบอีกไง?” ผมก็เลยถามหน้าตาย คะนิ้งทำตาโตทันที

“ฉลามอ่ะ” เธอไม่รู้จะเถียงผมกลับไปยังไงเพราะผมเลื่อนหน้าไปหาเธอแล้ว ร่างเล็กเม้มปากทันทีเพราะกลัวว่าผมจะจูบเธออีก ผมก็เลยแกล้งเธออีกหน่อย แต่ต่อมาก็ถูกคะนิ้งที่คว้าหมวกใกล้ๆ เอาหมวกมาบังปากเธอเอาไว้ได้

ผมหัวเราะออกมาเลย น่ารักดี

“รอดได้แค่ตอนนี้แหละ” ผมชี้หน้าเธออย่างคาดโทษ คะนิ้งทำหน้ามุ่ยทันทีตอนที่เดินตามผมต้อยๆ แล้วรอผมจ่ายเงิน ผมท้าวแขนกับเคาน์เตอร์ ตอนที่หันไปมองเธอก็หลบตาผมทันทีจนผมต้องแอบยิ้มอยู่คนเดียว

พอจ่ายเสร็จผมก็จูงมือเธอเดินกลับรถ ผมจอดไว้ไม่ไกลมาก ว่าจะขับพาเธอไปกินลมเล่นแถวๆ นี้ เพราะคะนิ้งไม่หิวอะไร ผมก็ไม่อยากบังคับเธอ

คราวนี้ตอนที่ขึ้นรถคะนิ้งรีบอ้อมมานั่งข้างหลังผมทันทีเหมือนกลัวว่าผมจะจับเธอมานั่งข้างหน้าอีก โชคดีที่วันนี้เธอใส่กระโปรงที่เรียกว่าอะไรนะ พลีทปะ ที่แม่งมีจีบรอบ มันดูขึ้นง่ายดี คนตัวเล็กนั่งแบบยกตัวขึ้นนั่งเฉยๆ ไม่ได้คร่อม ผมเลยต้องขับช้าลงหน่อยเพื่อประคองเธอ

“อยากไปไหนอีกปะ?” ผมถามตอนที่ออกตัวรถ พอเห็นว่าเธอไม่ตอบผมก็เลยแกล้งขับเร็วจนคะนิ้งร้องออกมาแล้วคว้าชายเสื้อของผมไว้

“มะ... ไม่ไปไหนแล้ว” เธอตอบผมออกมาจนได้ ผมก็เลยพยักหน้าตอนที่ขับปาดหน้าเเซงรถแท็กซี่ คะนิ้งตีไหล่ผมทันที “นิสัยไม่ดี”

“อะไร ก็อยากกลับไม่ใช่ไง?” ผมอ้างหน้าด้านๆ แล้วเธอก็ทำเสียงขึ้นจมูกใส่

“ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ เถียงตลอดอ่ะ” ผมมองทางกระจกมองหลัง แล้วก็เห็นว่าเธอทำหน้ามุ่ยอยู่ “ไม่อยากคุยด้วยแล้ว”

“เออ ขอโทษ ไม่เถียงแล้วก็ได้” ผมก็เลยยอม เออ ยอมตลอดอ่ะ “ดุแบบนี้แค่กับเราปะเนี่ย”

“ก็ฉลามนิสัยไม่ดีอ่ะ” เธอแย้งขึ้นมาทันทีเมื่อผมถาม ผมก็เลยกระตุกยิ้มอยู่คนเดียว พูดแบบนี้แสดงว่าดุกับผมแค่คนเดียว รู้สึกได้ถึงสิทธิพิเศษเลยครับ “แล้วฉลามจะไปส่งเราที่ไหน?”

“หอเธอดิ จะที่ไหน” ผมตอบไปตามตรง แล้วคะนิ้งก็เงียบไป

“แล้วฉลามจะไปต่อที่ไหนอีกรึเปล่า?” ผมนิ่งไปเมื่อเธอถามแบบนั้น จะว่าไงดี

“ไป”

“ที่ไหนอ่ะ?”

“อู่เจ๊เพทไง” ผมตอบ ว่าจะไปคืนค่ารักษาพยาบาลให้เจ๊หน่อย อาจจะต้องทนยืนฟังเจ๊บ่นให้หูดับด้วยเพราะวันนี้ผมเล่นหนีออกจากโรงพยาบาลมาหานิ้งเลยไง โทรศัพท์ของผมก็ปิดเครื่องอยู่เพราะรู้ว่าเจ๊แม่งต้องโทรมาตามยิกๆ แน่ ผมก็แค่อยากมาหานิ้งเฉยๆ

ดูปัญญาอ่อนดี แต่ลองได้ชอบผู้หญิงคนนึงมากๆ เดี๋ยวก็รู้กันเอง

“แล้ว... จะกินเหล้ามั้ย?” เธอถามออกมาอีก ผมเริ่มไม่เข้าใจก็เลยมองเธอทางกระจกมองหลังอีก เห็นคะนิ้งก้มหน้าอยู่ เธอไม่ได้มองผม ผมก็เลยตอบไปตามตรง

“ก็คงมีบ้าง” คะนิ้งเงียบไปทันที เธอไม่ตอบอะไรผมอีกแล้วนั่งเงียบไปตลอดทาง

เฮ้ย นิ้งเป็นอะไรวะ?

ตอนที่ไปส่งนิ้งที่หอพัก เธอไม่พูดกับผมแล้วเดินขึ้นไปบนห้องทันที

ผมก็งงเลยทีนี้ ตอนขับออกมาจากหอพักของเธอก็งง โคตรงง ผมไม่รู้ว่านิ้งเป็นอะไร เธอไม่ยอมพูดอะไรเลยสักคำ โกรธอะไรผมก็ไม่รู้

จนขับมาถึงอู่เจ๊เพท สิ่งที่ผมเจอสิ่งแรกที่เดินเข้าไปในอู่คือกระป๋องเบียร์ที่กระแทกเข้าหน้า

เวร! เจ็บชิบหาย ยังไม่มีใครเปิดด้วย

“เจ๊เป็นห่าไร” ผมหงุดหงิดเพราะคนที่ขว้างมาเป็นเจ๊เพท เธอมองหน้าผมอย่างอาฆาตแค้น ทำท่าจะเข้ามาต่อยแต่ก็โดนไอ้เดี่ยวกับไอ้พัสห้ามไว้

“มึงอ่ะเป็นห่าไร! หนีออกจากโรงบาลให้กูจ่ายตังค์ให้เนี่ย อีเด็กเหี้ย!!” เจ๊แม่งตะเบ็งใส่หน้าผมสุดเสียง ผมคลำหน้าตัวเองที่ปวดหนึบนิดหน่อยแล้วก้มลงไปเก็บกระป๋องเบียร์มาวางลงบนกระโปรงรถ

“กูหนีไปหานิ้ง” สาบานว่าผมตอบหน้าตายมาก จนเจ๊แทบจะทุ่มประแจใส่หน้าผมอีกรอบ แต่ผมก็ล้วงเงินในกระเป๋ากางเกงส่งให้เจ๊ตัดหน้าซะก่อน “แล้วใครบอกกูจะไม่คืน?”

“เออ!! ค่อยดีหน่อย” ผมทำหน้าเซ็งเมื่อทันทีที่เห็นจำนวนเงินแล้วเจ๊ก็คว้าไปแล้วเลิกโวยวายทันที “แล้วจะไปหาน้องนิ้งทำไม น้องเค้าป่วยเหรอ ถึงกับต้องหนีออกจากโรงบาล”

“เปล่า กูแค่คิดถึงเค้า” ผมตอบไปตามตรง เบื่อๆ ก็เลยยกกระป๋องเบียร์ที่วางบนฝากระโปรงขึ้นกระดก เอาหน่อยละกัน แผลยังไม่หายก็แดกๆ ไปเหอะ “เบื่อโรงบาลด้วย เจ๊ก็รู้ว่ากูเคยอยู่ที่นั่นนานๆ ที่ไหน”

“อะไรวะ หนีออกจากโรงบาลเพราะผู้หญิง” ไม่ทันที่เจ๊เพทจะตอบ ไอ้พัสที่เป็นน้องในไส้แท้ๆ ก็โพล่งขึ้นมา มันชื่อเต็มว่าพัสดุ มีเมียแล้ว เมียดุชิบหาย ช่วงนี้มันเลยไม่ค่อยออกมาดื่มกับพวกผม “มึงนี่ชักอาการหนักนะไอ้หลาม”

“แต่กูเข้าใจมัน” ไอ้เดี่ยวพูดขึ้นมาบ้าง ผมยกกระป๋องเบียร์ให้มัน เพื่อนยากของผมยกกำปั้นขึ้นชนทันที เราแม่งหัวอกเดียวกันว่ะ

“แหม ทำเป็นพูดดีนะอีพัส วันนั้นที่มึงหนีเที่ยวแล้วโดนอีนุ่นไล่ออกไปนอนนอกบ้านกูยังไม่พูดเลยสักคำ” เจ๊เพทที่นั่งป้ายน้ำลายนับเงินอยู่ไม่ไกลเบ้ปากแล้วแขวะขึ้นมา เบียร์ผมแทบพุ่ง ในขณะที่ไอ้เดี่ยวขำออกมาเสียงดัง

“อะไรมึงเจ๊! ใครโดนไล่ อีนุ่นอ่ะโดนกูไล่” ไอ้พัสแก้ตัว แต่ใครๆ ก็รู้ว่าเมียมันดุแค่ไหน ผมแสยะยิ้ม เอากระป๋องเบียร์ตีหน้ามันทันที

“ทำเป็นด่ากู ไอ้ห่า” ผมแขวะมันและซัดเบียร์เข้าปาก “กูไม่เคยโดนนิ้งไล่ให้ออกไปนอนนอกห้องเลยนะกูจะบอกให้”

“แต่ซัดโฮกขนาดนี้กูว่ามีแวว” เจ๊เพทจิกกัดผมขึ้นมา แล้วแม่งก็จี้จุด ผมแทบสำลัก ก่อนที่จะทำหน้านิ่ง “เฮ้ย มันไม่เถียงว่ะ อีพัส มึงมีเพื่อนแล้ว!”

“เออ กูก็เพิ่งโดนนิ้งโกรธมาเนี่ย พอใจยัง” ผมเห็นไอ้เดี่ยวกับไอ้พัสทำหน้าตาล้อเลียนก็เลยชิงพูดขึ้นมาก่อน “อยู่ดีๆ ก็ไม่คุยกับกู ไม่รู้ว่าเป็นอะไร”

“อะไรมึง อุตส่าห์ถ่อสังขารเดี้ยงๆ ไปหาน้องนิ้งถึงที่ยังโดนงอนอีกเหรอ” เจ๊เพทพูดไม่เข้าหูแล้วเก็บเงินเข้ากระเป๋ากางเกง ผมทำหน้าเซ็งแล้วนั่งลงบนฝากระโปรงรถ

“เออ ถามกูว่าไปไหน กินเหล้ามั้ย กูก็ตอบไง แล้วอยู่ดีๆ เค้าก็ไม่พูดกับกู” ผมสาธยายแล้วทิ้งเบียร์ลงถังขยะใกล้ๆ ตัว เจ๊แกทำสีหน้าครุ่นคิดนิดหน่อย แล้วไอ้เดี่ยวก็โพล่งถามขึ้นมา

“แล้วมึงตอบไปว่าไง ตอนถามเรื่องกินเหล้ามั้ย”

“กูก็บอกตรงๆ ว่าก็คงจะมี นั่นแหละ เงียบเลย โกรธกูเฉย” ผมพูดออกไปตามตรง แล้วอยู่ดีๆ เจ๊เพทก็ทุบโต๊ะไม้ที่นั่งอยู่เสียงดัง ผมงง เธอก็เลยเดินมาตรงหน้าผม แล้วอยู่ดีๆ ก็สะบัดมือเข้าหน้าผมทันที

เพี้ยะ

มันไม่แรงหรอก แต่ชา

“อะไรวะ” ผมยังงงอยู่ ไม่รู้สึกเจ็บก็เลยหันกลับมามอง เจ๊เพทก็เลยทำหน้าเหมือนอยากจะแดกหัวผมตอนที่พูด

“ผู้ชายนี่แม่งโง่กันงี้ทุกคนปะวะ” เอ้า ด่ากูเฉย “นิ้งไม่อยากให้มึงแดกเหล้าไงอีห่า!”

“เฮ้ย จริงดิ” ผมทำสีหน้าตกใจ แล้วดันตอบไปว่าคงจะมีบ้าง ไม่รู้ป่านนี้นิ้งโกรธจนหน้ามืดลบเบอร์ผมทิ้งไปรึยัง “แล้วให้ทำไงวะเจ๊”

“ง้อดิวะ ง้ออ่ะ มึงทำเป็นมั้ย”

“กูทำมาจะทั้งชีวิตล่ะ” กับนิ้งเนี่ย “แล้วไง”

“แล้วไงพ่อง! ก็โทรสิวะ โทรอ่ะโทร โทรไปง้อน้องเขา” เจ๊พูดแล้วคะยั้นคะยอให้ผมโทรหาคะนิ้ง ผมเองก็คิดงั้นเหมือนกัน เออ ทำไมกูแม่งโง่งี้วะ นิ้งก็ถามอยู่โต้งๆ ว่ากินเหล้ามั้ย พอตอบว่ากินแล้วโดนเงียบใส่ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเธอไม่อยากให้ไป ทำไมผมแม่งบื้องี้วะ หงุดหงิดตัวเอง “กดเบอร์ยัง”

“กดแล้ว ไปไกลๆ” ผมไล่เพราะอยากคุยแบบส่วนตัว เจ๊เพทกลอกตาคว่ำปากแล้วตั้งท่าจะเดินไปทางอื่น แต่นั่นก็เป็นจังหวะที่นิ้งตัดสายผมพอดี “เหี้ยล่ะ นิ้งตัดสายกู”

“ท่าทางจะงอนหนัก” เจ๊เพทแขวะผมอีกที แล้วผมก็เครียด

“กูต้องไปหานิ้งล่ะ” ผมพูดแล้วคว้ากุญแจรถไอ้พัสมา “กูยืมหน่อย ฝากมอไซค์กูด้วย ขับของมึงไปเร็วกว่า”

“เออๆ ตามใจ” ไอ้พัสไม่ได้ว่าอะไร มันใจกว้างเรื่องรถอยู่แล้ว ไม่ก็อีกอย่างเพราะผมแม่งรีบจัด ผมรีบสาวเท้าเดินออกไปจากที่ตรงนั้นทันที ได้ยินเสียงเจ๊เพทด่าตามหลังมาแต่ผมไม่ได้สนใจ จนกระทั่งมาถึงตัวรถ เสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น

ผมกดรับทันทีโดยไม่รอดูปลายสาย

“โหล!”

[ฉลาม] ผมตกใจที่เป็นเสียงคะนิ้ง มือที่กำลังเปิดประตูรถชะงักทันที เธอโทรกลับมาหาผมเหรอวะ แล้วเมื่อกี้ที่ตัดสายคืออะไร ผีเหรอ? [นิ้งมาคิดๆ ดูแล้วล่ะ]

แทนตัวว่านิ้งด้วย? อะไรวะ

“คิดเรื่องไรนิ้ง” ผมแม่งร้อนใจชิบหายเลย ไม่ใช่ว่าคิดเรื่องที่จะเลิกคุยกับผมนะเว้ย ไม่เอาเด็ดขาด ผมไม่ยอมแน่ๆ

[ก็... ก็เรื่องที่ฉลามเคยถามนิ้งตอนนั้นอ่ะ]

“ทำไม”

[...] ผมงงเมื่อเห็นว่าเธอเงียบไปนานแล้วไม่ยอมตอบอะไรกลับมาอีก ก็เลยเรียกชื่อเธอสั้นๆ

“นิ้ง”

[ปะ... เป็นแฟนกันนะ]

“...”

เฮ้ย

[จบพาร์ท : ฉลามดุ]

บทก่อนหน้า
บทถัดไป