บทที่ 3 #พี่หลามคนจริง EP.2 ขอวอน (2) 1
ฉันว่าฉันคิดดีแล้วล่ะ
เพราะหลังจากที่ฉันโทรไปบอกฉลามดุว่าจะเป็นแฟนกับเขา ฉลามก็ตัดสายใส่ทันทีเลย ฉันเองก็เขินจนไม่กล้าคุยต่อแล้วเหมือนกัน มันยากนะที่ต้องขอใครสักคนเป็นแฟนก่อนแบบนี้ ยิ่งกับอีกฝ่ายที่เป็นคนแบบเขาด้วย
ฉันไม่เคยพูด ไม่เคยคบกับใคร ก็เลยอายจนต้องซุกหน้าลงกับหมอนที่ตัวเองกอดอยู่แบบนั้น
ส้มหลับไปแล้ว เธอเพิ่งได้กลับมาค้างที่ห้องก็วันนี้ แต่เพราะทำกิจกรรมมาหนักก็เลยหลับไปตั้งแต่หัวค่ำ ประตูห้องปิดอยู่ ส่วนฉันก็นั่งอยู่ที่โซฟาข้างนอกห้อง ที่ฉันเงียบไปไม่ยอมคุยกับเขาก็เพราะตอนที่ไปเที่ยวกับเขาฉันมีความสุขมากจนเก็บอาการไม่อยู่แล้ว ฉันชอบฉลามดุ แล้วก็ชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย
ฉันนั่งทำใจให้หายเขินอยู่นานมาก จนประตูห้องเหมือนถูกใครเคาะ เสียงค่อนข้างดัง
ก็อกๆๆ!
ฉันชะงักไป สงสัยนิดหน่อยว่าเป็นใคร ตอนเปิดประตูออกไปตัวก็แทบจะถลาไปด้านหลังเพราะถูกคนๆ นั้นโถมตัวเข้ามาหาทันที
ฉันรู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ท่วมตัวเขา ใจเต้นขึ้นมาทันทีพอเห็นว่าเป็นเสื้อยืดที่คุ้นเคย พอเขาผละออก ฉันก็ตกใจที่เห็นว่าเป็นฉลาม
“พูดจริงเหรอนิ้ง!” เขาผละออกมาแล้วคว้าไหล่ฉันมาเขย่าทันที ฉันเอ๋อไป ก็พอรู้อยู่นะว่าฉลามเป็นคนที่ชอบทำอะไรที่คนอื่นคาดไม่ถึง ตั้งแต่ที่หนีออกมาจากโรงพยาบาลเพื่อมาหาฉันที่มหาลัยแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาหาถึงหน้าห้องแบบนี้นี่ “ตอบดิ ที่ขอเราเป็นแฟนอ่ะจริงมั้ย!”
ฉันสะดุ้งเฮือก หน้าร้อนเห่อขึ้นมา ทำไมเขาต้องเสียงดังขนาดนั้นด้วย
“อะ... อื้อ” ฉันพยักหน้าน้อยๆ แล้วคนตัวใหญ่กว่าตรงหน้าก็นิ่งไป เขาหยุดเขย่าตัวฉันทันทีเลย “เรารู้ตัวแล้วว่าเราชอบฉลามอ่ะ”
“ชอบมากปะ?” เขาถามอีก แต่ดวงตาของร่างสูงกลับเบิกกว้างเหมือนยังไม่เชื่อหูตัวเอง ฉันก็เลยพยักหน้าอีก
“ก็... อื้อ” แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรด้วยซ้ำก็โดนเขาประกบปากลงมาทันที ฉันเบิกตากว้าง หน้าร้อนเห่ออย่างตกใจและตั้งตัวไม่ทัน ฉลามกดริมฝีปากลงมาหนักๆ จูบกลีบปากบางของฉันซ้ำๆ อย่างคลั่งไคล้ ก่อนที่จะเริ่มดุนดันปลายลิ้นที่ผสมกลิ่นที่ดูเหมือนจะเป็นเบียร์ยี่ห้อดังเข้ามาเล็กน้อย แค่เราสัมผัสกันในอุ้งปาก ฉันก็ใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก
ฉันถูกช้อนตัวขึ้นอุ้มทั้งตัว หอบหายใจตอนที่เขาผละออก ฉันมองเขาแล้วหลบตาทันที แต่ฉลามไม่ยอมปล่อยให้ฉันได้พักหายใจนาน เพราะต่อมาเขาก็เอียงหน้าเข้ามาบดจูบที่ริมฝีปากของฉัน เขาเดินไปที่โซฟาในขณะที่ยังคงอุ้มฉันอยู่ ผละออกแล้ววางฉันให้เอนไปนอนบนโซฟาอย่างเบามือ
ฉันหน้าแดงไปหมด มองเขาตาลายอย่างไม่รู้จะทำยังไง ก่อนที่ต่อมาจะถูกเขาขึ้นคร่อมและจูบฉันอีก ฉลามแลกลมหายใจที่กรุ่นร้อนกับลมหายใจที่ขาดกระท่อนกระแท่นจากความเขินอายของฉัน จนฉันแทบสำลักอากาศเพราะดันเขาแล้วเขาไม่ยอมออกไป ร่างสูงลูบที่ต้นแขนฉันเบาๆ แล้วประคองใบหน้าของฉันเอาไว้
“อื้อ... ฉลาม พอก่อน”
ฉันเรียกชื่อเขาเพราะในหัวมันตื้อจนไม่รู้จะพูดว่าอะไรแล้วกำชายเสื้อของเขาเอาไว้แน่นเป็นการห้ามปราม เพราะถูกเขาตระโบมจูบจนหายใจแทบไม่ทันแล้ว
คนตัวโตเอนมาทางด้านข้าง เขาจูบที่ข้างแก้มของฉันหนักๆ แล้วเลื่อนลงมาแตะริมฝีปากลงที่ซอกคอด้านในสุดของฉัน ฉันได้ยินเขาสูดลมหายใจ แล้วจูบไปตามลาดไหล่ของฉันจนเสื้อหลุดลุ่ยเพราะฉันใส่ชุดเดรสแบบไม่มีเสื้อคลุม
ฉันหน้าร้อนวูบวาบไปหมด มือเล็กข้างหนึ่งกำแน่นเพราะมันชาไปทั่วปลายนิ้วด้วยความอาย พยายามดึงสายเสื้อขึ้น แต่ต่อมาก็ถูกคว้ามือเอาไว้ทั้งสองข้าง ฉลามไล้ปลายนิ้วลงที่ข้างแก้มของฉัน เขาเลื่อนขึ้นมาจูบปิดปากฉันจนแนบสนิทอีกครั้ง
ตัวของฉันแทบจมหายไปกับโซฟา กลัวว่าส้มหวานจะออกมาเห็นก็เลยพยายามใช้แรงเฮือกสุดท้ายดันเขาออก แล้วฉลามก็ยอมผละออกไปอย่างง่ายดาย
เขายังประคองใบหน้าของฉันอยู่ แต่ก็หอบหายใจเหมือนกัน หน้าผากของเราทั้งสองคนแตะกัน ส่งผ่านไอความร้อนของอีกฝ่ายสู่กันและกัน
“นึกว่าฝันอยู่” เขาพูดแบบนั้น ฉันเห็นว่าใบหน้าของเขาแดงก่ำ จนกระทั่งร่างสูงดึงฉันเข้ามากอดทั้งๆ ที่ยังคร่อมฉันอยู่ “โห โคตรมีความสุข”
“...”
“โคตรดีใจเลยว่ะ” ฉันหลุดยิ้มออกมา แล้วกลั้นใจกอดเขากลับ ถึงจะตกใจที่เขาจูบฉันอย่างอุกอาจและดุดัน แต่ตอนนี้ความรู้สึกของฉันที่มีต่อเขามันมากขึ้นแล้วจริงๆ นะ “รักนะนิ้ง โคตรรักนิ้งเลย”
“อะ... อื้อ”
“เราจะดูแลนิ้งให้ดี สาบานเลย”
“อื้อ”
ทะ... ทำยังไงดี กลั้นยิ้มไม่อยู่แล้วอ่ะ
ฉันตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น
วันนี้ฉันมีเรียนตั้งแต่เช้า ส้มหวานก็ต้องรีบออกไปทำฉากสำหรับเตรียมการแสดงตั้งแต่ตีห้า ฉันก็เลยต้องตื่นมาด้วย อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เจ็ดโมงแล้ว แล้วอยู่ดีๆ ฉันก็นึกถึงเรื่องเมื่อคืนขึ้นมา
“อยู่ด้วยไม่ได้เหรอครับ?”
หลังจากนั้นพอเขาผละออก ฉลามดุก็งอแงบอกว่าอยากอยู่กับฉันต่อ แต่เพราะส้มหวานอยู่ด้วยและฉันก็ไม่กล้าสู้หน้าเขาแล้วก็เลยพยายามไล่เขากลับไป ฉลามบอกว่าจะมารับฉันวันนี้ ฉันเองก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก เพราะมีเรียนตอนแปดโมงเช้าด้วยก็เลยคิดว่าเขาคงจะตื่นมารับไม่ทันหรอก
ฉันลงมายืนรอรถสองแถวด้านล่าง กดโทรศัพท์เลื่อนอ่านไลน์เพื่อนๆ ในคณะเล่นไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับมาตรงนี้ แต่ฉันไม่ได้สนใจ คิดว่าเป็นวินมอเตอร์ไซค์หรือไม่ก็รถมอเตอร์ไซค์ของคนแถวนี้เพราะหอพักของฉันอยู่ติดกับซอยของหมู่บ้านแห่งหนึ่งด้วย จนกระทั่งรถคันนั้นหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วมีคนเอานิ้วมาเคาะหน้าผากฉัน
“อะ...!” ฉันสะดุ้ง แต่พอเงยหน้าขึ้นมาก็ต้องตกใจ “ฉะ... ฉลาม”
“สังคมก้มหน้า” เขาแซวฉันด้วยอ่ะ ฉันทำหน้ามุ่ยทันที “ขึ้นรถครับผม เดี๋ยวไปส่ง”
“ฉลามตื่นมาทันได้ไงอ่ะ” ฉันก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ นี่เพิ่งจะเจ็ดโมงสิบห้าเอง “เช้ามากเลยนะ”
“ให้ไปส่งแฟนงี้ เช้าแค่ไหนก็ตื่นได้” ฉันหน้าแดงเมื่อเขาพูดเรื่องที่เราเพิ่งได้เป็นแฟนกันออกมาโต้งๆ เลย แต่ต่อมาคนตัวโตก็เกาท้ายทอย “เปล่าหรอก ที่จริงเมื่อคืนเรานอนไม่หลับ”
“...”
“ดีใจไง แค่นั้นแหละ” พอเห็นว่าฉันจ้องหน้าเขาอย่างรอฟัง ฉลามก็หันหน้าหนีแล้วตัดบท เขาพยักเพยิดให้ฉันไปนั่งเบาะหลัง ฉันก็เลยยิ้มแล้วยกตัวขึ้นนั่งอย่างว่าง่าย แต่พอขึ้นมาได้ก็ถูกเขาเอี้ยวตัวมาคว้ามือของฉันให้มากอดเอวเขาไว้หลวมๆ “กอดไว้นะ เดี๋ยวตก”
“นี่เราเป็นแฟนกันแล้วเหรอ?” ฉันถามตอนที่เขาออกตัวรถ แล้วฉลามก็เหลียวกลับมามองท่าทางงุนงง
“เอ้า ไรวะ ก็เมื่อวานมาขอเราเองไม่ใช่ไง” เขาหันหน้ากลับไปแล้วปรับกระจกมองหลังให้เห็นสีหน้าของฉันชัดๆ แทนเพราะต้องมองทางข้างหน้า ฉันก้มหน้างุดทันที พูดขึ้นมาทำไมเนี่ย “จะเปลี่ยนใจเหรอ”
“ก็เปล่าค่ะ” ฉันพูดเสียงตะกุกตะกัก “แต่เราไม่ได้ขอนะ ฉลามอ่ะขอเราก่อน”
“แล้วไง?”
“เราก็แค่ตอบตกลงเฉยๆ” ฉันทำหน้าบูดใส่เขาที่หันมามองฉันทางกระจกมองหลัง “เราไม่ได้ขอสักหน่อย”
“เออๆ ไม่ได้ขอก็ไม่ได้ขอ เราขอเอง จบยัง” เขาพูดแล้วทำสีหน้ากลั้นยิ้ม เหมือนกับว่าฉันเป็นผู้หญิงปากแข็งยังไงยังงั้นเลย “แล้วรู้ตัวตอนไหนว่าชอบเรา”
ฉันอ้าปากค้าง มาถามอะไรเนี่ย
“ไม่บอกได้มั้ย”
“เป็นแฟนกันแล้วก็บอกมาเหอะ” เขาคะยั้นคะยอ ฉันเองก็ทำสีหน้าลำบากใจออกมา เพราะว่าบทจะให้พูด มันก็พูดยากนะ “เออ แค่นี้ก็บอกไม่ได้”
“ก็ได้ๆ” ฉันยอมแพ้ทันทีเมื่อเห็นว่าเขางอน “เราชอบฉลามตั้งแต่ตอนที่อยู่โรงพยาบาลแล้วอ่ะ”
“เหรอ”
“อื้อ”
“เออ ก็ไม่นาน” เขาพูด แต่เพราะติดไฟแดงก็เลยหยุดรถแล้วใช้ขายันพื้นถนนไว้ วินาทีนั้นแหละที่เขาสามารถเอี้ยวตัวมาคุยกับฉันได้ “ทำไม ตอนมีแผลเราน่ารักมากเหรอ เธอเลยเพิ่งมาชอบตอนนั้น”
ฉันมองหน้าเขาอย่างอึ้งๆ คิดได้ยังไงเนี่ย
“เปล่านะ”
“ซาดิสต์นะเรา” เขาแซวฉันอีก คราวนี้ฉันก็เลยตีหน้าบึ้งใส่เขาซะเลย ชอบเย้าชอบแหย่แบบนี้ เปลี่ยนใจทันมั้ยนะ
“... เราว่าเราเลิกชอบฉลามตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า”
“เฮ้ย พูดเล่นๆ ชอบต่อเหอะ เราน่ารัก” เขารีบชิงพูดขึ้นมาก่อนทันที แถมมีการโปรโมทว่าตัวเองน่ารักอีก ฉันหลุดยิ้มออกมาเลย อะไรเนี่ย คนอะไรหลงตัวเองจัง “แล้วเลิกกี่โมง?”
“สิบเอ็ดโมงค่ะ ทำไมเหรอ?”
“ไปหาอะไรกินกัน เดี๋ยวมารับ” เขาชวน ตอนนั้นไฟเขียวขึ้นมาพอดี คนตัวสูงก็เลยต้องหันกลับไปแล้วออกตัวรถไปด้านหน้า แต่เขาก็ยังไม่วายพูดต่อ “กินไรแถวนี้แหละ”
“แล้วตอนเย็นล่ะ” ฉันถามเขาอีก ฉลามนิ่งไปนิดหน่อย
“ก็กลับบ้านไง”
“กลับบ้านแล้วฉลามจะไปที่ไหนต่อเหรอ?” ฉันถามเขา แล้วฉลามก็ดูท่าทางมีพิรุธ ฉันเลยตีแขนเขาทันที “จะไปกินเหล้าอีกแล้วใช่มั้ย”
“เฮ้ย เปล่า” เขาแก้ตัว แต่พอมองจากกระจกมองหลังฉันเห็นว่าสายตาของเขาล่อกแล่กด้วย “ไม่ได้ไปไหน”
“เมื่อวานก็ไป วันนี้ก็ไปอีก” ฉันบ่นอุบ เขานี่จริงๆ เลย ชอบทำให้เป็นห่วงอยู่เรื่อย “ถ้าวันนี้ไปอีกเราก็ไม่รู้จะพูดอะไรกับฉลามแล้วล่ะ”
“เออน่า นิดหน่อยเอง” เขาไหวไหล่อย่างไม่ทุกข์ร้อน ส่วนฉันก็เมินหน้าหนีไม่ยอมตอบเขาอีก จนกระทั่งร่างสูงพูดขึ้นมาอีกคำ “ถ้าเป็นห่วงมากงั้นนิ้งก็ไปด้วยกันเลยดิ”
“เราต้องไปด้วยเหรอ” ฉันกระพริบตาปริบๆ แล้วถามออกมาอย่างสงสัย เขาก็เลยหัวเราะ
“ก็ห่วงเราไม่ใช่เหรอ ก็มาคุมเลย” ฉันหน้าแดง เขารู้ด้วยเหรอว่าฉันเป็นห่วงเขาอ่ะ แล้วที่จะไปให้คุมนั่นมันคืออะไรอ่ะ “ถ้าเป็นนิ้งเราเต็มใจให้คุมไปยันแก่เลยครับ”
ฉันเขินกับคำพูดของเขา ก็เลยถามเรื่องอื่นกลบเกลื่อนขึ้นมา “แล้วเราก็ต้องไปนั่งดูฉลามกินเหล้าน่ะเหรอ”
“ใช่” ฉันเงียบไปทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น ฉลามที่เห็นท่าไม่ดีก็เลยแก้ตัว “คือมันก็ต้องมีบ้างอ่ะนิ้ง ผู้ชายกับเหล้ามันเป็นของคู่กัน”
“...”
“นะเธอ ขอไปกินหน่อย” ฉันทำหน้ามุ่ยทันที แต่ก็ใจอ่อนให้เขาอีกจนได้ ฉันถอนหายใจเล็กๆ ออกมา
เบื่อนิสัยชอบตามใจของตัวเองจัง
