บทที่ 6 ตกกระไดพลอยโจน โดนจับแต่งงาน 4
ร่างสวยในกระโปรงยีนส์สั้นอวดเรียวขาสวยคู่กับเสื้อยืดสีขาวเดินหน้าบูดหน้าบึ้งมาที่รถอันเป็นสถานที่อัปยศในความคิดของเธอ
ประตูรถเปิดออกต้อนรับเธอโดยที่เธอไม่ต้องเอื้อมมือไปเปิด แล้วปิ่นนารีก็ขึ้นมานั่งเคียงข้างคนขับอย่างกระแทกกระทั้น
หน้างามยังงอง้ำไม่คิดจะทักทายหรือชวนว่าที่เจ้าบ่าวคุย
“หิวหรือเปล่า” พชรถามขึ้นเมื่อขับรถออกมาได้สักพัก “อยากจะแวะกินอะไรก่อนไหมครับ” เขาเองก็ทนนั่งเป็นหุ่นยนต์ต่อไม่ไหว
“ไม่หิวค่ะ ไปเวดดิ้งสตูดิโอเลยค่ะ รีบไปจะได้รีบกลับ” ปิ่นนารีบอกเสียงห้วน ๆ โดยไม่หันมามองคนถาม
“พี่รู้ว่าปิ่นไม่พอใจ และไม่อยากแต่งงานกับพี่ แต่...” พชรยังพูดไม่จบ เสียงหวานแข็งก็แทรกขึ้นมา
“งั้นก็ดีเลย ถ้าพี่เพชรเข้าใจอะไรง่าย ๆ แบบนี้ ปิ่นก็ขอพูดเรื่องสำคัญกับพี่เพชรหน่อยนะคะ” น้ำเสียงและสีหน้าจริงจังนั้นทำให้พชรเลี้ยวรถเข้าไปจอดในปั๊มที่กำลังขับรถผ่านพอดี
“พี่อยากฟังสิ่งที่ปิ่นพูดอย่างมีสมาธิ” เขาตอบ โดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายถามถึงสาเหตุที่ต้องมาจอดรถอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อในปั๊ม
ปิ่นนารีสะบัดเสี้ยวหน้าสวยมามองเขาตาขึง แล้วพูดเสียงกร้าว
“ปิ่นไม่รู้ว่าอะไรเข้าสิง พี่เพชรถึงยอมแต่งงานกับปิ่น แต่เหตุผลที่ปิ่นยอมแต่งกับพี่เพชร คือปิ่นไม่อยากขัดใจผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ปิ่นเลยอยากทำความเข้าใจกับพี่เพชรก่อนว่า... เราจะแต่งกันแค่ในนามเท่านั้น”
คำของเธอสะท้านสะเทือนไปในหัวใจคนฟัง หากสีหน้าเรียบเฉยก็เป็นสิ่งเดียวที่เขาแสดงออกมาให้อีกฝ่ายเห็น
“ไม่มีปัญหาครับ” เขาตอบสั้น ๆ ตามใจสาว แต่ตัวเองปวดใจ
“และปิ่นขอแต่งงานกับพี่เพชรแค่หกเดือนเท่านั้น ให้คนลืม ๆ เรื่องของเราไปก่อน แล้วเราจะหย่ากันทันที” ว่าที่เจ้าสาววางแผนหย่าตั้งแต่ยังไม่ทันได้แต่งงานกัน ทำเอาคนฟังเจ็บจุกอยู่ในอก
ทว่าพชรก็ไม่คิดคัดค้านอะไร ยินดีตามใจเธอทุกอย่าง ตามประสาคนที่ได้แต่มองสาวเจ้ามานานแสนนาน
แค่นี้ก็เกินกว่าที่คาดหวังไว้เยอะแล้ว…
“พี่ขอหนึ่งปีละกัน หกเดือนมันเร็วไป เดี๋ยวทางบ้านปิ่นจะถูกนินทาเอาได้”
เขาต่อรอง ต่อเวลาให้กับความสุขของตัวเอง และหวังว่าในหนึ่งปีที่ได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจะพอมีลุ้นให้เกิดความรักขึ้นในใจของหญิงสาวบ้าง…
ปิ่นนารีขมวดคิ้วทำหน้าครุ่นคิด นี่เธอต้องสูญเสียอิสระ ผูกชีวิตกับผู้ชายที่ไม่ได้รักไม่ได้ชอบถึงหนึ่งปีเชียวเหรอ
แต่ก็ยังดีกว่าต้องแต่งกับเขาไปทั้งชีวิตนั่นแหละน่า
“ตกลงค่ะ หนึ่งปีก็หนึ่งปี” ปิ่นนารีตัดใจยอมรับเวลาที่ต้องอยู่กับเขานานขึ้น
มันคงไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไร ก็ในเมื่อเธอและเขาก็อยู่ในวงการเดียวกัน ใช้ชีวิตร่วมกับเขาคงไม่เป็นการฝืนความสุขตัวเองมากเกินไปหรอก และเธอก็ยังยึดอาชีพนักแข่งรถเหมือนเดิมได้
เมื่อคุยเปิดใจหาหนทางเป็นอิสระจากเขาเสร็จ ดวงหน้าหวานก็ดูสดใสขึ้นทันตาเห็น อดทำให้พชรแอบน้อยใจเล็ก ๆ ไม่ได้ ทั้งที่ก็ทำใจไว้แล้วว่ามันเป็นแค่เรื่องไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นเท่านั้น มันเป็นแค่ความโชคดีของเขาที่อยู่ ๆ ก็ได้ใกล้ชิดกับหญิงสาวในดวงใจแบบไม่ได้ตั้งตัว
“ปิ่นยอมเป็นหม้ายมากกว่าแต่งงานกับพี่เหรอ”
โห พี่เพชรถามมาได้
“ก็ใช่น่ะสิคะ เพราะถ้าปิ่นกลับไปเป็นโสดอีกครั้ง ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นหม้าย ปิ่นยังสามารถแต่งงานกับภูได้ ถ้าถึงตอนนั้นภู เอ่อ เขายังรอปิ่นอยู่” พูดเรื่องนี้ขึ้นมา กระบอกตาเธอก็ร้อนผ่าวทันที
ภูวนัยต้องกลายเป็นอดีตคนรักไปชั่วข้ามคืน เธออธิบายถึงเหตุผลที่ต้องแต่งงานกับพชรให้เขาฟังหลายครั้งหลายครา ชายหนุ่มเหมือนจะเข้าใจ แต่เธอรู้ว่าเขาเสียใจ น้อยใจ และโกรธเคืองเธอไม่น้อย
แต่ทำอย่างไรได้ล่ะ เธอเองก็โดนมัดมือชกจนดิ้นไม่หลุดขนาดนี้
แต่หญิงสาวก็ให้คำมั่นสัญญากับอดีตแฟนไปแล้วว่ามันเป็นการแต่งแค่ในนาม และจะหย่ากันทันทีเมื่อเรื่องเงียบลง ที่ภูวนัยไม่รู้คือเขาอาจจะต้องรอไปอีกหนึ่งปีเต็ม…
แล้วภูวนัยจะยังรอเธอได้ไหม ปิ่นนารีไม่แน่ใจ
“ที่สำคัญเหนืออื่นใด” เธอปรับน้ำเสียงข่มความโศกเศร้าเมื่อนึกถึงรักที่ล่มสลาย “ปิ่นไม่ได้รักพี่เพชร พี่เพชรเองก็ไม่ได้รักปิ่นเหมือนกัน แล้วเราจะฝืนแต่งงานกันไปทำไมคะ”
“ปิ่นพูดถูก เราไม่ได้รักกัน” เขาเห็นด้วย ก่อนจะแย้ง “แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะรักกันไม่ได้” ดวงตาคมที่จ้องเธออยู่เปล่งประกายเจิดจ้า จนคนเห็นต้องรีบเหลือบหลบ
แก้มปิ่นนารีร้อนผ่าวอย่างที่ไม่ควร แต่เธอไม่แน่ใจว่าเพราะอายหรือโกรธกันแน่ “ไม่มีวันหรอกค่ะ ปิ่นมองพี่เพชรเป็นแค่พี่ชายคนหนึ่งเท่านั้น”
“ปิ่นไม่ต้องกังวลไปหรอก พี่ก็ไม่ชอบบังคับฝืนใจใครเหมือนกัน”
คนหน้าชื่นอกตรมยืนยันความตั้งใจของตัวเองอีกหน ก่อนจะขับรถออกจากปั๊ม มุ่งตรงไปยังร้านเวดดิ้งสตูดิโอ โดยไม่มีเสียงพูดคุยของทั้งคู่ดังออกมาอีก…
