บทที่ 8 ถ่ายพรีเวดดิ้ง มุ้งมิ้งวาบหวาม 2

8

“โห พี่เพชรทำไมหัวใจเต้นแรงแบบนี้คะ ไม่สบายหรือเปล่าคะ” ปิ่นนารีถาม เพราะใบหน้างามที่แนบอยู่ตรงอกแกร่งนั้นได้ยินเสียงหัวใจเขาเต้นระบำอย่างชัดเจน

เพิ่งสังเกตว่าพี่เพชรตัวสูงและรูปร่างใหญ่โตมาก แผ่นอกของเขาก็บึกบึน ข้างในคงซ่อนไว้ด้วยกล้ามเนื้อเน้น ๆ และตัวก็สูงจนศีรษะของเธออยู่ตรงระดับอกเขาพอดิบพอดี จึงได้ยินเสียงหัวใจของเขาอย่างถนัดถนี่

มันเต้นแรงและเร็ว พี่เพชรเป็นโรคอะไรหรือเปล่า ก็อายุไม่น้อยแล้วนี่

ว่าแต่เขา หัวใจเธอก็เต้นแรงไม่เป็นจังหวะเหมือนกัน และกลิ่นโคโลญผสมกับกลิ่นกายแมน ๆ ของเขาลอยมาเตะจมูกทำเอาปิ่นนารีเริ่มหายใจติดขัด มันคือกลิ่นผู้ชายใกล้เลขสี่หรือเปล่า

“ปะ เปล่าครับ” เขาตอบก่อนผ่อนลมหายใจแรง ๆ เพื่อควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ ใบหน้าคมดูเคร่งเครียดไม่ผ่อนคลาย เพราะร่างกายกำลังจดจ่ออยู่กับการควบคุมความร้อนในกาย

“เจ้าบ่าวยิ้มหน่อยครับ” เสียงช่างภาพเตือน

เรียวปากหยักได้รูปของพชรคลี่ยิ้มขึ้นตามอารมณ์แท้จริงภายในหัวใจที่เต้นรัวเร็วด้วยความยินดี

พี่ไม่ได้เป็นอะไร พี่แค่ดีใจ

“ดีมากครับ สวยมากครับ” ตากล้องชมไม่ขาดปาก และเสียงชัตเตอร์ก็ดังตามมารัว ๆ เพราะคู่บ่าวสาวดูเหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก แม้จะดูขัด ๆ เขิน ๆ กันบ้าง แต่ก็ยังพอจับภาพสวยเป็นธรรมชาติไว้ได้มากมาย

“เจ้าบ่าวหอมแก้มเจ้าสาวหน่อยครับ” ช่างหนุ่มสั่งต่อ

“หา อะไรนะคะ” ปิ่นนารีย้อนถามอย่างไม่เชื่อหู “มะ ไม่ต้องก็ได้มั้งคะ”

แค่กอดยังพอรับได้ นี่ถึงขั้นหอมแก้มกัน เราไม่ใช่คู่รักกันสักหน่อย

แล้วผู้ช่วยช่างก็ถลามาจัดท่าทางให้ทันควัน ไม่สนเสียงร้องทัดทานของปิ่นนารีสักนิด

ขณะที่ฝ่ายเจ้าบ่าวทำตัวคล้ายคนหูตึง ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น แต่ก็เข้าใจว่าตัวเองกำลังจะทำอะไรกับเจ้าสาว...

สิ่งที่เขาอยากทำ แต่ก็ไม่ได้อยากทำในขณะเดียวกัน

เขาจะหักห้ามใจได้อย่างไร แค่นี้ความร้อนในกายก็อัดแน่นแทบจะระเบิดแล้ว

แล้วตัวเจ้าบ่าวเองก็โดนจับจัดท่าทางไม่ต่างกับหุ่นยนต์ที่โดนจับมือไม้วางไว้ตรงไหนก็ยืนแข็งทื่ออยู่อย่างนั้น

พชรโอบร่างเล็กไว้ตรงเอวคอดกิ่ว ส่วนปิ่นนารีถูกจับมือให้โอบรอบลำคอแกร่งไว้ ร่างของทั้งคู่แนบสนิทชิดกันจนทั้งสองรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ถ่ายเทกันไปมา

ดวงตาสองคู่สบกันแน่นิ่งตื่นตะลึง นัยน์ตาของพชรเจิดจ้าดั่งแสงดวงอาทิตย์ มันแสบตาวูบวาบจนหญิงสาวต้องเหลือบหลบอย่างเคอะเขิน

“เอาละครับ หอมเลยครับ” เสียงช่างกล้องมือหนึ่งดังเตือนขึ้นมาอีกครั้ง

ร่างใหญ่สะดุ้งเล็กน้อย คล้ายเรียกสติของตัวเองที่หลงระเริงอยู่ในความฝันแสนสวยงาม ก่อนค่อย ๆ โน้มใบหน้าคมคล้ำลงจรดจมูกโด่งบนแก้มนุ่มแดงระเรื่อของดวงหน้าหวานล้ำ ซึ่งก็เงยหน้ามารับจุมพิตของเขาราวกับโดนมนตร์สะกดด้วยนัยน์ตาคมแสนร้อนแรงนั่น

พชรรู้สึกเหมือนโดนไฟฟ้าช็อตอย่างจัง กระแสความร้อนวูบวาบถูกปล่อยออกมาดึงดูดให้เขาแช่จมูกโด่งแน่นิ่งเนิ่นนานอยู่บนแก้มนุ่ม ไม่อาจดึงตัวออกมา อีกทั้งยังเผลอไผลสูดดมกลิ่นเนื้อนวลแสนหอมกรุ่นติดจมูกเข้าไปเต็มปอดโดยไม่รู้ตัว

ปิ่นนารีผวาเฮือก แก้มสวยร้อนผ่าวตรงจุดที่เขาแตะจมูกโด่งลงมา ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ๆ กับความร้อนที่ส่งผ่านมายังทุกอณูเนื้อบนแก้ม

และมันก็ลามเลียไปทั่วร่าง

ทำไมเธอถึงรู้สึกแปลก ๆ ไม่เป็นตัวของตัวเองได้ถึงเพียงนี้ ก็แน่ละ เธอกำลังโดนผู้ชายที่ไม่ได้รักไม่ได้ชอบกันหอมแก้ม

“ดีมากครับ คราวนี้เอาหน้ามาใกล้ ๆ กัน คล้าย ๆ กับกำลังจะจูบกันน่ะครับ” ช่างภาพสั่งต่อ

เจ้าสาวตาโต เงยหน้าขึ้นมองเจ้าบ่าวซึ่งก็ทำท่าตกใจราวกับเห็นผีไม่แพ้กัน แต่เมื่อสบกับดวงตาคู่สวยสั่นระริกของเธอ

เขาก็รู้สึกเหมือนต้องมนตร์ สั่งตัวเองให้ก้มหน้าลงไปหาดวงหน้าหวานที่เงยหน้าค้างอยู่ ราวกับรอรับจุมพิตของเขาที่กำลังจะประทับลงมา

ปิ่นนารีกลั้นหายใจพร้อมกับปิดเปลือกตาสวยลง คล้ายเฝ้ารอให้เขาจูบเธอดั่งที่ตากล้องสั่งไว้ด้วยความเต็มใจ

แล้วใบหน้าคมที่โน้มลงมาใกล้จนจมูกอุ่นร้อนของเจ้าบ่าวแตะเข้ากับจมูกเล็กเชิดรั้นนั่นก็ปลุกให้พชรตื่นขึ้นจากภวังค์ของมนตร์รัก

และรู้ว่าสิ่งที่ตนต้องทำคือแค่ทำท่ากำลังจะจูบ ไม่ใช่จูบจริง ๆ

พชรกลั้นหายใจ สั่งตัวเองไม่ให้ก้มหน้าลงไปหาใบหน้างามทุกหยาดหยดมากไปกว่านี้ ค้างไว้แค่นี้ แค่นี้ก็มากไปแล้ว แล้วเสียงชัตเตอร์ก็ดังรัวตามมานับครั้งไม่ถ้วน

“เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ” เสียงตากล้องมือหนึ่งบอก เสียงปรบมือลั่นสตูดิโอดังตามมา เป็นสัญญาณว่าการทำงานวันนี้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว

ปิ่นนารีรีบเด้งออกจากวงแขนร้อนผ่าวของเพื่อนพี่ชายทันทีเมื่อได้ยินเสียงช่างภาพ แล้วรีบเดินไปนั่งยังที่พักสำหรับบ่าวสาวซึ่งทางร้านจัดเตรียมไว้ให้ ก่อนผ่อนลมหายใจยาวเหยียดอย่างโล่งอก ดวงหน้าหวานร้อนผ่าวเขินอายอย่างไม่ควร หัวใจก็เต้นไม่เป็นส่ำ และทำไมต้องตื่นเต้นจนเหงื่อซึมแบบนี้ แถมยังรอคอยให้ใบหน้าคมโน้มลงมาหาอย่างคาดหวังนั่นอีก

“ยายปิ่นบ้า” เสียงหวานด่าตัวเองออกมาอย่างสุดจะทน มือน้อยยกขึ้นตบแก้มแดงสุกปลั่งของตัวเองเพื่อเรียกสติกลับคืนมา

“เป็นอะไรไปครับ” พชรถามอย่างเป็นห่วง เมื่อเดินตามมาหย่อนตัวนั่งตรงข้าม พร้อมกับหยิบขวดน้ำมาดื่มดับความร้อนในกายอย่างหิวกระหาย

“เอ่อ ปิ่นร้อนน่ะค่ะ ขอไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ” เธออ้าง ตามประสาคนขี้ร้อน

“เดี๋ยวครับ” เสียงทุ้มเรียกไว้ “พะ พี่ว่า เอ่อ ชุดนี้มันโป๊ไปนิดหนึ่งนะครับ” พชรวิจารณ์ไปตามที่คิดที่เห็น

ถึงชุดแต่งงานที่ใส่จะมีผ้าสีเนื้อปิดอยู่อีกชั้น แต่มันก็ดูซีทรูจนไม่ต้องจินตนาการไปถึงไหนต่อไหน แล้วตอนนี้ความคิดเขาก็เริ่มกู่ไม่กลับอีกหน กางเกงที่กลับมาหลวมพอดีตอนนี้คับตึงอึดอัดขึ้นอีกครา

จนพชรต้องขยับขยายท่าทางการนั่งของตัวเอง

“ทำไมเหรอคะ” ร่างสวยก็ลุกขึ้น หมุนไปหมุนมาอย่างงุนงง โชว์ความซีทรูให้คนเห็นได้เห็นชัดยิ่งขึ้นไปอีก

พชรร้องอ๋อยอย่างปวดร้าว

“มันดูเหมือนผ้าซีทรู” เห็นไปถึงไหนต่อไหน ไม่ได้อยากจินตนาการไปไกล แต่บังคับตัวเองไว้ไม่ไหว มือหนารีบคว้าหมอนอิงข้างตัวมาวางทับบนหน้าขา ปกปิดร่างกายตัวเองเอาไว้

“ก็มีผ้าข้างในอีกชั้นหนึ่งนะคะ” เธอแย้ง มือน้อยชี้ให้ดูตรงผ้าอีกชั้นหนึ่งภายใต้ชุดสวย

“และคอเสื้อมันคว้านลึกเกินไป” แล้วคนพูดก็ต้องบังคับสายตาไม่ให้มองตรงส่วนคอเว้าลึกนั้นอีก ไม่งั้นเขาอาจจะตายทั้งเป็นได้

“อืม จริงด้วย งั้นปิ่นขอไปเลือกตัวอื่นเผื่อไว้ด้วยละกันนะคะ” เสียงหวานเออออ จริงอย่างที่เขาพูด

“ค่อย ๆ เลือกนะครับ พี่ไม่รีบ” พชรบอกด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

พี่รอปิ่นได้เสมอ ก็ในเมื่อรอมาได้ตั้งนานขนาดนี้…

“ค่า งั้นเดี๋ยวปิ่นกลับมานะคะ” เสียงหวานบอกสดใส ราวกับไม่เคยมีเรื่องผิดใจกันมาก่อน

พชรอมยิ้มด้วยความสุขล้นหัวใจ กลิ่นสาวที่ติดอยู่ตรงจมูกโด่งยังละมุนหอมกรุ่นไม่เสื่อมคลาย และมันก็คงทำให้เขาฝันดีไปอีกหลายค่ำคืนเลยทีเดียว แถมความฝันที่มีอยู่ในใจมายาวนานก็กำลังจะเป็นจริงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

ส่วนเรื่องยุ่ง ๆ ที่อาจจะตามมาเพราะความคิดชั่ววูบของเขา ก็หวังว่าเขาจะฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ให้ผ่านไปได้ไม่ยาก และเจ้าสาววัยละอ่อนของเขาจะไม่พยศจนเขาหมดแรงหมดกำลังใจไปเสียก่อน ขอให้สาวเจ้าหันมาพิจารณารับเขาเข้าไปไว้ในใจเข้าสักวันเถิด…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป