บทที่ 10 10. Sexy, Naughty, and Flirty: เซ็กซี่ ซุกซน..ดันซุ่มซ่าม - 1
10. Sexy, Naughty, and Flirty: เซ็กซี่ ซุกซน..ดันซุ่มซ่าม - 1
เด็กหญิงพลอยไพลินกำลังรออนาวินท์อย่างใจจดใจจ่อและตื่นเต้นดีใจเป็นพิเศษ ตั้งแต่ได้รับโทรศัพท์ว่าชายหนุ่มจะมาทานอาหารเย็นด้วย ร่างเล็กป้อมโผเข้ากอดร่างใหญ่อย่างเร็วทันทีที่เห็นหน้าคุณพ่อสุดหล่อเดินลงมาจากรถยนต์คันเก่ง Ferrari California สีน้ำเงิน
อนาวินท์อุ้มร่างเล็กป้อมขึ้นจรดจมูกโด่งลงบนแก้มยุ้มอย่างมันเขี้ยวซ้ายขวาสลับไปมาหลายครั้งให้หายกับที่คิดถึงหลานรัก สองพ่อลูกทักทายกันพอหอมปากหอมคอก่อนจะอุ้มร่างป้อมเข้าไปในห้องรับแขกเพื่อสมทบกับคุณตาคุณยายของหลานรัก
“พ่อเย็กขา พ่อกางจะพาน้องพอยไปเที่ยวทะเย พ่อเย็กไปด้วยกันนะค้า”
“ไปสิครับ แล้วจะไปกันเมื่อไหร่ล่ะ น้องพลอยทราบไหมครับ”
“เย็วๆ นี้ค่า พ่อกางบอกว่าจะพาทุกคนไปเที่ยวทะเยค่ะ...ชวนครูออะแกนไปด้วยนะค้า” เสียงเล็กรายงานยิ้มดีใจจนตาหยีที่จะได้ไปเที่ยวทะล แต่คนฟังก็มาสะดุดกับประโยคหลัง
“หรือครับ กะ ก็ได้ครับ” อนาวินท์ตอบรับเสียไม่ได้ เขารู้ว่าหลานสาวรักคุณครูสาวเปรี้ยวอย่างอรวรรญา ธรรมภิบาล ซึ่งนอกจากจะเป็นเพื่อนเก่าของเขาแล้วยังถือเป็นคู่กัดเบอร์หนึ่งกันด้วย
“พ่อเล็กไปชวนครูออะแกนตอนไปรับน้องพอยนะคะ” เสียงใสสำทับ
“ครับๆ” อนาวินท์ตอบรับ แต่ในใจกลับไม่อยากให้ยัยครูเปรี้ยวไปเที่ยวด้วยกันสักนิด
“สวัสดีครับ คุณพ่อคุณแม่...เอ่อ แล้ววันนี้พี่กลางไม่กลับมาบ้านหรือครับ”
อนาวินท์ทำความเคารพบุพการีทั้งสองที่นั้งอยู่บนชุดรับแขกสุดหรู ถามถึงพี่ชาย หย่อนกายลงนั่ง แต่หลานรักไถลตัวอ้วนป้อมลงไปจากเก้าอี้ลงไปนั่งเล่นของเล่นอยู่ตรงพื้นพรมอย่างดีกลางห้องแทน ปล่อยให้ผู้ใหญ่คุยกันตามประสา
“โอ๊ย อย่าถามถึงเจ้ากลางให้แม่ปวดใจเลย ขานั้นเขางานยุ่ง ถ้ายัยน้องพลอยไม่โทรไปอ้อนให้เข้าบ้านมา ไม่มีหวังว่าจะได้เห็นหน้าหล่อๆ ของพ่อกลางหรอก” คุณหญิงอมราพรประชดบุตรชายคนกลางของท่านที่คิวทองเจอตัวยากเสียยิ่งกว่าดาราดังเสียอีก
“คุณหญิงก็ไปว่าเจ้ากลางซะเสียหาย คุณก็รู้ว่าทุกวันนี้ถ้าไม่ได้กลางคอยดูแลกิจการของครอบครัวเรา มีหวังคุณกับผมคงได้อยู่ไปบ้านพักคนชราบางแค”
อนาธิปผู้เป็นพ่อแก้ต่างให้ลูกชายคนโปรดทีเล่นทีจริง เพราะต่อให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวอัครศกุลไพศาลอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไร ก็มีกินมีใช้ไปสิบชาติและยังมีเหลือเก็บ
“คุณก็มัวแต่เข้าข้างเจ้ากลางอยู่อย่างนี้ ลูกเลยไม่ค่อยโผล่มาให้เห็นเลย ทำงานอย่างกับว่าตระกูลของเรานั้นขัดสนนักหนา...เล็กก็เหมือนกันนะ ทำงานหนักเกินไปแล้ว ไม่ค่อยกลับมาบ้านเลย” คุณหญิงอมราพรยังบ่นยาว
“โธ่ คุณแม่ครับ ก็ผมไม่ว่างจริงๆนะครับ งานบริหารโรงพยาบาลยุ่งมากๆ แล้วไหนจะโรงแรมอีก...พี่กลางก็เช่นกันล่ะครับ ขานั้นคงยุ่งกว่าผมเป็นสักสิบเท่ามั้ง”
“ก็มัวแต่อ้างงาน งาน งาน แล้วเมื่อไหร่แม่จะได้อุ้มหลานกันสักทีล่ะ”
คุณหญิงอมราพรที่ในที่สุดก็ยอมรับถึงเหตุผลที่แท้จริงออกมา ตอนนี้สิ่งที่นางหวังคือการที่ได้เห็นบุตรชายทั้งสองมีคู่ครองและมีหลานอีกหลายๆ คนให้ท่านได้เชยชมก็เท่านั้นเอง
“หึๆ ที่แท้ก็อยากจะได้หลานเพิ่มนี้เอง แล้วก็ทำมาเป็นบ่นเรื่องลูกๆ ไม่ยอมเข้าบ้านกัน ถ้าอยากได้หลานเพิ่มก็บอกลูกมันไปตรงๆ ก็ได้คุณหญิง” คุณอนาธิปเย้าภรรยาสุดที่รักกลั้วเสียงหัวเราะ
“ทำเป็นหัวเราะไปเถอะค่ะ หึ แล้วคุณพี่ไม่อยากได้หรือคะ” คุณอมราพรค้อนขวับให้กับสามี
“หลานน่ะอยากได้...แต่ถ้าลูกมันไม่พร้อมก็ไม่รู้จะไปเร่งทำไม...ใช่ไหมเจ้าเล็ก”
“ใช่ครับ! ผมงานยุ่ง ไม่มีเวลาให้กับผู้หญิงที่ไหนทั้งนั้น...และที่สำคัญเราก็มีน้องพลอยอยู่แล้วนี่ครับ ไม่เห็นต้องรีบต้องเร่งอะไรเลย” อนาวินท์อธิบายให้บุพการีหายสงสัย
พ่อแม่ลูกคุยสัพเพเหระ รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน ก่อนอนาวินท์จะแยกตัวกลับคอนโดหรูใจกลางเมืองซึ่งใกล้กับโรงพยาบาลที่เขาบริหารงานอยู่ เพราะพรุ่งนี้เช้าเขาต้องเข้าร่วมประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นโรงพยาบาลนั่นเอง
เท้าเล็กบนรองเท้าส้นสูงสี่นิ้วครึ่งยี่ห้อดังคริสเตียนลูบูแตงที่มีพื้นรองเท้าสีแดงเป็นเอกลักษณ์ วิ่งซอยด้วยความเร็วถี่ยิบไปตามพื้นลื่นมันแปลบของโรงพยาบาล อรวรรญากำลังทำเวลาให้ทันเข้าประชุมผู้ถือหุ้นโรงพยาบาลที่เธอขอบิดามาทำแทนตั้งแต่กลับมาจากอเมริกา...เพราะต้องการพบหน้าใครบางคน
ร่างอิ่มอยู่ในเดรสสั้นสีน้ำเงินรัดรูปเผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจนจนผู้คนบริเวณนั้นต้องเหลียวหลังมองกับความสวยทันสมัยของเจ้าหล่อน ดวงตากลมโตที่ได้รับการตกแต่งมาเป็นอย่างดีภายใต้แว่นกันแดดชาแนลอันใหญ่กว่าใบหน้านวลผุบลงมองนาฬิกาเรือนแสนแล้วต้องร้องดังๆออกมา
“ตายๆ สายอีกแล้ว โดนนายขี้เก๊กว่าอีกแน่ๆ” เจ้าของโรงเรียนอนุบาลชื่อดังบ่น พร้อมเร่งความเร็วยิ่งขึ้น และนั้นก็ดูเหมือนเป็นความคิดที่ผิด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรองเท้าส้นสูงที่สูงเกินความจำเป็นของตนหรือเพราะพื้นโรงพยาบาลมันๆ เป็นเหตุจึงทำให้…
“ว้าย!! บูลูแตงของฉัน” เธอร้องเสียงหลง พร้อมกับร่างอิ่มที่ลงไปนอนกับพื้น ใจนึกเป็นห่วงรองเท้าราคาแพงมากกว่าสวัสดิภาพของตัวเอง ตาโตก้มลงสำรวจรองเท้าคู่สวยอย่างอัตโนมัติ ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอกกับความปลอดภัยของรองเท้าคู่โปรด
“ทีหลังก็ตื่นให้มันเร็วกว่านี้หน่อยสิ ถ้ารู้ว่าต้องแต่งองค์ทรงเครื่องนานขนาดนี้ จะได้ไม่ต้องมาสาย” คำพูดถากถางด้วยน้ำเสียงแสนคุ้นเคยดังขึ้นใกล้ร่างอิ่มที่ยังนั่งกองอยู่กับพื้น
อนาวินท์เห็นแม่พิมพ์สุดเปรี้ยวตั้งแต่เริ่มใส่เกียร์ห้าหน้าทิ่มดินแล้ว แล้วเขาคิดผิดเสียที่ไหน...
“นี่นายวินท์ ไม่คิดจะช่วยก็ไม่ต้องพูดซ้ำเติม” หญิงสาวตวัดสายตาไปตำหนิเพื่อนเก่าที่มีสถานะเป็นคู่กัดควบตำแหน่งคนที่เธอแอบชอบ และประธานกรรมการโรงพยาบาลในเครืออัครศกุลไพศาลกรุปแห่งนี้ด้วย
“จะไม่ให้ซ้ำเติมได้ไง แล้วดูแต่งตัวสิ ชุดก็ฟิตเปรี๊ยะ หายใจออกหรือเปล่านั่น แล้วไอ้รองเท้านั่นอีก ใส่มาได้ยังไงสูงขนาดนั้น พลิกทีหนึ่งไม่ต่างจะตกตึกสิบชั้น” อนาวินท์วิจารณ์เพื่อนที่ไม่ค่อยจะมีความเป็นเพื่อนกันสักเท่าไร
“ปากจัดไม่เคยเปลี่ยนเลยเพื่อนฉัน นายไม่เคยได้ยินหรือ ถ้าอยากสวยต้องทนและเกิดเป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวย...” อรวรรญาแย้งด้วยสโลแกนประจำตัวเอง ตวัดสายตามองร่างสูงใหญ่ที่ยืนค้ำมองเธออยู่
ทว่าสภาพอรวรรญาตอนนี้ทำให้ชายหนุ่มต้องเบนสายตาหนีเพราะขาอ่อนขาวๆ ที่โผล่มายั่วน้ำลายหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่แถวนั้น และตัวเขาเองก็รู้สึกร้อนๆ กับสิ่งที่เห็นตรงหน้าอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“แล้วทำไมต้องพยายามให้มากนักล่ะ ในเมื่อคุณก็หน้าตาไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรอยู่แล้ว” เขาพูดไปตามความจริง และนั้นก็เรียกสีระเรื่อจากใบหน้านวลแต่มันถูกปกปิดไว้ด้วยรองพื้นอย่างดี
นายขี้เก๊กว่าออร์แกนหน้าตาดีหรือ
“ทีนายยังทำตัวเป็น metro sexual ได้เลย” อรวรรญาย้อนถามบ้าง ก็ในเมื่อชายหนุ่มเองก็แต่งตัวดีไม่เคยน้อยหน้าเธอสักนิด จนมีข่าวลือหนาหูเหลือเกินว่าจริงๆแล้ว เพื่อนเก่าของเธอเป็นเกย์
แล้วไอ้ผู้ชายที่ดูแลตัวเองไม่ต่างจากผู้หญิงก็คือพวกเมโทรเซกชวล สำหรับเธอแล้ว ผู้ชายประเภทนี้เป็นพวกอยู่ตรงรอยต่อระหว่างความเป็นเกย์กับผู้ชายแท้เพียงแค่หนึ่งมิลลิเมตรเท่านั้น และนั้นก็ทำให้เธอกลัวว่าขวัญใจของเธอจะเอนไปทาง ก. ไก่ เสียมากกว่า
“เมทง เมโทรอะไรกัน ผมก็แต่งตัวให้สมกับสถานะทางสังคมและหน้าที่การงานของผมเท่านั้น”
“ไม่ได้เป็นอย่างอื่นแน่นะ” เธอพูดในลำคอ
ขอให้เป็นอย่างที่พูดเถอะ ออร์แกนจะได้ไม่ต้องผิดหวังซ้ำสอง
“ลุกไหวไหม เดี๋ยวจะให้เอารถเข็นมารับไปทำแผล” เขาถามด้วยน้ำเสียงเจือความเป็นห่วง ดูท่าทางแล้วเท้าคงเจ็บไม่น้อย โชคดีที่มาล้มที่โรงพยาบาล
“ไหวๆ อูย เจ็บชะมัด” คนอวดเก่งตอบรับพยายามพยุงตัวขึ้น ก่อนร้องเพราะเจ็บแปล๊บๆ ที่ข้อเท้า
“อย่ามาทำอวดเก่งหน่อยเลย เจ็บก็บอกมาสิ มาผมช่วยพยุง”
ถึงจะไม่ค่อยชอบหน้ายัยสาวเปรี้ยว แต่อนาวินท์ก็เป็นสุภาพบุรุษไม่แพ้ใคร
ชายหนุ่มย่อตัวลงเพื่อพยุงหญิงสาว มือหนาสอดลงไปใต้แขนโอบไปด้านหลังบางก่อนออกแรงดึงร่างเล็กขึ้น ลำแขนแกร่งที่กำลังพยุงเธอประกอบกับกลิ่นโคโลนจ์อ่อนๆ ที่ลอยมาแตะจมูกรั้นเชิดกำลังทำให้หญิงสาวหายใจผิดจังหวะ ใบหน้าหวานร้อนผ่าวคล้ายคนเป็นไข้ขึ้นมา
ถ้าเป็นชายอื่นเธอคงไม่รู้สึกอะไรแต่กับเขาคนนี้...
