บทที่ 1 ตอนที่ 0: เผลอใจรัก

เมื่อ 7 ปีก่อน

เดือนแห่งการเริ่มต้นเทอมแรกสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง มาพร้อมกับฤดูฝน ฤดูที่ทำให้ทุกอย่างดูเหงาในสายตาของพีซ เพราะเขาไม่ชอบหน้าฝนเอาเสียเลย

เช้านี้ พีซออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง มุ่งหน้าไปมหาวิทยาลัยเป็นวันแรก เขาไม่ได้พักหอในเพราะลงทะเบียนช้า หอพักเต็มก่อน จึงเลือกเช่าคอนโดอยู่ชานเมืองที่ที่เงียบสงบ ไร้ความพลุกพล่าน ข้อดีคือความเงียบ ข้อเสียคือเมื่อฤดูฝนมาเยือน บรรยากาศกลับทำให้เขารู้สึกเหงา แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องอยู่คนเดียว แต่ก็ไม่เคยชอบมันเลย

สายฝนโปรยปรายระหว่างทาง ถนนยังโล่ง รถยังไม่ค่อยติด พีซขับไปเรื่อย ๆ จนถึงที่จอดรถของคณะ มองดูเวลาแล้วยังเหลืออีกนานกว่าจะถึงช่วงนัดรวมตัวนักศึกษาใหม่ เขาจึงดับเครื่อง เปิดกระจกรับลมฝน ปรับเบาะเอนลง และหลับตาพักสายตาชั่วครู่

หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เวลา 07:00 น.

พีซเลื่อนกระจกขึ้น จัดชุดให้เข้าที่ ก่อนสะพายกระเป๋าสีดำใบใหญ่แล้วก้าวออกจากรถ ฝนเริ่มเบาแล้วก็จริง แต่หากเดินไปโดยไม่มีร่ม คงเปียกแน่ ๆ เขาจึงหยิบร่มติดมือมาด้วย

ระหว่างทางไปยังอาคารปฐมนิเทศ พีซเดินผ่านต้นไม้ใหญ่และบังเอิญสบตากับชายหนุ่มร่างสูงโปร่งคนหนึ่งที่ยืนหลบฝนอยู่ใต้ร่มไม้ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแล็กเข้ารูปและรองเท้าหนังสีดำ ขณะเดียวกันก็กอดกระเป๋าแนบอกราวกับพยายามปกป้องของสำคัญจากละอองฝน จากสภาพแล้ว ดูเหมือนเขาจะเป็นนักศึกษาปีหนึ่งเช่นกัน และคงเพิ่งวิ่งฝ่าสายฝนมาก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ตรงนั้น พีซจึงตัดสินใจเดินเข้าไปทัก

“เอ่อ...ขอโทษนะครับ รบกวนถามหน่อยครับ อาคารปฐมนิเทศไปทางไหนเหรอครับ?” พีซเอ่ยถามคำถามออกไป เพราะเขายังไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะเป็นนักศึกษาใหม่ แบบที่คิดไว้หรือไม่ จึงตัดสินใจถามเกี่ยวกับสถานที่ดู

“อ้อ...จะไปปฐมนิเทศใช่ไหมครับ? เหมือนจะต้องเดินตรงไป แล้วเลี้ยวขวาที่มุมตึกข้างหน้า จากนั้นเดินตรงไปเรื่อย ๆ ก็น่าจะถึงนะครับ” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ

“ขอบคุณครับ ว่าแต่คุณจะไปไหนเหรอครับ? ให้ผมไปส่งไหม ฝนดูท่าจะยังไม่หยุดเลย” พีซถามต่อ พร้อมคิดในใจว่าการกระทำของตัวเองจะดูน่าสงสัยหรือเปล่าที่จู่ ๆ ก็เข้าไปทักคนแปลกหน้า แล้วยังเอ่ยปากชวนเขาไปด้วยกันอีก

ชายหนุ่มนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง คิดว่าดูท่าฝนจะไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ ถ้ายังยืนรอต่อไป เขาคงได้ไปลงทะเบียนกับรับป้ายชื่อสายแน่ และหากต้องวิ่งฝ่าไปอีก กระเป๋าของเขาคงเปียกหมด ก่อนจะตัดสินใจตอบ “ถ้าไม่เป็นการรบกวน...ผมขอติดร่มไปด้วยคนได้ไหมครับ? เพราะจริง ๆ ผมก็จะไปปฐมนิเทศเหมือนกัน”

“ได้สิครับ” พีซตอบกลับ พร้อมเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายใต้ร่มไม้

“เอ่อ...ให้ผมถือร่มให้ไหมครับ?”

“คะ...ครับ” พีซว่าตัวเองสูงแล้ว แต่พอได้มายืนใกล้ ๆ อีกฝ่าย กลับพบว่าเขาสูงกว่าพีซเสียอีก…

ชายคนนั้นคว้าร่มไป พร้อมกับจังหวะที่พีซหันไปเห็นรอยเปื้อนโคลนขนาดใหญ่ที่ด้านหลังของเขา

“ขอโทษนะครับ เสื้อข้างหลังคุณเปื้อนโคลนน่ะ” พีซเอ่ยพลางชี้ให้อีกฝ่ายดู

เมื่อถูกทัก ชายหนุ่มรีบหันขวับไปตรวจสอบเสื้อของตัวเองทันที

“อ่า...แย่แล้ว สงสัยโดนตอนวิ่งมา” เขาพูดพลางถอนหายใจ “แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ”

ว่าจบก็รีบขยับไปยืนซ้อนหลังพีซ เพราะไม่อยากให้เสื้อเปื้อนโคลนของตนไปเลอะอีกฝ่าย

พีซเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ พลางคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“คือว่า...ตอนนี้ยังพอมีเวลา ที่รถผมมีเสื้อเชิ้ตสำรองอยู่ขนาดตัวเราก็ใกล้เคียงกัน ผมให้คุณยืมก่อนได้นะ อีกอย่างเสื้อคุณก็เปียกด้วย ถ้าเข้าไปนั่งห้องแอร์เดี๋ยวจะไม่สบายตัว” พีซพูดยาวเหยียด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เขาพูดอะไรยาว ๆ แบบนี้ ปกติเขาเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดมาก แต่วันนี้กลับแตกต่างออกไป บางทีอาจเป็นเพราะเขาเป็นห่วงเพื่อนร่วมโลกตรงหน้า

“ผมเกรงใจ ไม่เป็นไรครับ” อีกฝ่ายตอบกลับด้วยน้ำเสียงลังเล

“ไม่เป็นไรหรอกครับ รถอยู่ใกล้ ๆ เอง” พีซพูดก่อนจะคว้าข้อมืออีกคนแล้วออกเดินนำไปทางที่ตัวเองเพิ่งมา

‘วันนี้เราทำอะไรลงไปนะ... ทำไมถึงได้หลุดจากความเป็นตัวเองขนาดนี้’ พีซคิดในใจพลางรู้สึกอายกับการกระทำของตัวเอง

ไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งสองเดินมาถึงรถเอสยูวีสีเทาที่จอดอยู่ในลานจอดรถ เร็วกว่าความคิด พีซรีบเปิดรถ เปิดกระเป๋าเดินทางที่มีเสื้อผ้าสำรองอยู่ ก่อนจะหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวออกมายื่นให้คนข้าง ๆ พร้อมกับชี้ไปที่รถเป็นเชิงบอกให้เข้าไปเปลี่ยนข้างใน

ชายหนุ่มที่เดินมาด้วยยังคงมีสีหน้างุนงง ตั้งแต่ถูกคว้าข้อมือให้เดินตามมา จนกระทั่งได้รับเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวใหม่มาถือไว้ และสุดท้ายก็เข้าไปเปลี่ยนเสื้อในรถแบบงง ๆ

เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ทั้งสองจึงเดินไปยังอาคารปฐมนิเทศด้วยกัน ฝนยังคงโปรยปราย แต่ด้วยร่มคันเดียวที่ใช้ร่วมกัน ทำให้ระยะห่างระหว่างพวกเขาใกล้กันมากกว่าที่คิด…

สุดท้าย ทั้งสองคนเดินมาถึงจุดลงทะเบียนในอาคารปฐมนิเทศ ซึ่งดูท่าคงต้องแยกย้ายกันแล้ว

“ฮัดชิ่ว!” ชายหนุ่มจามออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว “ขอโทษที เหมือนพอโดนแอร์แล้วรู้สึกคัดจมูก” เขาว่าพลางยกมือขยี้จมูกเบา ๆ

พีซมองอีกฝ่าย ก่อนพูดขึ้น “แป๊บหนึ่งนะ” พร้อมกับเปิดกระเป๋าสะพายข้างสีดำ ค้นหาของบางอย่าง

“แพ้ยาอะไรไหม?” เขาถามพลางค้นกระเป๋าต่อ

“มะ...ไม่แพ้นะ ฮัดชิ่ว!” อีกฝ่ายตอบพลางจามอีกรอบ ดูท่าจะเริ่มไม่สบายจริง ๆ แล้ว

“โอเค” พีซพยักหน้า ก่อนจะยื่นของหลายอย่างใส่มืออีกฝ่าย “นี่ทิชชู นี่ยาแก้ปวดลดไข้ นี่ยาแก้หวัดแบบไม่ง่วง แล้วก็น้ำเปล่า ถ้าไม่ไหวบอกรุ่นพี่ไม่ก็เจ้าหน้าที่นะ”

ชายหนุ่มก้มมองของที่จู่ ๆ ก็ถูกยัดใส่มือจนแทบล้น พร้อมทำตาโตด้วยความประหลาดใจ “หือ...”

“รับไปเถอะ” พีซพูดเสียงเรียบและเหลือบมองป้ายที่ตั้งไว้บนโต๊ะลงทะเบียน ‘คณะวิทยาศาสตร์’ ก่อนจะยกข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วตัดสินใจหันหลังไป “ผมไปละนะ คณะผมต้องไปลงทะเบียนอีกฝั่ง ขอบคุณที่บอกทางนะครับ”

เห็นอีกฝ่ายกำลังจะเดินจากไป ชายหนุ่มรีบพูดขึ้นก่อน “ยังไงก็ขอบคุณมาก ๆ นะ! ไว้เจอกัน!”

พีซไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่พยักหน้าน้อย ๆ แล้วก้าวเดินต่อไป ขณะที่ชายหนุ่มที่ยังหอบของไว้เต็มมือ มองตามแผ่นหลังของอีกคนที่ค่อย ๆ หายไปในฝูงชน พลางคิดในใจ ‘จากลักษณะนิสัยแล้ว หมอนี่ต้องเป็นนักศึกษาสายสุขภาพแน่ ๆ … หลังปฐมนิเทศ ค่อยตามหาเพื่อไปขอบคุณอีกทีละกัน’

เช้าวันนั้น ทั้งสองคนก็จากกันไปแบบนั้น…

หลังจากวันที่ปฐมนิเทศผ่านไปสองอาทิตย์แล้ว พีท พิพิธพร นักศึกษาปีหนึ่ง เอกวิทยาการคอมพิวเตอร์ ก็ยังคงตามหาชายหนุ่มที่ช่วยเขาไว้ในวันนั้น ชายผู้ที่ยินดีให้ยืมเสื้อเชิ้ตเพื่อให้เขาเปลี่ยนและให้ยาแก้หวัดมา หลังจากที่เขาหลบสายฝนอยู่ใต้ต้นไม้นั้น

พีทตระเวนหาทั่วคณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะแพทยศาสตร์ เภสัชฯ พยาบาล หรือเทคนิคการแพทย์ ก็ยังไม่เจอชายหนุ่มคนนั้น เขาจำได้เพียงน้ำเสียง ท่าทาง และลักษณะตัวเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้การตามหายากขึ้นคือ ในวันนั้น เขาได้วิ่งฝ่าสายฝนมาและแว่นตาของเขาก็แตกเสียก่อน ทำให้ทุกอย่างในวันนั้นเบลอไปหมด เขาจำหน้าของคนนั้นที่มาช่วยเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

“ทำไมตอนนั้นไม่ถามชื่อกับคณะไว้นะ...” พีทพึมพำกับตัวเองเสียงเบา ขณะเดินกลับไปที่คณะ รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติมในวันนั้น ทั้ง ๆ ที่ชายคนนั้นช่วยเขามากมาย แต่ตอนนั้นทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป และเขาก็ไม่ทันคิดอะไรเลย แต่ในใจเขาก็ยังมีความหวัง ว่าสักวันจะได้เจอกันอีกครั้ง...จะได้เอาเสื้อคืนและพูดคำว่า ขอบคุณสำหรับยาและร่ม อีกครั้ง

.

.

.

หนึ่งเทอมผ่านไปสำหรับนักศึกษาใหม่ เมื่อเริ่มต้นเทอมที่สอง พีซ กานต์พิชา กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปโรงอาหารคณะบัญชี ซึ่งเป็นคณะที่เขาเรียนอยู่ และสังเกตเห็นว่าในหนึ่งเทอมที่ผ่านมา มีคนจากคณะอื่นมาทานอาหารที่นี่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เยอะจนไม่มีที่นั่งว่างเลย วันนี้พีซจึงรีบออกมาหลังจากที่เสร็จจากคลาสเรียน เพื่อหาที่นั่งก่อนที่จะเต็มไปด้วยคน

“คน! เต็ม!” พีซอุทานในใจก่อนจะถอนหายใจ และกระชับกระเป๋าให้แน่นขึ้น เขาตัดสินใจเดินไปที่รถ เพราะคงต้องออกไปทานข้างนอก ถ้ารีบไปรีบกลับก็น่าจะทันคลาสบ่ายโมง

ระหว่างทางพีซเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ จู่ ๆ ก็เกิดนึกถึงผู้ชายคนหนึ่งที่เขาเคยเจอตอนวันปฐมนิเทศ

 ‘คณะวิทย์เหรอ...’ พีซพูดเบา ๆ ขณะมองไปที่ป้ายที่มีลูกศรชี้ทางไปคณะวิทยาศาสตร์ ขณะที่พีซยืนนิ่งคิดอยู่ใต้ร่มไม้ เขาก็ได้ยินเสียงนักศึกษากำลังเดินผ่าน และจับใจความได้อย่างรวดเร็วว่า ‘มีนักศึกษาทั้งปีแรกและปีสูงไปกินข้าวที่คณะบัญชี ด้วยเหตุผลบางประการ และพวกเขาพูดว่าโรงอาหารคณะวิทย์แทบจะไม่มีคนเลย’

เมื่อได้ยินแบบนั้น พีซจึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางจากลานจอดรถ มุ่งหน้าไปยังโรงอาหารคณะวิทยาศาสตร์แทน เขาคิดว่าการไปที่นั่นจะทำให้ไม่ต้องเสียเวลาออกไปกินข้าวข้างนอก

เมื่อพีซมาถึงโรงอาหารคณะวิทย์ก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ด้วยความโล่งอก ที่นี่ร้างคนจริงตามที่เขาได้ยินมา ขนาดของโรงอาหารใหญ่กว่าคณะเขาซะอีก ร้านข้าวก็มีเยอะ แต่คนกลับน้อยผิดคาด...

พีซตัดสินใจจะกินก๋วยเตี๋ยว แต่ก่อนที่เขาจะถึงร้านก๋วยเตี๋ยว สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นแผ่นหลังของคนที่คุ้นตากำลังเดินไปยังร้านข้าวแกง

‘คนนั้นนี่นา...’ พีซคิดในใจ ก่อนที่จะสาวเท้าไปที่ร้านข้าวแกง และเข้าไปต่อคิวข้างหลังชายคนนั้น

พีซต่อคิวอยู่ข้างหลังเขาจริง ๆ แต่ก็ไม่ได้คิดจะทักทายอะไร เพียงแค่เปลี่ยนใจอยากกินข้าวแกงจริง ๆ เท่านั้น และข้างหน้าเขาก็มีกลุ่มนักศึกษาหญิงสามคนกำลังรอสั่งอาหาร ดูท่าร้านนี้คงรสชาติปลอดภัยพอสมควร

“ป้าคะ เอาอันนี้ อันนี้ แล้วก็อันนี้ค่ะ แยกกับนะคะ แล้วก็ข้าวเปล่าสามถ้วยค่ะ” กลุ่มผู้หญิงสามคนข้างหน้าสั่งอาหาร

“...จ้าลูก รอแป๊บนะ” ป้าตอบพร้อมกับหันไปตักอาหาร ระหว่างรอข้าว กลุ่มผู้หญิงก็ขยับไปยืนรออาหารที่จุดข้าง ๆ

คนที่ยืนข้างหน้าพีซยังคงยืนรอจนกว่าป้าจะตักข้าวคิวก่อนหน้าจะเสร็จ ก่อนที่จะสั่งข้าวกับป้า

“ผมเอาเหมือนเดิม...ครับ”

ทันใดนั้นเอง พลั่ก! ภายในเสี้ยววินาที เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น กลุ่มผู้หญิงที่ยืนรออาหารหยอกล้อกันจนเสียหลัก ร่างของหนึ่งคนในพวกเธอเซถลาปะทะเข้ากับสีข้างชายหนุ่มที่กำลังสั่งอาหารอยู่พอดี

หมับ! พีซตอบสนองฉับไว เขายื่นแขนออกไปค้ำเคาน์เตอร์ไว้แน่น ป้องกันไม่ให้ร่างของคนที่อยู่ตรงหน้าเซกระแทกไปอีกทาง ร่างของเขาโอนเอนเล็กน้อยจากแรงปะทะ

“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ขอโทษจริง ๆ ค่ะ” หญิงสาวคนหนึ่งรีบกล่าวขอโทษพร้อมก้มหัวถี่ ๆ ให้ชายหนุ่มตรงหน้า “พวกเธอเล่นอะไรกันน่ะ! เห็นไหมว่าไปโดนคนอื่น” เธอหันไปตำหนิเพื่อนอีกสองคน

“พวกเราขอโทษนะคะที่ไม่ได้ระวัง” หญิงสาวทั้งสามคนพากันก้มหัวขอโทษซ้ำ ๆ

“ไม่เป็นไรครับ” ชายหนุ่มตรงหน้าพีซกล่าวพร้อมโบกมือเป็นเชิงว่าไม่ถือสา 

หลังจากกลุ่มนักศึกษาหญิงกล่าวคำขอโทษจบ พวกเธอก็เดินจากไป ชายหนุ่มตรงหน้าเอี้ยวตัวมาเผชิญหน้ากับพีซ ด้วยส่วนสูงที่ต่างกันเล็กน้อย พีซจึงต้องเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย เนื่องจากตอนนี้เขายืนชิดแผ่นหลังของชายหนุ่ม

“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มกล่าว

“ไม่เป็นไรครับ” พีซดึงมือกลับพร้อมถอยหลังไปครึ่งก้าว

ทั้งสองยิ้มให้กันบาง ๆ

‘จำกันไม่ได้จริง ๆ สินะ’ พีซคิดในใจ

“ข้าวได้แล้วจ้ะ แล้วก็อีกคนเอาอะไรจ๊ะ” ป้าพูดพลางรับเงินจากชายหนุ่ม

“ผมเอาแกงจืดกับผัดผักครับ” พีซสั่งอาหารกับป้า ด้วยความที่เป็นโรงอาหารของต่างคณะ เขาจึงตัดสินใจสั่งเมนูที่ปลอดภัยไว้ก่อน

“ป้าครับ คิดรวมกันเลยนะครับ” ชายหนุ่มตรงหน้าพีซพูดกับป้า

“...จ่ายให้ผมเหรอครับ” พีซถามอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

“แทนคำขอบคุณครับ...”

ชั่วขณะหนึ่ง พีซเผลอคิดว่าอีกฝ่ายจำเขาได้จากเหตุการณ์ปฐมนิเทศ แต่ก็ต้องหยุดความคิดเมื่อชายหนุ่มพูดขึ้น

“ขอบคุณที่ช่วยกันผมไว้ไม่ให้เซไปเมื่อกี้นะครับ” ชายหนุ่มพูดขึ้น

“อ๋อ...ไม่เป็นไรครับ” พีซตอบเสียงเบาลงด้วยความเกรงใจ

“รับไว้เถอะครับ คนเริ่มมาต่อแถวเยอะแล้ว” อีกฝ่ายพูดพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ

“งั้นก็ขอบคุณนะครับ”

พีซรับอาหารแล้วจึงเดินไปหาที่นั่ง

‘ถ้าเขาไม่ทัก เราก็ไม่จำเป็นต้องทักสินะ’ พีซคิดในใจ ก่อนจะรับจานอาหารและเดินไปหาโต๊ะนั่งอีกฝั่ง เป็นมุมตรงข้ามกับชายหนุ่มคนนั้น โดยเว้นระยะห่างไว้สามโต๊ะ

อีกฝั่งหนึ่ง ชายหนุ่มมองพีซด้วยสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะละสายตาและตั้งใจกินอาหาร เขาเองก็รู้สึกคุ้นตากับท่าทางของคนที่ช่วยเขาไว้เช่นกัน ราวกับเคยเจอที่ไหนมาก่อน แต่ไม่ได้คิดอะไรต่อ เพราะต้องรีบกินอาหารและไปหาเพื่อนที่นัดกันไว้

สัปดาห์สุดท้ายก่อนสอบปลายภาคเพื่อสิ้นสุดการเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 นับตั้งแต่วันที่พีซไปที่โรงอาหารคณะวิทย์ พีซก็ยังคงไปที่นั่นเสมอ เพราะต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายของโรงอาหารคณะตัวเอง บางครั้งเขาก็เจอคนที่เขาเผลอมองหา แต่ส่วนใหญ่มักไม่เจอ อาจเป็นเพราะเวลาพักไม่ตรงกัน พีซได้คิดทบทวนพฤติกรรมของตัวเองทำให้เขาเข้าใจแล้วว่า เขาคงจะรู้สึกดีกับอีกฝ่ายไปแล้ว แม้จะเคยพูดคุยกันเพียงแค่สองครั้ง แถมอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะจำเขาไม่ได้เลยก็ตาม แต่ก็ช่างมันเถอะ แค่ได้มากินข้าวในโรงอาหารคณะวิทย์ที่ไม่วุ่นวายแห่งนี้ ถ้าเจออีกฝ่ายก็ถือว่าโชคดี ถึงจะได้แค่มองอยู่ห่าง ๆ ก็ดีแล้ว พีซรู้ดีว่าตัวเองเป็นคนตกหลุมรักคนง่าย และครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อรู้ตัวแล้ว เขาก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการมายังสถานที่ที่คิดว่าจะได้เจออีกฝ่าย แค่นั้นเอง

“เหมือนเดิมครับป้า แกงจืดกับผัดผักครับ” พีซสั่งอาหารพร้อมยิ้มบาง ๆ ให้กับร้านที่กลายเป็นร้านเจ้าประจำของเขาไปแล้ว เมื่อได้อาหารแล้ว พีซก็มานั่งที่โต๊ะประจำมุมของเขา ซึ่งเป็นโต๊ะริมสุดมองเห็นวิวสวน บางครั้งเขาก็นึกขำตัวเองที่ตัวเองอยู่อีกคณะ แต่กลับมามีที่ประจำอยู่อีกคณะแทน เขาคิดพลางเริ่มกินอาหารในจานไปอย่างเงียบ ๆ 

“นี่ ๆ รู้ยัง? เด็กปีหนึ่งคณะคอมฯ หน้าตาดี ๆ คนนั้นน่ะ เขามีแฟนแล้วนะ!” เสียงกลุ่มนักศึกษาโต๊ะข้าง ๆ พูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น

“น้องพีทน่ะเหรอ? โอ๊ย... ฉันอุตส่าห์มโนจองไว้ในใจแล้วเชียว” เพื่อนอีกคนตอบกลับพร้อมทำหน้าหงอย

ท่ามกลางเสียงพูดคุยจอแจในโรงอาหาร ขณะที่พีซกำลังจะลุกไปเก็บจาน เขาบังเอิญได้ยินเสียงกระซิบกระซาบดังมาจากโต๊ะข้าง ๆ จึงนั่งฟังเล็กน้อยพลางดูดน้ำในขวดด้วยความสนใจ แต่ทำหน้านิ่งเฉยราวกับเป็นเพียงอากาศธาตุ

“เสียใจด้วยนะ แถมแฟนน้องเขาก็น่ารักมากด้วยนะ!” เพื่อนคนแรกพูดพลางหัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดู

“ผู้ชายเหรอ? จริงดิ! ใครเหรอ? เธอรู้ไหมว่าเป็นใคร?” เพื่อนอีกคนเปลี่ยนจากสีหน้าเศร้าเป็นตาเป็นประกาย ถามกลับด้วยความตื่นเต้น

“ก็คนนั้นไง รุ่นพี่ปีสี่คณะมนุษย์…” เธอพูดต่อพลางยื่นมือถือให้เพื่อนดู “ตัวเล็ก ๆ น่ารัก ๆ ในรูปนี่ พี่มีนไง!” 

“โห… เหมาะกันขนาดนี้…” อีกคนบ่นพลางทำหน้าหงอยแบบไม่จริงจังนัก

“นั่น ๆ! น้องเดินมาแล้ว! ข้าง ๆ นั่น… ใครกัน… เอ๊ะ! แก ๆ น้องมากับแฟน! อย่าเพิ่งหันไปนะ!” คนที่เริ่มเปิดประเด็นรีบกระซิบเสียงตื่น พร้อมกับตีแขนเพื่อนเบา ๆ

ฉับพลัน ไวกว่าความคิดพีซกับเพื่อนของนักศึกษาที่โต๊ะข้าง ๆ ต่างก็หันไปมองพร้อมกัน

กว่าจะรู้ตัว… ก็สายไปเสียแล้ว ความแตกเต็ม ๆ ว่าแอบฟังคนอื่นคุยกันอย่างเนียน ๆ

ภาพที่พีซเห็นคือคนที่เขาเฝ้ามองหามาตลอดตั้งแต่มากินข้าวที่นี่ และคนนั้นก็เป็นคนเดียวกับในบทสนทนาที่เขาได้ยินเมื่อครู่ พีซรู้สึกเหมือนหูดับ ได้แต่มองภาพนั้นอยู่ไกล ๆ

‘เหมาะสมกันจริง ๆ แหละ นี่ข่าวดีใช่ไหมที่เขาชอบผู้ชาย ...แต่ข่าวร้ายคือเขามีแฟนแล้ว ...เขามีแฟนแล้วต้องยินดีกับเขาสิ ...อย่าไปมองคนมีแฟนเลย...’

พีซค่อย ๆ หันกลับมาสบตากับโต๊ะข้าง ๆ พร้อมยิ้มให้อีกโต๊ะด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะลุกไปเก็บจานและเดินออกจากโรงอาหาร

....เขาได้แต่คิดในใจเงียบ ๆ ว่าต่อไปคงต้องไปกินข้าวข้างนอกแทน

บทถัดไป