บทที่ 2 ตอนที่ 1: หัวใจที่ไม่เหมือนเดิม
คำเตือน: เนื้อหาต่อไปนี้มีคำหยาบคายและมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ตั้งแต่วันที่เขาเดินออกมาจากโรงอาหารคณะวิทยาศาสตร์ พีซพยายามไม่นึกถึงคนคนนั้นอีกเลย โชคดีที่เขายุ่งอยู่กับเรื่องเรียนและงานพิเศษที่เริ่มทำมาตั้งแต่ตอนนั้น เวลาผ่านไปจนพีซได้ฝึกงานที่บริษัทรับทำบัญชีในช่วงซัมเมอร์ ซึ่งช่วยให้เขาสามารถแบ่งเวลาในปีสุดท้ายไปทำโปรเจกต์จบ โดยเขาวางแผนว่าจะทำให้เสร็จในเทอมแรก เพื่อในเทอมที่สองจะได้มีเวลาว่างพอหายใจหายคอและวางแผนหางานทำต่อหลังจากนั้น
วันนี้เป็นวันเริ่มต้นเทอมใหม่ของปีสุดท้าย บรรยากาศที่คณะดูครึกครื้นเหมือนทุกครั้ง เวลาที่ว่าผ่านไปช้า เมื่อมีอะไรมากมายให้ทำก็เหมือนจะผ่านไปเร็วเช่นกัน
คลาสแรกผ่านไปด้วยการนั่งฟังการแนะนำรายวิชา และคลาสบ่ายวันนี้เป็นตารางว่าง พีซจึงอยากไปยืมหนังสือและหาข้อมูลสำหรับทำโปรเจกต์จบที่หอสมุด เมื่อจัดการกับเอกสารเสร็จและอาจารย์บอกเลิกคลาสแล้ว พีซก็รีบเก็บกระเป๋าและเดินออกไปหาอะไรกิน หวังว่าวันนี้คนจะไม่เยอะ เขาขี้เกียจเกินกว่าจะขับรถออกไปกินข้างนอกเหมือนเมื่อก่อน
“เฮ้อ...” พีซถอนหายใจก่อนหันหลังและเปลี่ยนเส้นทางไปที่ลานจอดรถ หลังจากมองดูจากไกล ๆ โรงอาหารก็ยังคงมีคนเยอะเหมือนเดิม เขาที่ไม่ชอบความวุ่นวายจึงตัดสินใจไปกินข้างนอกแทน พีซมีเวลามากเพราะไม่มีเรียนช่วงบ่าย จึงเดินเล่นมาเรื่อย ๆ ตามทางเดินที่มีวิวสวนข้างทาง จนมาหยุดยืนอยู่ที่โรงอาหารหน้าคณะวิทย์ กว่าจะรู้ตัว พีซก็ยืนมองสวนที่เป็นวิวที่เขาเคยนั่งดูตอนกินข้าวจากอีกมุมหนึ่ง เขาทอดสายตาเข้าไปในโรงอาหาร คนดูเยอะขึ้นกว่าเมื่อตอนมาที่นี่ตอนปีหนึ่ง แต่ก็ยังน้อยกว่าที่คณะของเขาหลายส่วน
“คงไม่เจอหรอกมั้งนะ...” พีซพึมพำกับตัวเอง ก่อนสาวเท้าเดินเข้าไปตรงไปที่ร้านข้าวแกงที่เขาเคยกินประจำ
เมื่อมาถึงร้านข้าว พีซเห็นว่ามีคิวอยู่ก่อนหน้าเขา เขาจึงรอจนอีกคนสั่งข้าวเสร็จ
จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงกลุ่มคนที่เดินมายืนต่อคิวอยู่ข้างหลัง พร้อมกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ แต่ก็ไม่กล้าหันหลังกลับไปมอง
“เอาแกงจืดเต้าหู้กับผัดผักครับ” พีซสั่งข้าวพร้อมยิ้มบาง ๆ ให้ป้า
“จ้ะ...โอ้! ไม่เจอหน้านานเลยนะลูก ไปไหนมาล่ะ?” ป้าเงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะพูดทักทาย
พีซแปลกใจว่าเวลาผ่านไปหลายปีแล้ว แต่ป้าก็ยังจำเขาได้...
“จำผมได้เหรอครับ ฮ่า ๆ” พีซพูดพลางเกาท้ายทอยเล็กน้อย ก่อนขยับไปรอที่จุดรับอาหาร เขาไม่ได้ตอบคำถามป้าว่าหายไปไหน เพราะเขาก็แค่มากินข้าวที่นี่ช่วงหนึ่งเท่านั้น
“จำได้สิ ตอนนั้นหนูก็สั่งแต่เมนูนี้ แล้วอีกอย่างป้าจำลูกค้าประจำได้ทุกคนแหละ วันนี้ป้าแถมไข่ดาวให้นะ” ป้าพูดไปยิ้มไป พร้อมตักข้าวพูน ๆ ให้
“ขอบคุณครับ” พีซกล่าวขอบคุณพร้อมยื่นเงินให้ป้า
“ป้าครับ เหมือนเดิมครับ” เสียงของคนข้าง ๆ ที่จุดสั่งอาหารดังขึ้น พีซชะงักก่อนค่อย ๆ หันไปมองที่มาของเสียง
แกร๊ง!
พีซตกใจจนเผลอปล่อยช้อน-ส้อมจากมือ ถึงว่าคุ้นกลิ่น พอได้ยินเสียง พีซก็จำได้ทันที พร้อมกับอาการลืมหายใจ
“เป็นอะไรไหมครับ?” ใบหน้าที่คุ้นเคยจากเมื่อสามปีก่อนถามขึ้นมา
พีซที่มีสีหน้าตกใจจนอ้าปากพะงาบ ๆ เขาทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
อีกฝ่ายจึงก้มลงไปเก็บช้อนและส้อมที่ตกลงพื้น แล้วเอามาวางไว้ที่จุดเก็บภาชนะ พร้อมกับเลิกคิ้วมองด้วยสีหน้าสงสัย
“อ๊ะ! เอ่อ ผมไม่เป็นไรครับ ขอโทษครับ” เมื่อได้สติ พีซก้มหัวขอโทษอีกคน พร้อมรับเงินทอนจากป้าและหยิบช้อนใหม่ ก่อนรีบสาวเท้าออกจากตรงนั้นไปหาที่นั่งประจำที่ยังว่างอยู่
‘แค่ตกใจเพราะไม่คิดว่าจะเจอกันแค่นั้นแหละ...’ พีซบอกกับตัวเองพร้อมกับเริ่มกินข้าว
ผ่านไปไม่กี่นาที กลุ่มที่ยืนต่อคิวที่ร้านข้าวแกงก็เดินมาทางที่พีซนั่งกินข้าวอยู่ พีซเงยหน้าขึ้นมองแว๊บหนึ่ง ก่อนก้มหน้าตั้งใจกินข้าวต่อ เพราะป้าตักข้าวและกับข้าวให้เยอะมาก พีซจึงใช้เวลากินข้าวนานกว่าปกติ เขาไม่อยากทิ้งอาหาร
และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อคนกลุ่มนั้นเดินมานั่งที่โต๊ะข้าง ๆ เขา พีซทำตัวไม่ถูกเท่าไหร่ แต่ก็พยายามไม่แสดงออก ถึงสีหน้าจะเรียบเฉยและตักข้าวกินช้า ๆ เขาก็ยังกลอกตาไปมารอบ ๆ มองดูโต๊ะว่างที่มีเยอะแยะ ทำไมพวกเขาต้องเลือกนั่งโต๊ะถัดไปด้วยล่ะ? คำถามนี้ผุดขึ้นในหัวเขา
“ไม่น่าไปฝึกงานช่วงซัมเมอร์เลยว่ะ ไม่มีเวลาพักเลย คลาสแรกอาจารย์ก็ให้โปรเจกต์กลุ่มมาแบบนี้ จะได้พักตอนไหน?” หนึ่งในนั้นพูดขึ้นมา
“ดูขอบตานี่สิ คล้ำเป็นปื้น โทษใครได้วะ พวกเราตามไอ้พีทไปเองนี่” คนที่สองพูดขึ้นมาพร้อมกับถอดแว่นแล้วชี้ไปที่ขอบตาของตัวเอง
“สภาพมันแย่กว่าพวกเราอีกนะ” คนแรกพูดขึ้นอีกครั้งมาพร้อมกับที่ทุกคนในกลุ่มหันไปมองเจ้าของชื่อที่ถูกพูดถึง
“เออ...จริง กินข้าว ๆ จะได้รีบไปส่งรายชื่อกลุ่ม” อีกคนที่นั่งอยู่พูดขึ้น ก่อนที่กลุ่มนั้นจะเริ่มกินข้าวและเงียบกันไป
พีซเร่งความเร็วในการกินให้เร็วขึ้น เพราะไม่อยากนั่งอยู่ตรงนั้นนาน พอกินเสร็จเขาก็ลุกไปเก็บจานและมุ่งหน้าออกไปที่หอสมุด โดยไม่หันกลับไปมองแม้แต่น้อย ว่าคนในกลุ่มนั้นมองตามหลังเขาอยู่
“หน้าไม่คุ้นเลยว่ะ ปีไหนวะ? ปีหนึ่ง ไหม? แต่งตัวเรียบร้อยจัง หล่ออีกต่างหาก” คนหนึ่งในโต๊ะพูดขึ้นมา
“ไม่ใช่” พีทที่เงียบมาตลอดพูดขึ้น ทำให้ทุกคนหันมองพีทอีกครั้งพร้อมกับส่งสายตาคำถาม
“เคยเห็นบ่อย...แต่นานแล้ว” พีทตอบคำถามที่มาจากสายตาของเพื่อน ก่อนจะเงียบไปไม่พูดอะไรต่อ
หลายชั่วโมงผ่านไป พีซนั่งอ่านหนังสือในหอสมุดจนใกล้ถึงเวลาทำงานพิเศษ เขาทำงานที่ร้านอาหารเพื่อนแม่ ซึ่งแม่แนะนำให้เขามาทำ เพราะพีซบอกแม่ว่าอยากหารายได้เสริมและไม่อยากอยู่ว่าง ๆ หลังจากเก็บของเสร็จ พีซดูเวลาเห็นว่าเหลืออีกชั่วโมงกว่า ๆ ถ้าออกตอนนี้เขาจะถึงร้านก่อนเวลา 1 ชั่วโมง แต่ถ้ารถติดยังไงก็ยังมีเวลาอยู่ดี ด้วยนิสัยพีซที่เป็นคนประเภทชอบไปก่อนเวลาครึ่งชั่วโมงเพื่อความสบายใจ
พีซเดินออกมาจากหอสมุด ระหว่างทางฟ้าเริ่มมีเมฆครึ้ม เหมือนฝนจะตก เขามองฟ้าและคิดว่า วันนี้พยากรณ์อากาศบอกว่าจะไม่มีฝนเสียหน่อย ด้วยความไม่อยากเปียก พีซจึงเริ่มเปลี่ยนจากการเดินทอดน่องไปเป็นเดินเร็วขึ้น
เดินมาเรื่อย ๆ พีซก็หยุดเดินและมองดูรถเก๋งคันสีดำที่จอดเปิดไฟฉุกเฉินอยู่กลางถนน ซึ่งเป็นทางไปลานจอดรถ พร้อมกับเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่ดูคุ้นเคย ก้ม ๆ เงย ๆ ข้างหน้ารถ พีซจึงเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง
“ขอโทษนะครับ รถเป็นอะไรเหรอครับ?” พีซเดินไปถามคนที่ก้มอยู่หน้ารถ
“คือว่าขับมาแล้วจู่ ๆ รถก็ดับ เร่งไม่ขึ้นเลยครับ” เจ้าของรถพูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมา
“เอ๊ะ! พีท!” พีซตกใจจนเผลอเรียกชื่ออีกฝ่ายออกไป
เหมือนอีกฝ่ายจะชะงักไปเหมือนกัน พีซรีบเอามือปิดปากตัวเอง แต่ก็ไม่ทันแล้ว หวังว่าเขาจะไม่ได้ยินคำหลังที่เผลอพูดไป
พีซจึงรีบพูดขึ้นอีกครั้ง “ตรงนี้มีรถผ่านไปมามันอันตราย เราเข็นรถไปข้างทางกันก่อนดีไหมครับ? คุณขึ้นไปคุมพวงมาลัยเลยครับ เดี๋ยวผมช่วยดันเอง” พีซพูดพลางเดินไปที่ท้ายรถเตรียมดัน
“เอางั้นเหรอครับ?” เจ้าของรถถามขึ้นพร้อมสีหน้าลำบากใจ และหันซ้ายขวาเพื่อดูรถที่ผ่านไปมาตามที่พีซบอก
“ผมเข็นคนเดียวสบายมากครับ รีบหน่อยก็ดีครับ เดี๋ยวฝนจะตกแล้ว” พีซเร่งอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วงว่า ถ้าฝนตกมาระหว่างนี้จะยิ่งแย่ จากนั้นเจ้าของรถก็ปิดฝากระโปรงรถและรีบขึ้นไปในรถ เปิดกระจกเล็กน้อย ปลดเบรกมือ และคุมพวงมาลัยเพื่อบังคับรถไปข้างทาง
“ฮู่ว เรียบร้อย” หลังจากเอารถมาจอดข้างทางที่เส้นขาวดำได้แล้ว พีซก็ถอนหายใจออกมา
“ขอบคุณมาก ๆ เลยนะครับ” เจ้าของรถรีบวิ่งลงมาจากรถกล่าวขอบคุณพร้อมโค้งหัวให้รัว
“ไม่เป็นไรครับ” พีซก้มหัวรับคำขอบคุณ ต่างคนต่างโค้งให้กัน
ครื้นนนน~ เสียงฟ้าร้องดังขึ้นพร้อมกับเมฆดำที่เริ่มเคลื่อนต่ำลงมา
“เฮ้อ ตอนรีบ ๆ ให้มันได้แบบนี้สิ” เจ้าของรถพูดกับตัวเองเบา ๆ
“มีอะไรที่ผมจะช่วยได้อีกไหมครับ?” พีซที่ได้ยินประโยคนั้นอดสงสัยไม่ได้และด้วยความเป็นห่วงจึงถามออกไป
“คือเหมือนรถมันเสียเลยครับ เร่งไม่ไป”
‘อืม...รถเสียแน่ ๆ’ พีซคิดในใจ
“ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงดี โทรหาเพื่อนแล้วแต่ก็ไม่มีใครรับสาย โทรหาร้านซ่อมเขาก็บอกให้ดูตรงนั้นตรงนี้ ผมก็ดูแล้ว...แต่ก็ดูไม่เป็นเลย...” เจ้าของรถพูดพร้อมกับทำหน้าเศร้า สีหน้าเขาปนไปด้วยความกระวนกระวายใจ
“ผมมีเบอร์รถยกอยู่ครับ นี่ครับ” พีซพูดพลางกดมือถือค้นหาเบอร์รถยกและยื่นมือถือให้เจ้าของรถ
“ขอบคุณครับ” เจ้าของรถเก๋งสีดำรับไป ขณะที่กำลังกดเบอร์โทรออก มือถือของเขาก็ดับไป “ให้ตายสิ!.. แบตหมดตอนนี้เลย?” เจ้าของรถสบถกับตัวเอง พร้อมกับสีหน้าที่ดูเหมือนจะหัวเสีย
“เอาเบอร์ผมกดโทรออกก็ได้ครับ” พีซรีบพูดก่อนที่เจ้าของรถจะอารมณ์เสียไปมากกว่านี้ ถึงพีซจะพยายามทำตัวปกติ แต่ก็พอเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายเริ่มหงุดหงิดมาสักพักแล้ว
“ขอยืมสักครู่นะครับ” เจ้าของรถพูดพร้อมกดโทรออก
ตรู้ดดดดด
คลิ๊กกก
[สวัสดีค่ะ บริการรถยกค่ะ]
“สวัสดีครับผม.........ครับ ๆ....เบอร์ติดต่อ.............ครับ” เจ้าของรถคันสีดำพูดกับปลายสายพร้อมบอกรายละเอียด เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ยื่นมือถือกลับมาให้พีซพร้อมกล่าวคำขอบคุณอีกครั้ง
พีซยังมีคำถามหลายข้อในหัว คิดว่าจะถามออกไปดีไหม แต่ระหว่างนั้นฝนก็เริ่มกระหน่ำเทลงมา พีซรีบยกกระเป๋าขึ้นบังหัวไว้ เพราะพยากรณ์อากาศบอกว่าอากาศวันนี้แจ่มใส เขาจึงไม่ได้พกร่มมาด้วย ส่วนเจ้าของรถรีบคว้าข้อมือพีซแล้วเปิดประตูรถดันพีซขึ้นไปในรถ สภาพตอนนี้ทั้งสองคนนั่งอยู่ที่เบาะหลัง สภาพคนหนึ่งไหล่เปียก และอีกคนหัวเปียกเล็กน้อย
ขณะที่นั่งอยู่ในรถ พีซเห็นคนข้าง ๆ นั่งกุมขมับแล้วบ่นพึมพำกับตัวเอง แต่เขาก็จับใจความไม่ได้เพราะพูดเบามาก
“เอ่อ...คุณกำลังจะไปไหนหรือเปล่าครับ?” พีซตัดสินใจถามออกไป
“คือว่าผมมีนัดสำคัญครับ”
“รถผมจอดอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง ถ้าไม่ติดอะไรให้ผมไปส่งไหมครับ?” พีซถามอีกฝ่าย หวังว่าเขาจะไม่คิดว่าพีซก้าวก่ายเกินไป
“ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจ เดี๋ยวผมเรียกรถในแอปฯ...” อีกคนตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ
“แต่ว่าตอนนี้ฝนตกนะครับ เรียกยากเลย” พีซพยายามโน้มน้าว
“แต่ว่า...” อีกฝ่ายดูเหมือนจะคิดไม่ตก
“มีนัดที่ไหน กี่โมงครับ?” พีซรีบถามออกไปอีกก่อนที่อีกคนจะหาข้ออ้างมาปฏิเสธ เขาแค่อยากช่วยเฉย ๆ
“ร้านอาหาร JNN ตอนหนึ่งทุ่มครับ”
“หือ! ทางเดียวกับผมเลยครับ ผมก็กำลังจะไปธุระแถวนั้น” พีซรีบตอบ ไม่ใช่แค่ทางเดียวกัน แต่ยังเป็นร้านอาหารที่เขาทำงานพิเศษอยู่เลยล่ะ
“...” อีกฝ่ายทำหน้าเหมือนจะดูตกใจ แต่ก็ดูโอเคดีกว่าเมื่อกี้ที่เขาดูกระวนกระวายใจแหละนะ
“ตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกประมาณห้าสิบนาที ถ้าเราวิ่งไปที่รถผมตอนนี้ น่าจะไปทันไม่ก็เฉียดฉิวอยู่นะครับ” พีซพูดเร่งให้อีกฝ่ายตัดสินใจ พร้อมกับกดเข้าแอปฯ แผนที่เพื่อเช็กเส้นทางและเวลาเดินทางให้ดู ก่อนพูดชวนอีกครั้ง “ไปด้วยกันเถอะนะครับ ส่วนรถยกผมจะโทรเช็กกับบริษัทให้”
สุดท้ายอีกคนก็พยักหน้า พีซจึงยิ้มออกมา ก่อนที่จะเปิดประตูรถ อีกคนก็พูดขึ้นมา
“เหมือนผมจะมีร่มอยู่หลังรถครับ แป๊บนึงนะ” เจ้าของรถพูดก่อนรีบเปิดประตูอีกฝั่งและวิ่งไปเอาร่มที่หลังรถมารับพีซที่อีกฝั่ง
ทั้งสองคนรีบวิ่งฝ่าฝนมาที่ลานจอดรถ เมื่อถึงรถของพีซ เขาจึงรีบปลดล็อกแล้ววิ่งขึ้นไป ส่วนอีกคนก็วิ่งไปขึ้นที่ฝั่งที่นั่งข้างคนขับ ทั้งสองใช้ร่ม แต่ก็ดูเหมือนร่มจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย ขาเปียกไปครึ่งหนึ่ง ไล่ตั้งแต่รองเท้าขึ้นมา ส่วนหัวพีซเปียกนิดหน่อย ผิดกับอีกคนที่เอนร่มมาทางพีซ เขาแทบเรียกได้ว่าเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาเลย ทั้งสองรีบคาดเข็มขัดแล้วออกรถมุ่งตรงไปยังจุดหมายปลายทาง
พีซสังเกตเห็นว่าคนข้าง ๆ เริ่มตัวสั่นเล็กน้อย เขาจึงรีบปรับแอร์ให้กลายเป็นฮีตเตอร์
“คุณอยากเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไหมครับ? ผมมีชุดสำรองอยู่ในกระเป๋าหลังเบาะคนขับ น่าจะใส่ได้พอดี เพราะเราขนาดตัวพอ ๆ กัน แล้วก็มีผ้าห่มในถุงข้าง ๆ ด้วย หยิบใช้ได้เลยนะครับ” พีซพูดออกไปด้วยความเคยชิน เพราะเขาเป็นคนชอบใส่ใจคนรอบข้างอยู่แล้ว จนมารู้ตัวตอนพูดจบว่า มันอาจจะฟังดูแปลกไปหน่อยก็ได้ เขาเหลือบมองอีกฝ่าย สลับกับสายตาที่จับอยู่บนถนน
“...”
อีกคนยังไม่ตอบ เหมือนกำลังใช้ความคิด
พีทคิดว่าสภาพตอนนี้ที่ตัวเปียกโชก แถมไม่มีเวลาพอจะหาซื้อชุดมาเปลี่ยน หรือจะไปเจอใครในสภาพนี้ก็คงไม่เหมาะ พีทจึงพยายามตัดเสียงในหัวที่กำลังแอบรู้สึกแปลก ๆ กับคำพูดคุ้น ๆ นั้น และเลือกจะโฟกัสกับสิ่งที่ควรทำในตอนนี้มากกว่า
“งั้น...รบกวนด้วยนะครับ”
“อยู่ข้างหลังเลยครับ เอี้ยวตัวไปหยิบได้ไหม ผมคงจอดรถไม่ได้ตอนนี้”
“ครับ” พีทปรับเบาะเอนเล็กน้อยก่อนเอี้ยวตัวไปหยิบเสื้อเชิ้ตกับกางเกงทรงกระบอกสีดำที่ถูกพับเก็บเรียบร้อยในถุงซิปล็อก ถึงเขาจะเริ่มมีคำถามในใจมากมาย...แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาคิด
ระหว่างที่รถติดไฟแดง...
แกร๊ก! เสียงปลดเข็มขัดนิรภัยจากฝั่งคนข้าง ๆ ทำให้พีซหันขวับไปมองอย่างตกใจ
เขาไม่คิดว่าคนที่พูดว่า “เกรงใจ" มาตลอดจะกล้าถอดเสื้อเปลี่ยนบนรถแบบนี้ เขานึกว่าอีกฝ่ายจะเก็บไว้เปลี่ยนที่อื่นมากกว่า
“ตอนนี้ติดไฟแดงสองนาที ผมขอเปลี่ยนชุดเลยนะครับ” อีกฝ่ายพูดพลางเริ่มปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่เปียกชื้นออก และหยิบตัวใหม่มาใส่แทน จากนั้นก็ปลดเข็มขัด เตรียมเปลี่ยนกางเกง
‘เปลี่ยนกางเกง!!’ พีซแทบร้องออกมาในใจ ก่อนจะรีบหันหน้ากลับไปมองถนนทันที
แกร๊ก!
“เรียบร้อยครับ ไม่น่าเชื่อขนาดพอดีตัวจริง ๆ แล้วก็ทันไฟเขียวพอดีด้วย” พีทยิ้มบาง ๆ พร้อมคลี่ผ้าห่มมาคลุมตัว
พีซได้แต่ยิ้มรับอย่างโล่งอก
ตอนนี้เวลา 18:50 น. เหลืออีกแค่สิบนาทีกับระยะทางแปดร้อยเมตร กว่าจะถึงร้านอาหาร ฝนยังคงตกต่อเนื่อง ถนนก็แน่นไปด้วยรถยนต์ พีซได้แต่ภาวนาให้ไปถึงทันเวลา
“เอ่อ... คุณอยากเปลี่ยนรองเท้าด้วยไหมครับ? คงเปียกไม่ต่างจากของผม” พีซถามอีกฝ่ายอีกครั้ง
“แค่เสื้อกับกางเกงก็เกรงใจจะแย่แล้วครับ” อีกฝ่ายตอบด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
“เดี๋ยวจะไม่สบายตัวนะครับ นัดนี้คุณบอกว่าสำคัญ จะใส่รองเท้าเปียก ๆ ไปแบบนี้จริงเหรอครับ?”
“...” พีทเงียบไป เพราะเถียงไม่ได้เลย เขารู้ว่าพีซพูดถูกทุกอย่าง แต่ก็อดรู้สึกเกรงใจไม่ได้
“นี่ครับ ขนาดอาจจะคับนิดหน่อย แต่ก็ดีกว่าเท้าเปียกเนอะ” พีซเอื้อมมือไปหยิบรองเท้าผ้าใบสำรองกับถุงเท้าคู่ใหม่ส่งให้ ในจังหวะที่รถยังขยับไม่ได้
“ขอบคุณครับ” พีทรับมาถือไว้ ก่อนจะเปลี่ยนรองเท้าที่เปียกโชกเป็นคู่ใหม่อย่างเก้ ๆ กัง ๆ น่าแปลกที่ขนาดเท้าพวกเขาก็ยังเท่ากันอีก
รถค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้จุดหมาย
ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก... เสียงไฟเลี้ยวดังขึ้น พีซหักพวงมาลัยเข้าจอดข้างทาง ห่างจากหน้าร้านนิดหน่อย พอดีกับเวลาที่เหลือแค่ 5 นาที
พอรถจอดสนิท พีซก็รีบปลดล็อกประตูให้อีกคน
“ฮู่ว... เฉียดฉิวจริง ๆ นะครับ” พีซพูดพลางยิ้มโล่งใจ
“ขอบคุณมากนะครับ” พีทรีบพูดขอบคุณและกำลังเอื้อมมือไปเปิดประตู
“อ้อ! เราชื่อพีทนะ อยู่วิทย์คอมฯ” เขาเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้แนะนำตัว
“อื้ม! เราชื่อพีซนะ อะ...นี่ร่ม" พีซยื่นร่มพับที่หยิบมาจากเบาะหลังให้ เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายเปียกซ้ำอีก เพราะยังต้องเดินต่ออีกนิด
“พีท? พีช?” พีททวนชื่อหลังจากได้ยิน
“พีซครับ มาจาก Peaceful”
“อ้อครับ ขอบคุณนะพีซ” เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม และกางร่มวิ่งไปยังร้าน
“ลืมบอกคณะ!” หลังจากอีกฝ่ายวิ่งออกไป พีซถอนหายใจให้กับตัวเองเฮือกใหญ่
“ลืมถามคณะ!” พีทชะงักหลังลืมถามข้อมูลสำคัญ ก่อนถอนหายใจออกมาและเดินเข้าร้านไป
หลังจากที่นึกเสียดายแล้ว พีซก็ค่อย ๆ ขับรถอ้อมไปทางด้านหลังร้าน สาเหตุเพราะไม่อยากให้อีกคนรู้ว่าเขาทำงานที่นี่
พีซบอกอีกฝ่ายแค่ว่า “แค่ผ่านมาทางเดียวกัน” ซึ่งจริง แต่ก็ไม่ทั้งหมด อีกอย่าง...งานของเขาคือดูแลเอกสารบัญชีในออฟฟิศด้านใน ไม่ได้ออกมาเสิร์ฟหน้าร้าน คงไม่ได้เจอกันอีกหรอก...มั้ง
.
.
เวลาเลิกงานล่วงเลยมาถึง 23:00 น. เสียงฝนยังคงตกกระทบพื้นอย่างต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
พีซจัดการเก็บเอกสาร ปิดไฟ ล็อกห้องออฟฟิศเรียบร้อย ก่อนจะเดินถือถุงขยะออกมาด้วย เขาเดินผ่านหน้าร้านอีกครั้งเพื่อกล่าวลาเจ้าของร้านและเพื่อนร่วมงาน ด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ
เมื่อเดินเลี้ยวไปยังข้างร้าน เพื่อจะทิ้งขยะที่เขาถือติดมือมา เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นกลางเสียงฝน...
อึก...อึก...อึก
เสียงสะอื้นนั้นแผ่วเบาราวกับกลัวว่าจะมีใครได้ยิน แต่กลับดังพอที่พีซจะได้ยินเบา ๆ เขาชะงักฝีเท้า เงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ และสิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้เขารู้สึกเหมือนลมหายใจชะงักไปชั่วขณะ
ภาพคนหนึ่งในชุดที่เขาคุ้นตา กำลังกอดเข่านั่งอยู่ข้างถังขยะ ในมือมีร่มคันสีดำ แต่ไม่ได้กางป้องกันสายฝน ทำให้ร่างเขาเปียกโชกจากฝนที่โปรยปรายไม่ขาดสาย ไหล่ของเขาสั่นไหวจากเสียงสะอื้นที่พยายามเก็บกลั้นไว้
พีซยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกได้ถึงความเปราะบาง บางอย่างที่แผ่ซ่านอยู่รอบตัวของคนตรงหน้า เขาลังเล… จะเข้าไปดีไหม? หรือควรปล่อยให้อีกฝ่ายได้อยู่ตามลำพัง?
แต่พีซก็ไม่อยากปล่อยคนนี้ไว้แบบนี้ แม้จะไม่รู้จักกันดี แต่ภาพตรงหน้า ก็ไม่มีทางปล่อยให้ผ่านไปได้ง่าย ๆ
เสียงฝีเท้าพีซค่อย ๆ ขยับไปข้างหน้าอีกก้าวก่อนที่เขาจะตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
สวบสาบ
พลั่ก!
เสียงขยับตัวและเสียงกระแทกถังขยะทำให้เขารีบวิ่งเข้าไปจับร่างที่โงนเงนไว้ทัน
“พีท เกิดอะไรขึ้นครับ... ทำไมถึงมาตากฝนอยู่แบบนี้?” เสียงของพีซที่กำลังตกใจและแฝงความเป็นห่วง
อีกฝ่ายเงียบ ยืนก้มหน้านิ่ง เสียงสะอื้นยังลอดออกมาเป็นระยะ
“พีท คุณ...เมาหรือเปล่า?” พีซโน้มตัวเข้าใกล้ กลิ่นแอลกอฮอล์ที่แรงจนลอยมาแตะจมูก
“กลิ่นเหล้าแรงมากเลย...เงยหน้าขึ้นมาก่อนครับ” เขาประคองร่างอีกฝ่ายให้ยืนตรง แล้วหยิบร่มพับสีดำขึ้นมากางกันฝนให้เขา
อีกฝ่ายเงียบไปเพียงครู่ ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่น
“ทำไม... ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้... วันนี้มีแต่เรื่องเฮงซวยเต็มไปหมด ทำไมวะ...!”
คำพูดที่เปล่งออกมานั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ก้อนสะอื้นกลืนไม่ลงของใครบางคนที่เก็บไว้มานาน
พีซไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา แต่แค่นี้ก็พอจะรับรู้ได้ว่ามันหนักหนามากพอจนใครบางคนต้องมานั่งร้องไห้ตากฝนตรงนี้
“เข้าไปหาที่หลบฝนก่อนนะครับ เดินไหวไหม?” พีซพยายามถามอย่างอ่อนโยน ไม่อยากให้เขารู้สึกว่ากำลังถูกก้าวก่าย แต่แทนที่จะได้คำตอบ อีกฝ่ายกลับผลักเขาออกเต็มแรง พร้อมตะโกนลั่น
“อย่ามายุ่ง!”
พลั่ก!
แรงผลักทำให้พีซเซถอยหลังล้ม มือข้างหนึ่งครูดไปกับพื้นจนได้แผลถลอก แต่เขาไม่แม้แต่จะสนใจบาดแผลตัวเอง ทันทีที่ตั้งตัวได้ เขาก็พุ่งกลับไปหาอีกฝ่ายอีกครั้ง
“พีท! ตั้งสติครับ!” เขาตะโกนชื่ออีกฝ่ายออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นไหว แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ร่างตรงหน้าก็หมดแรงพับลง
ฟุ่บ! พีซคว้าตัวอีกฝ่ายไว้แน่นก่อนที่เขาจะล้มหน้าทิ่มลงพื้น ร่างกายที่แนบชิดกันทำให้เขารับรู้ได้ถึงความร้อนผิดปกติที่มาจากอีกคน
“ตัวร้อน? ไข้เหรอ... ตากฝนจนไม่สบาย?” คำพูดเบา ๆ จากพีซ เขารีบเปลี่ยนท่าจากพยุงเป็นแบกขึ้นหลัง ฝนยังคงตกลงมา แต่เขาไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว
เขารีบแบกคนวิ่งไปยังลานจอดรถของพนักงาน พอเอาอีกฝ่ายขึ้นรถได้ ก็รีบคาดเข็มขัดนิรภัยให้แล้วขับรถออกทันที
‘โรงพยาบาลอยู่ไกลเกินไป แต่คลินิกใกล้ ๆ น่าจะพอช่วยได้’ เขาต้องรีบ ไม่รู้ว่าไข้สูงแค่ไหนแล้ว หากเขาตัดสินใจช้า อีกฝ่ายอาจจะเป็นอันตราย...
ไม่ถึงสิบนาที พีซก็พาร่างที่หมดสติไปถึงคลินิก โชคดีที่ยังไม่ปิด เขาอุ้มอีกฝ่ายขึ้นหลังอีกครั้ง รีบวิ่งเข้าไปในคลินิก
“สวัสดีครับ! เพื่อนผมไม่สบายครับ!!” เสียงของเขาดังพอจะดึงสายตาของทุกคนให้หันมา
เจ้าหน้าที่ตกใจในสภาพของทั้งคู่ รีบโบกมือเรียกให้เข้าห้องตรวจทันที
“ญาติคนไข้ใช่ไหมคะ?”
“...เพื่อนครับ” พีซตอบ แม้อีกฝ่ายจะไม่รู้ตัวว่าเขาพูดแทนแบบนั้น แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาคิดถึงเรื่องนั้น
หลังจากเจ้าหน้าที่บอกให้ไปทำประวัติ พีซก็รู้ทันทีว่าต้องใช้บัตรประชาชน เขาก้มลงสำรวจตัวคนที่นอนหมดสติบนเตียง
โชคดีที่กระเป๋าสตางค์อยู่ในกระเป๋ากางเกง
“ขออนุญาตนะครับ...” เขาพึมพำเบา ๆ พร้อมมองหน้าอีกคนที่หลับอยู่ ก่อนหยิบบัตรในกระเป๋าแล้วรีบเดินไปทำประวัติ
เมื่อกลับเข้ามาในห้องตรวจ หมอชายวัยกลางคนพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“คนไข้มีไข้สูงถึง 39.5 องศา ร่างกายขาดน้ำ และอ่อนเพลียอย่างหนัก คาดว่าเกิดจากการพักผ่อนน้อย ดื่มแอลกอฮอล์ และตากฝน”
พีซฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ... ถ้าเขาเดินออกจากร้านช้ากว่านี้เพียงไม่กี่นาที... เขาไม่อยากจะคิด
“เราจะให้น้ำเกลือกับยาแก้ไข้ และเฝ้าดูอาการไปก่อนนะครับ ถ้ามาช้ากว่านี้อาจช็อกจากไข้สูงหรือร่างกายทรุดได้”
“ครับผม...” พีซตอบอย่างกังวล
ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่พยาบาลเดินเข้ามาพร้อมกะละมังใส่น้ำและผ้าขนหนูสำหรับเช็ดตัว
“ไม่ทราบว่าญาติสะดวกเช็ดตัวคนไข้ไหมคะ?”
“สะดวกครับ” พีซตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด เขารับของมา เดินไปเติมน้ำ แล้วแวะไปหยิบเสื้อผ้าสำรองจากรถ
เขาไม่อยากให้คนที่ป่วยต้องนอนอยู่ในเสื้อเปียก ๆ แบบนั้น มันจะทำให้แย่ลงกว่าเดิม
หลังจากจัดการเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อีกคนแล้ว เขาก็เดินกลับเข้ามานั่งข้างเตียงคนไข้เงียบ ๆ ในห้องที่มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของใครบางคนบนเตียง
เวลาล่วงเลยไปถึงราวตีสองกว่า...
พีซยังนั่งอยู่ข้างเตียง ไม่ได้หลับแม้แต่นิดเดียว
สายตาเขามองคนที่นอนหลับอยู่ด้วยความเงียบงัน สีหน้าของพีทดูดีขึ้นกว่าตอนแรก เสียงฝีเท้าของเจ้าหน้าที่พยาบาลทำให้พีซหันไปมอง
“ขอโทษนะคะ ขอตรวจไข้และถอดสายน้ำเกลือหน่อยค่ะ” พยาบาลเอ่ยเบา ๆ
พีซลุกขึ้นหลีกทาง เฝ้ามองขณะเธอวัดอุณหภูมิร่างกาย
“ไข้ลดแล้วค่ะ เหลือ 37.2 ถือว่าปลอดภัยแล้วนะคะ” เธอยิ้มอ่อน ๆ ขณะถอดเข็มออกอย่างระมัดระวัง
“ขอบคุณครับ” พีซพยักหน้าเบา ๆ รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
พยาบาลหันไปดูเอกสาร แล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เชิญญาติที่หน้าเคาน์เตอร์ด้วยนะคะ"
พีซพยักหน้ารับเบา ๆ แล้วหันกลับมามองพีทอีกครั้ง ราวกับจะบอกให้เขารออยู่ตรงนี้ ก่อนเขาจะเดินออกไปที่หน้าเคาน์เตอร์
ที่หน้าเคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่ยิ้มแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“นี่เป็นยาของคนไข้นะคะ มียาแก้ปวด ยาแก้หวัด ซึ่งตัวนี้จะทำให้ง่วงนะคะ และก็วิตามินบำรุงเลือดค่ะ เราแปะฉลากและวิธีทานยาไว้ครบถ้วนแล้ว ถ้ามีข้อสงสัยหรืออาการผิดปกติหลังรับประทานยา สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันทีเลยนะคะ” เธอวางซองยาหลายซองลงตรงหน้า พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “ทั้งหมดห้าพันแปดร้อยบาทค่ะ"
“ครับ” พีซรับคำอย่างนุ่มนวล พร้อมหยิบบัตรจากกระเป๋าสตางค์แล้วยื่นให้
ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังทำรายการ พีซก็หลุบตามองถุงยาในมือ
แม้จะไม่ได้เป็นอะไรกับคนบนเตียงนั้น... แต่เขากลับรู้สึกว่าทุกคำแนะนำ ทุกยาที่รับมา มีความสำคัญ
“เรียบร้อยค่ะ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ” เจ้าหน้าที่คืนบัตร พร้อมเอ่ยอวยพรอย่างสุภาพ
“ขอบคุณครับ เช่นกันนะครับ” พีซยิ้มบาง ๆ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ก่อนจะรับของทั้งหมดแล้วเดินกลับไปที่ห้องตรวจ
เมื่อเขาเปิดประตูกลับเข้ามาในห้อง พีทยังคงหลับตาอยู่ แต่ริมฝีปากขยับเล็กน้อยเหมือนพึมพำบางอย่าง พีซวางยาลงข้างเตียงอย่างเบามือ ก่อนจะก้มลงไปกระซิบเบา ๆ ใกล้หูอีกฝ่าย
“กลับบ้านกันนะครับ...”
เขาโน้มตัวไปพยุงอีกฝ่ายให้นั่ง พีทขยับตัวเล็กน้อย สติยังพร่าเลือน แต่ดวงตากลอกมองพีซอย่างสับสน
“จะ...ไปไหน...?”
“กลับบ้านครับ” พีซยิ้มอ่อน ลูบหลังเบา ๆ “เดี๋ยวผมขับรถไปส่งนะครับ คุณพักที่ไหนครับ"
แม้จะยังไม่ตื่นเต็มตา แต่พีทก็ยอมพยักหน้าเบา ๆ ให้ความไว้ใจ “ผมอยู่คอนโด XX ห้อง 1204..."
พีซช่วยประคองพีทมาจนถึงรถของตัวเอง เปิดประตูพาอีกฝ่ายนั่งลงอย่างระวัง แล้วกดเข้าแอปฯแผนที่ ใส่จุดหมายปลายทาง แล้วขับรถออกไป
ผ่านไปเกือบชั่วโมง...
พีซจอดรถที่หน้าคอนโดแล้วลงไปคุยกับ รปภ. ที่ป้อมเพื่อแจ้งขอเข้าไปส่งเพื่อนที่ป่วยหลับอยู่ในรถ หลังจากได้รับบัตรเข้าแล้ว พีซก็ขับรถไปจอดที่ลานจอดที่คอนโด
“พีทครับ... ถึงคอนโดแล้ว ไหวไหมครับ?” พีซสะกิดไหล่เบา ๆ เพื่อปลุกพีทให้ตื่น แต่เขาก็ยังคงหลับตาอยู่
ไม่มีคำตอบจากอีกคน แต่พีซสามารถรับรู้ได้ถึงความเหนื่อยล้าและความอ่อนเพลียจากอีกฝ่าย เขาถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “เดินขึ้นไปไหวไหมครับ หรือให้ผมไปส่งไหม?"
“ห้อง 1204...รหัส 0831XX...” เสียงพีทตอบกลับมาอย่างช้า ๆ ก่อนที่เขาจะหลับตาลงอีกครั้ง
พีซจึงตัดสินใจแบกพีทขึ้นหลังอีกครั้ง โดยที่พีทยังคงหลับตาอยู่จนกระทั่งถึงหน้าประตูที่ต้องใช้คีย์การ์ดเพื่อเข้าไป
“พีทครับ ต้องใช้คีย์การ์ด” พีซพูดเบา ๆ ขณะสะกิดขาของพีท
“…นี่” โชคดีที่พีทรู้สึกตัว และหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาให้
เมื่อเข้ามาข้างในและขึ้นลิฟต์ขึ้นมาชั้นสิบสอง ตอนนี้พีซมาหยุดอยู่หน้าห้องของคนที่อยู่บนหลัง
พีซใส่รหัสและเปิดประตูห้อง ก่อนจะเข้ามาในห้องพีซเปิดไฟแล้วพูดว่า “ขออนุญาตนะครับ” เขาพูดกับคนที่หลับอยู่และอากาศ...
เขาค่อย ๆ ไล่สายตาดูสภาพห้องที่เละเทะจนทำให้เขาเผลออุทานออกมา “โอ้โห ห้อง...” ห้องที่เต็มไปด้วยเอกสารกระจัดกระจาย กล่องพัสดุ กระเป๋าต่าง ๆ วางเกะกะ มีหนังสือหลายเล่มเกลื่อนอยู่ทั่วพื้น
เขามองไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัย เมื่อพิจารณาแล้วเขาคงให้อีกฝ่ายนอนที่โซฟาห้องนั่งเล่นไม่ได้ จึงได้อนุญาตเข้าไปยังห้องนอน
เมื่อถึงห้องแล้ว เขาวางพีทลงบนเตียงเบา ๆ เพื่อให้เขานอนหลับพักผ่อนอย่างสบาย
“พักผ่อนเยอะ ๆ นะครับ...” พีซพูดเบา ๆ ขณะที่เขาปรับอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสมกับคนไข้และถอดรองเท้าให้
เมื่อเช็กดูทุกอย่างแล้ว พีซก็เดินออกไปข้างนอก
แกร๊บบบ
พีซเผลอเหยียบถ้วยพลาสติกที่วางอยู่ทางเดิน เขามองไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัย “ทำไมมันถึงมาอยู่ตรงนี้ได้...”
อึก...อึก...ฮือ
แต่ก็ไม่มีเวลาให้สงสัยนาน เพราะเสียงพึมพำจากห้องนอนทำให้พีซหันกลับไปทันที
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า คุณโอเคไหม?” พีซรีบเดินเข้าไปข้างเตียงทันที พยายามปลุกพีทให้ตื่น
“…หนาว...” เสียงพีทเบา ๆ ทำให้พีซรู้สึกตกใจอีกครั้ง เขารีบเอามืออังที่หน้าผากเพื่อเช็กอุณหภูมิ พบว่าตัวพีทกลับร้อนขึ้นมาอีกแล้ว ทั้งที่พีทบอกว่าหนาวอยู่
พีซรีบวิ่งไปหาชามและผ้าขนหนู เพื่อเตรียมน้ำเช็ดตัวให้ เขาเริ่มสงสัยว่าทำไมพีทปล่อยให้สภาพห้องของเขาเป็นแบบนี้ พีซเดินไปที่ห้องน้ำเพื่อหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดตัวให้พีท
“ขออนุญาตนะครับ... ถอดเสื้อเช็ดตัวหน่อยนะครับ” พีซถามเบา ๆ ก่อนที่จะค่อย ๆ ถอดเสื้อให้พีท เขาระมัดระวังตัวเพราะไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกตัวไหมหรือว่าเขาจะโอเคกับการที่พีซทำแบบนี้หรือเปล่า
“ฮือ....” พีทครางออกมาขณะร่างกายสัมผัสน้ำเย็น ๆ
พีซเช็ดตัวจนเสร็จ ก่อนจะช่วยพีทเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อที่ใส่สบายตัว และมองดูพีทอีกครั้ง หลังจากนั้นพีซเดินออกมาข้างนอกเพื่อทำการเก็บกวาดห้องที่รกอย่างรีบเร่ง ทำให้เวลาผ่านไปอย่างไม่รู้ตัวก่อนที่เช้าวันใหม่จะมาถึง
“เฮ้อ...เรียบร้อย” พีซพูดเบา ๆ ขณะมองนาฬิกาที่ข้อมือบอกเวลาว่าเป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า เขาทำงานเสร็จทุกอย่างในห้องนั่งเล่นและครัวแล้ว แม้จะเหนื่อยล้าจากการทำความสะอาดแต่เขาก็ยังรู้สึกว่าตัวเองต้องเช็กอาการพีทอีกครั้ง
ตั้งแต่เช็ดตัวครั้งสุดท้ายก็ไม่มีเสียงอะไรจากข้างในห้องนั้น เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปเพื่อดูว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไรบ้าง
เมื่อเปิดประตูห้องนอนเข้าไป พีซเห็นพีทนอนหลับอยู่บนเตียงอย่างเงียบ ๆ สภาพผิวพรรณดูดีขึ้นเล็กน้อยจากเมื่อคืนที่ไข้ขึ้นสูง เขายิ้มบาง ๆ แล้วเดินไปวัดไข้
“ไข้ลดแล้วนี่....” แล้วพีซก็เดินออกจากห้องไป
สุดท้ายแล้วพีซเลยถือวิสาสะจัดการเรื่องอาหารเช้าเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง เขากดเข้าแอปฯ เดลิเวอรี่เจ้าดังเพื่อสั่งอาหารมาให้คนที่นอนไม่ยอมตื่น เมื่อผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง อาหารและน้ำที่สั่งมาถึงแล้ว พีซเดินลงไปเอามาและนำขึ้นมาจัดการไว้ให้กับอีกคน พร้อมทั้งนำขวดน้ำเข้าตู้เย็นให้เรียบร้อย
ก่อนที่จะออกไปจากห้อง พีซได้เขียนโน้ตวางไว้ข้างลิ้นชักหัวที่นอน และไม่ลืมที่จะชาร์จแบตมือถือให้กับอีกคนด้วย จากนั้นจึงออกไปจากคอนโด
เวลา 10:30 น.
คนที่เคยป่วยลืมตาตื่นขึ้นมาตามเวลาที่ร่างกายเคยชิน เขาควานหามือถือที่ปกติจะชาร์จไว้ที่หัวเตียง แต่พบว่ามันปิดอยู่ เขาจึงลุกขึ้นมาพิงกับหัวเตียงในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ตอนนี้เขารู้สึกสบายตัวมาก คงเพราะได้หลับเยอะกว่าปกติ แต่ก็ยังมีอาการเวียนหัวอยู่
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่กระดาษแผ่นใหญ่ที่มือถือเขาวางทับไว้ มีข้อความที่เขียนด้วยดินสอ เนื้อความแสดงออกถึงความเป็นห่วงผ่านตัวอักษร
[สวัสดีครับ เราคือคนที่เจอกันตอนรถเสียนะ แล้วก็เป็นคนพานายไปหาหมอที่คลินิก เพราะบังเอิญไปเจอนายไข้ขึ้นอยู่ที่ร้านอาหารที่เราไปส่ง หวังว่าอาการจะดีขึ้นนะ
ปล.เราขอโทษที่ถือวิสาสะเก็บกวาดบริเวณข้างนอก
ปล.2 เราสั่งอาหารและน้ำไว้ให้แล้วนะ ยาเราวางไว้ที่โต๊ะข้างนอก กินข้าวให้ครบมื้อ กินยาให้ตรงเวลาด้วยนะ สำคัญคือดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ
ดีขึ้นไว ๆ และพักผ่อนให้พอนะครับ
From Peace Acc.]
หลังจากอ่านโน้ตแล้ว พีทยิ้มออกมา เพราะนานแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกว่ามีใครเป็นห่วงเขามากมายขนาดนี้ แม้จะเป็นแค่คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เขาเริ่มนั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน พร้อมทั้งทึ้งผมตัวเอง
“เวรเอ๊ย! ทำอะไรลงไป...ขายหน้าชะมัด” เมื่อเขานึกถึงเหตุการณ์ที่หน้าขายหน้าตีชัดขึ้นมา เขาก็เริ่มสบถอีกครั้ง
เมื่ออาการเวียนหัวดีขึ้นแล้ว เขาจึงถือโน้ตและมือถือออกมาที่ห้องนั่งเล่น พบว่าสภาพห้องที่เคยเละเทะตอนนี้กลับกลายเป็นทุกอย่างดูเป็นระเบียบ ห้องสะอาดขึ้น ผ้าม่านที่ไม่เคยเปิด ตอนนี้เปิดให้แสงส่องเข้ามา เขารู้สึกถึงไออุ่นของแดดตอนสาย ๆ ก่อนจะเดินมาหยุดที่โต๊ะกินข้าว มีกล่องอาหารวางอยู่ 4 อย่าง คือ ไก่ผัดพริกเผา ซี่โครงหมูหวาน ข้าวต้มหมู และ...ผัดขี้เมาซึ่ง 2 ใน 4 เมนูนั้นคืออาหารที่เขากินประจำตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย
“ไก่ผัดพริกเผา ซี่โครงหมูหวาน...บังเอิญเหรอ...” พีทพูดออกมาด้วยความสงสัย ก่อนจะพบโน้ตแผ่นเล็กใต้กล่องข้าวอีก...
[ผมไม่รู้ว่าคุณแพ้อาหารหรือกินอะไรได้บ้าง แต่มื้อเช้ากินข้าวต้มหมูก็ดีนะครับ ^^]
พีทยิ้มออกมาอีกครั้งพร้อมมองดูข้าวต้มหมูที่ตอนนี้อืดไปเรียบร้อยแล้ว...
“ต้องไปตามหาที่คณะบัญชีสินะ...” เขาพูดพร้อมยิ้มออกมา
ติ๊งงง!
เสียงแจ้งเตือนมือถือดังขึ้นเมื่อเขาเปิดเครื่อง หนึ่งในข้อความที่ปรากฏทำให้เขาทำหน้าอึมครึม เขาทิ้งมือที่ถือโน้ตลงข้างตัว ก่อนจะขยำกระดาษในมืออย่างไม่รู้ตัว...
[Yesterday
18:45 น.
มีน : สิ่งที่พี่ขอมันมากเกินไปเหรอ
มีน : เหนื่อยแล้วอะ
มีน : ถ้ายังจะเป็นแบบนี้บ่อย ๆ เราก็เลิกกันจริง ๆ เถอะ ]
เขายืนนิ่งอ่านข้อความนั้นไปเงียบ ๆ โดยไม่ตอบกลับ
สาเหตุที่เขาดื่มหนักแล้วไปนั่งตากฝนจนเป็นไข้ก็เพราะนัดเจอกับคนคนหนึ่ง แต่เขากลับไม่มาตามที่ตกลงกันไว้ เขาผิดที่แบตมือถือหมด ทำให้ติดต่อกันไม่ได้ แต่ในใจยังคิดว่า ถ้ารออีกสักหน่อย คนที่เขาคาดหวังคงจะมาถึง... แต่ว่าผ่านไปสองชั่วโมง อีกฝ่ายก็ยังไม่มา...
*ครืดดด ....*ครืดดด
สายเรียกเข้าที่แสดงบนหน้าจอคือหนึ่งในเพื่อนของพีท
พีท : [ อือ..]
เพื่อน : [มาไหม]
พีท : [ไม่]
เพื่อน : [ให้ไปหาไหม]
พีท : [ตามใจ]
เพื่อน : [ไว้เจอกัน..]
หลังจากวางสายแล้ว ก่อนเดินกลับเข้าห้องนอน เขามองดูแก้วใส่ยาแล้วจึงฝืนกลืนยาลงคอไป หลังจากนั้นเขาก็เดินกลับเข้าไปในห้องและล้มตัวนอนลงบนเตียงอีกครั้ง
