บทที่ 3 ตอนที่ 2: เก็บเอาไว้
พีทนอนต่อจนถึงสองทุ่ม เขาถูกปลุกด้วยอาการแสบร้อนบริเวณเหนือสะดือ เพราะวันนี้ทั้งวันข้าวเม็ดเดียวก็ยังไม่ตกถึงท้อง สุดท้ายเขาก็ลืมตาขึ้นมาท่ามกลางความมืด นอนมองเพดานด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า พร้อมกับทบทวนหลายเรื่องที่ผ่านมา
“มันจะจบแบบนี้จริง ๆ เหรอ...” พีทพูดออกมาเบา ๆ พลางเอามือก่ายหน้าผาก
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด แกร๊ก
เขานอนอยู่แบบนั้นไม่ได้ยินเสียงผู้มาใหม่เปิดประตูเข้ามา จนมีเสียงเคาะประตูห้องนอนและเสียงทักดังขึ้นมาเขาถึงหลุดออกจากความคิด
“ไง เป็นไงบ้าง?” เสียงกายเพื่อนสนิทของเขาทักพร้อมเปิดประตูเข้ามาด้วยความเป็นห่วง แต่กลับไม่มีเสียงตอบกลับ
“พีท เป็นไงบ้าง หลับเหรอ?” เสียงอีกคนตามมาทีหลัง นั่นก็คืออัยน์ เพื่อนสนิทของกายที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทพีทอีกคน
เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบกลับ อัยน์เลยเดินมาเปิดไฟที่เป็นไฟวอร์มไลท์ เพื่อให้มองเห็นคนที่นอนอยู่บนเตียง
“ก็ตื่นอยู่นี่นา ทำไมไม่ตอบวะ?” กายพูดด้วยเสียงเข้มเจือไปด้วยความเป็นห่วง
“กินข้าวยัง?” กายถามพลางเดินมานั่งที่เตียงข้าง ๆ คนที่นอนอยู่
“...ยัง” คนที่นอนขดตัวอยู่ตอบกลับมา
“เขาบอกเลิกอีกแล้วเหรอ?” อัยน์ถามขึ้นมาหลังจากเห็นภาพเดจาวู
“...” พีทไม่ยอมตอบพร้อมจะจับผ้าห่มคลุมโปง
พรึ่บ! กายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ยอมให้เขาเอาผ้าห่มคลุมโปง จึงกระชากออก
“นี่มันครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ที่พวกกูต้องมาเห็นมึงสภาพนี้...” กายถามด้วยความหงุดหงิด “10? 11? 12?”
“13 ครั้งนี้ดูจะเป็นครั้งที่ 13 นะ...” อัยน์ที่กำลังจะเดินออกไปข้างนอกพูดขึ้น ทำให้กายถอนหายใจออกมา
“นี่ พี่เขาบอกเลิกมึงทุกเดือนเลยเหรอวะ? คบกันสองปีสามปี มึงตามใจเขาทุกอย่าง เขายังไม่พอใจอะไรอีกวะ?” กายพูดด้วยความไม่เข้าใจพร้อมมองหน้าเพื่อนที่นอนอยู่ที่ทำหน้าเหมือนมีอะไรจุกที่คอ
“กูพูดด้วยความเป็นห่วงนะ รอบนี้ปล่อยพี่เขาไปเถอะ ถ้าเขาอยากได้คนที่มีเวลา คนที่อยู่กับเขาได้ 24 ชั่วโมงขนาดนั้นหรือมึงจะตามใจเขาอีก?” กายยังพูดแบบเดิมเหมือนครั้งที่ผ่านมา หลายครั้งแล้วที่เขาต้องมาบ่นทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อยากบ่น แต่เพราะเพื่อนเขาประสบแต่ปัญหาความรักแบบเดิม ๆ หลายปี เขาไม่อยากให้เพื่อนเขาอยู่กับคนนั้น คนที่ไม่เคยแคร์ความต้องการเพื่อนเขาเลย เขาไม่อยากเห็นเพื่อนโดนทำร้ายอีกแล้ว
“แต่ว่าเขาเป็น...รักแรกของกู ถ้ากูพยายามอีกนิด...” คนที่นอนเงียบอยู่พูดขึ้นมาพร้อมหลุบตาลงต่ำ
“รักแรกแล้วมันยังไงวะ?” กายเริ่มขมวดคิ้ว “ถ้ามันมีรักแรกก็แปลว่ามันสามารถมีรักครั้งต่อ ๆ ไปได้สิวะ ลุกไปกินข้าว!” กายหมดความอดทน กระชากผ้าห่มออกทั้งตัว เพื่อนที่เขายอมรับนับถือในความสามารถที่เก่งทุกอย่าง แต่มาตกม้าตายตาบอดเพราะความรัก สุดท้ายก็มานอนตรอมใจ เขาไม่อยากเห็นภาพนี้
“เฮ้ย! ทำไมตัวร้อน!” กายพูดด้วยน้ำเสียงตกใจพร้อมเอามือไปอังหน้าผาก
“อัยน์ พีทไม่สบาย ช่วยไปเตรียมรถที จะพามันไปโรงพยาบาล!” กายตะโกนบอกคนที่อยู่ข้างนอก
“ห้ะ! พีทไม่สบายเหรอ?” อัยน์วิ่งเข้ามาในห้องนอนด้วยหน้าตาตื่น
“กูไม่เป็นไร ไปหาหมอมาแล้ว ข้างนอกมียาวางอยู่ที่โต๊ะกินข้าว” พีทรีบตอบก่อนที่เพื่อนเขาจะพาเขาไปหาหมอจริง ๆ
“หาหมอ? พีทเนี่ยนะ?” อัยน์ทำสายตาไม่ค่อยเชื่อพร้อมเดินออกไปที่โต๊ะกินข้าวและเพิ่งสังเกตว่าห้องที่เคยเละเทะกลับสะอาดสะอ้าน ข้าวของวางเป็นระเบียบ
“กาย...บนโต๊ะกินข้าวมีถุงยาวางไว้จริง ๆ มีอาหารด้วยแต่ว่า...ข้าวต้มอืดหมดแล้ว” อัยน์ที่อยู่ห้องนั่งเล่นตะโกนมาบอก พร้อมเปิดอาหารดู
“ปกติในห้องมันไม่มีแม้กระทั่งน้ำนี่นา...” กายกำลังตะโกนบอกคนที่อยู่ข้างนอกอีก
“ไม่ต้อง...ข้าวพึ่งวางไว้ตอนเช้า น้ำมีในตู้เย็น...” พีทบอกกาย แต่อีกฝ่ายมองกลับมาด้วยหน้างง ๆ
“แต่ข้าวอีกสองสามอย่างนี่ อุ่นกินได้อยู่นะ เหมือนแค่ลืมเอาใส่ตู้เย็น แล้วก็ในตู้เย็นมีน้ำเปล่าเต็มตู้เลย” อัยน์พูดพลางเปิดกล่องอาหารแล้วนำไปอุ่นร้อนในไมโครเวฟ
‘นี่มันทำแบบนี้เพราะมันไม่สบายจนสมองกลับเหรอ ตั้งแต่มาอยู่คอนโดปีแรกจนตอนนี้ พีทไม่เคยแม้แต่จะซื้อน้ำสักขวดมาไว้ที่ห้องตัวเองด้วยซ้ำ เพราะปกติพีทจะเทียวไปหาพี่มีนตลอด และอยู่กับอดีตแฟนส่วนใหญ่’ กายหันกลับมามองพีทอีกครั้งพร้อมคิดในใจ
“งั้นก็ลุกไปกินข้าวไหม? จะให้อุ้มเปล่า?” กายถามพลางเลิกคิ้วขึ้น
“กูจะนอนต่อ” พีทตอบกลับมาพร้อมพลิกตัวเตรียมจะนอน
“ไม่ได้ ถ้าไม่ลุกกูอุ้มนะ” กายพูดพร้อมเตรียมตัวจะไปช้อนตัวอีกคน
“เออ ๆ ลุกก็ลุก มึงนี่...พยุงที” พีทยันตัวเองขึ้นมาพร้อมยื่นมือให้อีกฝ่าย
“กินข้าวกินยาจะได้พัก พรุ่งนี้ก็อย่าโดดคลาสนะมึง ต้องไปคุยเรื่องงานกลุ่ม” กายพูดขณะพาพีทออกมาข้างนอก
หลังจากประคองพีทมานั่งที่โซฟาห้องนั่งเล่นแล้ว กายจึงมีเวลาพอที่จะค่อย ๆ สำรวจห้องเพื่อนที่บรรยากาศดูแปลกตา หนังสือมีทั้งกองไว้และจัดอยู่บนชั้นอย่างเป็นระเบียบ กองเอกสารที่วางบนโต๊ะอย่างเรียบร้อย พื้นที่สะอาดสะอ้าน และอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องก็เป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างดี
“มึงจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดเหรอ?” กายถามคนที่นั่งเหม่ออยู่บนโซฟา
“ไม่ได้จ้าง” พีทตอบทันที
“มึงเก็บห้องเอง?” กายยังไม่หายสงสัย
“มะ...อือ เก็บเอง” พีทเกือบจะเผลอพูดออกไปว่าไม่ได้เก็บเองแต่ก็รีบเปลี่ยนคำเพราะจะให้เล่าเหตุการณ์เมื่อคืนวันก่อนก็ยังไงอยู่ เขาเลยเลือกที่จะไม่พูด
“ผีเข้าเหรอครั้งนี้? แต่ก็ขอบคุณผีนะ ค่อยเหมือนห้องคนอาศัยอยู่หน่อย” กายยังคงสงสัยในตัวเพื่อนอยู่แต่ก็เลือกที่จะไม่ถามต่อ พร้อมเดินออกไปดูระเบียง
‘รอบนี้แปลก...อกหักเลยทำความสะอาดห้องเหรอ? ...ก็เป็นสัญญาณที่ดี’ กายออกมารับลมข้างนอกพร้อมมองระเบียงที่สะอาดตา พร้อมกับกลิ่นหอมจากน้ำยาปรับผ้านุ่มจากราวตากผ้าที่ตากอยู่
“กินข้าวกินยาแล้วเหรอ?” หลังจากสูดอากาศเสร็จแล้ว กายก็กลับเข้ามาในห้อง เขามองไปที่พีทเหมือนจะถาม แต่กลับหันไปมองหน้าอัยน์แทน
“เราจัดยาให้กินแล้ว” อัยน์ตอบพร้อมเดินมาเก็บกล่องใส่อาหารไปทิ้ง
“พีทไปคลินิกมาเหรอ? ซองยาไม่ใช่ของโรงพยาบาลนี่” เมื่อทั้งสามมานั่งรวมกันอยู่ในห้องนั่งเล่น อัยน์สงสัยเลยได้โอกาสถาม
“ใช่” พีทตอบแค่นั้น พร้อมกับกำลังนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนวานอีกครั้ง คราวนี้เขานึกถึงคนที่พาเขาไปหาหมอ
“เหม่อแบบนี้ อย่าบอกนะว่ายังคิดถึงเขาอีก” กายมองหน้าพีทและพูดขึ้นมาทำลายความเงียบ
“โอ๊ย! อัยน์หยิกเราทำไม” กายลูบแขนที่ตอนนี้เป็นรอยแดงจากการที่อัยน์หยิกเพื่อไม่ให้เขาพูดอะไรที่ไม่เข้าท่า
“ชู่ว~” อัยน์จ้องหน้ากายพร้อมทำนิ้วแตะที่ปากเป็นเชิงให้เงียบ
“ก็ดูมันทำหน้า...” คราวนี้อัยน์เอื้อมมือจะไปหยิกกายอีกรอบ แต่คนที่โดนมาแล้วครั้งหนึ่งนั้นเขยิบตัวหลบทัน อัยน์เลยได้แต่จิ๊ปากใส่
“แล้วจะเอาไงต่อพีท?” อัยน์ถามพีทขึ้นมาอีกครั้ง
“คงปล่อยแล้วล่ะ...” พีทตอบด้วยน้ำเสียงที่เศร้าลง เขาคิดทบทวนตั้งแต่ได้อ่านข้อความนั้นแล้ว ไม่สิ อาจจะก่อนหน้านี้หลายครั้งด้วยซ้ำที่เขาจินตนาการถึงเหตุการณ์โดนบอกเลิกจากอดีตแฟน สิบสามครั้ง...เขาโดนบอกเลิกมาสิบสามครั้งแล้ว เขาพยายามปรับและเปลี่ยน อีกทั้งทุ่มเททุกอย่างตามที่อีกฝ่ายต้องการมาตลอดระยะเวลาที่คบกัน เขาทำมันเต็มที่ตลอด แต่ก็ดูเหมือนจะเติมเต็มความต้องการของอีกคนไม่พอ เขาถึงขั้นละเลยตัวเองในหลายครั้ง เขารู้ตัวดี...
[กินข้าวให้ครบมื้อ กินยาให้ตรงเวลา ดีขึ้นไว ๆ และพักผ่อนให้พอนะครับ]
จู่ ๆ พีทก็นึกถึงข้อความในกระดาษโน้ตที่เขาเคยอ่าน แม้เพียงวูบเดียว ความอบอุ่นและความเอาใจใส่ของเจ้าของลายมือก็เหมือนจะลอยเข้ามาแผ่กระจายไปทั่วตัวเขา ทำให้หัวใจที่เหนื่อยล้าได้รู้สึกถึงความอบอุ่น เป็นเพียงความรู้สึกสั้น ๆ ที่เข้ามาและผ่านไป แต่ก็พอทำให้เขายิ้มออกมาแบบฝืด ๆ เป็นรอยยิ้มที่มาพร้อมกับความขมขื่นในใจ
“คืนนี้อัยน์กับกายจะนอนนี่นะ” อัยน์พูดขึ้นมา เพราะเห็นพีทเงียบและทำหน้าจะยิ้มก็ไม่เชิงจะร้องไห้ก็ไม่เชิง
“เรา?” กายหันมาถามอัยน์พร้อมกับชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง
“ใช่ เรา...ตามนี้นะ” อัยน์ตอบคำถามพร้อมมัดมือชกทั้งสอง ก่อนจะเดินไปเตรียมที่นอนในห้อง
คืนนี้ทั้งสามคนนอนด้วยกันในห้องของพีท ถึงแม้จะเป็นเตียงคิงไซซ์ แต่สำหรับผู้ชายตัวใหญ่ ๆ อย่างพีทและกายที่สูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร พื้นที่บนเตียงก็เต็มไปด้วยร่างของพวกเขาทั้งสอง ส่วนอัยน์ที่มีความสูงแค่ร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร ถึงแม้จะตัวเล็กกว่าคนอื่น แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าที่นอนบนเตียงมันแออัดเกินไปที่จะนอนสามคน และถ้าจะไปนอนโซฟาก็รู้สึกว่าไม่ค่อยสบายตัว อัยน์จึงอาสาปูฟูกนอนพื้นแทน เพื่อลดความอึดอัดให้กับคนที่นอนบนเตียง แม้จะมีเสียงบ่นเล็กน้อยจากกายเกี่ยวกับการแบ่งพื้นที่บนเตียง แต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก ค่ำคืนนั้นจึงผ่านพ้นไปหลังจากเสียงบ่นงึมงำของกาย
เช้าวันถัดมา เวลา 09:30 น. ทั้งสามคนมาถึงห้อง Computer Lab ก่อนเวลาเริ่มคลาสราวสามสิบนาที วันนี้พีทติดรถมากับกายและอัยน์ เขาได้รับแจ้งจากบริษัทรถยกและอู่ซ่อมตั้งแต่เช้าว่ารถของเขาซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว และสามารถไปรับได้เลย หลังเลิกเรียนวันนี้ เขาจึงวางแผนไว้ว่าจะไปตามหาคนที่ช่วยเขาไว้เมื่อวาน
‘พีซ... คณะบัญชี’
พีทนึกในใจพลางมองเบอร์มือถือที่เขาได้ขอมาจากบริษัทรถยกอีกครั้ง เขาตั้งใจไว้ว่าหากวันนี้หาอีกฝ่ายไม่เจอ เขาค่อยจะโทรหา เพราะเขาไม่ได้ขอเบอร์นั้นมาจากเจ้าตัวโดยตรง ความเกรงใจจึงก่อตัวขึ้นหลายเรื่อง ทั้งเรื่องรถเสีย เรื่องที่ต้องติดรถไปที่ร้านอาหาร เรื่องพาไปหาหมอ ค่ายา และที่สำคัญคืออีกฝ่ายอยู่ดูแลเขาจนดีขึ้น
“เอ๊ะ... ชุด!” พีทอุทานขึ้นเบา ๆ
“ชุด? ชุดอะไรเหรอ?” กายที่ได้ยินพีทพูด จึงหันมาถามอย่างสงสัย
“เปล่า...” พีทตอบเรียบ ๆ พลางหยิบอุปกรณ์สำหรับการเรียนออกมาจัดเตรียม
‘ลืมเอาชุดที่ไปส่งซัก เอามาคืน’ พีทคิดในใจ เขาขยี้หัวตัวเองเบา ๆ อย่างคนที่มีเรื่องกวนใจในหัว พลางชั่งใจว่าจะไปหาอีกฝ่ายเลยดีไหม หรือจะกลับไปเอาชุดส่งร้านซักก่อน แล้วค่อยไปตามหา...
เมื่อเขาตัดสินใจกับตัวเองได้ว่าจะเอาชุดไปส่งซักให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยไปหาอีกฝ่ายทีหลัง เสียงฝีเท้าพร้อมกับเสียงพูดคุยเบา ๆ ของอาจารย์และกลุ่มนักศึกษาที่เดินเข้ามาในห้อง ก็ทำให้พีทละสายตาจากความคิดของตัวเอง
ทางฝั่งคณะบัญชี
หลังจากที่พีซออกจากคอนโดของพีท เขาแทบไม่ได้นอนเลย เช้าวันนั้นเขาก็ตรงกลับห้อง อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วรีบกลับเข้าไปที่มหาวิทยาลัยทันที หลังเลิกคลาส เขาก็ไปทำงานพิเศษต่ออีกยาว ๆ สองวันที่ผ่านมา พีซได้นอนรวมกันแค่ประมาณสี่ชั่วโมงเท่านั้น
เช้านี้ก่อนเข้าเรียน พีซนึกขึ้นได้เรื่องรถของพีทที่เอาเข้าอู่ซ่อม จึงรีบโทรติดต่อไปที่บริษัทรถยกเพื่อสอบถามความคืบหน้า เขาได้รับคำตอบว่ารถซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว และทางบริษัทได้ติดต่อเจ้าของรถตามข้อมูลที่แจ้งไว้ ซึ่งเจ้าของรถจะไปรับในช่วงเย็นวันนี้ พีซรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก คงเหลือแค่เรื่องร่มที่อีกคนนั้นลืมในรถเขาวันที่ฝนตก เขาต้องหาโอกาสเอาไปคืน...
ด้วยความที่พักผ่อนไม่พอสะสม เขาจึงเข้าเรียนวันนี้ด้วยอาการเบลอ ๆ ง่วง ๆ รู้ตัวอีกทีก็นั่งตาปรือแทบจะหลับคาโต๊ะ
“สำหรับเนื้อหาภายในวันนี้ก็มีเพียงเท่านี้นะครับ ส่วนกานต์พิชา อยู่รอพบอาจารย์หน่อยนะ”
เสียงของอาจารย์ประจำคลาสเรียกขึ้น ทำให้คนที่กำลังจะหลุดเข้าไปในห้วงความฝันเงยหน้าขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินชื่อตัวเอง พีซก็สะดุ้งเล็กน้อย แล้วรีบขยับตัวนั่งหลังตรงทันควัน
“ครับผม...” เขาตอบกลับเสียงดังฟังชัด แถมรู้สึกตื่นเต็มตาในทันที
เมื่อนักศึกษาทยอยออกจากห้องจนหมด พีซจึงเดินตรงไปหาอาจารย์ที่ยืนอยู่ตรงโพเดียมด้านหน้าห้องบรรยาย
“นั่งก่อน ๆ ผมขอจัดเอกสารสักครู่” อาจารย์พูดพลางชี้ไปที่เก้าอี้แถวหน้า
“ครับ...” พีซรับคำอย่างสุภาพ ก่อนนั่งลงด้วยความงุนงง ไม่รู้ว่าอาจารย์ต้องการคุยเรื่องอะไร
“อ่า... เรียบร้อยแล้ว” อาจารย์พูดพลางหยิบโปสเตอร์กับเอกสารบางอย่างขึ้นมาในมือ แล้วเดินมานั่งเก้าอี้ข้างเขา
“อาจารย์มีโครงการน่าสนใจอยากให้ลองดู เห็นว่าเราสนใจเรื่องการพัฒนาโปรแกรมบัญชีด้วย แล้วโครงการนี้ก็เป็นโครงงานส่งแข่งขันด้วยนะ ถึงจะไม่ชนะก็ไม่เป็นไร แค่ส่งเข้าร่วมเฉย ๆ ก็ได้” อาจารย์ยื่นเอกสารให้พีซพิจารณา
พีซก้มลงอ่านรายละเอียดเบื้องต้น พออ่านจบก็รู้สึกว่าเนื้อหาน่าสนใจไม่น้อย แต่... “แต่ว่าระยะเวลามันอยู่ในช่วงเทอมนี้เลยนี่ครับ ผมยังมีโปรเจกต์จบที่ต้องทำอยู่อีก”
“นี่แหละ... โปรเจกต์จบของเธอ” อาจารย์ตอบทันทีพร้อมขยับแว่นขึ้นเล็กน้อย
พีซนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดต่อด้วยสีหน้าเกรงใจ “เอ่อ... ต่อให้ส่งประกวดแทนโปรเจกต์จบก็เถอะครับ แต่ถ้าผมต้องทำคนเดียว คงไม่ทันแน่ เพราะเขียนระบบเองทั้งหมดคงไม่ไหว” เขาวางเอกสารลงเบา ๆ แล้วเลื่อนกลับไปให้อาจารย์
“ใครบอกว่าให้ทำคนเดียวล่ะ?” อาจารย์พูดขึ้นทันควัน “ผมมีเพื่อนเป็นอาจารย์ที่คณะวิศวะฯ เดี๋ยวจะลองถามให้ว่าเขามีนักศึกษาที่พอจะมาช่วยเราได้ไหม” ดูเหมือนอาจารย์จะไม่เปิดช่องให้พีซปฏิเสธโอกาสนี้ง่าย ๆ
“แต่ว่า...” พีซอ้าปากจะพูดอีกครั้ง แต่ก็ถูกขัดไว้
“ไม่ต้อง ‘แต่’ แล้ว เดี๋ยวอาจารย์จัดการให้เอง มั่นใจว่าได้คนแน่นอน”
พีซเงียบไปเล็กน้อยก่อนพยักหน้าเบา ๆ “ครับ... ถ้าอาจารย์ว่าอย่างนั้น ผมก็ตามนั้นครับ”
แม้จะยังไม่แน่ใจในความพร้อมของตัวเองนัก แต่เมื่อมองอีกมุม นี่ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเขา ถึงแม้จะทำเป็นโครงการประกวด แต่สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นผลงานที่สามารถใส่ในพอร์ตการเรียนจบ...ก็คุ้มอยู่
“งั้นตามนี้นะ ถ้าฝั่งนั้นหาคนให้ได้แล้ว เดี๋ยวเรานัดเจอกันอีกที ระหว่างนี้ก็ลองคิดไอเดียหรือโครงร่างไว้ล่วงหน้าก่อนก็ได้ ผมไปล่ะ” อาจารย์พูดพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเหมือนเตรียมจะโทรหาใครสักคน
“ครับผม สวัสดีครับ” พีซยกมือไหว้ลาอาจารย์ก่อนจะเดินแยกออกไปอีกทาง
ตลอดทั้งสัปดาห์ พีซมัววุ่นอยู่กับเรียน รายงาน โปรเจกต์และงานพิเศษแทบไม่ได้หยุดพัก กระทั่งมาถึงวันศุกร์ วันนี้เขาตื่นแต่เช้าเพราะมีเรียนแต่ก็พบแจ้งเตือนที่ค้างบนหน้าจอ “ยกคลาสเช้า อาจารย์ลากะทันหัน” ไหน ๆ ก็ตื่นแล้วพีซเลยวางแผนว่าจะไปนั่งอ่านหนังสือที่หอสมุดตอนสาย ๆ เขาเลยเอนตัวนอนลงไปอีกรอบ
แต่แล้วแผนก็ต้องเปลี่ยน เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงการโทรเข้ามา แจ้งว่ามีการนัดหมายกับเพื่อนอาจารย์ฝั่งวิศวะฯ ที่จะมาช่วยดูเรื่องโครงการประกวดในช่วงสายวันนี้ พีซเลยรีบดีดตัวจากเตียงทันทีที่วางสาย เขากวาดเสื้อผ้าหยิบเข้าห้องน้ำแทบจะทันที เพราะจากคอนโดไปมหาวิทยาลัยตอนสาย ๆ นั้นหากมัวชักช้า คงไม่ทันเวลาแน่นอน นัดคือ 10:30 น. และตอนนี้เขามีเวลาเหลือแค่ชั่วโมงกว่าเท่านั้นซึ่งรวมเวลาเดินทางด้วย
พีซขับรถมาถึงลานจอดหน้าคณะได้อย่างฉิวเฉียด เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงก่อนถึงเวลานัด เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูรายละเอียดสถานที่นัดหมายอีกครั้ง ข้อความจากอาจารย์ที่ส่งมาเมื่อเช้า เขาไล่อ่านข้อความอย่างตั้งใจ เพื่อไม่ให้พลาดอะไร
[ห้องประชุมเล็ก ชั้น 2 อาคารบัญชี เวลา 10:30 น. ฝ่ายวิศวะฯ จะมาด้วย 2 คน]
พีซพยักหน้าเบา ๆ กับตัวเอง แล้วรีบจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อยครั้งก่อนจะลงจากรถ
เมื่อเดินมาถึงห้องประชุมเล็กตามที่นัดหมายไว้ พีซก็ยกมือเคาะประตูเบา ๆ ก่อนจะเปิดเข้าไปด้านใน ห้องยังว่างเปล่า ไม่มีใครมาถึงก่อนหน้า เขาเดินตรงไปหาที่นั่งตรงมุมหนึ่งของห้อง วางกระเป๋าไว้ข้างตัว แล้วหย่อนตัวลงนั่งเงียบ ๆ
ระหว่างที่หยิบมือถือขึ้นมาเปิดเช็กเวลา ก็มีสายเรียกเข้าเข้ามาอีกครั้ง เป็นเบอร์ของอาจารย์
“สวัสดีครับ กานต์พิชาพูดสายครับ” เขารับสายด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“กานต์พิชา อาจารย์ขอโทษนะ วันนี้ผมกับอาจารย์อีกคนคงไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย เพราะมีประชุมคณะด่วนน่ะ พวกคุณคุยรายละเอียดกันไปก่อนได้เลยนะ” เสียงปลายสายฟังดูรีบเร่ง มีเสียงจอแจรอบข้างแทรกเข้ามาเป็นระยะ
“ไม่เป็นไรครับอาจารย์ เดี๋ยวพวกผมประชุมกันเสร็จแล้วจะสรุปส่งเมลให้นะครับ” พีซรีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจ เพื่อให้อาจารย์สบายใจ
“ขอบคุณมากนะ ผมขอตัวไปประชุมก่อน...”
“ครับผม สวัสดีครับ” พีซวางสายลง หลังสิ้นเสียง “ติ๊ด” ที่ตัดจบบทสนทนา
เขาวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ มองไปรอบห้องเงียบ ๆ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ เตรียมใจสำหรับการพบทีมใหม่ที่เขายังไม่รู้จัก
10:40 น.
เวลาล่วงเลยจากนัดหมายไปสิบนาที ห้องประชุมยังเงียบงัน ไม่มีใครใหม่ก้าวเข้ามา พีซเหลือบตามองนาฬิกาบนผนังใกล้ประตูบ่อยครั้ง สลับกับจ้องมองไปยังบานประตูบานนั้น เหมือนกับว่าถ้าเขามองมันนานพอบางทีประตูอาจจะเปิดขึ้นมาเอง
10:50 น.
อีกสิบนาทีผ่านไป รวมแล้วก็ยี่สิบนาทีเข้าไปแล้ว พีซถอนหายใจออกมาเงียบ ๆ ในใจเริ่มชั่งน้ำหนักว่าจะรออีกสักหน่อยดีไหม เขาตั้งใจว่า ถ้าถึงสิบเอ็ดโมงแล้วยังไม่มีใครมา เขาคงต้องไปหอสมุดตามแผนเดิม
เขามองนาฬิกาอีกครั้ง
เงียบ...
แต่แล้วเสียงฝีเท้าก็แว่วมาเบา ๆ จากหน้าห้อง ก่อนที่เสียงเปิดประตูจะดังขึ้น
แกร๊ก!
แฮ่ก ๆ ... แฮ่ก ๆ ...
เสียงหอบแทรกเข้ามาพร้อมเงาร่างของคนสองคน พีซเงยหน้าขึ้น รีบปรับโฟกัสสายตามองไปยังผู้มาใหม่
“ขอโทษที่มาช้าครับ พอดีว่า...ไปผิดอาคาร เลยต้องวิ่งกลับมาน่ะครับ ขอโทษที่ให้รอ แฮ่ก ๆ ...” เสียงพูดปนเสียงหอบของนักศึกษาร่างเล็กคนหนึ่งเอ่ยขึ้น สีหน้ารู้สึกผิดเต็มที่
“ไม่เป็นไรครับ ผมก็เพิ่งมาถึงได้ไม่นาน...” พีซรีบตอบกลับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจ เพราะพอคิดดูแล้ว อีกฝ่ายมาจากคนละคณะ ไม่รู้เส้นทางก็คงไม่แปลกอะไร แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ สายตาพีซก็เหลือบไปเห็นใครอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง
เขาคุ้นหน้าคนนั้นดีเกินไป
“เอ๊ะ... เอ้า!” พีซหลุดเสียงเบา ๆ
“พีทเหรอ?”
“พีซเหรอ?”
ทั้งสองคนพูดขึ้นแทบจะพร้อมกัน สบตากันนิ่งไปชั่วครู่
นักศึกษาร่างเล็กที่ยืนอยู่หน้าประตูหันมองสลับระหว่างทั้งสองคน สีหน้าเต็มไปด้วยคำถามและความงุนงงเล็กน้อย
จากนั้นพีทกับเพื่อนก็รีบเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะฝั่งตรงข้ามกับพีซ พร้อมหยิบสมุดและอุปกรณ์จดงานออกมาอย่างรวดเร็ว บรรยากาศในห้องที่เคยเงียบเหงาเมื่อครู่เริ่มหายไป
“ผมชื่ออัยน์นะครับ วิทยาการคอมพิวเตอร์ปีสี่ ส่วนนี่…” อัยน์เริ่มแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงสุภาพ ขณะที่หันชี้ไปที่คนข้าง ๆ
“พีทครับ วิทยาการคอมพิวเตอร์ปีสี่…” พีทที่นั่งข้าง ๆ กล่าวเสียงทุ้ม สายตาจ้องมองพีซอย่างตั้งใจ เพราะตอนนี้เขาเพิ่งมีโอกาสมองหน้าคนตรงข้ามชัด ๆ เป็นครั้งแรก ที่จริงแล้ว พีทตั้งใจเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งเขาคงจะต้องมาตามหาพีซที่คณะนี้แน่ ๆ แต่เมื่อได้รับการติดต่อเกี่ยวกับโครงงานจากอาจารย์ที่เขาคุ้นเคยจากคณะอื่น เขาก็ตัดสินใจตอบตกลงทันที จึงเป็นเหตุผลที่เขากลายมาเป็นนักศึกษาที่มาช่วยในโครงการนี้ โดยมาจากสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์แทนที่จะเป็นสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
พีทมาช้าก็เพราะเขาลืมถุงเสื้อผ้าและรองเท้าที่คิดไว้ว่าจะเอาไปคืนหลังประชุมเสร็จ โชคดีที่คนที่จะร่วมงานด้วยเป็นพีซ ซึ่งทำให้ทุกอย่างดูราบรื่นขึ้น ส่วนเรื่องไปผิดอาคารนั้น อัยน์ด้นสด เพราะไม่อยากให้เหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลกลายเป็นข้ออ้างในการมาสาย
“ผมชื่อพีซครับ พีซ แบบ ซอโซ่ อยู่บัญชีปีสี่ ครับ” พีซยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับหลบสายตาจากคนที่สูงกว่าที่นั่งตรงข้าม ซึ่งยังมองหน้าเขาอยู่
“พีซ...เอ่อ คือว่ารู้จักกับนี่เหรอครับ?” อัยน์ถามพร้อมกับชี้นิ้วไปที่พีทอีกครั้ง อัยน์แทนตัวพีทว่า ‘นี่’
พีซจึงหันไปมองคนที่ยังยิ้มบาง ๆ อยู่ “เคยเจอกันครั้งสองครั้งครับ” เขาตอบแบบตะกุกตะกัก ทำให้อัยน์หันหน้าไปมองพีทที่ยิ้มค้างอยู่อย่างนั้น
อัยน์ที่เห็นพีทเงียบไปก็เข้าใจในบางอย่าง
“เดี๋ยวเล่าให้ฟัง” พีทโน้มตัวลงมากระซิบกับอัยน์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“งั้นเราเริ่มกันเลยไหมครับ?” พีซถามทั้งสองคนที่นั่งตรงข้าม
โครกคราก...
คนตัวสูงทั้งสองหันไปทางที่มาของเสียง พบว่าเป็นอัยน์ที่กำลังเตรียมตัวอยู่มีเสียงท้องร้องดังขึ้นมาชัดเจน เจ้าตัวทำได้แค่เม้มปากแล้วก้มหน้าซ่อนความเขินอายไว้
“ขอโทษครับ พอดีรีบมาเลยยังไม่ได้กินข้าว...” อัยน์พูดขึ้นพร้อมกับกำมือแน่นและหน้ามีสีแดงขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าไม่รังเกียจ...ผมมีเอเนอร์จี้บาร์อยู่ครับ คุณแพ้ธัญพืชไหมครับ?” พีซพูดพร้อมล้วงสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าสะพายแล้วยื่นให้กับอัยน์
“มะ...ไม่แพ้ครับ ขอบคุณครับ เรียกว่าอัยน์เฉย ๆ ก็ได้ครับ” อัยน์พูดพร้อมยิ้มเขินอายและยื่นมือไปรับเอเนอร์จี้บาร์จากพีซ “หะ...ห้าซองเลยเหรอครับ?” เขารับมาพร้อมกับนับจำนวนซองที่ดูมากเกินไป
“เผื่อคนข้าง ๆ ด้วยครับ เห็นบอกว่ารีบมา กินไปคุยไปได้นะครับ”
“ขอบคุณนะ” ขณะที่พีทที่ถูกกล่าวถึงก็แบ่งเอเนอร์จี้บาร์จากอัยน์มา
“ขอบคุณนะครับ” อัยน์กล่าวขอบคุณคนตรงหน้าอีกครั้ง
“งั้นคราวนี้เริ่มประชุมเลยนะครับ เรื่องรายละเอียดโครงการ ไอเดียผมเป็นประมาณนี้ครับ......” ทั้งสองเริ่มฟังที่พีซพูดพร้อมจดรายละเอียดไปพลาง ฉีกซองเอเนอร์จี้บาร์แล้วกินไปพลาง
ระหว่างที่พีซกำลังพูดไปสักพัก พีซเห็นทั้งสองคนเงียบไป เลยหันหน้าไปมอง ภาพตรงหน้าที่พีซเห็นคือ อัยน์ที่เคี้ยวแก้มตุ่ย ๆ เขานึกถึงแฮมสเตอร์ที่กำลังตุนอาหารไว้ในกระพุ้งแก้ม ขณะที่พีซเสียสมาธิไป เขาก็หลุดยิ้มออกมาอย่างไม่ตั้งใจ พีทที่กำลังฟังอยู่เห็นพีซเงียบไป เลยเงยหน้าจากแล็ปท็อปขึ้นไปมอง ก็พบว่าอีกฝ่ายยิ้มกว้างจนตาหยี ทำให้พีทเผลอสำลักน้ำลายลงคอไป
แค่ก ๆ แค่ก ๆ
พรึ่บ! ปฏิกิริยาของพีซตอบโต้ฉับพลัน เขารีบวิ่งเข้าไปซ้อนหลังพีท เตรียมท่าใช้แขนโอบรอบเอว กำมือข้างหนึ่งวางบริเวณเหนือสะดือใต้ลิ้นปี่ ใช้มืออีกข้างจับมือที่กำไว้ ขณะที่พีซกำลังจะกระตุกแขนเข้าหาตัวนั้น
“พีซ ๆ เราแค่ไอ อาหารไม่ได้ติดคอ เราโอเค แค่ก ๆ” พีซที่ยืนโอบเอวอยู่ข้างหลังเมื่อได้ยินก็ยืนค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบปล่อยมือแล้ววิ่งไปที่โต๊ะฝั่งตรงข้าม
พีซยื่นขวดน้ำเปล่าที่เพิ่งเปิดฝาให้พีท “ขอโทษนะเมื่อกี้ พอดีว่าตกใจนึกว่าอาหารติดคอ นี่น้ำ...”
“ขอบคุณ แค่ก ๆ” พีทรับน้ำไปดื่ม ยอมรับว่าตกใจพอสมควร เพราะเหตุการณ์มันไวมาก และการตอบสนองของพีซก็เรียกว่าเร็วเกินไปจนเขาตั้งตัวไม่ทัน
อัยน์ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นก็ได้แต่มองภาพความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างทำตัวไม่ถูก เขาคิดว่าเพื่อนเขาคงจะใกล้ตายแล้วจริง ๆ ภาพเมื่อกี้ทำให้เขาขนลุกเลยทีเดียว เรื่องนี้ต้องเอาไปเล่าให้กายฟัง อัยน์คิดในใจ พร้อมกับนั่งมองสถานการณ์ต่ออย่างเงียบ ๆ
หลังจากสถานการณ์วุ่นวายสงบลง ทุกคนก็หันกลับมาจดจ่อกับการประชุมอีกครั้ง บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง พีซเปิดหัวข้อสำคัญของโครงการ ก่อนที่แต่ละคนจะเริ่มช่วยกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไอเดียต่าง ๆ ถูกหยิบยกขึ้นมาพูด บางช่วงก็นั่งคิดกันเงียบ ๆ ก่อนจะมีใครสักคนเสนออะไรใหม่ ๆ ขึ้นมา บทสนทนาไหลลื่นราวกับรู้จักกันมานาน ทั้งที่นี่เป็นการประชุมครั้งแรกระหว่างพวกเรา
“อัยน์ขอรับหน้าที่ดูเรื่องดีไซน์ระบบนะ” อัยน์พูดขึ้นหลังจากได้บทสรุปของโครงการเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง แล้วก็หันไปมองคนตัวสูงที่นั่งข้าง ๆ ก่อนจะพูดต่อ “พีทดูเรื่องระบบหลังบ้านละกัน พวกข้อมูลกับโครงสร้างอะไรพวกนั้น” จากนั้นเขาหันกลับมาหาพีซ “ส่วนเรื่องข้อมูลที่จะใช้วิเคราะห์ระบบ ให้พีซ พีซโอเคไหม ถ้าไม่ไหวบอกได้นะ เรากับพีทช่วยได้เต็มที่เลย!” อัยน์พูดอย่างกระตือรือร้น ดวงตาเป็นประกายเหมือนอยากลงมือทำงานให้เสร็จทันที
“เราโอเค สบายมาก” พีซตอบพร้อมยิ้มตาหยีให้อัยน์ ก่อนจะก้มหน้าจดสรุปลงโน้ตแล้วเตรียมส่งอีเมลให้อาจารย์ที่ปรึกษา
“งั้นเรื่องระยะเวลากับงบประมาณ เดี๋ยวเราดูกับพีซเอง” พีทพูดขึ้น ขณะเก็บแล็ปท็อปใส่กระเป๋า
“โอเค งั้นหน้าที่คร่าว ๆ ยึดตามนี้ไปก่อนนะ” อัยน์เสริมขึ้นอีกครั้ง พลางเปิดมือถือเช็กแจ้งเตือน “พีท กายชวนไปกินข้าวเย็น ไปด้วยกันไหม?” อัยน์หันไปถามคนตัวสูงที่ยังไม่ทันได้ตอบ
“หือ?” พีทชะงักก่อนเช็กแชตกลุ่ม ‘เขาไม่ได้ข้อความนี่... หรือว่ากายแค่ชวนอัยน์ แล้วใช้ชื่อเขาเป็นข้ออ้าง?’ พอคิดได้แบบนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นตอบเรียบ ๆ “ไม่อะ พอดีมีธุระต่อ ไปกันสองคนเลย” พร้อมส่งยิ้มบาง ๆ กลับไป
“โอเค...” อัยน์ลากเสียงยาวแบบไม่ปิดบัง ก่อนจะคิดในใจ วันนี้มีเรื่องให้เล่าให้กายฟังยาวแน่ แล้วพีทก็จะไม่รอดจากการโดนเผาแน่นอน
“อ้อ เกือบลืม พวกเรามาสร้างแชตกลุ่มกันดีกว่า จะได้ติดต่อกันสะดวก ๆ” อัยน์พูดขึ้นก่อนจะแยกย้ายกัน
“ได้สิ” พีซตอบพร้อมยื่นมือถือที่เปิดแอปแชตให้อัยน์ช่วยเพิ่มรายชื่อ
“อย่าลืมส่งเบอร์กับเมลมาด้วยนะ ไปละ บ๊ายบาย~” อัยน์ยิ้มแล้วคืนมือถือให้พีซ ก่อนโบกมือลาทั้งสองคนแล้วเดินออกไป
พีซเก็บห้อง ปิดแอร์ ปิดไฟเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองคนเดินออกมาด้วยกันอย่างเงียบ ๆ ก่อนที่พีทจะยื่นถุงกระดาษใบหนึ่งให้เขา
“ขอบคุณที่ช่วยเราวันนั้นนะ... จริง ๆ ตั้งใจจะเอามาคืนหลายวันแล้ว เพิ่งจะมีโอกาส แล้วก็...บังเอิญเจอกันที่นี่ก่อน”
“หือ... อ้อ! อื้ม ไม่เป็นไร ว่าแต่โอเคดีหรือยัง หายป่วยดีแล้วใช่ไหม?” พีซตอบพลางรับถุงมาเปิดดู ด้านในมีเสื้อเชิ้ต กางเกง และรองเท้าคุ้นตาของเขาคู่หนึ่ง
“ดีขึ้นแล้วแหละ... เอ่อ เรื่องค่ารักษา รับเป็นเงินสดหรือให้โอนดี?” พีทถามอย่างจริงจัง สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เขาคิดวนอยู่ในหัวว่าอีกคนจะมองเขาแย่แค่ไหน เงินในบัตรก็ยังอยู่ เงินสดก็อยู่ครบ หมายความว่าค่ารักษาพีซเป็นคนออกให้... เขาไม่อยากให้พีซมองว่าเขาเป็นพวก ‘หายหัวไม่รับผิดชอบ’
“ไม่เป็นไรหรอก... ไม่ใช่เรื่องใหญ่” พีซตอบเสียงเรียบ เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกติดค้างหรือคิดมาก โชคดีที่เขาเก็บใบเสร็จค่าพยาบาลไว้กับตัว
“เท่าไหร่เหรอ...” พีทกดมือถือเตรียมโอนเงินทันที หลายวันก่อนเขาเช็กถุงยาแล้วในถุงยาไม่มีใบเสร็จอะไรเลย
“ไม่ต้องจริง ๆ ถ้าลำบากใจ...งั้นถือว่าช่วยกันทำโปรเจกต์นี้ให้สุดแล้วกัน ส่งประกวดให้เข้ารอบลึก ๆ เลย” พีซพูดพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ น้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่เป็น
พีทยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามออกมา “ถ้างั้น...เย็นนี้พีซมีนัดไปไหนต่อไหม”
“ไม่มีนะ ทำไมเหรอ?”
“...ไปกินข้าวเย็นด้วยกันไหม?” พีทพูดออกมาในที่สุด เสียงนิ่ง ๆ แต่แฝงความตั้งใจ เขาคิดในใจว่า ถ้าพีซไม่ยอมรับเงินคืน งั้นก็เลี้ยงข้าวแทนแล้วกัน เลี้ยงไปจนกว่าจะครบค่ายาเลยก็ได้
ตุ่บ เสียงถุงกระดาษในมือพีซหล่นลงพื้นอย่างไม่ตั้งใจ
“ขะ...ข้าวเย็นเหรอ?” พีซเบิกตากว้าง เสียงเบาหวิวเหมือนยังไม่เชื่อหูตัวเอง
“อื้อ... เวลาตกใจ ชอบเผลอปล่อยของในมือเหรอ?” พีทก้มลงเก็บถุงให้ พลางยิ้มบาง ๆ ครั้งนี้เขาถือมันไว้เองแทนจะคืนให้ เพราะคราวก่อนก็ทำช้อนหล่น คราวนี้ก็ถุงหล่น
ผู้ชายตัวเท่า ๆ กัน แต่ทำไมถึงดูน่าเอ็นดูขนาดนี้นะ…พีทคิดในใจ พลางมองอีกฝ่ายที่ยังหน้าแดงระเรื่อ
พีซกำลังจะยิ้มตอบรับคำชวน ทว่าในวินาทีนั้นเอง ความจริงที่เขารู้ดีอยู่แก่ใจก็แล่นเข้ามาเตือนสติเหมือนคลื่นซัดแรงเข้าหน้า
‘...พีทมีแฟนแล้ว’
ความดีใจเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย สูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามดึงตัวเองกลับมาอยู่ในโลกของความเป็นจริง
เขาจะคิดอะไรเกินเลยไม่ได้...อย่าทำอะไรที่มันดูไม่ดี อย่าให้ตัวเองหลุดไปจากขอบเขตของความเป็นเพื่อน
“ได้สิ...” พีซตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่ยังแฝงด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่พยายามรักษาไว้
แค่กินข้าว ไม่ได้มีอะไรเกินเลย อีกอย่าง...ถ้าไม่ไป เขาคงไม่ยอมจบเรื่องค่ารักษาง่าย ๆ แน่
พีทพยักหน้าเบา ๆ ยิ้มราวกับโล่งใจ
“ไปรถเราไหม? กินใกล้ ๆ แถวมหาลัย” เขาถามขณะเดินเคียงกันออกมาที่ลานจอดรถ “เรื่องรถวันนั้น...ก็ขอบคุณมาก ๆ นะ”
พีซหันไปยิ้มให้นิด ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ โดยไม่พูดอะไรเพิ่ม เขาแค่พยายามไม่ปล่อยให้อะไรในใจแสดงออกมาทางสายตาหรือท่าทาง
เพราะถ้ามีอะไรสักอย่างสื่อออกไป...เขากลัวว่าอีกคนจะสังเกตเห็น
“ได้สิ” พีซตอบตกลง ก่อนตัดสินใจว่าจะไปกับพีทรถคันเดียวกัน กะว่าหลังจากกินเสร็จก็จะแยกย้ายกันกลับ เขาคิดว่าค่อยเรียกรถผ่านแอปฯ กลับมาที่คณะเพื่อเอารถตัวเองก็ได้ เพราะถ้าขับแยกกันไป...หาที่จอดบริเวณรอบมหาวิทยาลัยช่วงเย็นแบบนี้คงไม่ง่ายเลย
พีซยิ้มจาง ๆ ให้พีท ก่อนก้าวเดินตามอีกฝ่ายไปที่รถเก๋งคันสีดำ
ร้านที่พีทพาเขามาเป็นร้านอิซากายะที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย ตัวร้านตกแต่งเรียบง่าย ใช้โทนสีอบอุ่น แสงไฟนวล ๆ ทำให้รู้สึกสบายตา ในตอนแรกพีซนึกว่าจะเป็นร้านแนวครึกครื้น มีเสียงคนจอแจเต็มร้านเหมือนร้านอาหารแถวนั้นทั่วไป แต่กลับกลายเป็นว่าที่นี่สงบ เงียบกว่าที่คิด เขาชอบบรรยากาศแบบนี้...บรรยากาศที่ไม่อึดอัดจนเกินไป เขาเหลือบมองพีทที่กำลังเลือกโต๊ะด้านใน ซึ่งค่อนข้างเป็นมุมส่วนตัว ไม่ติดใครนัก
ถ้าอีกฝ่ายจะพาไปร้านอาหารตามสั่งธรรมดา เขาก็ไม่ได้คิดติดใจอะไรอยู่ดี แต่มาร้านแบบนี้…ก็คงแปลว่าอีกฝ่ายอยากคุยกันเงียบ ๆ มากกว่า
เมื่อทั้งคู่เข้ามานั่ง พนักงานก็เข้ามารอรับออเดอร์
“สั่งได้เลยนะ มื้อนี้เราเลี้ยงเอง” พีทพูดขึ้นตามที่ตั้งใจไว้
“เลี้ยงอะไร หารเท่าสิ” พีซสวนกลับทันควัน มองอีกฝ่ายด้วยแววตาจริงจัง
“อย่าปฏิเสธเลย แค่ข้าวเอง ให้เราเลี้ยงเถอะนะ” พีทว่า พร้อมใช้เสียงอ่อนลงนิด พลางมองตาพีซปริบ ๆ แบบที่เจ้าตัวเองก็คงไม่รู้ว่ากำลังอ้อนอยู่
พีซถอนหายใจเบา ๆ “...ก็ได้...แค่ครั้งนี้นะ ถ้ามีอีก หารนะ”
พออีกคนยอม พีทก็เงยหน้าขึ้นอย่างพอใจ “สั่งได้เต็มที่เลย!”
“ของผมเอา ยากิโทริ ซาชิมิ คาราอะเกะ แล้วก็ฮอกเกะครับ อย่างละสองที่ครับ” พีทสั่งอย่างคล่อง
“ยากิโซบะกับไข่ม้วนซุปดาชิครับ” พีซสั่งเรียบ ๆ พร้อมวางเมนูลง
พีทเลิกคิ้ว “แค่นี้?”
“เอาแค่นี้ก่อน” พีซยิ้มบาง ๆ
“เพราะรู้อยู่แล้วว่าคุณจะสั่งนิดเดียว เราคิดถูกแล้วที่สั่งเผื่อ” พีทพูดพลางหัวเราะในลำคอเบา ๆ
พีซยิ้มนิด ๆ ไม่ตอบอะไรกลับ
“เครื่องดื่มรับเป็นอะไรดีครับ?” พนักงานถามขึ้น
“น้ำเปล่าครับ” พีซตอบอย่างรวดเร็ว
“ผมเอาเบียร์สดครับ” พีทตอบพลางหลบสายตาอีกคนเล็กน้อย
เมื่อทั้งสองสั่งอาหารเรียบร้อย พนักงานจึงทวนออเดอร์อีกครั้งเพื่อยืนยัน แล้วเดินจากไป
“เบียร์? แต่คุณขับรถมานะ” พีซรีบถาม สีหน้าดูไม่สบายใจ
“ไม่เป็นไรครับ แก้วเดียวเอง” พีทตอบด้วยท่าทีสบาย ๆ
“ไม่ ไม่ได้ ฝาเดียวก็ห้ามขับรถ” น้ำเสียงพีซเริ่มจริงจังมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
พีทชะงักไปนิด ก่อนจะยิ้มแห้ง ๆ “...งั้นพีซขับไปส่งผมได้ไหม”
พีซเงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ได้ครับ ผมจะขับไปส่งเอง”
ความเงียบแผ่ปกคลุมโต๊ะเล็กน้อย พีทที่ตอนแรกแค่หยอก ก็ไม่คิดว่าพีซจะจริงจังขนาดนี้ รู้สึกเหมือนหัวใจโดนสะกิดเบา ๆ จากคำตอบตรง ๆ แบบนั้นของอีกฝ่าย เขากำลังโดนอีกฝ่ายแสดงออกว่าเป็นห่วงอีกแล้วเหรอ
กลิ่นอาหารญี่ปุ่นอุ่น ๆ คลุ้งไปรอบโต๊ะ พีทคีบปลาฮอกเกะขึ้นมาวางบนจานพีซโดยไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะกินของตัวเองต่อ ช่วงแรกต่างฝ่ายต่างกินกันเงียบ ๆ ไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้น
แต่พอเบียร์แก้วที่ห้าพร่องลง พีซก็สังเกตเห็นบางอย่าง
“...คุณหน้าแดงแล้วนะ” พีซพูดเบา ๆ พร้อมมองอีกฝ่ายที่เริ่มเหม่อไปไกล
พีทเหลือบตามามองเขา แล้วหัวเราะในลำคอเบา ๆ “อือ...นิดหน่อยเอง”
“นิดหน่อยนี่เหรอ แก้วที่ห้าแล้วนะ” พีซพูดยิ้ม ๆ แต่ก็ยังแฝงด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“พีซ...” พีทเรียกชื่อเขาขึ้นเบา ๆ จนอีกฝ่ายชะงัก
“ครับ?” พีทเงียบไปนิดเหมือนลังเล
“...ทำไมถึงช่วยเราวันนั้น” น้ำเสียงเขาฟังดูอ่อนลง
พีซยิ้มอ่อน “เพราะคุณลำบากไง...คุณดูไม่ไหวจริง ๆ ตอนนั้น ผมทำเป็นไม่เห็นไม่ลง”
“แต่เราไม่ได้รู้จักกันเลยนะ” พีทพูดช้า ๆ เขาดูเริ่มเมาแต่แววตาที่มองมากลับดูจริงจัง
พีซหัวเราะเบา ๆ “เพราะงั้นไงครับ ถ้าเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน ผมคงลังเลว่า...ควรช่วยไหม กลัวเขาเกลียด กลัวเขาอาย แต่คุณเป็นคนแปลกหน้า มันง่ายที่จะตัดสินใจ”
พีทฟังแล้วนิ่งไป เขาวางตะเกียบลงช้า ๆ เหมือนกำลังประมวลคำพูดตรงหน้า ก่อนจะพูดเบา ๆ เหมือนพูดกับตัวเอง
“...แปลกดีนะ คนแปลกหน้าคนนี้ กลับทำให้รู้สึก...ปลอดภัยกว่าใครบางคนที่อยู่มานานหลายปี”
พีซไม่ได้ตอบอะไรทันที เขาเพียงแต่นั่งนิ่ง ๆ มองอีกฝ่ายที่เหมือนหลุดอะไรบางอย่างออกมาโดยไม่รู้ตัว อาจเพราะฤทธิ์เบียร์ หรืออาจเพราะอะไรที่มันเก็บอยู่ในใจนานเกินไป
“ผมโดนบอกเลิกมา วันนั้น...ครั้งที่สิบสาม มันเป็นครั้งสุดท้าย แล้วผมก็กำลังพยายามยอมรับมันอยู่” จู่ ๆ พีทก็พูดขึ้นมา เพราะคำว่าคนแปลกหน้า อาจจะมีคำพูดที่ช่วยเขาได้ เขาแค่คิดแบบนั้น
“...” พีซเงียบไป เหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คออีกครั้ง
พอพีทพูดจบ ความเงียบก็ปกคลุมโต๊ะทันที ไม่ใช่ความเงียบอึดอัด แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่น เหมือนเสียงในร้านหายไปชั่วขณะ เหลือแค่ลมหายใจของคนสองคนที่นั่งตรงข้ามกัน
พีซก้มหน้าลงมองจานยากิโซบะตรงหน้า แต่ไม่ได้แตะมันอีก เขารู้สึกเหมือนกลืนอะไรไม่ลง ก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอเหมือนจะขยับขึ้นมาอีกครั้ง แต่เขาไม่อยากให้พีทเห็น เขาเลยแค่เงียบไว้
“…สิบสามครั้งเลยเหรอครับ” พีซพูดเบา ๆ สุดเสียง
พีทพยักหน้า ก่อนจะยกแก้วขึ้นจิบอีกเล็กน้อย แต่ครั้งนี้เหมือนจะไม่ได้เพราะอยากดื่ม แค่อยากมีอะไรทำระหว่างที่พยายามเล่าเรื่องที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง
“ผมไม่เคยนับหรอก จนวันนั้นแหละ ถึงรู้ว่ามันครั้งที่สิบสาม…คนเดิมทุกครั้ง” เสียงพีทแผ่วลง ดวงตาที่เคยนิ่งกลับดูเศร้าจนพีซรู้สึกเหมือนถูกบีบหัวใจ
“…แล้วคุณยังรักเขาอยู่ไหมครับ” พีซถามเสียงเบา ทั้งที่ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเผลอกัดริมฝีปากแน่น
พีทนิ่งไป เหมือนคำถามนี้พาเขาย้อนกลับไปในความทรงจำที่ยังไม่หายดี “ผมไม่แน่ใจแล้วล่ะ ว่ามันคือรัก หรือแค่ผมพยายามยึดติดกับอะไรบางอย่างที่ไม่มีอยู่แล้ว...”
พีซเงยหน้าขึ้นช้า ๆ มองอีกฝ่ายที่ตอนนี้ดูไม่เหมือนพีทคนที่เขารู้จักในช่วงวันแรก ๆ คนที่ดูนิ่ง ขรึม ไม่พูดมาก แต่วันนี้กลับเปราะบางและอ่อนแอกว่าที่เคย เขาอยากจะยื่นมือไปแตะไหล่อีกฝ่าย อยากบอกว่ามันไม่เป็นไร อยากพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับพูดได้แค่...
“...ครั้งที่สิบสามก็อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายจริง ๆ ก็ได้ครับ...”
พีทมองพีซด้วยสายตานิ่ง ๆ แล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ “ฟังดูเหมือนคำปลอบใจแบบที่ผมไม่เคยเชื่อ...แต่พอเป็นคุณพูดแล้ว มันไม่เหมือนกันเลยแฮะ”
พีซแค่ยิ้ม ไม่ตอบอะไร
บางทีเขาอาจจะพูดไม่ได้ เพราะรู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกมากกว่าที่ควร…มากกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงาน...ทั้งที่อีกฝ่ายเพิ่งพูดถึงอดีตกับใครบางคน แต่เขาก็ยังนั่งอยู่ตรงนี้ เพื่อฟัง เพื่ออยู่ข้าง ๆ แค่ในฐานะคนแปลกหน้าคนหนึ่ง
เป็นอีกครั้งที่เขาต้องแบกคนที่สลบขึ้นรถเพื่อไปส่งที่คอนโด เขาพยายามทำใจ ไม่ให้ความรู้สึกตัวเองมีอิทธิพล และหักห้ามใจไม่ให้ฉวยโอกาสในช่วงเวลาที่อีกคนอ่อนแอ เขาจะเป็นแค่คนรู้จักคนหนึ่ง เป็นแค่เพื่อนร่วมงาน จะไม่ใช้ความอ่อนแอของอีกฝ่ายเป็นช่องทางให้ตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ เขาตั้งใจไว้แบบนั้น...
พีซขับรถไปเงียบ ๆ ภายในใจกำลังต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกที่ยิ่งจะหลีกหนียิ่งตามมา
พีทซึ่งตอนนี้เมามากจนสลบไปแล้ว ได้แต่พึมพำคำบางคำที่ฟังไม่ค่อยออก พีซรู้สึกได้ถึงความหนักหน่วงในลมหายใจของพีท ใบหน้าของพีทที่เบี่ยงไปมาด้วยความง่วง ทำให้พีซต้องคอยมองด้วยความระมัดระวังไม่ให้เขาคอพับไปข้าง
“ถึงแล้วนะ…” พีซพูดเบา ๆ เมื่อถึงคอนโดของพีท
พีทไม่ได้ตอบอะไร
พีซหันมามองพีทที่หลับสนิทแล้วเขาค่อย ๆ ปลดเข็มขัดนิรภัยของพีทอย่างเบามือก่อนจะพยุงร่างที่ไร้การต้านทานไปยังลิฟต์
เขาวางพีทลงบนเตียงในห้องนอนของพีทและห่มผ้าให้ ปิดฉากวันที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่พีซกำลังต่อสู้กับมันอยู่
พีซหลับตาลง เขาหายใจเข้าลึก ๆ และถอนหายใจออกมา ก่อนจะคิดทบทวนว่าตัวเองควรจะทำอะไรต่อไป
เขาเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อีกคนที่นอนหลับไปแล้ว ขณะที่มองหน้าของคนที่หลับอยู่ เขาพูดเบา ๆ กับพีทที่นอนอยู่ “...ขอให้ผ่านมันไปให้ได้นะ”
พีซเดินออกมานั่งเฝ้าคนที่นอนหลับสนิทอยู่ที่ห้องนั่งเล่น เขาไม่อยากทิ้งคนที่เมาให้อยู่คนเดียว คืนนี้เป็นคืนที่ยาวนานสำหรับเขา เขาไม่ได้นอนแม้แต่น้อย
จนกระทั่งเช้าวันใหม่มาถึง เขาก็ทำเหมือนเดิมคือ สั่งข้าวและยาแก้เมาค้างมาให้อีกฝ่าย ก่อนจะเขียนโน้ตสั้น ๆ ทิ้งไว้บนโต๊ะแล้วจากไป เหมือนกับว่าเมื่อคืนนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนทุกอย่างกลับไปเป็นปกติ แม้ว่าในใจเขาจะยังคงรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจพูดออกมาได้
[กินข้าวให้ครบมื้อ และดื่มน้ำเยอะ ๆ นะครับ รักษาสุขภาพด้วย
from Peace]
