บทที่ 4 ตอนที่ 3: เพียงเธอสบายใจ

...ขอให้เธอใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แล้วฉันจะยืนอยู่ตรงนี้ต่อไป…เงียบ ๆ

หลังจากวันที่พีซไปส่งพีทที่คอนโด เวลาก็ล่วงเลยมาได้หนึ่งสัปดาห์แล้วที่ทั้งสองไม่ได้เจอกัน แม้จะยังมีการติดต่อกันอยู่บ้างในกลุ่มแชตของโปรเจกต์ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอัยน์ที่คอยอัปเดตงานอยู่เสมอ เพื่อปรึกษาเรื่องดีไซน์กันได้สะดวก พีซเองก็ทยอยทำในส่วนของตัวเองไปเรื่อย ๆ และเมื่อเสร็จแล้วจึงค่อยส่งให้อาจารย์ตรวจดู ส่วนพีทนั้น...มา ๆ หาย ๆ ไม่ได้สม่ำเสมอเท่ากับอัยน์ จนตอนนี้กลายเป็นว่าทุกคนแยกย้ายกันทำงานของตัวเอง ต่างคนต่างเงียบ ต่างคนต่างมีพื้นที่ของตัวเอง

วันสุดสัปดาห์มาถึงอีกครั้ง เช้านี้ดูสงบไม่ต่างจากวันก่อน ๆ พีซวางแผนไว้ว่าวันนี้จะอยู่ทำงานที่ห้อง เขามีรายงานที่ต้องจัดการ รวมถึงต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อใช้ในโปรเจกต์ จนกระทั่งเสียงแจ้งเตือนจากแอปแชตดังขึ้น พีซจึงหยิบมือถือขึ้นมาดู พบว่าเป็นข้อความจากกลุ่มโปรเจกต์

[อัยน์ : ดีไซน์เสร็จแล้ว...จะนัดคุยกันอีกทีเมื่อไหร่ดี] 

เขาอ่านข้อความของอัยน์ แล้วก็อดยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ แม้จะแค่ตัวอักษร แต่พีซก็สัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นของอีกฝ่าย เขาดูกระตือรือร้นราวกับนี่คือโปรเจกต์จบของเขาเอง

[พีซ : เราว่าง พุธ-อาทิตย์ นัดเวลาที่สะดวกได้เลยครับ]  เขาพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว เพราะพีซตัดสินใจแล้วว่าจะทุ่มเทเวลาให้โปรเจกต์นี้อย่างเต็มที่ เขาจึงไปขอลาออกจากงานพิเศษที่ร้านอาหารที่เคยทำอยู่ แต่เจ้าของร้านไม่ยอมให้ลาออก สุดท้ายเลยตกลงกันว่าให้เขาหยุดงานชั่วคราว จนกว่าโปรเจกต์จะเสร็จ ทำให้พีซมีเวลาว่างมากขึ้น

[อัยน์ : งั้นเป็นวันพุธถึงวันอาทิตย์นะ จะได้คืบหน้าไว ๆ] 

[พีซ : ครับ] 

[พีท : (ส่งสติ๊กเกอร์ "Okay") ] 

[อัยน์ : เรื่องเวลาเดี๋ยวนัดกันอีกทีนะ] 

[พีซ : (ส่งสติ๊กเกอร์ "Okay") ] 

[พีท : (ส่งสติ๊กเกอร์ "Okay") ] 

หลังจากนั้น พีซก็วางโทรศัพท์ลง และหันกลับมาทำงานในส่วนของตัวเองต่อไป

และแล้วสุดสัปดาห์ของพีซก็ผ่านไปอย่างเงียบ ๆ ไม่ต่างจากครั้งก่อน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านเอกสาร ทำรายงาน และไล่เก็บรายละเอียดโปรเจกต์ที่ยังทำค้างไว้อยู่

เวลาค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างนิ่งสงบ จนกระทั่งวนมาถึงวันอาทิตย์ช่วงเย็น ข้อความใหม่จากอัยน์ปรากฏขึ้นในกลุ่มแชตอีกครั้ง พร้อมรายละเอียดการนัดหมายที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

[อัยน์ : วันพุธ เวลา 13:00 น. ห้องประชุมเก่า ชั้น 4 ห้อง 404] 

เมื่อถึงวันนัด พีซก็มาถึงสถานที่ตามเวลานัดหมายก่อนเวลา ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงตรง เขามาถึงแล้ว แต่ดูเหมือนห้องประชุมยังไม่เปิดเขาจึงตัดสินใจเดินลงมาจากชั้น 4 เพื่อมารอที่โรงอาหาร เขานั่งรออยู่ที่โต๊ะประจำ มุมที่เคยชอบมานั่ง มุมที่มองออกไปเห็นวิวสนาม

วันนี้อากาศไม่ร้อน ลมเบา ๆ พัดผ่านให้รู้สึกสบาย บรรยากาศโดยรอบคนก็ไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าคณะของเขา พีซหยิบหูฟังขึ้นมาเสียบกับโทรศัพท์ เปิดเพลงฟังเบา ๆ ปล่อยให้สมองได้พักจากความอ่อนล้า และทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา...ได้ครู่หนึ่ง เงาร่างของคนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากมุมสายตา เขาเหลือบมองจากหางตาและเห็นว่าพวกเขากำลังเดินเข้ามาทางที่เขานั่งอยู่

“พีซ!” อัยน์เรียกเสียงไม่ดังนัก พร้อมกับสะกิดเบา ๆ ที่ไหล่

“อ๊ะ!” พีซสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกสะกิดและรีบดึงหูฟังออกพร้อมเงยหน้าขึ้น เขาเห็นอัยน์ พีท และเพื่อนอีกคนของทั้งสอง

“...ขอนั่งด้วยนะ” อัยน์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าพีซยังเงียบอยู่

“ได้สิ” พีซตอบรับด้วยรอยยิ้ม พลางหยิบกระเป๋าสะพายที่วางอยู่บนเก้าอี้ข้างตัวมาวางบนตัก และเขาก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง เมื่อคนที่นั่งลงข้างเขาไม่ใช่คนที่เขาเห็นตอนแรกเหมือนจะเป็นอัยน์ แต่กลับกลายเป็นพีท ส่วนอัยน์เดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามเขาพร้อมกับเพื่อนอีกคน

“เรานัดกันบ่ายโมงนี่ มาไวจัง” อัยน์พูดขึ้น

“...เราแค่อยากมารอก่อนน่ะ ไม่มีอะไรทำพอดี” พีซตอบพลางยิ้มบาง ๆ ให้

“ดีจัง...อ้อ! นี่กาย เพื่อนเราเอง” อัยน์แนะนำเพื่อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

“สวัสดีครับ พีซครับ อยู่บัญชี ปี 4...” พีซหันไปแนะนำตัวกับกายอย่างสุภาพ

“...หล่อเหมือนที่เคยได้ยินมาเลยครับ” กายพูดหลังจากได้เห็นหน้าพีซชัด ๆ

“โอ๊ย!...เตะขาทำไม?” กายกัดฟันพูดขึ้นเบา ๆ หันไปบ่นกับคนที่นั่งตรงข้ามเขานั่นก็คือพีท ส่วนอัยน์ก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ ให้กับภาพตรงหน้า

ในใจพีซเกิดคำถามเงียบ ๆ ว่าสถานการณ์ตอนนี้...มันคืออะไรกันแน่

อัยน์ที่ดูเหมือนจะจับบรรยากาศได้ ก็รีบพูดเปลี่ยนเรื่อง

“กินข้าวหรือยัง?” อัยน์หันมาถามพีซ

“ยังเลยครับ...เรายังไม่หิว...” พีซตอบตามตรง ปกติเขาจะพยายามกินข้าวให้ครบสามมื้อ แต่วันนี้กลับรู้สึกไม่อยากอาหาร ไม่สิ...ไม่ใช่แค่วันนี้ ความรู้สึกนี้มันอยู่กับเขามาเป็นสัปดาห์แล้ว อาจเพราะความวุ่นวาย ทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียน และอะไรหลายอย่าง จนทำให้เขาไม่รู้แน่ชัดแล้วด้วยซ้ำว่า…มื้อไหนของวันคือ ‘มื้อแรก’

“พวกเราก็ยังไม่ได้กินเหมือนกัน...งั้นกินพร้อมกันเลยไหม? เสร็จแล้วจะได้ขึ้นไปประชุมพร้อมกันเลย” อัยน์เสนอขึ้น พร้อมคิดในใจว่านี่อาจเป็นโอกาสดีที่จะเลี้ยงข้าวพีซ ตอบแทนที่อีกฝ่ายเคยช่วยเหลือเขาไว้เมื่อตอนประชุมกันครั้งแรก

“คือ...” พีซกำลังจะปฏิเสธว่าเขา ‘ยังไม่หิว’ แต่ก่อนจะทันได้พูด พีทที่นั่งเงียบมาตลอดกลับพูดขึ้นก่อน

“เอาเหมือนเดิมไหม?” พีทหันมาถามเขา

“ครับ? ...” พีซเลิกคิ้วเล็กน้อย มองพีทอย่างงุนงง ‘เหมือนเดิม’ คืออะไร? เขายังจับต้นชนปลายไม่ได้

“รออยู่นี่แหละ เดี๋ยวซื้อมาให้นะ” พีทพูดทิ้งท้าย ก่อนจะลุกขึ้นพร้อมกับอัยน์และกาย ทั้งสามเดินไปยังแถวร้านข้าวแกง ปล่อยให้พีซนั่งเฝ้ากระเป๋าและอุปกรณ์ที่พวกเขาวางทิ้งไว้

พีซถอนหายใจเบา ๆ คำว่า ‘ครับ’ ที่เขาเอ่ยออกไปเมื่อครู่ จริง ๆ แล้วเป็นประโยคคำถาม ไม่ใช่การตอบรับ แต่ดูเหมือนพีทจะไม่แม้แต่สนใจฟัง

ไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งสามคนก็เดินกลับมาที่โต๊ะ พีทยื่นจานข้าวให้พีซ ขณะที่กายยื่นขวดน้ำตามมาให้

“ขอบคุณครับ เอ่อ...ค่าอาหาร”

“ไม่เป็นไร เราเลี้ยงเอง” พีทพูดแทรกขึ้นทันที ราวกับรู้ว่าพีซจะพูดอะไรต่อ

พีซชะงักไปเล็กน้อย มองหน้าพีทด้วยความสงสัย ก่อนจะก้มลงมองจานข้าวในมือตัวเอง ‘แกงจืดเต้าหู้หมูสับกับผัดผัก...’

เมนูที่เขาชอบ เขารู้ได้ยังไงกัน? ... 

‘คงแค่บังเอิญล่ะมั้ง... เพราะของพีทก็เหมือนกับเขาเป๊ะ อาจจะแค่ขี้เกียจสั่งหลายอย่างก็ได้...’

“เราว่าจะเลี้ยงเอง แต่พีทดันจ่ายให้หมดเลย มื้อนี้พีทเป็นเจ้ามือแหละ” อัยน์พูดพลางบ่นปากน้อย ๆ ไปทางพีท เขาตั้งใจจะเลี้ยงพีซเป็นการขอบคุณ แต่ก็ต้องยอมให้พีทไปก่อน

‘ไว้คราวหน้าละกัน’ อัยน์คิดในใจ

“ขอบคุณครับ...” พีซเอ่ยขอบคุณอีกครั้ง แม้จะยังรู้สึกไม่หิวเท่าไร แต่ถึงอย่างนั้นมื้อนี้เขาก็จะกิน...เพราะมันเป็นมื้อที่มีคนตั้งใจซื้อมาให้

จากนั้นทั้งสี่คนก็นั่งกินข้าวกันเงียบ ๆ

แค่ก ๆ ... แค่ก ๆ ...

เสียงไอเบา ๆ ดังขึ้นจากคนที่นั่งข้างพีซ เขาหันขวับไปมองทันที เห็นพีทกำลังทำหน้าบูดเบี้ยวเหมือนกำลังพยายามจะคายอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่คายออกมา

“เอี๊ยวเอ๊ดอิ๊กไอ (เคี้ยวเม็ดพริกไทย) ... แค่ก ๆ” พีทพยายามพูดทั้งที่ยังไอไม่หยุด

พีซที่เห็นแบบนั้น เขารีบล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อและรีบพับผ้าเช็ดหน้าให้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าสองชั้นอย่างรวดเร็ว แล้วยื่นไปรองปากพีท ขณะที่อีกมือก็ลูบแผ่นหลังอีกฝ่ายเบา ๆ

“คายครับ” พีซเอ่ยเสียงเรียบแต่จริงจัง แววตาที่มองพีทเต็มไปด้วยความเป็นห่วง

อัยน์กับกายที่นั่งอยู่ตรงข้ามต่างตกใจกับปฏิกิริยาที่รวดเร็วของพีซ แต่ที่น่าตกใจกว่าคือ...พีทที่ยอมคายสิ่งที่อยู่ในปากลงบนผ้าเช็ดหน้าของพีซโดยไม่ปฏิเสธแม้แต่นิดเดียว

พีซก้มมองผ้าเช็ดหน้าที่ใช้รองไว้ก่อนหน้านี้ เขาไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย แต่กลับค่อย ๆ พับผ้าเข้าหากันอย่างระมัดระวัง แล้วใช้มือข้างซ้ายกำผ้าห่อเศษอาหารไว้เบา ๆ คิดว่าจะจัดการตอนกินข้าวเสร็จ

พีทมองการกระทำนั้นเงียบ ๆ สายตาไม่ได้แสดงออกชัดเจน...แต่ก็ไม่ได้ละไปจากมือของพีซเลย ริมฝีปากเม้มแน่นเล็กน้อย เขาอยากจะขอบคุณ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบ เพราะความเขินอาย

อัยน์เองก็มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป เขาไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน แต่แววตานั้น...อ่อนลงเล็กน้อย คล้ายจะเพิ่งมองเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่เคยสังเกตมาก่อนในตัวเพื่อนร่วมโปรเจกต์ของเขา

และแม้ทุกอย่างจะเกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบ...

“น้ำ...” อัยน์ยื่นขวดน้ำให้พีทหลังจากที่เรียกความคิดกลับมาได้ น้ำเสียงของอัยน์นั้นฟังดูเบากว่าปกติ 

พีทรับขวดน้ำมาเงียบ ๆ ก่อนจะจิบน้ำเล็กน้อย 

กายที่นั่งมองพีทสลับกับพีซไปมา จู่ ๆ ก็ตักข้าวเข้าปากคำโต ก่อนจะหันไปส่งสายตาเชิงคำถามให้กับอัยน์ ถ้าเขาเป็นฝ่ายสำลักขึ้นมาบ้าง อัยน์จะทำแบบนั้นให้ไหมนะ?’

อัยน์ที่สังเกตเห็นแววตานั้นของกายก็เข้าใจทันทีโดยไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ อัยน์ถลึงตาใส่กายเบา ๆ เป็นเชิงว่า 'ไม่มีวัน! เคี้ยวแล้วกลืนมันลงไปเลย!’

เมื่อกินข้าวเสร็จ พีทกับกายอาสาเป็นคนเอาจานไปเก็บให้ ก่อนที่จะไป พีทมองตาพีซเหมือนขอห่อผ้าที่อยู่ในมือ เขาจะเอาไปจัดการเอง พีซจึงยื่นผ้าให้เขา แต่หลังจากที่เอาจานไปเก็บ มีเพียงกายที่เดินกลับมาพร้อมห่อทิชชูเปียก เขายื่นมันให้พีซ

“ขอบคุณครับ...” พีทกล่าวขอบคุณกาย จริง ๆ เขาก็มีห่อทิชชูเปียกในกระเป๋า แต่เมื่ออีกคนอุตส่าห์ซื้อมาให้ เขาก็ไม่ปฏิเสธน้ำใจ

“พีทล่ะ?” อัยน์ที่เห็นกายเดินมาคนเดียวถามขึ้น

“เอาผ้าเช็ดหน้าไปซัก” กายตอบพร้อมยิ้มให้กับอัยน์เล็กน้อย ก่อนจะหันมายิ้มกรุ้มกริ่มให้พีซอีกครั้ง

“คือเราสงสัย...” กายพูดขึ้นพลางยังจ้องมองพีซอยู่

“ครับ?” พีซเลิกคิ้วเล็กน้อย

“รู้จักกับพีทมาก่อนเหรอ?”

“ไม่นะครับ พึ่งได้คุยกันจริงจังแค่สองสามครั้งเอง” พีซตอบตามความจริง ถึงแม้ว่าเขาจะเฝ้ามองอีกฝ่ายมานานกว่านั้น แต่โอกาสที่ได้พูดคุยกันจริง ๆ ก็เพิ่งจะมีแค่ไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา

“แต่ท่าทางพวกนายสองคน...”

“นั่น! พีทมาแล้ว” อัยน์รีบพูดแทรกขึ้นทันที เมื่อเห็นพีทเดินมาแต่ไกล เขาจงใจเบนบทสนทนา เพราะเดาได้ไม่ยากว่ากายกำลังจะถามอะไร

“อะแฮ่ม...งั้นเราขอเข้าประชุมด้วยได้ไหม โดนลากมาแต่ไม่มีที่ไป สัญญาว่าจะนั่งเงียบ ๆ อยู่มุมห้อง ไม่รบกวนใครเลย” กายหันมาขออนุญาตจากพีซอย่างจริงจัง

“ได้สิครับ” พีซตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ

ไม่นาน พีทก็เดินมาถึงโต๊ะ เขาถือผ้าเช็ดหน้าที่เปียกหมาด ๆ ไว้ในมือ

“ขอโทษนะ เราจะซื้อผืนใหม่ให้” พีทเอ่ยด้วยน้ำเสียงปนความเกรงใจ

“ไม่เป็นไรครับ ที่จริงไม่ต้องซัก...ทิ้งเลยก็ยังได้ เรามีหลายผืนอยู่” พีซตอบกลับอย่างไม่คิดอะไร เพราะเขาไม่เคยคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะเอาไปซักจริง ๆ

“แต่ว่า...” พีททำท่าจะพูดอะไรบางอย่างต่อ แต่พอได้สบตากับพีซที่ดูไม่ใส่ใจ ไม่ถือสาอะไรเลยสักนิด เขาก็เลือกที่จะเงียบ แล้วเก็บผ้าเช็ดหน้าที่เปียกหมาด ๆ ไว้ในช่องเก็บของกระเป๋าสะพายอย่างระมัดระวัง 

ที่พีทเก็บผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ไว้ เพราะระหว่างที่เขาเอาผ้าเช็ดหน้าไปซักสายตาเขาเผลอไปสะดุดเข้ากับมุมผืนผ้า ตรงนั้นมีลายปักชื่อเล็ก ๆ คำว่า Peace ปรากฏอยู่บนเนื้อผ้า พอเห็นลายปักชื่อนั้น...ก็ทำใจทิ้งไม่ลงจริง ๆ

เมื่อถึงเวลานัดหมาย ทั้งสี่คนก็เข้ามารวมตัวกันในห้องประชุม พร้อมเริ่มต้นนำเสนองานตามหน้าที่ที่แต่ละคนรับผิดชอบ 

พีซเป็นคนแรกที่เริ่มพูด เขาชี้ไปที่แผนผังระบบบนหน้าจอโปรเจกเตอร์พลางอธิบายอย่างชัดถ้อยชัดคำ พีซนำเสนอในส่วนของการวิเคราะห์ระบบที่เขาศึกษามา เขาอธิบายภาพรวมของระบบบัญชีที่ทีมกำลังจะพัฒนา ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อมโยงกับข้อมูลลูกค้า (CRM) [1]   เพื่อให้ธุรกิจสามารถจัดการข้อมูลทางการเงินควบคู่ไปกับข้อมูลลูกค้าได้ในระบบเดียว

“ระบบที่เราจะพัฒนา ต้องสามารถบันทึกรายรับ รายจ่าย ออกใบเสร็จ และจัดทำรายงานทางบัญชีได้ครับ” เขาหยุดเล็กน้อยก่อนเสริมต่อ “...พร้อมกันนั้น ข้อมูลของลูกค้าก็จะถูกเชื่อมโยงเข้ามา เช่น ประวัติการสั่งซื้อ ช่องทางการติดต่อ และระดับความสัมพันธ์กับบริษัท เพื่อให้การออกเอกสารหรือดูข้อมูลประกอบการขายทำได้ง่ายขึ้นครับ…”

จากนั้น พีซยังอธิบายถึงกลุ่มผู้ใช้งานหลักที่ระบบนี้จะรองรับ ได้แก่ พนักงานบัญชี ฝ่ายบริการลูกค้า และผู้บริหาร โดยแต่ละกลุ่มจะให้มีระดับการเข้าถึงข้อมูลที่ต่างกัน เพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่ และเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล

“โดยสรุป ตอนนี้เราออกแบบฐานข้อมูลให้สามารถรองรับทั้งฟังก์ชันของบัญชีและลูกค้าแบบเชื่อมโยงกันคร่าว ๆ แล้วครับ ส่วนเรื่องระบบสิทธิ์ผู้ใช้ และระบบรายงานเชิงวิเคราะห์ จะมีการออกแบบเพิ่มเติมในลำดับถัดไปครับ...” เสียงพูดของพีซชัดเจนและลำดับเนื้อหาก็เข้าใจง่าย ทำให้คนที่นั่งฟังต่างจดบันทึกตามทันโดยไม่รู้สึกสับสน กายถึงกับมองพีซอย่างอึ้ง ๆ กับความสามารถในการอธิบายที่กระชับแต่ครบถ้วน

หลังจากพีซสรุปภาพรวมและการใช้งานของระบบแล้ว อัยน์ก็เป็นคนถัดไปที่ลุกขึ้นนำเสนอในส่วนของงานออกแบบหน้าบ้าน (Frontend) 

“...เราพยายามออกแบบให้ใช้งานง่ายที่สุดสำหรับทุกกลุ่มผู้ใช้งานครับ” อัยน์พูดพลางเปิดแบบร่างหน้าจอที่เขาออกแบบไว้ขึ้นบนจอ

เขาชี้ไปที่หน้าแดชบอร์ดหลัก ซึ่งประกอบด้วยเมนูด้านข้างสำหรับเข้าสู่หมวดหมู่ต่าง ๆ เช่น บัญชี, ลูกค้า, รายงาน และการตั้งค่าระบบ โดยแต่ละเมนูมีไอคอนและชื่อกำกับชัดเจน “...กลุ่มพนักงานบัญชีจะเห็นหน้าจอที่เน้นการบันทึกรายรับ-รายจ่ายและออกใบเสร็จ ส่วนฝ่ายบริการลูกค้าจะเห็นข้อมูลลูกค้าโดยละเอียด เช่น ประวัติการสั่งซื้อและการติดต่อที่ผ่านมา…”

เขาเปลี่ยนสไลด์ไปที่หน้าจอของผู้บริหาร “ผู้บริหารจะเห็นภาพรวมของยอดขาย กำไร และข้อมูลลูกค้าแบบสรุป ซึ่งสามารถกรองและดูรายงานย้อนหลังได้ง่าย ๆ ครับ”

อัยน์ยังเสริมว่าเขาเลือกใช้โทนสีอ่อนและไอคอนที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกผ่อนคลายเวลาใช้งาน พร้อมทั้งออกแบบให้ระบบสามารถใช้งานได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ต เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่หลากหลาย

“ตอนนี้แบบร่างยังเป็นเวอร์ชันแรกนะครับ ถ้ามีไอเดียเพิ่มเติม เรายินดีปรับให้...เสนอกันมาได้เลยนะ” เขาจบด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ ก่อนกลับไปนั่งประจำที่

แม้อัยน์จะบอกว่าเป็นแค่เวอร์ชันแรก แต่แค่เห็นก็ทำให้พีซจินตนาการถึงหน้าตาระบบในเวอร์ชันสมบูรณ์ได้ชัดเจนทีเดียว

จากนั้นจึงถึงคิวของพีท เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่มั่นคง

“...ระบบฝั่งหลังบ้านที่เราต้องพัฒนาจะต้องรองรับข้อมูลจากหลายฝ่าย ทั้งข้อมูลบัญชี ข้อมูลลูกค้า และธุรกรรมต่าง ๆ” พีทอธิบายโครงสร้างของระบบหลังบ้าน หรือ Backend ซึ่งเป็นส่วนที่จัดเก็บ ประมวลผล และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

“เราจะใช้ฐานข้อมูลหลักเพียงชุดเดียว เพื่อให้ง่ายต่อการเชื่อมโยง เช่น ตอนออกใบเสร็จ ระบบจะสามารถดึงชื่อ ที่อยู่ และประวัติการซื้อของลูกค้ามาได้อัตโนมัติ...” พีทยังกล่าวถึงการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลต่อจากสิ่งที่พีซพูดมา โดยระบบที่ทำจะกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มให้แตกต่างกัน เช่น พนักงานบัญชีจะเห็นเฉพาะข้อมูลด้านการเงิน ส่วนฝ่ายลูกค้าจะไม่เห็นยอดรายรับ-รายจ่าย

“เราจะมีระบบซิงก์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ และระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติในกรณีที่พบธุรกรรมผิดปกติ เช่น มีการออกใบเสร็จซ้ำ หรือยอดโอนไม่ตรงกับข้อมูลธนาคาร...” พีทยังพูดถึงการออกแบบช่องทางสำหรับเชื่อมต่อระบบบัญชีกับระบบ CRM ว่า เขาจะวางโครงสร้างให้สามารถส่งข้อมูลหากันได้โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำสองรอบ ช่วยลดภาระของพนักงานและลดโอกาสผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน แม้เขาจะพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่เนื้อหาที่ถ่ายทอดออกมากลับทำให้ทุกคนในห้องประชุมรู้สึกเชื่อมั่นได้ว่าฝั่งระบบหลังบ้านนั้น ‘เอาอยู่’

เมื่อการนำเสนอของแต่ละฝ่ายจบลง พีซยังมีประเด็นบางอย่างที่เขาอยากขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากพีท โดยเฉพาะเรื่องการออกแบบระบบสิทธิ์ผู้ใช้งานและรายงานเชิงวิเคราะห์ที่ต้องใช้ในการตัดสินใจของผู้บริหาร แต่เมื่อเขามองดูนาฬิกา เวลาสำหรับใช้ห้องประชุมก็ใกล้จะหมดลงเต็มที พีซจึงหันไปหาพีทและเอ่ยเสียงเบาแต่ชัดเจนว่า

“เดี๋ยวออกไปแล้วเราขอคุยเพิ่มเรื่องสิทธิ์ผู้ใช้กับระบบรายงานหน่อยได้ไหมครับ?”

พีทพยักหน้ารับเบา ๆ ไม่พูดอะไร แต่แววตาแสดงถึงความตั้งใจ พร้อมจะช่วยเต็มที่

“เราด้วย! เราก็อยากได้ไอเดียเกี่ยวกับดีไซน์เพิ่ม...” อัยน์รีบพูดขึ้นบ้าง ก่อนจะหันไปมองทุกคนอย่างมีความหวัง “งั้นเราไปหาที่นั่งคุยกันต่อดีไหม เผื่อจะได้คุยยาว ๆ หน่อย พีซติดอะไรไหม?”

“ไม่ครับ เราว่าง” พีซตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ

“ดีเลย...ไปหาอะไรกินด้วย” กายเสริมขึ้นทันที แม้เขาจะไม่ได้เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มโปรเจกต์นี้โดยตรง แต่จากที่นั่งฟังมาตลอด เขาก็รู้สึกสนใจในเนื้อหาและอยากอยู่ร่วมพูดคุยต่อด้วยเช่นกัน

ในขณะที่อัยน์กับพีซกำลังช่วยกันไถหน้าจอมือถือเพื่อหา co-working space ใกล้มหาวิทยาลัย พีทที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ ก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ

“ไปห้องเราก็ได้นะ...ไม่ไกลจากมหาลัยเท่าไหร่”

พีซหันไปมองพีทอย่างแปลกใจเล็กน้อย เหมือนไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ยินถูกต้องหรือเปล่า ก่อนจะถามกลับเพื่อความแน่ใจ

“...หมายถึงห้องพีทเหรอ?”

“ใช่... เผื่อจะได้คุยกันยาว ๆ” พีทตอบด้วยแววตาจริงจัง

คำพูดของเขาทำเอาทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะคำชวนมันแปลกอะไรนัก แต่เพราะคนที่เอ่ยมันออกมาคือพีท ผู้ซึ่งปกติมักจะไม่เป็นฝ่ายเสนออะไรแบบนี้ก่อน

อัยน์กับกายหันไปสบตากันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมายิ้มกรุ้มกริ่มใส่พีซที่ดูเหมือนจะยังประมวลผลคำชวนไม่เสร็จดีนัก

“งั้น... ไปกันเลยไหม?” กายว่าเสียงใสเหมือนจะกลั้นยิ้ม

พีซพยักหน้าเบา ๆ พลางขยับมุมปากคล้ายจะยิ้ม แต่ยังคงมองหน้าพีทอยู่นิด ๆ อย่างไม่แน่ใจ

“เราไม่ได้เอารถมา เราจะไปกับพีซเอง กายกับอัยน์ตามมาละกัน” พีทพูดด้วยน้ำเสียงเรียบและแน่วแน่ ราวกับตัดสินใจเรื่องนี้ไว้แล้วล่วงหน้า เขาหันไปมองอีกสองคนที่ยืนยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ ไม่ได้รู้สึกเขินอาย แต่เหมือนต้องการจะยืนยันให้แน่ชัดว่าเขาตั้งใจจะไปกับพีซจริง ๆ ถึงเขาจะรู้ว่าพีซเคยไปที่คอนโดเขามาก่อนแล้ว แต่ถ้าจะให้พีซต้องตามไปเอง มันก็ดูห่างเหินเกินไปสำหรับความสัมพันธ์ตอนนี้ เพราะในมุมของพีท พีซไม่ใช่ “คนนอก” อีกต่อไป

“ได้เลย~” อัยน์ลากเสียงรับคำอย่างอารมณ์ดี “เดี๋ยวเรากับกายแวะซื้อข้าวเย็นก่อนละกัน จะได้ไม่ต้องออกไปอีก มื้อนี้เราเป็นเจ้ามือเอง”

พีซหันไปมองทั้งคู่เล็กน้อยก่อนจะหัวเราะเบา ๆ แล้วหันไปพูดกับพีท “งั้นไปกันเลยไหมครับ”

รถเคลื่อนตัวออกจากลานจอดของมหาวิทยาลัยอย่างช้า ๆ พีซขับรถด้วยจังหวะสม่ำเสมอ ไม่เร่งรีบ พีทนั่งข้างคนขับ มือวางบนตักนิ่ง ๆ 

ในรถเปิดเพลงคลอเบา ๆ 

“เพลงโอเคไหมครับ?” พีซหันมาถามเบา ๆ

พีทพยักหน้าช้า ๆ แล้วตอบเสียงเรียบ “ดีครับ ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลายดี”

พีซยิ้มบาง ๆ แล้วหันกลับไปสนใจถนนต่อ

ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงในรถก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่ไม่อึดอัด กลับเป็นความสบายใจแบบแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นกับทั้งสองคน

“เมื่อกี้...” พีทพูดขึ้นเบา ๆ ขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง “ที่นายอธิบายในห้องประชุม เราว่าดีมากเลยนะ”

พีซเหลือบตามองเขาเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะนิด ๆ ด้วยน้ำเสียงถ่อมตัว “ขอบคุณครับ เราก็แค่พยายามสื่อให้เข้าใจง่ายที่สุดเฉย ๆ”

“มันมากกว่านั้น...” พีทพูดต่อ แต่เสียงเบาลงจนเกือบกลืนไปกับเสียงเครื่องยนต์ “นายดูเข้าใจในสิ่งที่ทำดีมาก เราเลยรู้สึกว่า...ไว้ใจได้”

พีซชะลอรถเมื่อเจอไฟแดง หันมามองพีทเต็มตาโดยไม่พูดอะไร แต่รอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ผุดขึ้นที่มุมปากก็บอกความรู้สึกได้มากพอ

“ขอบคุณครับ” พีซตอบก่อนที่ไฟเขียวจะขึ้นอีกครั้ง และรถก็เคลื่อนตัวต่อไป

ในความเงียบหลังบทสนทนาเล็ก ๆ นั้น พีทรู้สึกถึงบางอย่างในใจที่เคลื่อนไหวอย่างเงียบ ๆ เหมือนกระแสลมเบาในวันอากาศดี ไม่รุนแรง ไม่หวือหวา แต่ชัดเจน และทำให้เขาเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

เมื่อมาถึงคอนโด หลังจากแลกบัตรผ่านประตูและหาที่จอดรถเรียบร้อย พีซกับพีทก็เดินตามกันขึ้นไปยังห้องบนชั้น 12 

พีทกดรหัสแล้วผลักประตูเข้าไป กลิ่นหอมสะอาดอ่อน ๆ ของน้ำยาปรับอากาศลอยมาแตะจมูก พีซเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อสายตากวาดผ่านภายในห้องที่ดูสะอาดเรียบร้อยกว่าครั้งก่อนที่เขาเคยมาอย่างเห็นได้ชัด กองเอกสารที่เคยวางระเกะระกะบนโต๊ะ ตอนนี้ถูกจัดเรียงเรียบร้อยอยู่ในแฟ้ม ชั้นหนังสือก็ไม่รกเหมือนเคย 

“นั่งรอตรงนี้ก่อนนะ เราขอไปเปลี่ยนชุดแป๊บ” พีทพูดพลางเดินเลี่ยงเข้าห้องนอน เสียงประตูห้องแง้มเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ปิดลงตามหลัง

พีซพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ โดยไม่ได้พูดอะไร เขาหันไปหยิบแล็ปท็อปออกจากกระเป๋ามาวางบนโต๊ะเตี้ย แล้วนั่งลงบนพรมหน้าโซฟา แผ่นหลังพิงโซฟาเบา ๆ ก่อนจะเปิดเครื่องขึ้นมา พยายามจัดเรียงความคิดในหัวเกี่ยวกับงานให้ต่อเนื่องกับสิ่งที่พูดค้างไว้ในการประชุมที่ผ่านมา

ขณะที่พีซกำลังลำดับหัวข้อที่อยากขอคำปรึกษา เสียงประตูห้องนอนที่แง้มออกเบา ๆ ก็ทำให้เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พีทเดินออกมาพร้อมกับชุดลำลองที่ดูสบายตา เสื้อยืดโอเวอร์ไซซ์สีเรียบ กับกางเกงผ้าฝ้ายขาสั้นที่ยาวเหนือหัวเข่าเล็กน้อย ชุดนี้ดูแตกต่างจากภาพชุดนักศึกษาอยู่ไม่น้อย

พีททิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ พีซอย่างเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรในทันที ท่าทีไม่ได้อึดอัด 

พีซชำเลืองมองอีกฝ่ายครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองหน้าจอ แสงจากแล็ปท็อปสะท้อนใบหน้าของเขาเป็นประกายอ่อน ๆ “เราอยากถามเรื่องระบบสิทธิ์ผู้ใช้งาน กับระบบรายงานเชิงวิเคราะห์นิดหน่อย...” พีซพูดขึ้นมาเบา ๆ ราวกับกลัวจะรบกวนความสงบ ทั้งที่อีกฝ่ายก็อยู่ตรงนี้ด้วยกันแล้ว

พีทพยักหน้าช้า ๆ มองไปยังหน้าจออย่างตั้งใจ แววตาเริ่มเปลี่ยนจากความเหนื่อยล้าเล็กน้อยเป็นความสนใจจริงจัง

ทั้งสองเริ่มถกกันอย่างจริงจัง พีซเปิดหน้าร่างโครงสร้างระบบที่เขาเตรียมไว้ ขณะที่พีทช่วยชี้จุดที่ควรปรับแก้ โดยเฉพาะในส่วนของสิทธิ์ผู้ใช้งานที่ต้องแยกอย่างรัดกุม และระบบรายงานที่จะต้องยืดหยุ่นพอสำหรับการวิเคราะห์หลากหลายรูปแบบ

ระหว่างนั้น เสียงคีย์บอร์ดกดเบา ๆ สลับกับเสียงอธิบายที่พีทพูดเป็นช่วง ๆ พีซจดบันทึกบางอย่างลงสมุดโน้ต สลับกับพิมพ์เพิ่มในแล็ปท็อป บรรยากาศนิ่งและเต็มไปด้วยสมาธิ

เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว จนงานส่วนของพีซเสร็จเรียบร้อยพอดี พร้อมกันกับเสียงเปิดประตูเข้ามา

“มาแล้ว~” เสียงของอัยน์ดังเจื้อยแจ้วจากหน้าทางเข้า และกายที่โผล่เข้ามาพร้อมถุงอาหารหลากหลายชนิดในมือ

“วางงานไว้...แล้วมากินข้าวกันก่อนนะ” กายพูดขึ้นพลางส่งเสียงเรียก พร้อมกับที่อัยน์เดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ครัวอย่างคล่องแคล่ว

หลังจากเหตุการณ์ครั้งก่อนที่พายุชีวิตบางอย่างพัดผ่านเพื่อนของเขาไป อัยน์ก็แอบกระตุ้นให้พีทเริ่มจัดห้องให้ดูน่าอยู่ขึ้น รวมถึงให้ซื้ออุปกรณ์ครัวติดไว้บ้าง อย่างน้อยก็ควรมีจาน ชาม กับหม้อเล็ก ๆ สักใบไว้เผื่อทำอาหารง่าย ๆ

ผลลัพธ์คือมุมครัวของพีทในตอนนี้ดูอบอุ่นกว่าครั้งก่อนเล็กน้อย มีเครื่องครัวพื้นฐานครบพอให้ใช้งาน และบรรยากาศในห้องครัวก็ดูมีชีวิตขึ้นมานิดหน่อยจากร่องรอยการใช้งานล่าสุด

“วันนี้มีข้าวกะเพรา ไข่เจียว แกงจืด แล้วก็ของหวานนิดหน่อย...” อัยน์พูดพลางจัดของลงบนโต๊ะ พีซเดินเข้ามาช่วยจัดจานอย่างรู้หน้าที่ ขณะที่พีทยังนั่งพิงโซฟามองภาพตรงหน้าด้วยแววตานิ่งสงบ

แม้เขาจะไม่ได้พูดอะไร แต่ลึก ๆ ก็รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดกับการมีเสียงคนคุยกันในห้องของเขาแบบนี้ กายกับอัยน์เป็นภาพที่เขาคุ้นเคยดีอยู่แล้ว แต่กับพีซ ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานกลับสามารถเข้ากับเพื่อนของเขาได้อย่างกลมกลืนราวกับรู้จักกันมานาน และนั่นเองที่ทำให้พีทรู้สึกบางอย่างในใจขยับเบา ๆ อีกครั้ง ความรู้สึกที่เขาเองยังไม่แน่ใจว่าคืออะไร แต่มันอบอุ่น…และเขาไม่อยากให้มันหายไป

“อืม~... มีเก้าอี้แค่สองตัว แปลว่าต้องมีสองคนนั่งกินที่โซฟาแล้วสิ...” อัยน์พูดขึ้นหลังจากจัดข้าวใส่จานเรียบร้อย

“เดี๋ยวเรานั่งที่โซฟาเอง...” พีซเสนอขึ้นทันที ด้วยความรู้สึกเกรงใจ เพราะเขาเป็นแขกที่เพิ่งมาใหม่ แถมอัยน์กับกายก็เป็นคนไปซื้อข้าวมา เขาอยากให้ทั้งสองคนได้นั่งกินอย่างสบายที่สุด

“ไม่ได้สิ พีซเป็นแขกนะ” อัยน์ตอบเสียงจริงจังเล็กน้อย “งั้นพีซนั่งที่โต๊ะกินข้าวกับกาย เดี๋ยวอัยน์ไปนั่งที่โต๊ะหน้าโซฟาเอง มา ๆ มาแบ่งกับข้าวกันเถอะ”

พีซพยักหน้ารับคำอัยน์โดยไม่ขัดอะไร เขายิ้มบาง ๆ แล้วช่วยหยิบจานกับข้าวไปวางที่โต๊ะกินข้าวตามที่อีกฝ่ายจัดแจงไว้

กายช่วยอัยน์เดินถือถ้วยข้าวไปวางที่โต๊ะหน้าโซฟา แต่เมื่อกลับมาที่โต๊ะกินข้าว กลับกลายเป็นพีทที่เดินกลับมาแทน พีซตาโตด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

“...” พีซมองหน้าอีกคนที่กำลังนั่งลงข้าง ๆ เขา

“พอดีว่านั่งนานแล้วปวดขา...เลยขอสลับมา” พีทพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ก่อนจะตักหมูในแกงจืดให้พีซ

“ขอบคุณครับ...” พีซก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อหลบสายตา เขาซ่อนรอยยิ้มบาง ๆ ที่ปรากฏขึ้น ก่อนจะเริ่มกินข้าว

ระหว่างนั้นพีซสังเกตเห็นในจานกะเพรามีถั่วฝักยาวและแครอท เขาเห็นพีทตักอาหารแล้วเลี่ยงสองอย่างนี้ หรือบางทีก็เขี่ยทิ้งไว้ที่มุมจานข้าวตัวเอง พีซจึงรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ชอบถั่วฝักยาวและแครอทและเขาก็จดจำเรื่องนี้เอาไว้ในใจ 

เมื่อทุกคนกินเสร็จ พีซและกายอาสาทำความสะอาดเอง เพราะพีทกับอัยน์มีคุยเรื่องงานกันต่อ ระหว่างที่ล้างจาน กายก็ชวนพีซคุยไปด้วย

“พีซพักอยู่แถวไหนเหรอ?”

“แถว ๆ XX ครับ” พีซตอบพลางเช็ดจานไปด้วย

“โห...ไกลจากที่นี่มากเลยนะ อยู่ชานเมืองเลย แล้วไปกลับแบบนี้ไม่เหนื่อยเหรอ?” กายถามด้วยความตกใจที่พีซอยู่ไกลกว่าที่เขาคิด

“ชินแล้วครับ” พีซตอบตามจริงพร้อมรอยยิ้ม

“แล้วถ้าต้องทำโปรเจกต์แบบนี้ ไปกลับจะไหวเหรอ? บางทีก็ต้องกลับดึกนะ” กายถามด้วยความเป็นห่วง แต่เสียงพูดของทั้งสองก็ลอดออกไปข้างนอกเป็นระยะ ๆ แม้จะเบา แต่คนที่นั่งทำงานอยู่ข้างนอกสองคนก็ได้ยินอยู่ดี มือของทั้งสองก็กำลังทำงาน สมองก็ยังคงจมอยู่กับงานต่อ และหู...ก็ฟังเสียงคุยไป 

“ไหวครับ” พีซยังยืนยันคำเดิมด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย

“แล้วถ้าวันนั้นเหนื่อย...แบบเหนื่อยมาก ๆ ล่ะ?” กายพยายามยกตัวอย่างขึ้นมา ไม่แน่ใจนักว่าตัวเองรู้สึกเป็นห่วง สนใจ หรือแค่อยากถามอะไรบางอย่าง แต่พีซก็ตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้ง

“...ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็คงหาโรงแรมแถวนี้นอนครับ”

“เปลืองเงินแย่เลยนะ” กายบุ้ยปากเล็กน้อย สีหน้าแสดงความรู้สึกเสียดายแทน ราวกับมองเห็นอนาคตล่วงหน้า เขาดูจากขอบเขตของโปรเจกต์กับระยะเวลาที่มี คงต้องหามรุ่งหามค่ำกันไปจนสุดทางแน่นอน

พีซเห็นท่าทีแบบนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ “ยังไงก็คงขับรถกลับแหละครับ ฮ่า ๆ”

บทสนทนาทั้งหมดของทั้งสองคนในครัวนั้นอยู่ในความใส่ใจของพีทและอัยน์อย่างเงียบ ๆ แม้จะทำทีเป็นตั้งใจดูเอกสารหรือพูดคุยเรื่องโปรเจกต์ แต่บทพูดที่ลอดออกมาจากห้องครัวก็ไม่พ้นโสตประสาทของพวกเขาไปได้เลย

หลังจากจัดการเรื่องทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อย พีซกับกายก็กลับเข้ามานั่งกลางห้องนั่งเล่น สมทบกับพีทและอัยน์ที่กำลังระดมความคิดเรื่องดีไซน์กันอยู่ก่อนแล้ว กลายเป็นว่าตอนนี้ ทั้งสามคนในทีมหลัก รวมกับอีกหนึ่งแขกรับเชิญพิเศษของโปรเจกต์ ต่างก็นั่งล้อมวง ช่วยกันแลกเปลี่ยนไอเดียกันไปเรื่อย ๆ

บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเบา ๆ ท่ามกลางความตั้งใจ เสียงเคาะคีย์บอร์ดดังแผ่วสลับกับเสียงขีดเขียนบนกระดาษ

ล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงคืน ดีไซน์เวอร์ชันที่ผ่านการระดมความคิดและปรับแก้ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น รายละเอียดหลายอย่างชัดเจนขึ้นกว่าที่เคย อัยน์รู้สึกพอใจอย่างมาก เพราะงานที่ได้ออกมานั้นดีกว่าตอนที่เขานั่งทำอยู่คนเดียวหลายเท่า จุดที่ควรแก้ไข จุดที่ควรเสริม และจุดเด่นที่ควรเน้น เขาก็โน้ตไว้เรียบร้อย ตามคำแนะนำที่พีทกับพีซช่วยกันชี้ให้เห็น

“วันนี้พอกันแค่นี้ไหม...” พีทพูดขึ้น หลังจากเห็นพีซเริ่มขยับตัวเหมือนจะปวดหลัง ส่วนอัยน์ก็หาวออกมาเป็นระยะ ๆ ขณะที่กายเงียบไปนานแล้ว เพราะหลับแผ่อยู่บนพื้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

“โอเค เรารู้สึกง่วงหน่อย ๆ แล้วเหมือนกัน” อัยน์พับจอเก็บของแล้วหันไปปลุกเพื่อนข้างตัว “กาย ตื่น...กลับกันเถอะ”

“อือ~...เสร็จแล้วเหรอ...” กายลืมตาปริบ ๆ ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่ง

“วันนี้พอแค่นี้ก่อน” อัยน์พูดพลางลุกขึ้นยืนพร้อมของในมือ เขาหันไปทางพีซ “พีซจะกลับเลยไหม?”

“เราขอสรุปรายงานส่งเมลให้อาจารย์ก่อน แล้วเดี๋ยวกลับครับ” พีซตอบ ขณะมือยังรัวคีย์บอร์ดแข่งกับความง่วงที่เริ่มเล่นงาน

“โอเค~ งั้นอัยน์กับกายกลับก่อนนะ พีซก็ขับรถดี ๆ ถึงแล้วทักมาบอกด้วยล่ะ บ๊ายบาย~” อัยน์พูดพลางดึงแขนกายให้ลุกตาม

“บ๊ายบาย~ ฝันดีนะ” กายหาวหนึ่งทีก่อนโบกมือลาเบา ๆ แล้วทั้งสองคนก็เดินออกไป

แกร๊ก ปึง!

เสียงประตูปิดลง พร้อมความเงียบที่เข้ามาแทนที่ความวุ่นวายเมื่อครู่

พีทหันมามองพีซ สีหน้าเหมือนมีบางอย่างอยากพูด

พีซซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับจอ รีบเอ่ยออกมาก่อนเพราะนึกว่าอีกฝ่ายจะเร่ง “เดี๋ยวผมจะรีบพิมพ์ให้เสร็จนะครับ”

“...นอน...นะ...” พีทพูดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน

“ครับ?” พีซถามกลับโดยที่ตายังไม่ละจากหน้าจอ

“นอนนี่ก็ได้นะ... มันดึกแล้ว”

น้ำเสียงชัดขึ้นจนพีซชะงัก หยุดมือที่พิมพ์อยู่แล้วค่อย ๆ หันไปมองอีกคน

“มะ...ไม่เป็นไรครับ เราไม่อยากรบกวน...” พีซตอบเสียงตะกุกตะกัก ใจเต้นแรงแบบไม่เข้าใจตัวเองนัก

“ไม่รบกวนหรอก ดึกขนาดนี้แล้ว คอนโดก็ไกลอีก พีซก็ดูง่วงด้วย ขับรถกลับมันอันตราย” พีทพูดรัวเหมือนกลัวอีกฝ่ายจะปฏิเสธอีก

“คือว่า... เรากลับดีกว่า...” พีซมองหน้าอีกฝ่ายอย่างจริงจัง น้ำเสียงที่ออกมาฟังดูแฝงความลังเลอยู่บ้าง

แต่คนที่ได้ยินแบบนั้นกลับค่อย ๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้ พีทขยับตัวเข้ามาในพื้นที่เล็ก ๆ ข้างพีซ โดยที่แขนเขาทั้งสองข้างวางขนาบอยู่ข้างลำตัวของคนที่นั่งพิงโซฟาอยู่ มือข้างหนึ่งพาดผ่านเบาะโซฟาที่พีซพิงอยู่ อีกข้างวางอยู่โต๊ะตัวเตี้ยข้างหน้า เขามองพีซด้วยสายตาจริงจัง

พีซรู้สึกถึงความใกล้ชิดที่เพิ่มขึ้นทันที ร่างกายของทั้งสองคนอยู่ห่างกันแค่ไม่กี่นิ้ว รู้สึกถึงลมหายใจที่เริ่มสัมผัสกันเบา ๆ และความเงียบที่ยิ่งเพิ่มความสับสนในบรรยากาศ 

พีซค่อย ๆ เอียงตัวออกจากตำแหน่งเดิม เขาใช้มือยันโซฟาเบา ๆ เพื่อพยุงตัวให้ถอยห่าง ก่อนจะตอบออกไปเสียงเบา 

“....งั้นคืนนี้ก็ขอรบกวนด้วยนะครับ” 

“ครับ” พีทถอนแขนกลับและยิ้มพอใจกับคำตอบของอีกฝ่าย

“งั้นเราไปอาบน้ำก่อนนะ พีซจะยืมชุดเราก่อนไหม?” พีทถามอย่างอ่อนโยนหลังจากยืดตัวขึ้นจากโซฟา

“ไม่เป็นไรครับ...เรามีชุดสำรองในรถอยู่...” พีซตอบด้วยความเกรงใจอีกครั้ง รู้สึกไม่อยากทำให้พีทลำบากไปมากกว่านี้

“งั้นให้เราไปเอาให้ไหม?” พีทอาสาอย่างไม่ลังเล เมื่อเห็นว่าพีซยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป

“เดี๋ยวเราไปเอาเองก็ได้ครับ พีทอาบน้ำก่อนเลย” พีซยืนยัน พร้อมกับยิ้มเล็กน้อยเพื่อบอกให้พีทสบายใจ

สุดท้ายพีทก็ยอมแพ้ให้กับคำตอบของพีซ เขาเดินไปหยิบอะไรบางอย่างที่โต๊ะทำงาน ก่อนเดินกลับมาที่โซฟาแล้วหยุดมองไปที่พีซอีกครั้งพร้อมยื่นคีย์การ์ดสีขาวสี่เหลี่ยมให้กับพีซ

“คีย์การ์ดครับ แล้วก็รหัสห้อง 0831XX” พีทพูดเสร็จแล้วก็เดินหายเข้าไปในห้องนอน โดยไม่ลืมที่จะทิ้งรอยยิ้มให้กับพีซ

หลังจากที่พีทหายเข้าไปในห้องนอน พีซที่ตอนนี้กดความรู้สึกไว้ก็ได้ถอนหายใจออกมาพร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำ ความรู้สึกที่ไม่สามารถควบคุมได้จากเหตุการณ์เมื่อครู่มันยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เขารู้สึกถึงความร้อนที่แล่นเข้ามาบนใบหน้า และหัวใจที่เต้นแรงจนเกือบจะรู้สึกได้ถึงทุกจังหวะ

ความใกล้ชิดนั้นทำเอาพีซตกใจไปไม่น้อย เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นเร็วของตัวเอง พีซพยายามสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อพยายามทำให้ตัวเองสงบลง แต่ดูเหมือนความรู้สึกที่เกิดขึ้นจะไม่ยอมปล่อยเขาง่าย ๆ

เขาหยิบคีย์การ์ดขึ้นมาแล้วมองไปที่ห้องนอน ก่อนจะลุกแล้วเดินออกจากห้องไปเพื่อไปสูดอากาศข้างนอก 

พีซเดินออกมาที่ลานจอดรถและเขาค้นหาชุดที่พกสำรองไว้ในกระเป๋าที่อยู่ในรถอย่างระมัดระวัง หลังจากนั้นเขาก็สูดอากาศเย็น ๆ ข้างนอก หวังว่ามันจะช่วยให้เขารู้สึกสงบลงบ้าง หลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่ที่ยังคงวนเวียนอยู่ในใจ ร่างกายเขาเริ่มผ่อนคลาย แต่หัวใจที่เต้นแรงก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม เสียงของลมหายใจและความเงียบของลานจอดรถช่วยให้พีซสามารถควบคุมอารมณ์ที่ยังค้างคาอยู่ในใจได้ดีขึ้น

หลังจากนั้น เขาก็เดินกลับเข้าไปในห้องพร้อมชุดสำรองและชุดอุปกรณ์อาบน้ำในมือ ใจของเขาเริ่มสงบลงมากขึ้น พีซรู้สึกเหมือนเขาจะได้พักหายใจเต็มปอดอีกครั้ง 

พีซเดินตรงเข้ามาในห้องนั่งเล่นและพบว่าพีทอาบน้ำและเปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว พีทอยู่ในชุดที่คล้ายกับชุดที่เขาใส่ก่อนอาบน้ำ แต่คนละสี ซึ่งทำให้พีซรู้สึกถึงความคุ้นเคย... เขาเห็นพีทนั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าโซฟา และท่าทางดูตั้งใจพิมพ์งานอย่างเงียบ ๆ

เมื่อพีทเห็นพีซกลับเข้ามา เขาก็ยิ้มให้พีซอย่างอ่อนโยน ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูใจดี “ไปอาบน้ำก่อนได้เลยนะครับ ที่เหลือเดี๋ยวเราจัดการสรุปต่อเอง”

เสียงของพีททำให้พีซรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย เขายิ้มตอบและรู้สึกขอบคุณ ก่อนจะเดินไปที่ห้องน้ำสำหรับแขกที่อยู่ติดกับห้องครัว

“อ้อ ห้องน้ำห้องนั้นน้ำไม่ไหล...ก๊อกไม่ดี ยังไม่ได้เรียกช่างมาซ่อมเลย พีซเข้าไปอาบห้องน้ำในห้องเราเลย”

พีทพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่ทำให้พีซรู้สึกถึงความใส่ใจอีกฝ่าย เขาหันกลับไปยิ้มให้พีทอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปห้องน้ำในห้องของพีทตามที่ได้รับคำแนะนำ

พีซกลับออกมาจากห้องน้ำในชุดนอนแขนยาวขายาวสีน้ำเงินเข้ม ผ้าที่เป็นซาตินสะท้อนแสงไฟในห้องเบา ๆ ทอดเงาละมุนตามเนื้อผ้าที่พอดีตัวเป๊ะจนเห็นได้ชัดว่าชุดถูกเลือกมาอย่างพอดิบพอดี หุ่นของพีซที่ปกติก็ดูสมส่วนอยู่แล้ว ยิ่งดูสูงโปร่งและน่ามองขึ้นไปอีก

พีทเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอ ราวกับโดนดึงสายตาไปโดยอัตโนมัติ แล้วก็เผลอหลุดคำพูดออกมาเบา ๆ

“ขนาดใส่ชุดนอนก็ยังดูดีแฮะ...”

พีซชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มเก้อ ๆ แล้วเกาหลังคอเบา ๆ อย่างเขิน ๆ

“ว่ายังไงนะครับ...”

“ปะ เปล่า...ไม่มีอะไรครับ” พีทรีบปฏิเสธเสียงติดขัดเล็กน้อย ใบหน้าดูจะร้อนขึ้นนิด ๆ จากสิ่งที่ตัวเองเผลอพูดไป

“เราสรุปเสร็จแล้ว เหลือแค่พีซตรวจสอบตรงนี้อีกครั้ง” เขารีบเบี่ยงประเด็น หันหน้ากลับไปทางหน้าจอเหมือนตั้งใจจะโฟกัสกับงาน 

พีซมองอีกฝ่ายที่พยายามกลบเกลื่อน ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้แล้วนั่งลงข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ ราวกับจะไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องเมื่อครู่ แต่รอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากของเขาก็เผยให้เห็นว่าเจ้าตัวเองก็ไม่ได้คิดจะลืมคำชมนั้นไปง่าย ๆ

ทั้งสองนั่งอ่านรายงานสรุปด้วยกันเงียบ ๆ ไหล่ที่อยู่ใกล้กันบางครั้งก็เผลอแตะชนกันเบา ๆ แล้วก็สะดุ้งเล็กน้อยทั้งคู่ สุดท้ายเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย พีซก็กดส่งอีเมลถึงอาจารย์

เขาเหลือบมองเวลาที่มุมขวาล่างของหน้าจอ บอกเวลาว่าเกือบจะตีสามแล้ว

“เราเข้าไปนอนกันเถอะ” พีทเอ่ยขึ้น หลังจากเห็นอีกฝ่ายกดส่งเมลเสร็จ

“เรา?” พีซเงยหน้าขึ้นมองอย่างงุนงงกับคำชวน

“ปะ!” พีทพูดพร้อมยืนขึ้นแล้วหันมายื่นมือให้

“เรานอนที่โซฟาก็ได้ครับ” พีซรีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจ

“...ขนาดอัยน์ตัวเล็กกว่าพวกเรายังไม่นอนโซฟาเลยนะ มันไม่สบายตัวหรอก” พีทว่า ขณะความง่วงเริ่มก่อให้เกิดอาการงอแงเล็ก ๆ แบบไม่รู้ตัว “นอนเตียงนั่นแหละ สบายกว่าเยอะ” เขาหยุดก่อนจะเสริมอย่างจริงจัง

พีซเงียบไปครู่หนึ่ง... เขาคิดได้ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าแล้ว แค่พักสายตาบนเตียงเดียวกัน มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

“...ครับ” เขาตอบในที่สุด 

พีซเก็บของเรียบร้อย แล้วลุกขึ้นเดินตามพีทเข้าไปในห้อง ท่ามกลางความเงียบสงบที่มีเพียงเสียงฝีเท้าเบา ๆ และบรรยากาศอุ่น ๆ ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของพีซ

พีทนอนอยู่ฝั่งหนึ่งของเตียงแล้วเมื่อพีซเดินเข้ามา เขาขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเว้นพื้นที่ให้ อีกทั้งเขาขี้เกียจเกินกว่าจะลุกไปหาผ้าห่มสำรองจากตู้

‘...คงไม่เป็นไรหรอก ถ้าเราจะใช้ผ้าห่มผืนเดียวกัน’

พีซค่อย ๆ ขยับตัวขึ้นเตียงอีกฝั่งหนึ่ง ระมัดระวังไม่ให้เตียงยวบลงแรงนัก เขาหันไปมองพีทเพียงแวบหนึ่ง พอเห็นว่าร่างอีกคนหลับตานิ่งอยู่ก็เลยไม่กล้าพูดอะไรต่อ

ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน อุณหภูมิในห้องที่เย็นสบายค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความอุ่นจากร่างกายทั้งสองที่อยู่ไม่ห่างกันนัก

พีซหันหลังให้พีท พยายามข่มตาหลับ ทั้งที่ใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ ส่วนพีทนั้นแม้จะนอนนิ่งอยู่เฉย ๆ แต่ดวงตายังคงลืมอยู่... ลมหายใจของทั้งสองเริ่มไหลไปในจังหวะเดียวกัน โดยไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาอีก

‘พีซก็ตัวเท่า ๆ กับเขาและกาย แต่พอได้มานอนอยู่ข้างกันแบบนี้ ทำไมเตียงมันถึงดูกว้างนะ...’

พีทคิดในใจ พลางแอบหันไปมองอีกคนที่นอนหายใจสม่ำเสมออยู่ข้าง ๆ ก่อนที่เปลือกตาพีทจะปิดสนิท เสียงหายใจเบา ๆ ของพีซที่ดังเป็นจังหวะก็ช่วยกล่อมให้เขาค่อย ๆ จมหายเข้าสู่ห้วงความฝันไปอย่างเงียบงัน... 

ครืด ครืด ~

เสียงของนาฬิกาปลุกดังขึ้นในตอนเช้า

พีทยันตัวลุกขึ้นนั่ง มือขยี้ตาเบา ๆ ก่อนจะหันมองไปยังฝั่งเตียงที่เคยมีใครอีกคนนอนอยู่ข้างกันเมื่อคืน แต่ตอนนี้ร่องรอยบนเตียงแทบไม่หลงเหลืออยู่เลย ราวกับว่ามีแค่เขาคนเดียวที่นอนในห้องนี้

เขาหลับตาลงชั่วครู่ สูดลมหายใจลึก แล้วก็เผลอยิ้มบาง ๆ ออกมา “เป็นแบบนี้แหละ...พีซ”

ความเป็นคนเจ้าระเบียบ ความเกรงใจ พีทมองออกไปทางประตูห้องนอน พร้อมกับความรู้สึกเบาสบายที่ยังคงอุ่นอยู่ในอก จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่โต๊ะทำงานเล็ก ๆ ที่เมื่อคืนพวกเขานั่งทำงานด้วยกัน เขาพีทสังเกตเห็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กวางอยู่ถูกทับด้วยถุงกระดาษที่มีโลโก้ร้านอาหาร ลายมือของพีซยังคงเรียบร้อย มีเส้นเอียงเล็กน้อยเหมือนเจ้าตัวกำลังพยายามไม่ให้ดูรีบร้อนนัก

[ขอบคุณสำหรับที่พักเมื่อคืนครับ

ปล. กลัวปลุกเลยย่องออกมาเงียบ ๆ :) 

อุ่นก่อนกินนะ

From Peace] 

พีทลูบแผ่นกระดาษเบา ๆ แล้วยิ้มเล็กน้อย เขารู้สึกถึงความอบอุ่นจากข้อความที่พีซทิ้งไว้ให้ แม้จะเป็นแค่โน้ตสั้น ๆ แต่ก็แสดงถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่เขาไม่สามารถมองข้ามได้

เขาหยิบถุงกระดาษขึ้นมาแล้วเปิดออก ภายในมีข้าวกล่องอยู่และทั้งหมดคือเมนูที่เขาชอบ ดูจะเป็นอาหารเช้าง่าย ๆ แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงความใส่ใจของคนที่ซื้อมา

“ทำไมต้องทำขนาดนี้ด้วยนะ...” พีทพูดกับตัวเองเสียงเบา พร้อมรอยยิ้มที่ไม่สามารถบังคับได้ แล้วเดินไปที่ครัวเริ่มอุ่นอาหารที่พีซซื้อมาไว้ให้ และพีทก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความหาพีซไปอย่างอารมณ์ดี

“ขอบคุณนะ :)”

เขากดส่งข้อความไป ก่อนจะยิ้มออกมาเงียบ ๆ อีกครั้ง แล้วเดินไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวไปมหาวิทยาลัย

เชิงอรรถ

CRM (Customer Relationship Management) คือระบบจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า ใช้สำหรับเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เพื่อปรับปรุงการบริการและวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป