บทที่ 3 ข้าวต้มข้างทาง

“เรื่องส่วนตัวค่ะ ฉันคงไม่จำเป็นต้องบอก”

วันนี้เธอนัดกับปรียานุชเอาไว้ว่าจะมาทำชาบูกินกันที่ห้องของเธอ แม้คราวนี้จะขาดปราลีเพราะรายนั้นมีลูกอ่อน ยังไม่สะดวกไปสังสรรค์ที่ไหนก็ตาม

“โทรไปยกเลิกนัดซะ นี่คือคำสั่งของเจ้านายคุณ แล้วพาผมไปกินข้าว พาไปส่งที่บ้านด้วย ผมปวดหัว ขับรถไม่ไหว”

เขาใช้สิทธิความเป็นเจ้านายสั่งให้เธอต้องทำตาม เธอเม้มปากแน่น ทั้งรู้สึกผิดเป็นทุนเดิมและยังต้องทำตามคำสั่งของเขาแม้เลยเวลางาน จึงเดินไปเก็บของแล้วรีบต่อสายหาเพื่อนรักทันที

“นุช แกออกมาจากคอนโดหรือยัง”

ปรียานุชที่กำลังจะออกจากห้องพร้อมข้าวของพะรุงพะรังเต็มมือกดรับสายอย่างยากลำบาก

“อืม กำลังจะออก แกถึงห้องหรือยัง”

“แก ฉันคงต้องเลื่อนนัดเราก่อน พอดีฉันต้องพาคุณแปงไปกินข้าว แล้วก็ต้องพาเขากลับไปส่งที่บ้านด้วย”

“อ้าว ทำไมล่ะ ปกติพี่แปงก็ขับรถมาเองไม่ใช่เหรอ”

ปรียานุชซึ่งเป็นเพื่อนรักอีกคนของปราลี เรียกพี่ชายเพื่อนว่าพี่ตามคนเป็นน้อง ซึ่งเมื่อก่อนตอนเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย โรสิตาก็เคยเรียกแบบนั้น แต่พอต้องมาทำงานด้วยกันเธอก็เปลี่ยนคำเรียกขานใหม่หมด และเขาเองก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร หรือจะให้พูดง่าย ๆ คือไม่ได้ใส่ใจเพื่อนรักของน้องสาวที่ชอบเอาแต่เที่ยวเตร่หามรุ่งหามค่ำคนนี้เลยด้วยซ้ำ

ยิ่งพอคบหากับแพรวพิลาศ ผู้ซึ่งมีพ่อคนเดียวกันกับโรสิตายิ่งแล้วใหญ่ สายตาที่เขาใช้มองเธอยิ่งเปลี่ยนไป จากที่ดูไม่ค่อยชอบขี้หน้าเด็กดื้ออย่างเธออยู่แล้ว กลับยิ่งดูเหมือนเกลียดราวกับไม่อยากเข้าใกล้

“อืม พอดีมีอุบัติเหตุนิดหน่อย เขาปวดหัว ขับรถไม่ไหว ฉันเลยต้องพาไปส่ง ไม่รู้ว่าจะกลับถึงคอนโดกี่โมงนี่สิ”

“อืม งั้นเอาไว้วันหลังก็ได้ เดี๋ยวผักพวกนี้ฉันเอาไปกินกับลูกน้องที่ร้านพรุ่งนี้ก็ได้”

“ขอโทษทีนะ ไว้คราวหน้าจะแก้ตัวใหม่ จะทำเองทั้งหมดเลย โอเคไหม”

ปารเมศเปิดประตูออกมาทันได้ยินคำสัญญาชวนคิดลึกของเพื่อนน้องสาวที่ไม่รู้ว่าปลายสายเป็นใคร แต่ลองได้พูดจาออดอ้อนแบบนี้คงไม่พ้นเป็นผู้ชายแน่นอน

“แค่นี้ก่อนนะ บายจ้ะ”

โรสิตาเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าสะพายแบรนด์เนมที่ซื้อด้วยเงินของตัวเอง แล้วเดินตามเขาลงไปยังลานจอดรถ

“ไปรถของคุณแล้วกันนะ พรุ่งนี้ก็ไปรับผมแต่เช้าด้วย”

“ฮะ อะไรนะคะ”

เธอถามย้ำ กลัวว่าจะเข้าใจผิดไปเอง แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นเมื่อเขาสั่งอีกครั้ง

“วันนี้ไปรถของคุณแล้วกัน พรุ่งนี้เช้าคุณก็ไปแวะรับผมที่บ้านด้วย เข้าใจไหมครับ”

จะใช้คำว่าแวะคงไม่ถูกนัก เพราะถึงแม้บ้านของเขาจะไม่ไกลจากคอนโดมิเนียมของเธอ แต่ถ้าวัดระยะทางจากบริษัท เธออยู่ใกล้กว่า จึงอาจต้องเสียเวลาขับรถย้อนไปรับ แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของเจ้านาย เธอก็ไม่อาจขัดได้

“เข้าใจค่ะ”

“งั้นตอนนี้รีบพาผมไปกินข้าวเถอะ ผมหิวมาก”

“ค่ะ ทางนี้ค่ะ”

เขาเดินตามเธอมาขึ้นรถยนต์ราคาแพงที่เลขานุการสาวสวยได้รับเป็นของขวัญวันเรียนจบปริญญาโทจากคนเป็นพ่อ แม้ตอนนั้นเมียหลวงและลูกสาวคนโตของพ่อจะคัดค้านจนแทบทะเลาะกันบ้านแตก แต่พ่อกลับยืนกรานจะซื้อให้เธอเป็นของขวัญ ด้วยรู้สึกผิดที่ตลอดชีวิตแทบไม่เคยได้เหลียวแลเธอกับแม่เลย หลังจากที่เธอลืมตาดูโลกได้ไม่นาน ความก็แตก ว่าพ่อไม่ได้มีแม่เธอแค่คนเดียว

ตอนนั้นแม่ผู้น่าสงสารของเธอจึงกลายเป็นเมียน้อยไปโดยปริยาย แม้จะไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกเพราะเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของเจ้าของสวนทุเรียนที่ต่างจังหวัด แต่เพราะแม่รักพ่อมากจึงยอมอยู่ภายใต้เงาของผู้หญิงคนนั้นเสมอมา

เธอเปิดประตูรถด้านหลังให้เขาขึ้นไปนั่ง แต่เขากลับเดินอ้อมไปเปิดประตูฝั่งข้างคนขับแทน

“คุณแปงจะกินอะไรคะ”

“คุณรู้ไม่ใช่เหรอว่าผมชอบกินอะไร ไม่ชอบกินอะไร”

เพราะทำงานด้วยกันมาหลายปี และเขาไม่ชอบออกไปหาข้าวกินนอกบริษัท เธอจึงมีหน้าที่สั่งอาหารเที่ยงขึ้นมาให้เขากินทุกวัน จึงรู้ว่าเขาชอบและไม่ชอบอะไร

ที่แน่ ๆ คือคุณปารเมศ ประธานบริษัทรูปหล่อไม่ชอบกินเผ็ด และไม่ชอบกินร้านอาหารข้างทาง ไม่ใช่เพราะรังเกียจอย่างที่คนอื่นเข้าใจ แต่เพราะมันทำให้ภาพลักษณ์ผู้บริหารสูงสุดของเขาดูไม่น่าเชื่อถือ

“มื้อเย็น กินอาหารย่อยง่ายๆ ดีไหมคะ แต่ระหว่างทางกลับบ้านคุณไม่มีร้านอาหารแบบที่คุณชอบกิน งั้นเอาเป็นข้าวต้มโต้รุ่งแล้วกันค่ะ”

แม้จะรู้ว่าเขาไม่เคยนั่งร้านแบบนี้ แต่เธอขี้เกียจวนรถไปมาในเวลารถติดจนแทบไม่ขยับ เพราะไม่อย่างนั้นกว่าที่เธอจะกลับถึงห้องคงไม่เหลือเรี่ยวแรงจะหายใจ

“โรสิตา ร้านแบบนั้นผมไม่นั่ง”

“ฉันทราบค่ะ แต่ตอนนี้รถติดมาก เราจะเข้าไปในเมืองอีกไม่ไหวแล้วค่ะ จากนี้ก็มีแค่ห้างเล็ก ๆ มีแต่พวกอาหารฟาสต์ฟู้ด คุณแปงจะกินเป็นมื้อค่ำเหรอคะ”

ด้วยรู้ดีว่าเขารักสุขภาพและดูแลรูปร่างเป็นอย่างดี ไม่มีทางแน่ที่เขาจะเอาอาหารพวกนั้นเข้าสู่ร่างกายในมื้อเย็น ทางเลือกที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็นข้าวต้มโต้รุ่งข้างทางอยู่ดี

“แล้วมันไม่มีอะไรให้กินแล้วหรือไง นอกจากข้าวต้มข้างทาง”

“ไม่มีแล้วค่ะ ถ้ามีก็คือคุณแปงต้องโทรไปสั่งแม่บ้านให้เตรียมกับข้าวไว้ให้”

“แต่ผมหิว ต้องได้กินตอนนี้”

“งั้นก็มีแค่ข้าวต้มค่ะ จอดนะคะ”

ร่างบางตีไฟเลี้ยวเข้าจอดริมฟุตบาท ลงจากรถแล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูให้เจ้านายที่ยังคงนั่งมองร้านข้าวต้มโต้รุ่งริมทางเท้าด้วยดวงตาเบิกโพลง

“คุณแปงคะ ลงมาเถอะค่ะ อร่อยนะคะ”

“รู้ได้ไงว่าอร่อย ร้านนี้เคยมากินเหรอ”

“ก็ต้องเคยสิคะ คุณรู้ไหมว่าตอนเมา ๆ ร้านข้าวต้มข้างทางแบบนี้ช่วยชีวิตได้มากเลยค่ะ ขนาดยัยปายยังเคยโดนฉันกับยัยนุชพามาแวะกินตอนเมาเลย”

คำอธิบายทำชายหนุ่มแค่นหัวเราะหยัน ก่อนจะยอมลงจากรถแต่โดยดี

“เหอะ ดีจริง พวกขี้เมา”

“แหม ถึงเมาแต่ฉันก็ตื่นไปทำงานไหวนะคะ”

จริงอย่างที่เธอพูด เพราะทุกครั้งที่น้องสาวตัวแสบของเขาลากเธอและปรียานุชไปเที่ยวดึก ๆ ดื่น ๆ แต่เธอกลับตื่นเช้ามาทำงานไหว ทั้งยังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพราวกับเมื่อคืนดื่มเพียงน้ำเปล่า หรือควรยกความดีความชอบให้ข้าวต้มข้างทางร้านนี้ดี

“ก็ลองไม่ไหวดูสิ”

“ยังไงก็ไหวค่ะ แล้วตอนนี้ฉันก็แทบไม่ได้เที่ยวแล้วด้วย”

“ใช่สิ ก็ยัยปายมันมีลูกแล้ว ไม่มีน้องสาวของผม พวกคุณคงได้นอนเต็มที่”

“ก็...จะว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ ช่วงนี้ฉันได้นอนตั้งแต่หัวค่ำ ถ้าไม่มีใครมานอนด้วยนะคะ”

เธอหมายถึงปรียานุชที่มักจะแวะเวียนมานอนด้วยบ่อย ๆ แต่คนฟังกลับคิดไปไกลถึงชายหนุ่มที่เธอต้องใส่ชุดนอนวาบหวิวให้ดู

กรามแกร่งขบแน่นอย่างไม่พอใจ ก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้าไปนั่งด้วยท่าทีราวกับคนหัวเสีย

“มาสิ ผมหิว”

“ค่ะ เจ้านาย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป