บทที่ 6 EP 05 | นุ่มอย่างที่บอก
ฉันเดินตามเคเดนออกมาเงียบๆ จนมาหยุดอยู่ที่สวนข้างหลังโรงแรม บรรยากาศที่นี่ทำให้ฉันนึกถึงสวนสาธารณะที่เราเคยไปด้วยกันครั้งแรก
“อยากทบทวนความหลังเหรอคะ”
เอ่ยถามพลางหันไปมองหน้าเขา เคเดนยืนล้วงกระเป๋ามองท้องฟ้าเงียบๆ ฉันคุ้นเคยกับมุมด้านข้างของเขาแบบนี้นะแม้เวลามันจะผ่านมาสิบปีแล้วก็ตาม
“มันไม่น่าทบทวนเลยสักนิด”
จึก!
เจ็บกระดองใจอีกแล้ว
ฉันเพิ่งรู้นะว่าคำพูดก็สามารถฆ่าคนให้ตายได้เหมือนกัน เขาตอบกลับมาแต่ละคำฉันนี่เจ็บไปหมด
“เพราะนายเลือกจำแต่เรื่องที่ไม่ดีหรือเปล่า”
“บอกแล้วไงว่าเราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น”
แค่นี้ก็ต้องดุด้วย! ดุเก่งจริงๆ เลย
“ที่ฉันกลับมาเพราะฉันเลือกจำแต่สิ่งดีๆ เอาไว้”
คราวนี้ฉันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่ได้ติดเล่นเหมือนที่ชอบพูดแกล้งเขา
แต่ฉันกลับไม่กล้าที่จะมองหน้าเขา ก็เลยเลือกที่จะมองขึ้นไปบนท้องฟ้าแทน คืนนี้ไม่มีดาวเลยสักดวงแล้วเขามองอะไรของเขานะ
ความเงียบเข้าปกคลุมเราทั้งสองคน ฉันรู้สึกว่าเขากำลังหันมามองหน้าฉันแต่ไม่รู้ว่ามองด้วยสายตาแบบไหนเพราะฉันไม่กล้าหันกลับไปมอง
“อื้อ!”
OoO!!
จู่ๆ มือหนาของเขาก่อนคว้าเข้าที่คอของฉันก่อนจะดึงฉันเข้าไปจูบ ฉันเบิกตากว้างมองการกระทำของเขาด้วยความตกใจแต่เมื่อสบตาเข้ากับสายตาของเขาฉันก็เลือกปิดตาลงเบาๆ
ริมฝีปากนุ่มที่แนบประกบขบเม้มดูดดึงริมฝีปากของฉันเบาๆ อย่างอ่อนโยน ก่อนจะหนักหน่วงขึ้นเมื่อฉันเอียงคอรับสัมผัสของเขาด้วยความเต็มใจ
มันอ่อนหวาน นุ่มนวลแต่เหมือนมีแรงดึงดูดมหาศาลทำให้ฉันไม่อาจจะละออกจากสัมผัสของเขาได้เลย
“อึก”
เขาอาศัยช่วงที่ฉันจะกอบโกยออกซิเจนเข้าปอดสอดแทรกลิ้นอุ่นเข้ามาเกี่ยวกระหวัดอย่างหยอกล้อกับลิ้นของฉัน เพราะตั้งตัวไม่ทันฉันจึงทำได้แค่ตอบกลับสัมผัสของเขาอย่างเงอะๆ งะๆ
ความนุ่มนวลแปรเปลี่ยนเป็นความเร่าร้อน ฉันขยำเสื้อสูทของเขาทั้งสองข้างเพื่อหาที่ยึดเกาะรู้สึกเหมือนจูบของเขาแทบจะสูบวิญญาณของฉันออกจากร่าง
“อึก อื้อ!”
ขาอ่อนแรงแทบจะทรุดตัวลงถ้าไม่ได้วงแขนแกร่งของเขากอดรัดเอาไว้เสียก่อน เคเดนผละออกให้ฉันสูดอากาศหายใจได้เพียงนิดก็ประกบจูบลงมาอีกครั้ง มือหนาเลื่อนขึ้นล็อกท้ายทอยไม่ให้ฉันหันหนี
ฉันรู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวขณะบดเบียดจูบเข้าหากัน มันเป็นจูบที่ทำให้รู้สึกราวกับฉันกำลังถูกกลืนกิน
“เฮือก”
รีบสูดลมหายใจเข้าปอดทันทีที่เขาละริมฝีปากออก รู้สึกหมดแรงจนต้องซบศีรษะลงที่อกแกร่ง
“นุ่มอย่างที่บอกจริงๆ”
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นข้างใบหู ความรู้สึกหน้าร้อนผะผ่าวไม่รู้เป็นเพราะลมหายใจที่เป่ารดอยู่ข้างๆ หรือเพราะจูบดูดวิญญาณของเขากันแน่
ฉันค่อยๆ ดันหน้าอกของเขาแล้วถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว เคเดนมีสีหน้าเรียบนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่สิ่งที่โกหกกันไม่ได้คือฉันได้ยินเสียงหัวใจของเขา
ตอนที่ซบอยู่เสียงหัวใจของเขาดังอยู่ข้างๆ หูฉัน มันดังพอๆ กับเสียงหัวใจของฉันตอนนี้
“กลับ”
เมื่อเห็นว่าฉันยืนมองหน้าเขาอยู่นานเขาจึงเลือกที่จะหันหลังเพื่อจะเดินกลับเข้าไปในงาน
อะไรกัน!
มาจูบฉันแล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยเนี้ยนะ ฉันคิดว่าเขาจะพูดหรือทำอะไรมากกว่านี้เสียอีก
“โอ๊ย!”
“เทียร์!”
ฉันแกล้งล้มลงนั่งแล้วจับข้อเท้าตัวเองด้วยสีหน้าเจ็บปวดสุดๆ และมันได้ผลเคเดนเดินกลับเข้ามาหาฉันทันที
“เป็นอะไร”
“สะดุดกระโปรง ข้อเท้าพลิกอ่ะ”
เป็นคำบอกเล่าที่โง่มากที่สุด
ดีไซเนอร์อย่างฉันเนี้ยนะจะสะดุดชุดที่ตัวเองตัดมาเองกับมือ แต่เอาเถอะตอนนี้มันคิดได้แค่นี้นี่นา- -*
เคเดนมองหน้าฉันพลางขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่สุดท้ายเขาก็ช่วยพยุงฉันให้ลุกขึ้นยืน
อุ้มสิ!
อุ้มฉันขึ้นรถของคุณไปเลยค่าาาา >O<”
สรุปเขาประคองฉันเดินกลับแทนค่ะ เดินจนเราสองคนมาหยุดอยู่ที่หน้าโรงแรมพอดี
“เทียร์! เทียร์แกเป็นอะไร”
ฟลินต์โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้รีบวิ่งลงบันไดมาหาฉันทันที โอ๊ย! จะมาทำไมตอนนี้ค่ะเพื่อน
“เป็นอะไรเจ็บตรงไหน”
ฉันทั้งพยายามส่งซิก ขยิบตาแต่ไอเพื่อนบ้ามันดันไม่เข้าใจความหมายของฉันเลย
“เพื่อนคุณขาพลิก ผมฝากคุณด้วยแล้วกัน”
เคเดนพูดพร้อมกับส่งตัวฉันให้ฟลินต์ทันที นังฟลินต์ก็พาซื่อรีบเข้ามาประคองฉันก่อนจะหันกลับไปพยักหน้ารับ
“ค่ะๆ ขอบคุณนะคะ”
เขาปล่อยแขนออกจากตัวฉันก่อนจะหันมามองเล็กน้อยแล้วเดินเข้ากลับไปในโรงแรม
ฉันได้แต่มองตามตาละห้อยจนเขาเดินหายเข้าไปในลิฟต์จึงผลักตัวนังฟลินต์ออกแล้วกระทืบเท้าโชว์ไปหนึ่งรอบ
“อ้าว! ตอแหลก็ไม่บอก”
ฟลินต์ยืนเท้าสะเอวมองหน้าฉันทันที ไม่บอกอะไรล่ะยะ! ฉันส่งซิกจนตาจะหลุดออกมาอยู่แล้ว
“แล้วจะให้ฉันพูดออกมาต่อหน้าเคเดนหรือไงว่าฉันกำลังตอแหลอยู่ค่ะ”
ฉันถอนหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะมองตามเข้าไปในโรงแรมแล้วหันกลับมามองหน้าฟลินต์อีกครั้ง
“ฮ่าๆๆ”
แล้วเราสองคนก็เผลอขำกันออกมา เฮ้ออ~ อย่างน้อยวันนี้ก็มีอะไรดีๆ ละวะ
“แล้วเป็นไง หายกันออกไปนานสองนาน”
ฟลินต์ถามขึ้นระหว่างทางที่เรากำลังกลับบ้าน ฉันขี้เกียจกลับเข้าไปในงานแล้ว
ก็โกหกเขาไปแล้วว่าเจ็บขาจะไปเดินอยู่ในงานก็คงจะแปลกๆ
“เขาจูบฉัน”
“จริงเหรอ! แน่ใจนะว่าเขาเริ่มไม่ใช่แกเริ่ม”
“เขาสิยะ!”
“แล้วไง จูบแล้วยังไงต่อ”
“ไม่ยังไง เขาก็บอกให้กลับ”
“ห๊ะ? จูบแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรเลยเหรอ”
“อืม”
อย่าว่าแต่ฟลินต์ไม่เข้าใจเลย จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน
“หรือว่า...”
ฟลินต์จอดรถติดไฟแดงแล้วพูดขึ้นอีกครั้งพลางหันมามองหน้าฉันเลื่อนสายตาลงมองปากของฉันแล้วเลื่อนขึ้นมาสบตาอีกครั้ง
“อะไรของแก”
“หรือว่าจูบแกมันห่วย”
“ถ้ามันห่วยเขาจะจูบจนปากเจ่อขนาดนี้เหรอ!”
ฉันพูดพลางชี้ที่ปากของตัวเอง ฉันว่าจูบเมื่อกี้ของเรามันดีมากเลยนะแล้วเขาก็จูบฉันนานมากด้วย
“เออวะ แต่อีกเรื่องที่ฉันสงสัย”
“เรื่อง?”
“ฉันว่าเขาไม่ใช่ผู้จัดการห้างธรรมดาแน่นอน”
เราสองคนสบตากัน ฟลินต์กำลังมีความคิดเหมือนฉันเพราะว่าฉันก็กำลังสงสัยเรื่องนี้อยู่พอดี
“แกคิดเหมือนกันเลย”
“ฉันคิดว่าผู้จัดการไม่น่าจะได้รับเชิญมางานนี้”
“ชุดสูทที่เขาใส่วันนี้ตัวละเป็นล้านเลยนะแก”
“ไม่ใช่แค่สูท นาฬิกาเรือนที่เขาใส่อยู่วันนี้มันเป็นรุ่นที่หายากมาก ราคาตลาดติดสามสิบล้านแน่นอน”
OoO!
ฟลินต์สังเกตยันนาฬิกาของเขาเลยเหรอเนี้ย ฉันมัวแต่มองหน้าหล่อๆ กับชุดของเขาก็เลยไม่ทันได้มองนาฬิกา
“แล้วแกไม่รู้เหรอว่าบ้านเขาทำอะไร เป็นลูกเต้าเหล่าใคร”
ฉันนึกย้อนไปถึงเมื่อก่อนที่เราเคยเจอกัน เขามีรถของตัวเองตั้งแต่อายุสิบหกราคาแพงมากด้วยแต่ฉันคิดว่าเขาเป็นลูกคนรวยทั่วๆ ไปเลยไม่เคยถาม
“ไม่รู้วะ”
“แล้วนามสกุลล่ะ เขานามสกุลอะไรจำได้มั้ย”
“นามสกุลฉันก็ไม่รู้”
ก็ตอนนั้นฉันยังเด็กไม่ได้สนใจว่าเขานามสกุลอะไรก็เลยไม่เคยถาม แต่เรื่องนี้น่าจะสืบได้ไม่ยาก
พรุ่งนี้ต้องลองเข้าไปที่ออฟฟิศของห้างดู น่าจะมีพนักงานสักคนให้คำตอบฉันได้นั่นแหละว่าเขาเป็นใคร
“ไม่รู้อะไรสักอย่าง ถ้าเขาเป็นลูกมาเฟียขึ้นมาละยะ”
ลูกมาเฟีย?
‘พอดีลูกชายฉันกลับมาแล้วน่ะ อยากจะแนะนำให้หนูเทียร์รู้จัก’
‘ตอนนี้เขาก็เริ่มเข้าไปฝึกงานที่ห้างแล้วนะ’
ฉันกับฟลินต์หันมองหน้ากันอีกครั้ง มันคงไม่บังเอิญขนาดนั้นมั่ง
