บทที่ 3 Possession 2 | ข่มขู่

         “พี่โล!!!”

         ร่างบอบบางของน้องสาวที่ยังหลงเหลือพิษไข้วิ่งหน้าตั้งไปหาพี่ชายแท้ๆ ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการสะบัดไม้ล่อแมวในโลกส่วนตัวตนเอง

         ทันทีที่ซิดนีย์วิ่งตึกตักมาถึง แมวสองตัวก็วิ่งกระเจิงกลับเข้าไปในบ้านด้วยความตกใจจนออสโลแสดงท่าทีหัวเสียออกมา

         “ซิดนีย์อย่าวิ่ง น้องทำโซลกับลูอาตกใจนะ” คนอายุมากกว่าสองปีตำหนิน้องสาวอย่างไม่ชอบใจ

         “ช่างแมวมันก่อน หม่ามี้จะเอาเด็กผู้ชายที่ช่วยซิดนีย์ไว้มาเลี้ยงในบ้านนะ!”

         น้ำเสียงตื่นเต้นของน้องสาวทำให้ออสโลขมวดคิ้ว เด็กชายเดาความคิดของน้องไม่ถูกว่ากำลังตกใจ ตื่นเต้น หรือดีใจกันแน่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่คิดจะถาม เพราะเขาไม่มีทางยอมให้ใครเข้ามาอยู่ในบ้านตนเองง่ายๆ

         “มาบอกทำไม เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”

         “ไม่ได้นะ! หะ ห้ามกีดกันเด็กคนนั้น ซิดนีย์จะเอามาอยู่ด้วย” ปากเล็กๆ เบะคว่ำแสดงความไม่พอใจพี่ชายออกมา  “ปะป๊าจะให้หม่ามี้มาถามความเห็นเราสองคน พี่โลต้องเห็นด้วยกับหม่ามี้เข้าใจไหม!?”

         ไม่ใช่คำถาม แต่คือคำสั่ง

         ออสโลถอนหายใจทิ้ง เลือกที่จะเงียบสยบความโหวกเหวกโวยวายของอีกฝ่าย เด็กชายย่อตัวนั่งก้มเก็บของเล่นที่นำมาเล่นกับแมวตัวโปรด ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินประโยคที่น้องสาวพูดเรื่องสำคัญออกมา

         “ยะ อย่าเงียบนะ! รับปากซิดนีย์เดี๋ยวนี้เลย ไม่งั้นจะฟ้องป๊าเลยว่าพี่โลตั้งใจขูดโรลส์รอยซ์ของป๊า”

         “ยัยน้องปากไม่ดี!” คนเป็นพี่ออกปากดุเสียงเข้ม กระตุกแขนเล็กให้นั่งลงตามกันมาเพื่อต่อรองความลับนี้ “ตอนนั้นซิดนีย์ก็อยากรู้เหมือนกันไม่ใช่หรือไง!?”

         เพราะไปแอบรับรู้มาจากบอดีการ์ดในบ้านว่าโรลส์รอยซ์สีดำคันนั้นของบิดาเคยเป็นสีแดงมาก่อน ออสโลจึงอาสาเอามีดมาขูดเพื่อพิสูจน์สีรถ ก่อนจะต้องผิดหวังเมื่อไม่เจอสีแดงด้านในตามความคิดแบบเด็กๆ สุดท้ายจึงเลือกที่จะบอกบิดาว่าขับจักรยานไปโดนรถด้วยความไม่ตั้งใจ

         ความผิดเรื่องมือซนเป็นเรื่องเล็ก แต่การโกหกบิดาคือเรื่องใหญ่

         “ซะ ซิดนีย์จะฟ้องหม่ามี้ด้วย ว่าพี่โลปล่อยในลูอากับโซลฉี่ใส่ชุดโปรดหม่ามี้” ปากเล็กๆ พูดจบก็ยิ้มกริ่มออกมาอย่างเป็นต่อ มันคือรอยยิ้มของคนชนะ

         คนเป็นพี่ถอนหายใจออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยใจ เพราะไปเปิดตู้เสื้อผ้าพ่อแม่เล่นซ่อนแอบกับน้องแล้วเผลอเปิดตู้เสื้อผ้าทิ้งไว้ แมวสองตัวจึงแอบเข้าไปนอนด้านในและปัสสาวะใส่เสื้อผ้าราคาแพงของมารดาจนต้องแอบเอาไปทิ้งก็เท่านั้นเอง

         ออสโลเก็บของเสร็จก็เดินดุ่มๆ ตามแมวสองตัวเข้าบ้าน ยัยตัวเล็กก็วิ่งตามมาติดๆ รอเอาคำตอบ

         คนตัวโตกว่าจึงหยุดเดิน และหันกลับไปมองน้องสาวตัวแสบที่ยังเดินตามเขาไม่ลดละ

         “แค่ให้เข้ามาอยู่ในบ้านก็พอใช่ไหม?”

         “แล้วพี่โลก็ต้องทำดีกับเขาด้วย ห้ามแกล้ง ห้ามเกลียด”

         “อืม...” สุดท้ายก็ตอบรับออกไปสั้นๆ ให้เรื่องมันจบ “เหยียบเรื่องรถกับชุดของหม่ามี้ไว้เลยนะ”

         “กรี๊ดดด เย้ๆ ซิดนีย์รักพี่โลที่สุดเยย”

         เด็กหญิงตัวน้อยโผเข้าสวมกอดพี่ชายตนเองแน่นพร้อมกับส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดแสดงความดีใจไม่หยุด เพียงเท่านี้แผนการเอาเด็กคนนั้นเข้าบ้านก็ไม่มีอะไรต้องห่วง รอแค่บิดากับมารดามาถามความเห็นเท่านั้น

✦✦✦

         กระทั่งถึงเวลาอาหารเย็นบรรยากาศในห้องอาหารวันนี้เงียบสงัดกว่าทุกครั้ง เนื่องจากสองหนุ่มประจำบ้านนั่งเงียบก้มหน้าก้มตารับประทานอาหาร แตกต่างจากผู้หญิงในบ้านสองคนที่ยิ้มแย้มมีความสุขกันอย่างออกนอกหน้า

         “ปะป๊าขา~ วันนี้คุณครูต่างชาติที่โรงเรียนชมว่าซิดนีย์พูดภาษาอังกฤษเก่งด้วย”

         “ไม่เห็นแปลกอะไรนี่ ก็เราเป็นลูกเสี้ยว” ออสโลเอ่ยขึ้นดักทางก่อนที่บิดาจะออกปากชมน้องสาว

         พ่อกับแม่หันขวับมองหน้าลูกสาวทันที เพราะรู้นิสัยของลูกสาวคนเล็กดีว่าเอาแต่ใจและวีนเหวี่ยงเก่งขนาดไหน คำพูดช็อตฟีลของอีกฝ่ายอาจจะเกิดวางมวยใส่กันขึ้นมาได้

         เจ้าของรอยยิ้มไร้เดียงสาเมื่อได้ฟังคำพูดช็อตฟีลจากคนนั่งข้างกันก็เบนสายตาสีหม่นไปมองพี่ชายตนเองทันที ดวงตากลมโตสวยงามมีประกายความโกรธอยู่ชั่วครู่ แต่ในเวลาต่อมาแววตานั้นกลับหายไปราวกับมีมนตร์วิเศษสะกดเอาไว้

         ออสโลในเวลาปกติคงถูกน้องสาวด่าไปแล้ว หากแต่ว่าวันนี้ซิดนีย์เปลี่ยนไป

         น้องไม่โกรธ...

         “จริงด้วย! ซิดนีย์ก็ลืมไปเลย คงเพราะซิดนีย์สวยเหมือนหม่ามี้ คุณครูเลยดูไม่ออกว่าเราเป็นลูกเสี้ยว” เด็กหญิงพูดจบก็ยิ้มออกมา “พี่โลกินนี่สิคะ เหมาะกับพี่โลของซิดนีย์สุดๆ”

         มือเล็กๆ เอื้อมไปตักอาหารตรงหน้า ก่อนจะวางมันลงบนจานของพี่ชาย ส่วนคนที่เพิ่งจะได้รับการดูแลอย่างดีจากน้องก็เงียบลงทันทีเมื่อเห็นอาหารที่น้องตักลงจานให้

         เผือก...ทอด

         “เด็กๆ คะ หม่ามี้มีเรื่องอยากจะถามความเห็น ตอบได้ตามความรู้สึกเลยนะ”

         และแล้วเวลาที่เด็กหญิงรอคอยก็มาถึง ซิดนีย์เก็บอาการไม่ได้ถึงขั้นวางช้อนส้อมและนั่งตัวตรงรอฟัง ส่วนออสโลก็ยังคงความนิ่งไม่ไหวติงไว้เช่นนั้น

         “หม่ามี้อยากรับเด็กที่ช่วยซิดนีย์มาอยู่กับเรา เด็กคนนั้นไม่มีญาติที่ไหน พ่อแม่เสียชีวิตแล้ว บ้านที่เคยอยู่ก็ไฟไหม้ ตอนนี้อยู่กับหลวงตาที่วัด ถ้าเราไม่รับเขาเข้าบ้าน เดือนหน้ามูลนิธิของลุงเวย์จะมารับไปอยู่ที่ชลบุรี มีใครไม่เห็นด้วยกับหม่ามี้ไหมคะ?”

         “ซิดนีย์ตกลงค่ะ!”

         เด็กน้อยตอบรับคำถามของมารดาเสียงดังฟังชัดพร้อมกับคลี่ยิ้มหวานให้จนผู้เป็นแม่ยิ้มตาม ก่อนที่สองสาวประจำบ้านจะหันไปมองลูกชายคนโตเป็นการขอคำตอบอย่างพร้อมเพรียง

         “น้องโลคิดว่ายังไงคะ?” พริมโรสถามลูกชายอีกครั้ง

         “เด็กคนนั้นจะไม่ใช้นามสกุลเรา ไม่ใช่ลูกของปะป๊าหม่ามี้อีกคน ผมจะยังมีพี่น้องแค่สองคนถูกไหมครับ?”

         ออสโลเลือกที่จะถามความสงสัยของตนเองแทนที่จะตอบรับตามที่รับปากน้องสาวออกไป แม้จะมองเห็นสายตาไม่พอใจของน้องสาวแต่ก็ยังมองหน้ามารดาเพื่อรอคำตอบ ซึ่งพริมโรสที่ได้ฟังก็ยิ้มออกมา ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และเดินไปนั่งยองระหว่างเก้าอี้ของลูกทั้งสอง

         “ปะป๊ากับหม่ามี้จะมีออสโลกับซิดนีย์เป็นลูกแค่สองคนค่ะ ตอนที่หม่ามี้โทรปรึกษาหลวงตา เด็กคนนั้นเองก็ต้องการใช้นามสกุลของพ่อแม่ตัวเอง น้องกันก็ให้เงื่อนไขกับหม่ามี้ว่าจะไม่เรียกคนอื่นว่าพ่อแม่ และขอทำงานตอบแทนเมื่อโตขึ้น” มือบางวางมือลงบนศีรษะลูกสาวและลูกชายพร้อมกันหลังพูดจบ “แบบนี้ออสโลโอเคไหมคะ?”

         “เอาแบบนั้นก็ได้ครับ”

         สิ้นคำตอบจากลูกชายพร้อมรอยยิ้มจางๆ คนเป็นแม่ก็สวมกอดลูกชายตนเองแน่นพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะพึงพอใจออกมา แม้ออสโลจะรู้สึกว่าเหตุการณ์คลับคล้ายคลับคลากับตอนที่ซิดนีย์เข้ามากอดตนเองเมื่อตอนบ่ายก็ไม่ได้ว่าอะไร

         ขณะเดียวกันลูกสาวตัวน้อยก็รีบลงจากเก้าอี้เดินเข้าไปหาบิดา เซนหลุบตามองลูกสาวเล็กน้อยก่อนจะอุ้มตัวแสบขึ้นมานั่งบนตักแกร่ง ศีรษะน้อยๆ ซบลงบนอกบิดาจากนั้นก็เขย่งตัวหอมแก้มดังฟอด

         “ปะป๊าอย่าน้อยใจนะ ปะป๊าเป็นผู้ชายที่ซิดนีย์รักที่หนึ่งเสมอ ให้พี่โลเป็นที่สอง”

         “ไม่เอา รักป๊าไปคนเดียวเลย” ออสโลซึ่งกำลังกอดมารดาตอบสวนคำพูดน้องสาวทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น “ไม่ชอบเป็นที่สอง”

         “งั้นก็เป็นที่สามไปซะ แบร่ๆ”

         หน้าเล็กแลบลิ้นใส่พี่ชายหลังพูดจบและหันกลับไปออดอ้อนร่างแกร่งต่อ จนผู้เป็นพ่อหัวเราะออกมากับเสียงถกเถียงของเด็กสองคน บรรยากาศในคฤหาสน์จึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง

•─✦❅✦─•

บทก่อนหน้า
บทถัดไป