บทที่ 4 Possession 3 | เด็กนิสัยไม่ดี

         ‘ฝากอบรมเลี้ยงดูเจ้ากันมันด้วยนะ เอ็นดูมันเหมือนลูกเหมือนหลานอีกคน’

         ‘ค่ะหลวงตา ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ โรสจะพาน้องกันแวะมานมัสการบ่อยๆ’

         ‘ไปอยู่บ้านท่านก็ดูแลบ้านช่อง อย่าขี้เกียจเข้าใจไหมเจ้ากัน?’

         ‘ครับหลวงตา’

         หลังจากรถตู้ครอบครัวจอดสนิทหน้าคฤหาสน์ย่านกลางกรุง กันภัยก็ถูกพามายังห้องนอนบริเวณชั้นสองของคฤหาสน์ซึ่งอยู่ตรงข้ามห้องทำงานของเจ้าของบ้าน แม้ห้องนอนจะอยู่ชั้นสองเหมือนกับคนอื่นๆ ไม่มีการแบ่งชนชั้นด้วยการให้นอนชั้นล่าง หากแต่มีเพียงห้องของเด็กชายเท่านั้นที่ถูกแยกให้อยู่โซนทิศตะวันตกลำพัง

         เรื่องนี้สร้างความขุ่นเคืองให้ลูกสาวเจ้าของบ้านไม่น้อย ซิดนีย์ทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากถามผู้เป็นพ่อถึงเหตุผลนั้นตามตรง

         “ปะป๊าขา~ ทำไมห้องพี่กันไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับเรา” ซิดนีย์แทนตัวสมาชิกใหม่ว่าพี่อย่างน่ารัก เนื่องจากรู้จากมารดาตั้งแต่อยู่ในรถว่ากันภัยอายุเท่าๆ กับพี่ชายตนเองอย่างออสโล

         คำถามของลูกสาวทำเอาคนเดินนำมาหน้าห้องนอนขมวดคิ้ว

         “ก็ฝั่งเราไม่มีห้องว่างแล้วไงครับ ตรงกลางเป็นห้องของป๊ากับหม่ามี้ ทางซ้ายเป็นห้องลูก ทางขวาเป็นห้องพี่ออสโล”

         เซนตอบลูกสาวช่างจ้อไปตามจริง แม้จะเป็นห้องนอนเดียวทางทิศตะวันตก แต่ก็ไม่ได้ไกลจากห้องนอนใหญ่ของเขากับภรรยาขนาดนั้น ใช้เวลาเดินไม่ถึงสามนาทีด้วยซ้ำ

         “ห้องนี้ห้องใหญ่ที่สุดในซีกตะวันตกแล้วนะ ใหญ่กว่าห้องทำงานของป๊าอีก ซิดนีย์คิดว่าป๊าจะแกล้งกันภัยเหรอครับ?”

         น้ำเสียงปนความน้อยใจเอ่ยขึ้นหลังจากตอบคำถามของลูกสาวตัวน้อย จริงอยู่ที่เขาไม่เห็นด้วยในการพาคนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในบ้าน แต่ทั้งภรรยาและลูกๆ เห็นพ้องกันแล้วว่าอนุญาต เซนก็ไม่คิดจะรังแกเด็กไร้ที่พึ่งด้วยเรื่องแค่นี้

         “มะ ไม่ใช่ค่ะ ซะ ซิดนีย์แค่กลัวพี่กันเหงา พี่กันขา~ ซิดนีย์จะมาเล่นที่ห้องด้วยบ่อยๆ”

         คำพูดคำจาชอบกลของลูกสาวทำเอาสองสามีภรรยามองหน้ากัน ลูกพูดเหมือนห้องห่างกันเป็นโยชน์ และกันภัยจะไม่ได้ออกมาข้างนอกจนเด็กน้อยต้องคอยเข้าไปเล่นด้วยอย่างไรอย่างนั้น

         “พี่กันต้องไปเรียนปรับพื้นฐานเตรียมเข้าโรงเรียนพร้อมพี่โลให้ทันก่อนเปิดเทอมเดือนหน้า ไม่มีเวลาเล่นเป็นเพื่อนเด็กซนอย่างลูกหรอกนะคะ” คนเป็นแม่เอ่ยดับฝันลูกสาวที่พยายามหาคนเล่นกับตนเองจนหน้าจ๋อย

         เรื่องนี้เธอได้ปรึกษาสามีแล้ว และเซนเองก็เห็นด้วย แม้ในช่วงแรกอาจจะเป็นยาขมสำหรับเด็กไม่เคยเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ แต่จากการสอบถามเรื่องการเรียนของกันภัยกับหลวงตา ก็รับรู้มาว่ากันภัยเป็นเด็กเรียนเก่งและพอจะอ่านออกเขียนได้ในภาษาอังกฤษระดับประถม

         อาจจะต้องเคี่ยวกรำกันหน่อย แต่มั่นใจว่าต้องตามเด็กในวัยเดียวกันทัน

✦✦✦

         หลังจากรับประทานอาหารเย็นร่วมกันเป็นมื้อแรกเสร็จสิ้น กันภัยก็ขอตัวขึ้นมาพักผ่อนที่ห้องนอนตนเอง ก่อนหน้านั้นเด็กชายลุกขึ้นจะช่วยแม่บ้านเก็บจานไปล้างตามความเคยชินเหมือนตอนอยู่กันพ่อแม่และหลวงตา แต่กลับถูกนายใหญ่เจ้าของบ้านบอกสั้นๆ ว่า ‘ที่นี่ไม่ใช้แรงงานเด็ก’ และสั่งให้ตนไปเล่นกับลูกทั้งสองคนแทน

         ซึ่งลูกชายคนโตก็ไม่ทำอะไรนอกเสียจากนั่งแปรงขนให้แมวสองตัว ส่วนลูกสาวที่ดูเหมือนจะชอบพูดนั่นพูดนี่ให้เขาฟังจนเวียนหัว ก็ชวนเล่นพ่อแม่ลูกที่เด็กผู้ชายทั่วไปไม่ชอบเล่นกัน

         ‘พี่กันเป็นพ่อนะ ซิดนีย์จะเป็นแม่’

         ‘พ่อต้องกอดแม่ก่อนไปทำงานทุกเช้า ปะป๊าก็กอดหม่ามี้ก่อนไปทำงานทุกวัน’

         กันภัยฟังลูกสาวเจ้านายพูดเสียงแหลมใส่หูจนปวดหัว เมื่อคุณนายเจ้าของบ้านเดินเข้ามาดูว่าเล่นอะไรกันจึงถือโอกาสขอตัวหนีขึ้นมาอาบน้ำบนห้อง โดยอ้างว่ามีเสื้อผ้าที่ยังไม่ได้เก็บเข้าตู้

         แต่เมื่อเปิดตู้จะเอาสู้ผ้าตนเองใส่เข้าไป กลับเห็นเสื้อผ้าเด็กผู้ชายไซซ์ตนเองจำนวนมากอยู่ในนั้นจนเกือบล้นตู้ ยิ่งมีเวลาสำรวจห้องใหญ่ที่กว้างขวางยิ่งกว่าบ้านหลังเก่าของตนเองที่เพิ่งถูกไฟไหม้ไปเมื่อเดือนที่แล้ว ทุกอย่างทุกชิ้นในห้องดูหรูหราและแพงมาก จนเด็กชายวัยสิบสามไม่กล้าแตะต้องมัน จึงเลือกที่จะเดินเข้าไปอาบน้ำเงียบๆ

         ใช้เวลาอาบน้ำไม่ถึงสิบห้านาทีก็ออกมาในชุดเก่งตนเองพร้อมสวดมนต์เข้านอน ไม่ใช่แค่ห้องนอนที่หรูหราหมาเห่า แม้แต่ห้องน้ำก็ยังกว้างกว่าบ้านทั้งหลังของเขาด้วยซ้ำ

         ในนั้นแยกโซนเปียกโซนแห้งชัดเจน ใช้เวลานานพอสมควรในการลองผิดลองถูกเปิดฝักบัว หลังจากนั้นคนเพิ่งอาบน้ำเสร็จหมาดๆ ก็ตามเอาผ้าเช็ดเท้าเช็ดรอยน้ำหยดของตนเองจนเกลี้ยงห้องน้ำ

         สวดมนต์แผ่เมตตาเรียบร้อยก็รีบปิดไฟวิ่งไปล้มตัวนอนบนเตียงฟังเสียงลงหายใจตนเองเงียบๆ ท่ามกลางความมืด สายตาของคนเพิ่งเข้ามาใหม่มองไปนอกระเบียงเห็นผ้าม่านสีขาวปลิวไปตามแรงเป่าของเครื่องปรับอากาศก็อดจินตนาการถึงสิ่งลี้ลับไม่ได้

         แม้จะอยู่ที่วัดมาก่อน แต่กุฏิหลวงตาห่างจากป่าช้าพอสมควร แถมเสียงพัดลมยังดังกลบความเงียบจนทำให้ไม่กลัวผี แตกต่างจากที่นี่ บ้านที่ดูเหมือนคฤหาสน์ผีสิงในละครหลังข่าว แถมตอนที่เข้ามาก็แอบเห็นว่ามีประตูบานใหญ่ถูกปิดตายแถวใต้บันได

         ก๊อกๆๆ

         เฮือก!!

         กันภัยกระดกตัวลุกพรวดขึ้นมานั่งบนเตียง เสียงเคาะประตูหน้าห้องนอนสร้างความตกใจให้เขาไม่น้อย อากาศเย็นสบายภายในห้องนอนไม่ช่วยระงับเหงื่อที่หยาดลงมาจากหน้าผากเล็กเพราะความกลัวแม้แต่น้อย

         “พี่กัน ห้ามหลับ! เปิดประตูให้ซิดนีย์เลยนะ”

         เสียงแจ๋นๆ หน้าห้องดังเข้ามาถึงข้างในแม้ประตูจะเก็บเสียงขนาดไหนก็ตาม

         ประโยคบอกเล่าที่ฟังเหมือนการออกคำสั่งนั้น ทำให้ผู้อาศัยอย่างเขาจำต้องลุกขึ้นเดินฝ่าความมืดไปเปิดประตูห้องนอนตามคำสั่งของลูกสาวเจ้าของบ้านอย่างเสียไม่ได้

         ประตูห้องนอนค่อยๆ ถูกแง้มออก ก่อนจะพบว่าคนตัวเล็กกว่าลากสิ่งของติดมือทั้งสองข้างมาด้วย ซิดนีย์เดินดุ่มๆ เข้ามาในห้องนอนโดยไม่ขออนุญาตจนเขาต้องรีบเปิดไฟ เพราะกลัวอีกฝ่ายจะหกล้มได้แผลก่อนนอน

         ฟุ่บ! ฟุ่บ!

         หมอนข้างกั้นเตียงรูปหมูสีฟ้าและสีชมพูถูกจับเหวี่ยงขึ้นบนเตียงกว้างอย่างไม่แยแสว่ามันจะทำให้มันพังหรือไม่ ลักษณะและความยาวของมันคล้ายกับหมูขี้เกียจสันหลังยาว จนคนเพิ่งจะเคยเห็นอะไรแบบนี้ครั้งแรกหัวเราะออกมา

         “ห้ามหัวเราะพี่ลูกหมูนะ เอามาให้กันผี”

         น้ำเสียงกระซิบกระซาบดังออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ จนคนเพิ่งจะได้หัวเราะเงียบกริบตั้งใจฟัง

         “ที่นี่มีผีเหรอครับคุณหนู” คนไม่ค่อยกลัวผีเท่าไหร่นั่งคุกเข่าลงกับพื้นห้องเสมอความสูงของลูกสาวเจ้าของบ้านแล้วตั้งใจฟัง “ที่ห้องใต้บันไดนั้นใช่ไหมครับ...”

         ซิดนีย์พยักหน้าหงึกหงัก ยกมือป้องปากเล่าความลับของบ้านให้ผู้มาใหม่ฟัง

         “อื้อ...มันเป็นห้องนอนคุณปู่ก่อนท่านจะเสีย ก่อนนอนพี่กันแนะนำตัวในใจไว้นะ เผื่อท่านสงสัยว่าใครมา หึๆๆ”

         ผู้อาศัยรีบพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะเดินไปส่งคุณหนูที่หน้าห้องแล้วปิดประตูล็อกกลอน นับหนึ่งถึงสามกดสวิตช์ไฟก็รีบกระโดดขึ้นเตียงคลุมโปง บทสวดที่จำได้ถูกงัดออกมาสวดในใจแบบไม่เรียงลำดับ เรียกได้ว่านึกอะไรได้ก็สวดไว้ก่อนจนกระทั่งผล็อยหลับไป

✦✦✦

         เช้านี้กันภัยก็ยังตื่นขึ้นมาในเวลาตีห้า แม้จะไม่มีพระให้เดินตามถือของช่วยบิณฑบาต แต่ยอมรับว่านอนไม่หลับเพราะกลัวคุณปู่ของคุณหนูโผล่หัวทะลุประตูมาถามว่า ‘ชื่ออะไร’

         กันภัยเดินกล้าๆ กลัวๆ เข้าไปในครัวแล้วพบว่า สาวใช้ประจำบ้านสองสามคนกำลังเร่งเตรียมมื้อเช้ามือเป็นระวิง

         “อ้าว! คุณกัน ตื่นแต่เช้าเลย หิวหรือเปล่าคะ?”

         เพราะถูกนายใหญ่สั่งไว้ว่า ให้เรียกเด็กมาใหม่อย่างเดียวกับที่เรียกลูกเจ้าของบ้าน จึงแทนตัวเด็กสิบสามด้วยคำว่าคุณเช่นเดียวกับตอนเรียกคุณออสโล ซึ่งเป็นลูกชายคนโต

         “มะ ไม่ครับ ผมตื่นเวลานี้เลยชินให้ช่วยทำอะไรไหมครับ?” รู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย เพราะเพิ่งจะเคยถูกเรียกว่า ‘คุณ’ นำหน้า “อะ เอ่อ ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ”

         “ได้สิคะ อยากรู้เรื่องไหนในบ้าน หรือหาอะไรไม่เจอบอกพี่ได้เลย”

         “เอ่อ...พี่เคยเห็นผีคุณปู่...ของคุณหนูไหมครับ?”

         “ผีคุณปู่? ผีที่ไหนคะคุณกัน?” สาวใช้วางมือจากงานในครัว แล้วหันมามองเด็กตรงหน้าด้วยความสงสัย “ที่นี่ไม่มีผีนะคะ ถ้าหมายถึงท่านริคคาโนคุณปู่ของคุณหนูซิดนีย์ ท่านยังไม่เสียค่ะ ท่านอาศัยอยู่ที่อิตาลี”

         ‘มันเป็นห้องนอนคุณปู่ก่อนท่านจะเสีย ก่อนนอนพี่กันแนะนำตัวในใจไว้นะ เผื่อท่านสงสัยว่าใครมา หึๆๆๆ’

         วินาทีนั้นกันภัยรับรู้แล้วว่า สิ่งที่รับมือยากที่สุดในบ้านหลังนี้ไม่ใช่เรื่องเรียนภาษาอังกฤษ หรือความเข้มงวดของนายใหญ่...แต่คือคุณหนูคนเล็กของบ้านที่โคตรจะนิสัยไม่ดี!!

•─✦❅✦─•

บทก่อนหน้า
บทถัดไป