บทที่ 6 Possession 5 | คนที่อยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิต

         ความสัมพันธ์ระหว่างซิดนีย์กับกันภัยมีความห่างเหินมากขึ้นนับตั้งแต่วันที่พ่อเริ่มพาเขาออกไปข้างนอกพร้อมพี่ชาย เมื่อก่อนเขาพูดกับเธอน้อยจนแทบนับคำได้อยู่แล้ว แต่หลังจากวันนั้นมันยิ่งลดลงแบบทวีคูณจนหลายครั้งซิดนีย์เองก็หงุดหงิดจนอยากกรี๊ดลั่นบ้าน

         ยิ่งเห็นว่าบางวันใบหน้าของเขากับพี่ชายฟกช้ำกลับมา แต่เมื่อถามกลับไม่ได้รับคำตอบก็ยิ่งหงุดหงิด

         กระทั่งซิดนีย์อายุได้สิบแปดปี เป็นวัยที่พร้อมเข้าสู่มหาวิทยาลัยตามพี่ๆ ในบ้านซึ่งพวกนั้นไปเปิดโลกกว้างก่อนหน้านั้นหลายปี ซิดนีย์รับรู้ภาระผูกพันของครอบครัวมากขึ้นจนเข้าใจแจ่มแจ้งถึงสาเหตุที่พี่ชายกับพ่อและพี่กันของเธอออกไปข้างนอกด้วยกันบ่อยครั้ง

         โรงฝึกบอดีการ์ด สถานที่ต้องห้ามที่แม้แต่พริมโรสผู้เป็นภรรยาก็ห้ามไป ไม่รู้ว่าที่นั่นป่าเถื่อนขนาดไหน แต่รอยช้ำตามตัวของพี่ชายกับกันภัยหลังจากกลับมาจากที่นั่นน้อยลงทุกวัน แต่สิ่งที่ทั้งสองได้กลับมา คือ แววตาแบบบิดาจนบางครั้งมันทำให้ซิดนีย์กลัวผู้ชายในบ้านตนเอง

         กันภัยกับออสโลเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด ทั้งคู่ไม่ใช่เพื่อนเล่นพ่อแม่ลูกของเธอกับมิรินอีกต่อไป ความสุขุมเยือกเย็นชัดเจนขึ้นตั้งแต่ทั้งคู่อายุย่างยี่สิบ บางครั้งเธอแอบได้กลิ่นบุหรี่มาจากตัวพี่ชายและเขา บางครั้งทั้งคู่ก็ไม่กลับมานอนที่บ้าน แต่เมื่องอแงถามคำตอบกับมารดาก็ได้เป็นรอยยิ้ม

         ซิดนีย์ไม่วุ่นวายกับออสโลที่เป็นแบบนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นกับออสโลและมิรินเธอไม่เอาตัวเข้าไปสอด แต่จะยืนรอสมน้ำหน้าในวันที่พี่ชายคิดได้

         แต่สำหรับเรื่องของกันภัยไม่ใช่แบบนั้น เธอหลับหูหลับตาไม่รับรู้เรื่องราวของเขาไม่ได้...ก็เขาเป็นของเธอ

         เช้าวันนี้คฤหาสน์ของปาลาดินีร้อนเป็นไฟตั้งแต่เช้า ซิดนีย์ผู้เติบโตเป็นสาวสะพรั่ง สวมชุดนอนวิ่งออกจากห้องไปทุบประตูห้องนอนพี่ชายจนเสียงดังข้ามไปถึงฟากห้องนอนของกันภัยในฝั่งตะวันตก

         “พี่โล!! เปิดประตูออกมาคุยกัน!!”

         ปังๆๆ

         เสียงฝ่ามือเล็กตบประตูรัวไม่ยั้ง แต่พี่ชายคนเดียวกลับไม่โผล่หน้าออกมาคุยแม้แต่น้อย เสียงสะอื้นกับกรีดร้องโวยวายจึงตามมา

         “ไอ้พี่โลออกมานะ!! ฮึก พี่พูดอะไรกับมิริน ทำไมมิรินทิ้งซิดนีย์ไปฝรั่งเศส” เสียงแหลมแสบแก้วหูค่อยๆ เบาลงเมื่อก้อนสะอึกจุกที่อกจนพูดต่อไม่ไหว “อะ ออกมานะ ซิดนีย์รู้ว่าพี่โลตื่นแล้ว”

         แกร๊ก~!

         ประตูห้องนอนถูกเปิดออก แต่ไม่ใช่ห้องทางขวาที่คนตัวเล็กยืนประจันหน้า ประตูบานคู่ของห้องนอนใหญ่ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของนายหญิงและนายใหญ่

         กันภัยยืนมองเหตุการณ์อยู่หน้าห้องนอนตนเอง มองเห็นร่างเล็กโผเข้าหาบิดาพร้อมกับเสียงร้องไห้ฟูมฟายฟังไม่ได้ศัพท์ นี่คงเป็นการร้องไห้เสียงดังมากที่สุดในรอบหลายปีของลูกสาวคนเล็กของตระกูลนับตั้งแต่วันที่โซลและลูอากลับดาวแมว

         เมื่อคืนเขากับออสโลไปส่งของด้วยกันที่ท่าเรือ กว่าจะกลับมาถึงกรุงเทพก็เกือบตีห้า วันนี้เจ้านายและเขาเองก็มีเรียนตอนบ่าย การถูกรบกวนการนอนแต่เช้าคงสร้างความหงุดหงิดใจให้ออสโลไม่น้อย

         กันภัยลงมาหาของกินรองท้องก่อนออกไปมหาวิทยาลัยในช่วงเที่ยง ออสโลส่งข้อความบอกเขาสั้นๆ ตั้งแต่สิบโมงว่าขอออกไปก่อนเพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับน้องสาว

         ทว่าความกลัวของออสโลกลับไม่เกิดขึ้น เพราะจนถึงตอนนี้แม่บ้านก็ยังนั่งคุยกันในครัวด้วยความวิตกเกี่ยวกับเรื่องของคุณหนูของบ้าน

         “มีอะไรหรือเปล่าครับพี่นุช” เพราะต้องเดินเข้ามาหยิบนมในตู้เย็น จึงต้องถามถึงปัญหาอย่างช่วยไม่ได้

         “คุณซิดนีย์ไม่ยอมทานอะไรเลยค่ะ ทั้งข้าวเช้าข้าวเที่ยงกองอยู่หน้าห้องนอน คงไม่เปิดประตูออกมาดูด้วยซ้ำ”

         “เคาะประตูเรียกหรือยังครับ”

         “พี่แจ๋นเคาะเรียกไปเมื่อเช้าค่ะ แต่ถูกกรี๊ดใส่เลยไม่กล้าเรียกตอนเที่ยง”

         “แล้วนายหญิงกับนายใหญ่รู้เรื่องนี้หรือยังครับ”

         “ทราบแล้วค่ะ แต่คุณซิดนีย์ไม่ยอมเปิดประตูให้แม้กระทั่งนายใหญ่เหมือนกัน”

         คนตัวสูงพยักหน้ารับทราบ หันไปมองอาหารของวันนี้ก่อนจะเดินเลี่ยงไปหยิบไข่ไก่จากแฝงมาสองฟอง

         “ผมจัดการเองครับ”

✦✦✦

         อาหารจานเดียวที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ถูกถือขึ้นไปบนชั้นสองของคฤหาสน์ เจ้าของร่างสูงโปร่งหลุบตามองอาหารจำนวนมากที่ถูกวางใส่ถาดทิ้งไว้หน้าห้องก่อนจะยกมือเคาะประตูเรียกคนข้างใน

         ก๊อกๆๆ

         “ออกไป๊!! อย่ามายุ่ง!!” เสียงตวาดแหลมดังออกมาจากในห้องยังคงเสียงดังฟังชัด

         แรงเยอะขนาดนี้แปลว่าไม่ได้หิวมาก

         “ผมวางข้าวไข่เจียวใส่หอมแดงแบบที่คุณหนูชอบไว้หน้าห้อง ถ้าหิวก็ออกมาเอาไปกิ...”

         ปึง!

         ประตูห้องนอนถูกเปิดออกตั้งแต่ยังพูดไม่จบประโยคดีด้วยซ้ำ พร้อมๆ กับร่างเล็กในชุดนอนเมื่อเช้าโผเข้ามากอดซุกหน้าลงบนอกของเขาเอาไว้แน่นอย่างเอาแต่ใจ

         เขาไม่เคยกอดเธอตอบ ตั้งแต่เล็กจนโตเพราะต้องการรักษาระยะห่างในฐานะเจ้านายกับลูกน้อง เขาเคารพและให้เกียรติพ่อแม่และพี่ชายของเธออย่างไรกับซิดนีย์ก็เป็นอย่างนั้น อาจจะมากกว่าทุกคนด้วยซ้ำเพราะเธอมองเขาเป็นเพื่อนเล่นคนหนึ่ง

         “คุณหนูไม่ไปโรงเรียนแบบนี้คุณมิรินจะกินข้าวกับใคร” เขาเรียกสติด้วยการหยิบเรื่องเพื่อนรักของเธอขึ้นมาอ้าง

         “ฮึก! มะ ไม่สน มิรินจะทิ้งซิดนีย์ ทั้งที่ตกลงกันเอาไว้แล้วว่าเรียนมหาลัยที่เดียวกัน”

         “ไม่มีใครอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตหรอกครับ พอเราโตขึ้นหน้าที่รับผิดชอบก็ต่างกัน” เขาพูดไปทั้งที่ไม่รู้ว่าเธอเข้าใจมันหรือเปล่า

         ซิดนีย์ไม่ใช่คนโง่ แต่หากไม่เปิดใจยอมรับก็จะไม่ฟัง

         “เพราะพี่โลนั่นแหละ วันเกิดยัยมิรินพี่โลต้องพูดอะไรแน่ๆ” เธอเถียงเขาอย่างมั่นใจ

         “ถ้าทำอะไรไม่ได้ ก็แค่ยอมรับมันครับ”

         นักศึกษาหนุ่มไม่อยากต่อล้อต่อเถียงให้วุ่นวาย ใช้หลังมือดันไหล่มนออกห่างจากตนเองเบาๆ ก่อนจะยัดชามที่ใส่ข้าวกับไข่เจียวใส่มือเล็กแทน

         “แล้วพี่กันไปไหนมาเมื่อคืน ทำไมกลับเช้า” คำถามของคนที่ก้มหน้ามองชามใส่ข้าวดังขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจจะถอยออกห่าง “ไปทำงานแบบป๊าที่เขาเรียกว่าส่งของ อื้อ!”

         เธอพูดเสียงดังและเอ่ยออกมาเต็มเสียงจนฝ่ามือหนาต้องรีบยกปิดปากเอาไว้ สายตาคมกดลึกมองเข้าไปในดวงตาของลูกเจ้านายซึ่งกำลังแสดงท่าทีตื่นตระหนกออกมา

         “ห้ามพูด!!” น้ำเสียงหนักแน่นเปล่งออกมาเป็นคำเตือนแรก “ห้ามพูดต่อหน้าคนใช้ในบ้านนี้ ห้าม...”

         ใบหน้าเล็กพยักหน้าระรัว เขาจึงลดมือออกจากริมฝีปากอวบอิ่มและถอยกลับไปยืนที่เดิม

         “พี่กันจะทำงานกับป๊ากับพี่โลเหรอ?”

         “...”

         “ไม่ทำได้ไหม ซิดนีย์กลัวพี่ตาย...”

        ไม่มีใครกล้ายุ่งกับคนในความดูแลของรูซโซ่ ทั้งตำรวจหรือมาเฟียด้วยกัน แต่ไม่นับพวกนักฆ่า ซิดนีย์รู้ข้อจำกัดพวกนี้ดี

         “ผมตัดสินใจแล้ว”

         “...”

         “กินข้าวแล้วออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง อย่าทำให้นายใหญ่กับนายหญิงเป็นห่วง” เขาหมุนตัวตั้งใจเดินจากไป ไม่อยากยืนคุยกันหน้าห้องนอนของลูกเจ้านายทั้งๆ ที่เธออยู่ในสภาพชุดนอนตัวเดียว

         “แล้วพี่กันห่วงซิดนีย์ไหม?”

         คนที่หันหลังกำลังจะเดินจากไปหยุดชะงัก ซิดนีย์จึงขยับเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้นจนหยุดยืนมองแผ่นหลังกว้าง

         “พี่กันจะไม่ทิ้งซิดนีย์ไปอีกคนใช่ไหม?” มือเรียวยกขึ้นตั้งใจจะจับแขนของอีกฝ่ายให้หันกลับมาสบตากัน

         ทว่าคนตัวสูงกลับขยับแขนหลบมือเล็ก ก่อนจะเดินลงไปชั้นล่างโดยไม่ตอบอะไรกลับมา

         ความเปลี่ยนแปลงของชีวิตในวัยสิบแปดปี ซิดนีย์ พัทธ์ชนิตว์ ปาลาดินีต้องแยกจากกันกับเพื่อนที่รู้จักและตัวติดกันมาตั้งแต่จำความได้อย่างมิริน การใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยลำพังโดยไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าจะหาเพื่อนที่รับนิสัยไม่ดีของตนเองได้อย่างมิรินอีกหรือไม่

         คณะที่คนตัวเล็กกับเพื่อนตั้งใจจะเรียนด้วยกันคือการจัดการธุรกิจ แต่เมื่อเหลือตัวคนเดียว เธอต้องเปลี่ยนแผนการทั้งหมดใหม่กะทันหัน

         ข้าวไข่เจียวถูกวางลงบนโต๊ะอ่านหนังสือ โทรศัพท์ส่วนตัวกดโทรออกฉุกเฉินหาบิดาโดยไม่สนว่าท่านกำลังทำงานหรือติดประชุมสำคัญ

         (ว่าไงครับ ลูกสาวของป๊าอารมณ์ดีขึ้นหรือยัง?)

         เสียงทุ้มสร้างกำลังใจของบิดาทำเอาน้ำตาใสรื้นขึ้นขอบตาอีกครั้ง เธอใช้หลังนิ้วชี้ปาดมันออกอย่างรวดเร็วและเข้าเรื่องสำคัญที่ต้องการต่อรองทันที

         “มิรินทิ้งซิดนีย์ไปแล้ว”

         (ป๊าเข้าใจครับ แต่ลูกเข้าใจใช่ไหมว่าตระกูลเราเข้าฝรั่งเศสไม่ได้ ป๊าไม่สามารถส่งซิดนีย์ไปเรียนกับมิรินได้)

         ผลพวงจากการตัดสินใจของบิดาในครั้งนั้น ซิดนีย์รับรู้และเข้าใจตั้งแต่รู้ความ ไม่เคยคิดโทษปะป๊าหรือหม่ามี้เลยสักครั้ง เพราะหากท่านไม่ทำคงไม่มีทั้งเธอและออสโลในวันนี้

         “ซิดนีย์เข้าใจค่ะ ที่ซิดนีย์จะโทรมาคือเรื่องสาขาที่เลือกเรียนกับมิรินตอนแรก ซิดนีย์อยากเปลี่ยน”

         (แค่นั้นเอง เรากลับไปคุยที่บ้านก็ได้)

         “ไม่ค่ะ ซิดนีย์อยากให้ป๊ายืนยันให้ซิดนีย์สบายใจตอนนี้”

         เสียงหัวเราะจากปลายสายทำให้เธอใจชื้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ท่านก็ยังซัปพอร์ตเธอได้เสมอ

         (ได้สิครับ ลูกสาวของป๊าอยากเรียนอะไรล่ะ)

         “ซิดนีย์จะเรียนการเงิน”

         (...)

         “ซิดนีย์จะเรียนคณะเดียวกับพี่กัน หวังว่าป๊าจะจัดการให้เร็วที่สุด”

•─✦❅✦─•

บทก่อนหน้า
บทถัดไป