บทที่ 9 Possession 8 | ถูกหมายหัว

         ร่างบางในชุดนักศึกษากึ่งเดินกึ่งวิ่งลงมาจากบันไดชั้นสองของบ้านด้วยความสดใส เมื่อคืนเธอมาสก์หน้าและรีบเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เพื่อเตรียมตัวไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเป็นวันแรก

         “ไปเรียนวันแรกให้หม่ามี้ไปส่งที่มหาลัยไหมคะ?” ผู้เป็นแม่เอ่ยแซวลูกสาว หลังจากเห็นว่าลูกเดินเข้ามานั่งรับประทานมื้อเช้าด้วยกัน

         “หม่ามี้อะ ซิดนีย์โตแล้ว” ลูกสาวคนสวยมุ่ยหน้าเมื่อได้ฟังคำพูดของมารดา ไม่ลืมที่จะหันไปทักทายบิดาที่นั่งอยู่หัวโต๊ะด้วยความสดใส “อรุณสวัสดิ์ค่ะปะป๊า ซิดนีย์ใส่ชุดนี้สวยสู้หม่ามี้สมัยสาวๆ ได้ไหมคะ?”

         “น้องซิดนีย์ว่าหม่ามี้แก่เหรอคะ?”

         “อุ๊ย! ใช้คำผิดค่ะ ตอนนี้หม่ามี้ของซิดนีย์ก็ยังเป็นสาว ถ้ากลับไปใส่ชุดนักศึกษาทุกคนต้องคิดว่าเป็นพี่สาวของซิดนีย์แน่ๆ”

         คำพูดฉอเลาะของลูกสาวคนเล็กเรียกเสียงหัวเราะจากพ่อและแม่ออกมาได้แต่เช้า ก่อนที่แก้มนุ่มนิ่มจะถูกมารดาหอมฟอดใหญ่ด้วยความมันเขี้ยว

         “ฮิๆ แล้วพี่โลยังไม่ลงมาอีกเหรอคะ ถ้าซิดนีย์ไปเรียนสายจะหยิกให้เนื้อขาดเลย”

         “เธอจะหยิกใครซิดนีย์...”

         เสียงทุ้มดังขึ้นมาจากทางบันไดขึ้นชั้นสอง ออสโลในชุดนักศึกษาเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวเดินเข้ามานั่งข้างน้องสาวด้วยใบหน้าเรียบเฉย ใบหน้าไร้ที่ติตามแบบฉบับลูกครึ่งยังคงมีอาการอ่อนเพลียจากการพักผ่อนน้อยอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาที่ได้มาจากบิดาลดลง

         เหอะ! พวกใช้หน้าแบกสันดาน

         “หยิกพี่โลนั่นแหละ แล้วพี่กันไปไหน” เธอคุยกับพี่ชายพอเป็นพิธีเท่านั้น ก่อนจะถามถึงอีกคนที่อยากอวดตัวเองในชุดนักศึกษาให้ดู

         “กันภัยออกไปมหาลัยตั้งแต่เช้าแล้วจ้ะ”

         “วันหลังซิดนีย์ไปรถพี่กันดีกว่า พี่โลอืดอาด ไปเรียนสายพอดี”

         “ไม่ได้” ออสโลรีบค้านความคิดที่จะนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองกับลูกน้องทันที “ห้ามเที่ยวไปบอกใครว่ากันภัยอยู่บ้านเรา พวกพี่ต้องการใช้ชีวิตกันแบบคนปกติเข้าใจใช่ไหม?”

         “ซิดนีย์รู้น่า แค่พูดเล่นเฉยๆ”

         “แล้วก็อย่าทำตัวสนิทกันให้มาก”

         “ค่า~” คนตัวเล็กขานรับด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดประชัน ก่อนจะก้มหน้ากินมื้อเช้าในจานตนเองต่อเงียบๆ

✦✦✦

         มหาวิทยาลัย

         ลัมโบร์กินีสีแดงขับมาจอดที่ลานจอดรถของคณะบริหารธุรกิจ ตั้งแต่ขับเข้ามาในอาณาเขตมหาวิทยาลัยออสโลก็แสดงท่าทีเบื่อหน่าย หลังจากเห็นอาการตื่นเต้นออกนอกหน้าของเธอตลอดทาง

         “เลิกเรียนคนของเราจะมารับที่คณะ คอยรับสายด้วย” เขากำชับน้องสาวอีกครั้ง เนื่องจากตนเองมีเรียนแค่ช่วงเช้า

         “รู้แล้วน่า~ คราวหน้าซิดนีย์ขับรถมาเรียนเองได้ไหม จำทางได้แล้ว” เธอเอ่ยกับพี่ชายด้วยความตื่นเต้น “เอาคันที่ถูกที่สุดในบ้านมาขับก็ได้ เผื่อขับไปชนจะได้ไม่เสียดาย”

         “ลองไปพูดแบบนี้กับป๊าไม่มีทางได้ขับ”

         “พี่โลช่วยคุยกับป๊าให้ซิดนีย์หน่อยสิ เดี๋ยวซิดนีย์ส่งรูปมิรินให้ดู มิรินน่ะสวยวันสวยคืน ตอนนี้ผมทองเป็นสาวปารีเซียงไปแล้ว”

         “ไม่ได้อยากดู รีบลงไปได้แล้วจะล็อกรถ”

         คำพูดไม่ใส่ใจเพื่อนสนิทจากพี่ชายทำเอาคนตัวเล็กจิ๊ปากไม่พอใจ ไหนจะท่าทีอยากไล่เธอที่เป็นน้องสาวคนเดียวไปให้พ้นๆ สายตานั่นอีก

         “ซิดนีย์จะคอยดู วันไหนร้องไห้เพราะยัยมิรินขึ้นมาจะหัวเราะสามเวลาหลังอาหารเลย -^-” พูดจบสาวน้อยก็รีบผลักประตูลงจากรถ เดินดุ่มๆ เข้าไปในอาคารไม่รอพี่ชายที่เดินตามหลังแม้แต่น้อย

         “เดินนี่รู้เหรอ ว่าห้องเรียนอยู่ไหน” คนขายาวก้าวไม่กี่ก้าวก็เดินตามมาทัน

         “ซิดนีย์มีปาก”

         “เออ ขอให้ปากพาไปเรียนให้ทัน” มาเฟียหนุ่มใช้ฝ่ามือตีกลางกระหม่อมน้องสาวตัวแสบอย่างไม่แรงนักก่อนจะเดินจากไปทันที

         นักศึกษาสาวแลบลิ้นตามหลังพี่ชายที่ทิ้งเธอไปจริงๆ ก่อนจะหยิบไอแพดขึ้นมาเปิดตารางเรียนดูห้องเรียนที่มีอักษรภาษาอังกฤษกับหมายเลขปนกันต่างจากห้องเรียนตอนมัธยม

         ‘BB4401’

         ไม่เข้าใจเลยสักนิด

         ร่างบางจึงเดินมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ใต้คณะ ทำทีเข้าไปสั่งเครื่องดื่มพร้อมกับถามหาตึกที่ว่าไปในตัว ไม่ได้สนใจสายตาของนักศึกษาคนอื่นที่เอาแต่งจ้องมองมายังตนเอง

         ชุดนักศึกษากับกระโปรงทรงเอยาวเหนือเข่าทำให้สาวน้อยของบ้านเป็นสาวขึ้นมาทันตา มองผิวเผินซิดนีย์ไม่ได้แตกต่างจากนักศึกษาทั่วไป ทว่านาฬิกาเรือนหลักล้านที่ประดับบนข้อมือซ้าย ซึ่งได้เป็นของขวัญจากบิดาและสร้อยคอทองคำขาวห้อยจี้เพชรที่รุ่นพี่สาวซื้อมาให้จากญี่ปุ่นทำให้คนอื่นๆ รับรู้ถึงฐานะทางสังคมของผู้ใส่ได้เป็นอย่างดี

         “น้ำมะนาวเย็นค่ะ”

         “หนึ่งร้อยยี่สิบบาทค่ะ สแกนจ่ายตรงนั้นได้นะคะ”

         คนตัวเล็กพยักหน้ายิ้มรับทราบ จัดการหยิบโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดที่มารดาซื้อเป็นของขวัญให้มาสแกนชำระเงินทันที

         “เรียบร้อยค่ะ ขอถามทางไปห้องเรียนหน่อยได้ไหมคะ?” มือเรียวหมุนจอไอแพดให้พนักงานดูชื่อห้อง

         ก่อนที่นิ้วของพนักงานจะชี้ไปทางด้านหลังร้านพร้อมรอยยิ้ม

         “ตึกข้างหลังค่ะ ลูกค้านั่งรอเครื่องดื่มสักครู่นะคะ”

         “ขอบคุณค่ะ” คนตัวเล็กเดินไปนั่งรอบนเก้าอี้ จากนั้นจึงเปิดไอแพดมานั่งเล่นเป็นการฆ่าเวลาโดยไม่ทันได้มองบรรยากาศโดยรอบ

         จ้องหน้าจอได้ไม่นานนักก็ต้องเงยหน้าขึ้นมามองโต๊ะฝั่งตรงข้ามตามสัญชาตญาณ เมื่อรู้สึกว่ากำลังถูกอีกฝ่ายจับจ้อง

         โต๊ะด้านหน้าเธอเป็นนักศึกษาหญิงสามคนกำลังมองมาที่ตนเอง สายตาของทั้งสามบ่งบอกว่าไม่เป็นมิตร มิหนำซ้ำยังมีหนึ่งในนั้นเอ่ยปากค่อนขอดเธอขึ้นมาลอยๆ

         “เฮ้อ~ มาเรียนหรือมาเดินเมืองคานส์ รู้เนาะว่าบ้านรวย”

         “อุ๊ย! เธอหมายถึงใครน่ะเอวา”

         “ก็พูดถึงพวกเธอสองคนนั่นแหละ คิก~”

         “บ้าเหรอ ฉันเอาแค่ชาแนลมาใบเดียวนะ ถ้าใส่นาฬิกาโรเล็กซ์กับรองเท้ายิปแซงมาด้วยก็ว่าไปอย่าง”

         คนถูกกระแนะกระแหนก้มมองนาฬิกาโรเล็กซ์ที่บิดาเป็นคนซื้อให้ และรองเท้าส้นสูงสีดำคู่เก่งพร้อมกับกัดฟีนแน่นข่มอารมณ์

         “ว้าย! ตอนฉันอยู่ปีหนึ่ง ฉันใช้กระเป๋าผ้าเองเธอ ไม่รู้ไปเอาเงินที่ไหนมาซื้อ”

         “ขายหรือเปล่า?คิก~”

         คำพูดหยาบคายที่ลอยกระทบหู ทำให้คนที่ไม่เคยปล่อยผ่านเวลาถูกใครนินทาทนต่อไปได้ ประจวบกับออเดอร์ที่สั่งเสร็จพอดี ลูกสาวมาเฟียจึงหยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูงเดินเข้าไปหยิบแก้วน้ำมะนาวแล้วเดินนวยนาดไปยังโต๊ะของทั้งสาม

         คนที่ชื่อเอวาช้อนตามองรุ่นน้องที่ยืนค้ำหัวตาขวาง มุมปากเหยียดยิ้มไม่พูดอะไรก่อนเพื่อไม่ให้คนอื่นว่าได้ว่าดาวคณะอย่างเธอรังแกเด็กปีหนึ่ง

         “มีอะไรหรือเปล่าคะ?” แต่ผู้หญิงที่นั่งข้างเอวากลับอยู่นิ่งไม่ไหว ต้องรีบเอ่ยถามก่อน

คนนี้แหละที่พูดเรื่องนาฬิกากับรองเท้าเมื่อกี้นี้

         “พวกเธอเนี่ย ใช้เวลาหมดไปกับการเกาะกลุ่มกันนินทาคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยสินะ” น้ำเสียงรังเกียจแสดงออกมาอย่างไม่ปกปิด

         ท่าทางของเธอ ทำให้อีกสามคนชักสีหน้ากับท่าทีอวดดีของรุ่นน้อง

         “นี่น้องคะ! พูดจาให้มันดีๆ นะ พวกฉันทำแบบนั้นตอนไหน”

         “ริสาใจเย็นๆ พี่ว่าน้องน่าจะเข้าใจผิดมั้งคะ” เอวาพยายามข่มอารมณ์ตนเองปรามเพื่อน เมื่อเห็นว่าคนอื่นๆ ในร้านเริ่มมองมาที่โต๊ะตนเอง

         “หึ กล้าทำแต่ไม่กล้ารับสินะ คิดว่าพูดลอยๆ ให้เอาผิดไม่ได้แล้วจะรอดเหรอ” สองแขนเรียวกอดอกมองทั้งสาม ส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับนิสัยเห่าหอนใส่คนนั้นคนนี้ไปเรื่อย

         “น้องช่วยให้เกียรติรุ่นพี่ด้วยนะคะ” อีกคนที่เธอไม่รู้จักชื่อเอ่ยขึ้นมา

         “นีน่า”

         อ้อ! คนที่คอยเบ้ปากประกอบคำนินทาชาวบ้านชื่อนีน่า แก๊งสระอาสินะ

         “เป็นรุ่นน้องช่วยรักษามารยาทด้วยนะคะ ยังไม่ถึงวันเปิดสายเลย ระวังตัวหน่อยก็ดี”

         เปิดสาย? คืออะไร?

         ซิดนีย์ไม่เข้าใจในสิ่งที่เอวาพูด แต่เธอกำลังโฟกัสกับสรรพนามที่ถูกคนพวกนี้เรียกตั้งแต่แรกมากกว่า

         “ฉันมีพี่ชายแค่คนเดียว คนอื่นอย่ามานับญาติ”

         ดวงตาสีรัตติกาลปรายตามองอีกฝ่ายหัวจรดเท้า ก่อนจะกระแทกแก้วน้ำในมือลงบนโต๊ะดัง ‘ปึง!’

         “เอาไว้ดื่มนะคะ กลัวว่าจะนินทาคนอื่นจนเจ็บคอ” นักศึกษาสาวเอ่ยออกมาเสียงดัง รอยยิ้มร้ายกาจจุดขึ้นบนมุมปากอวบอิ่ม ไม่ลืมทิ้งท้ายประโยคเด็ดก่อนเดินจากไป “ซิดนีย์กรวดน้ำให้”

•─✦❅✦─•

บทก่อนหน้า
บทถัดไป