บทที่ 3 ตอนที่ 2/1
ห้าปีผ่านไป...
“ช้าง ตื่นได้แล้วลูก เดี๋ยวจะไปโรงเรียนสายเอานะ”
“อื้อออ” เด็กชายวัยสี่ขวบลุกขึ้นมานั่งด้วยท่าทางงัวเงีย มือเล็กจ้อยยกขึ้นมาขยี้ดวงตากลมโตที่กึ่งหลับกึ่งตื่น พลางหาวปากหวอน่าเอ็นดู
“แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่านอนดึก เดี๋ยวถ้าคืนนี้ไม่ฟังอีก แม่จะหักค่าขนมแล้วนะ”
“ช้างจะไม่ทำอีกแล้ว” ใบหน้ากลมของเจ้าเด็กกะพริบตาปริบ ๆ ให้ดูน่าสงสารมากที่สุดใส่ผู้เป็นแม่ ไม่รู้ว่าช้างไปจำท่าทางออดอ้อนแบบนี้ที่ไหนมา
“โอเค ๆ ไม่ต้องมาดื้อตาใสเลย รีบไปอาบน้ำได้แล้วครับ”
“...” ร่างเล็กป้อมพยักหน้างึก ๆ ลุกขึ้นเดินโงนเงนไปหยิบผ้าขนหนูที่อยู่หน้าตู้เสื้อผ้าเข้าห้องน้ำ เด็กอายุสี่ขวบเศษสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้างแล้ว ทำให้ตอนนี้เอิงเอยมีเวลามากกว่าแต่ก่อน
เหมราช เป็นสัตว์ที่อยู่ในป่าหิมพานต์ ตัวเป็นสิงห์ หัวเป็นเหม เช่นเดียวกับคชสีห์ ตัวเป็นสิงห์สีม่วงอ่อน หัวมีงวงและงาแบบช้าง
นี่คือที่มาของชื่อคชสีห์ หรือช้าง ที่เอิงเอยได้ตั้งให้ลูกชาย
นึกย้อนไปเมื่อห้าปีก่อนหลังจากที่รู้ว่าท้อง เอิงเอยจึงตัดสินใจหอบหิ้วตัวเองมาอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี โดยที่ไม่มีคำร่ำลาให้กับคนที่เคยเลี้ยงดูเขาด้วยเงินทองในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เขาเองไม่คิดเหมือนกันว่าการที่ลืมกินยาคุมเพียงแค่วันเดียว จะทำให้มีของฝากชิ้นใหญ่แบบนี้
หมอที่รับฝากครรภ์เคยบอกว่า สภาวะที่เด็กแหกยาคุมนั้นเกิดขึ้นได้ แต่จะส่วนน้อย และช้างก็เป็นหนึ่งในนั้น ในใจครุ่นคิดว่ามันไม่ใช่ความผิดพลาดของเขาเสียทีเดียว เรื่องนี้เอิงเอยควรบอกเสี่ยเหมไปตามตรงไหม แต่พอนึกถึงคำพูดที่เชือดเฉือนน้ำใจกันในวันนั้น ก็ทำให้คุณแม่ลูกหนึ่งอย่างเขาเลือกที่จะพึ่งพาตัวเองดีกว่า
“เสี่ยครับ ถ้าหากว่าเอิงท้อง...” เอิงเอยยังพูดไม่ทันจบ เหมราชก็แทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด
“พูดอะไรของเธอ ยาคุมก็กินไม่ใช่เหรอ อย่าคิดจะปล่อยท้องเพื่อจับฉัน เพราะสิ่งที่ฉันต้องการจากเธอก็แค่ร่างกายเท่านั้น จำไว้เอิงเอย”
คำพูดนี้ยังคงดังกึกก้องอยู่ในหัวมาจนถึงทุกวันนี้
ทัศนียภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่ามัว เพียงเพราะนึกถึงใครบางคนที่ยากจะลบออกจากใจ ระยะเวลาการเป็นเด็กเสี่ยเพียงแค่สามเดือน แต่เขากลับรักอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งผ่านมาได้ห้าปีแล้ว เอิงเอยก็ยังไม่สามารถเปิดใจให้ใครเข้ามาแทนที่พ่อของลูกได้สักที
“ทำไมแม่เอิงตาแดง ๆ ล่ะครับ” ช้างเดินออกมาจากห้องน้ำ ผ้าขนหนูสีขาวพันรอบเอวเอาไว้แบบหมิ่นเหม่ตามประสาเด็กน้อยที่ทำเอง ใบหน้ากลมนั้นมีความคล้ายคลึงเอิงเอยอยู่มาก ทว่านัยน์ตากลับดุดันเหมือนผู้เป็นพ่อไม่มีผิด
“แค่ฝุ่นเข้าตาน่ะ”
“แม่คิดถึงพ่อใช่ไหมครับ”
“เปล่าหรอก รีบแต่งตัวเถอะ เดี๋ยวจะได้มากินข้าวกัน”
“เดี๋ยวช้างแต่งเองได้”
“แน่ใจเหรอ เมื่อวานก็ใส่เสื้อกลับตะเข็บไป โดนเพื่อนล้อไม่รู้ด้วยนะ”
เอิงเอยเข้าใจช้างดีว่าไม่อยากเป็นภาระของตนเองสักเท่าไร เด็กวัยสี่ขวบเท่านั้น แต่ความคิดความอ่านกลับดูโตเกินตัวไปมาก
เด็กวัยกำลังเรียนรู้ เอิงเอยจึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับลูกและสอนทุก ๆ อย่าง ทำให้ช้างมีพัฒนาการที่โตกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
ท้ายที่สุดเอิงเอยก็ให้ช้างได้แต่งตัวเองจนเสร็จ กระดุมเสื้อนักเรียนที่ติดผิดรูนั้นทำให้เอิงเอยอดยิ้มไม่ได้ จึงต้องยื่นมือไปติดกระดุมให้ใหม่
สองแม่ลูกนั่งทานข้าวเสร็จก็พากันเดินลงมาด้านล่าง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ลูกหยี เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเอิงเอย ขับรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าเข้ามารับที่หน้าห้องพัก
“สวัสดีครับน้าลูกหยี” เจ้าตัวเล็กในชุดนักเรียนยกมือไหว้ผู้ใหญ่ รอยยิ้มที่ส่งมานั้นทำให้ลูกหยีอดจะเอ็นดูไม่ได้
“สวัสดีจ้ะ วันนี้แต่งตัวซะหล่อเชียวนะ”
“ช้างอยากหล่อ เผื่อเจอพ่อเดี๋ยวสู้ไม่ได้”
คำพูดไร้เดียงสาทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเอิงเอยจางหายไปถนัดตา ลูกหยีรู้สึกได้ถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของเพื่อน เวลาที่ช้างเอ่ยเรื่องพ่อทีไร เอิงเอยก็จะมีแววตาหม่นเศร้าลงตลอดเวลา จนเธอเริ่มสงสัยแล้วว่า พ่อของช้างนั้นเป็นใครกันแน่
ลูกหยีแว้นมอเตอร์ไซค์ไปส่งช้างที่โรงเรียนของรัฐ ก่อนจะเลยไปส่งเอิงเอยที่คาเฟ่แห่งหนึ่งในตัวอำเภอ
“ฮะ!? ไล่ออกเหรอครับ” เมื่อเอิงเอยเดินเข้ามาภายในร้านที่เงียบเชียบ อยู่ ๆ ก็ได้ยินข่าวร้ายจากเจ้าของร้าน
“ใช่”
“ทำไมล่ะครับ เอิงทำอะไรให้พี่ไม่พอใจหรือเปล่า”
“เปล่า พี่เองก็ไม่ได้อยากไล่เอิงเอยออกสักเท่าไรหรอก แต่เศรษฐกิจตอนนี้ค่อนข้างแย่ คนเข้าร้านเราก็น้อย เอิงเอยก็น่าจะเห็น ขอโทษที่ต้องพูดความจริงว่าร้านเราขาดทุนติดต่อกันมาเกือบปีแล้ว”
เอิงเอยหน้าจ๋อย รู้สึกท้อต่อโชคชะตาขึ้นไปอีก พนักงานเสิร์ฟเงินเดือนเก้าพันบาท หากใช้ให้ประหยัดมันก็พอเดือนชนเดือน แถมตอนนี้ยังถูกไล่ออกทำให้การเงินต้องชะงัก
ส่วนเงินเก็บที่ได้มาจากเหมราชตอนนั้นรวมทั้งหมดเกือบสามแสน แต่เพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างเยอะ ไหนจะค่าทำคลอด ค่านม ค่าที่พัก และจิปาถะต่าง ๆ ทำให้เงินจำนวนนั้นลดทอนลงเรื่อย ๆ กระทั่งตอนนี้เหลือเงินติดบัญชีไว้ไม่เกินสี่หลัก
คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเดินออกจากที่ทำงานเก่าพลันทอดสายตามองไปรอบ ๆ นึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ ที่ต่อจากนี้จะไม่เห็นอีกแล้ว พร้อมกับรับเงินเดือนก้อนสุดท้ายที่หักลบจากการเบิกก่อนหน้าก็เหลือเพียงแค่สองพันบาทเท่านั้น
“ทีนี้จะไปหางานที่ไหนทำล่ะเนี่ย” เขาบ่นอุบ เดินออกมาด้านหน้าอย่างเซ็ง ๆ
“อ้าว! เดินออกมาทำไมเอิงเอย แกไม่เข้าไปทำงานเหรอ” ลูกหยีที่เพิ่งเดินไปซื้อเครื่องดื่มชูกำลังจากร้านตรงข้ามเพิ่งกลับมาที่รถมอเตอร์ไซค์ เห็นเพื่อนเดินหน้าจ๋อยออกมา ทั้งที่เพิ่งเดินเข้าไปในร้านยังไม่ถึงสามนาทีด้วยซ้ำ
“ถูกเลิกจ้างแล้วอะ”
“ทำไมวะ”
“ที่ร้านขาดทุน อีกไม่กี่วันคาเฟ่ที่นี่ก็จะปิดแล้วด้วย”
ลูกหยีถึงกับยิ้มไม่ออก เครื่องดื่มชูกำลังที่อยู่ในมือเริ่มไม่อร่อยอีกต่อไปจึงโยนทิ้งใส่ถังขยะใกล้ ๆ ด้วยความแม่นยำ
“งั้นก็ขึ้นรถกลับห้อง เดี๋ยวไปส่ง”
“แล้วลูกหยีไม่ไปทำงานเหรอ”
“ไม่เอาอะ เหนื่อยจะตาย หางานทำใหม่ง่ายกว่า”
“อย่าอ้างลูกหยี เธออย่าขี้เกียจ”
“ก็ประมาณนั้น ถ้าขยันป่านนี้ฉันรวยไปนานแล้วนะเอิงเอย ขึ้นรถสิ เดี๋ยวพาไปหาอะไรกินแพง ๆ สักยี่สิบบาท”
“เอิงว่าลูกหยีไปทำงานเถอะ”
“ไม่ไป”
“อย่าดื้อได้ไหม”
“อย่าให้ต้องใช้กำลัง ฉันผู้หญิงแต่อาจจะแรงมากกว่าแกด้วยนะ เดี๋ยวต่อยท้องแล้วลากขึ้นรถแม่งเลย”
หญิงสาวห้าวหาญเหมือนชายชาตรี เอิงเอยส่ายหน้าไปมาด้วยความเอ็นดู
ลูกหยีเรียนจบถึงปริญญาตรี แม้จะดูเป็นคนไม่ค่อยเอาถ่านแต่ค่อนข้างฉลาดไหวพริบดี ผลการเรียนที่ออกมานั้นการันตีแล้วว่าลูกหยีเป็นคนเรียนเก่งและมีความรู้มาก ไม่ว่าจะเข้าไปสมัครงานที่ไหนก็มีแต่คนอยากได้กันทั้งนั้น ต่างจากเอิงเอยที่เรียนจบเพียงแค่มัธยมศึกษาตอนปลาย มีความรู้เท่าหางอึ่ง จึงหางานได้ยากกว่า
“ไหนแกเคยบอกว่าพ่อของช้างรวย ทำไมแกไม่ไปขอความช่วยเหลือจากเขาล่ะ” เมื่อขับรถมาจอดที่หน้าตึกห้องเช่าลูกหยีก็เอ่ยขึ้น
“ไม่มีประโยชน์หรอก” ตอบออกไปเสียงเบา ดวงตาคู่กลมเศร้าสร้อยจนลูกหยีอดสงสารไม่ได้
“ทำไมล่ะ”
“เขาไม่ได้ต้องการให้ช้างเกิดมาด้วยซ้ำ เอิงพลาดเองที่ไม่ป้องกันให้ดี เป็นความประมาทของเอิงเองลูกหยี”
“สตินะเอิงเอย ลืมกินวันเดียวเอง หมอก็บอกอยู่ว่าช้างมันเป็นเด็กที่แหกยาคุมมาเกิด ถ้าพ่อของลูกมันป้องกันตั้งแต่แรกจะท้องไหมล่ะ เฮ้อ ขัดใจชะมัดเลย”
วันต่อมา
ตลอดทั้งคืนเอิงเอยนอนไม่ค่อยหลับ มีเรื่องให้ต้องคิดหลายอย่าง แต่ก็ยังลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวพาช้างไปส่งที่โรงเรียนตามปกติโดยรถประจำทาง เพราะไม่อยากรบกวนลูกหยีทุกวัน
“ขอให้ได้งานนะครับ”
“ขอบใจจ้ะ ตั้งใจเรียนนะ เดี๋ยวตอนเย็นแม่มารับ”
“ช้างรักแม่เอิง”
“แม่ก็รักช้าง”
ร่างบางย่อกายลงแล้วกดปลายจมูกไปที่ข้างแก้มกลมของเด็กชายตัวจ้อย ก่อนที่ช้างจะหอมแก้มของผู้เป็นแม่คืนสองฟอดไปเต็ม ๆ ปอด
เธอยิ้มให้ลูกชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่พอช้างหันหลังให้ใบหน้าสวยก็พลันเปลี่ยนเป็นหม่นหมองลง
เอิงเอยไม่ได้มีความรู้มากนัก นักศึกษาปีหนึ่งที่ตั้งท้องจนเรียนไม่จบออกมาใช้ชีวิตเพียงลำพังพร้อมกับลูกในท้อง
เขาเดินทางหางานมาถึงครึ่งวัน ก็ยังไม่มีที่ไหนรับเข้าทำงานเลย
“เฮ้อ ทำไมงานมันหายากขนาดนี้นะ” บ่นพึมพำในขณะที่เดินไปตามทางข้างฟุตบาท สองเท้าเดินเตาะแตะอย่างไร้จุดหมาย ที่ไหนมีป้ายรับสมัครงานก็เข้าไปทิ้งใบสมัครเอาไว้ แต่ดูจากตำแหน่งงานแต่ละอย่างแล้ว เจ้าของบริษัทไม่น่าจะรับเขาเข้าไปทำ
แสงแดดที่ส่องลงมาค่อนข้างร้อน ทำให้เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามกรอบใบหน้าขาวพลันรู้สึกเกือบจะถอดใจ แต่ในขณะที่ก้าวเท้าผ่านหน้าคอนโดหรู สายตาดันเหลือบไปเห็นป้ายรับสมัครงานก็สนใจ
ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน ขอให้ได้เงิน เอิงเอยทำได้ทั้งนั้น
ร่างเล็กในชุดสุภาพเรียบร้อย เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีดำ ก้าวไปที่ป้อมยามอย่างมีความหวังเพื่อสอบถามเรื่องตำแหน่งงานว่าง แต่ดูสีหน้าท่าทางชายรูปร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่เหมือนจะไม่ค่อยสนใจเขาสักเท่าไร
“เป็นยามจะไหวเหรอหนุ่มน้อย ตัวเท่าเมี่ยง”
“ไหวสิครับ”
“เป็นยามก็ไม่ได้สะดวกสบายอย่างที่นายคิดนะ”
“ไม่เป็นไรครับ งานหนักแค่ไหนผมก็ไหว”
ชายวัยกลางคนตรงหน้าเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เอิงเอยแอบเห็นตำแหน่งงานที่บัตรติดตรงหน้าอกถึงได้รู้
หัวหน้ายามดูสีหน้าไม่ค่อยเชื่อถือ กำลังจะไล่เอิงเอยกลับ แต่อยู่ ๆ โทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อน จึงเดินหายออกไปและไม่นานก็เดินกลับมา
“นายเดินถือใบสมัครเข้าไปด้านใน เลี้ยวซ้ายแล้วนั่งรอหน้าห้องนิติบุคคลของคอนโดนะ”
