บทที่ 4 ตอนที่ 2/2

“ได้เลยครับ ขอบคุณนะครับ” คนตัวเล็กละล่ำละลักเอ่ยตอบพร้อมส่งยิ้มไปให้ชายที่อยู่ในชุดเครื่องแบบยาม แล้วเดินเข้าไปด้านในอย่างมีความหวัง

สองเท้าก้าวเข้าไปตามป้ายบอกทางที่เขียนติดไว้บนฝาผนัง แล้วนั่งลงบนเก้าอี้หน้าห้องนิติบุคคล ก่อนจะมีพนักงานสาวเดินออกมา

“เดี๋ยวนั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ วันนี้เจ้าของคอนโดจะมาสัมภาษณ์งานเองค่ะ”

“คะ ครับ”

เอิงเอยแปลกใจพอสมควรเพียงแค่สมัครงานตำแหน่งยาม เจ้าของคอนโดถึงกับต้องมาสอบสัมภาษณ์เองเลยเหรอ แต่ถึงกระนั้นเขาก็นั่งนิ่งแล้วเก็บคำถามเอาไว้ในใจไม่แสดงออกมาทางสีหน้า

นั่งอยู่ไม่นานอยู่ ๆ ก็มีเสียงเรียกเข้าดังขึ้น มือเล็กล้วงเข้าไปหยิบโทรศัพท์รุ่นเก่าออกมาจากกระเป๋าสะพาย เห็นหน้าจอลาย ๆ ปรากฏชื่อเป็นใครก็คลี่ยิ้มออกมา

“ฮัลโหล”

[พี่เอิง] ปลายสายเอ่ยพูดออกมา

“อะ...เอื้อง” พอได้ยินเสียงน้องชาย น้ำเสียงก็พลันติดขัดด้วยความดีใจ

เอื้องผึ้งยิ้ม เพราะนานแล้วที่ไม่ได้คุยกับพี่ชายตนเองแบบนี้ คงเป็นคนเดียวในสี่คนที่เขาสามารถติดต่อคุยได้

เอิงเอยมีพี่น้องต่างพ่อสองคน ม่านฟ้าเป็นพี่ชายคนโตก็หายไปพร้อมกับพ่อตั้งแต่เด็ก ขวัญเมืองพี่ชายคนที่สองเองก็ถูกแม่พิไลนำไปขายให้พวกยากูซ่าใจทรามจนติดมาเป็นปมในใจของเขาจวบจนทุกวันนี้ ส่วนเอื้องผึ้งน้องคนเล็กที่เป็นพ่อเดียวกันกับเขาก็มีติดต่อกันอยู่บ้าง แต่ด้วยสภาพที่ดูไม่จืดตอนนี้ เอิงเอยคงไม่มีหน้าไปเจอน้องชายได้เลย

[สบายดีไหมครับ]

“สบายดีสิ” ยามเปล่งคำพูดนั้นออกมาดูไม่เต็มเสียงนัก คล้ายกับว่าคนที่อยู่ปลายสายจะรู้ทันพี่ชายดีว่าคงมีเรื่องทุกข์

[มีอะไรให้เอื้องช่วยหรือเปล่า] คนเป็นน้องเอ่ยถาม

“ไม่มีหรอก เราล่ะ สบายดีไหม” สองพี่น้องต่างเปิดอกคุยกันในหลาย ๆ เรื่องไปเรื่อยเปื่อย ทว่าเอิงเอยกลับได้ยินเสียงกุกกักจากปลายสาย

[คุยกับใครวะ] เอื้องผึ้งสะดุ้งแล้วรีบกุมโทรศัพท์ไว้ที่อก เอิงเอยเองก็ได้ยินก็พลันขมวดคิ้วแน่น เสียงที่แทรกออกมานั้นดูไม่มีมารยาทเอาเสียเลย

[พี่ชาย]

[พี่ชายหรือชู้...]

[ก็บอกว่าพี่ชายไง]

[กูได้ยินนะว่าเสียงผู้ชาย จะตบตากูเหรอฮะ!]

[แล้วพี่ชายจะมีเสียงผู้หญิงหรือไงไอ้บ้า!] เสียงเอื้องผึ้งตะคอกกลับไปบ้าง เอิงเอยที่ได้ยินก็ต้องเอาโทรศัพท์ออกห่างจากหูทันที เพราะผู้ชายคนนั้นกำลังด่าทอเขาเป็นชุด หากให้มองด้านความสัมพันธ์อีกฝ่ายคงหึงจนเลือดขึ้นหน้าอยู่แน่นอน น้องเขาเองก็ใช่ย่อยเสียงดังกลับไปไม่แพ้กัน

[บอกชู้ แล้วมึงเป็นอะไรกับกูฮะ!]

[เป็นผัวไง เอามึงจนตูดแหกคิดว่ากูเป็นอะไรวะ!] เอื้องผึ้งหน้าแดงซ่าน เพราะประโยคนี้มีเอิงเอยฟังอยู่ด้วย

[เตชินท์!] โทรศัพท์ถูกแย่งออกไปจากมือของเอื้องผึ้ง แถมเตชินท์ยังหลบไม่ให้เอื้องผึ้งคว้าคืนไปได้อีก ด้วยส่วนสูงที่เยอะกว่ามากบวกกับขนาดร่างกายทำให้เตชินท์กอดรัดและล็อกร่างของเอื้องผึ้งเอาไว้ได้ในแขนข้างเดียว

[ฟังไว้เลยนะไอ้หน้าลาบปลาดุก เอื้องผึ้งมันเมียกู ต่อให้มันเคยเป็นเมียมึงกูก็ไม่สนเพราะกูจะแย่ง]

“ดะ เดี๋ยว คุณกำลังเข้าใจผิ...” เอิงเอยยังไม่มีจังหวะได้พูด อีกฝ่ายก็สวนกลับมาแบบไม่สนสี่สนแปด

[ตอนนี้มึงไม่มีสิทธิ์นั้นแล้ว ถ้ายังกล้าลองดีโทรมาหาเมียกู กูจะส่งคนไปกระทืบให้ตายคาตีนเลยไอ้นรก]

เอิงเอยอ้าปากค้างฟังสิ่งที่ผู้ชายคนนั้นพูดก็แทบไม่อยากเชื่อหูตนเองว่าข้างกายน้องตนจะมีผู้ชายปากเสียสุด ๆ แบบนี้อยู่ด้วย

[ส่วนลูกมึงกูก็จะยึด ไม่ให้หรอกเว้ย] พูดจบก็ตัดสายทิ้งทันที เอิงเอยนั่งกะพริบตาปริบ ๆ มองสายโทรศัพท์ที่ตัดไป แถมยังคงอึ้งอยู่อย่างนั้นราวห้านาทีเห็นจะได้

“อะไรกันเนี่ย เอิงไม่ใช่ชู้สักหน่อย” เขานั่งบ่นอุบ ใบหน้าสวยขมวดคิ้วแน่นรู้สึกไม่ชอบใจผู้ชายปากปีจอที่ชื่อเตชินท์อะไรนั่นเลย

ลูกเขาก็มีแค่ช้างคนเดียว จะไปอยู่ที่นู่นได้อย่างไร ประสาทคนมากจริง ๆ

อยู่ ๆ ก็รู้สึกเป็นห่วงเอื้องผึ้งขึ้นมาทันทีที่อยู่ร่วมกับคนมีอาการป่วยทางจิตแบบนั้น ไม่รู้ว่าป่านนี้ได้พาเตชินท์ไปรับการรักษายัง หรืออาจเป็นเพราะว่าลืมกินยาระงับประสาทหรือเปล่าถึงได้โวยวายออกมาแบบนั้น ปล่อยไว้นานคงจะไม่ดีแน่ อาการน่าจะหนักมากกว่านี้ เฮ้อ!

พรึ่บ!

ในขณะที่ร่างเล็กนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ใบสมัครงานที่อยู่ในมือก็ถูกกระชากออกไป มือหยาบกร้านมีรอยสักรูปงู นิ้วชี้และนิ้วกลางประดับด้วยแหวนทองสองวง ส่วนนาฬิกาที่โผล่ออกมาจากชายเสื้อให้ประเมินราคาไม่น่าจะต่ำกว่าแปดหลัก บ่งบอกฐานะของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี กำลังถือแฟ้มเอกสารเดินเข้าไปในห้อง ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวเพียงแค่ปรายตามองเท่านั้น

ใบหน้าสวยเงยขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของชายร่างสูงสง่าที่กำลังเดินเข้าไปในห้องนิติบุคคล มองดูแค่แผ่นหลังก็ยังรู้สึกน่ากลัว แต่ในขณะเดียวกันกลับคุ้น ๆ เหมือนเคยเจอชายรูปร่างแบบนี้ที่ไหนมาก่อน

“ตามฉันเข้ามาสิ” น้ำเสียงทุ้มเพียงแค่เปล่งออกมาก็ทำเอาคนที่เพิ่งมาสมัครงานขนลุกเกรียว

“สะ เสี่ยเหม!” เอิงเอยเอ่ยเสียงหลงเมื่อเปิดประตูห้องนิติเข้ามา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ยามเห็นบุคคลที่เคยมีความสัมพันธ์ทางกายจนได้เจ้าช้างมาเป็นของฝากเมื่อห้าปีก่อน

“อืม ฉันเอง” ตอบออกมาเพียงสั้น ๆ สายตาคมกริบไล่อ่านเนื้อความในกระดาษ เมื่อสักครู่ที่รถยนต์เหมราชเลี้ยวเข้ามาในบริษัทมองแค่ปราดเดียวเขาก็จำได้ว่าคนตัวเล็กที่ยืนเกาะป้อมยามเคยเป็นเด็กที่เขาเลี้ยงเอาไว้เมื่อห้าปีก่อน และหายไปจากชีวิตเขาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

“สะ เสี่ยมาทำอะไรที่นี่เหรอครับ” คนที่มาสมัครงานหน้าถอดสี แถมกลืนน้ำลายหนืด ๆ ลงคออย่างยากลำบาก

“ฉันต้องถามเธอมากกว่าไหมเอิงเอย ว่ามาทำอะไรที่คอนโดฉัน”

“เอิงมาสมัครงานครับ”

“ตำแหน่งงานที่นี่เต็มหมดแล้ว เหลือแค่ตำแหน่งยามที่เงินเดือนไม่ได้มากเท่าไร คนที่เห็นแก่เงินแบบเธอจะทำได้เหรอ”

คำพูดที่เชือดเฉือนน้ำใจกัน ทำให้ร่างเล็กที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กำมือแน่นด้วยความหงุดหงิดราวคนน้อยใจ

แม้เวลาจะผ่านไปห้าปีแล้ว เหมราชก็ยังคงดูดีทุกกระเบียดนิ้ว กาลเวลาไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาลดน้อยลงไปเลย และที่สำคัญเหมราชยังคงไม่เคยที่จะถนอมน้ำใจเขาเช่นเดิม

เจ้าของธุรกิจที่ร่ำรวยเป็นระดับต้น ๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกาสิโน บริษัทรับเหมาก่อสร้าง ห้างสรรพสินค้า คอนโด และผับบาร์ต่าง ๆ ทั่วประเทศเป็นของเขาเกือบทั้งหมด

ร่ำรวยขนาดนี้คงมีอีหนูเลี้ยงไว้เยอะ เอิงเอยก็ไม่คิดว่าเหมราชจะจดจำเขาได้เหมือนกัน

“ในใบสมัครงานเธอเขียนเอาไว้ว่ามีลูกแล้ว หายจากฉันไปตั้งห้าปี กลับมามีลูกแล้วเหรอ” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาติดดุ แต่ถ้าหากฟังดี ๆ จะมีความไม่พอใจอยู่ในน้ำเสียงนั้น

“ครับ”

“ไหนผัวของเธอล่ะ ปล่อยให้เมียลำบากมาเดินหางานทำอยู่ได้ ไม่สนใจลูกเมียเลยหรือไง หรือว่าเธอมั่วจนไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อของเด็ก”

“ก็คงจะเป็นแบบนั้นแหละครับ”

“งั้นเหรอ เอาแบบนี้ไหม ไหน ๆ เธอก็ไม่มีผัวแล้ว” เหมราชโยนใบสมัครงานลงบนโต๊ะ แผ่นหลังกว้างทิ้งน้ำหนักไปที่พนักเก้าอี้ มือสองข้างยกขึ้นมาประสานกัน แล้วพูดต่อ

“เธอทำให้ฉันพอใจสิเอิงเอย แล้วฉันจะหางานทำให้”

“เสี่ยหมายถึงอะไรเหรอครับ”

“อย่างเธอมีประโยชน์อะไร นอกจากร่างกายที่ทำให้ฉันพอใจ”

“งั้นก็เก็บเงินของเสี่ยไว้เถอะครับ เพราะเอิงไม่ได้ต้องการ”

ร่างเล็กลุกขึ้นพรวด ใบหน้าบึ้งตึงแสดงความไม่พอใจ หากเป็นเมื่อห้าปีก่อนเอิงเอยคงไม่กล้าที่จะแสดงอาการเช่นนี้ออกมาอย่างแน่นอน

ประสบการณ์ความยากลำบากมันขัดเกลาให้หนุ่มน้อยขี้กลัวมีความกล้ามากขึ้น และการที่มีเจ้าช้างมันก็ทำให้คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวต้องเข้มแข็งด้วยเช่นกัน

ผู้สมัครงานร่างเล็กเดินออกไปแล้ว คนที่ยังนั่งอยู่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา เพราะใบหน้าที่เรียบตึงตลอดเวลามันทำให้คาดเดาอารมณ์ได้ยากเหลือเกิน

ก่อนที่ลูกน้องคนสนิทจะเดินเข้ามาภายในห้อง

“ให้ผมไปลากตัวมาเลยไหมครับเสี่ย” ภูผาเอ่ยถามเพราะเห็นเจ้านายเอาแต่นั่งนิ่งและยังไม่ออกคำสั่งใด ๆ ออกมา

“ไม่ต้อง คนหน้าเงินแบบเอิงเอยหยิ่งจองหองได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ต้องซมซานกลับมาขอเงินฉัน”

“...”

“เออ มึงให้คนไปสืบประวัติของเอิงเอยมาให้กูหน่อย เอาแบบละเอียดเลยนะ”

“ได้ครับเสี่ย พรุ่งนี้เช้าแปดโมงผมจะรายงานข้อมูลทุกอย่างเลยครับ”

“อืม ดี”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป