บทที่ 5 ตอนที่ 3

ในรอบห้าปีที่เอิงเอยพบหน้าเหมราช หัวใจมันก็แทบจะกระดอนออกมา ส่วนอีกใจก็สั่นไหวที่อยู่ ๆ ก็ได้เจอ

สิ่งแรกที่นึกถึงคือความปลอดภัยของช้าง เอิงเอยไม่รู้ หากเหมราชทราบความจริงเรื่องลูกแล้วจะทำอย่างไร และที่รู้แน่ชัดก็คือ เหมราชไม่ได้ต้องการให้ช้างเกิดมาตั้งแต่แรก

คนอย่างเหมราชค่อนข้างมีอิทธิพลมาก แถมยังเป็นน้องชายของหัวหน้าแก๊งเมฆาที่เป็นมาเฟีย เลื่องชื่อว่าโหดร้ายป่าเถื่อนที่ใคร ๆ ต่างต้องยำเกรง แต่การที่แยกตัวออกมาทำธุรกิจเสียเอง อันนี้คนนอกส่วนใหญ่ก็ได้แต่เดาไปต่าง ๆ นานา โดยที่ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง

สองเท้ารีบก้าวออกจากคอนโดหรูด้วยความรีบเร่งมาที่ป้ายรถเมล์

เวลาบ่ายแก่ อีกไม่นานช้างก็เลิกเรียนแล้ว คนที่หางานทำมาทั้งวันจึงต้องนั่งรถประจำทางมารับลูกที่โรงเรียน เห็นช้างนั่งเล่นชิงช้าอยู่กับครูผู้ชายคนหนึ่งที่รู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี

“ขอโทษด้วยนะครับ เอิงมาช้า ทำให้ครูเป้งรอนานเลย”

ร่างเล็กเดินหอบแฟ้มสมัครงานเข้ามาในสนามเด็กเล่น ช้างที่กำลังนั่งกินไอศกรีมก็ยิ้มจนตาปิด แล้ววิ่งไปหยิบกระเป๋านักเรียนมายืนจับมือมารดาเตรียมตัวกลับบ้าน

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเต็มใจ” ครูเป้งตอบพลางเดินเข้ามา ยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย

“งั้นเอิงขอตัวกลับก่อนนะครับ”

“ให้ผมไปส่งดีไหม” ชายในเครื่องแบบสีกากีรีบออกตัว

“ไม่เป็นไรหรอกครับ นั่งรถต่อเดียวก็ถึง เกรงใจครูเป้งเปล่า ๆ”

“อย่าเกรงใจเลยครับ คุณเอิงเอยก็รู้ว่าผมเต็มใจ” ทั้งสีหน้าและแววตาแสดงออกชัดเจนว่าคิดอย่างไรกับเอิงเอย ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ช้างเข้ามาเรียนที่นี่ ครูเป้งตามจีบจนออกนอกหน้า ทว่าเอิงเอยก็ไม่ยอมเปิดโอกาสให้สักที

“ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ผมขอตัวลาเลยแล้วกัน”

“กลับก่อนนะครับครูเป้ง ขอบคุณที่ซื้อไอติมเลี้ยงช้าง” เด็กน้อยพูดจบก็เดินตามผู้เป็นแม่ออกไป

ครูเป้งยิ้มแห้ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เอิงเอยปฏิเสธแบบไร้เยื่อใย แม้เอิงเอยจะเคยมีลูกมาแล้วก็ไม่ได้นึกรังเกียจสักหน่อย

วันต่อมา...

ร่างสูงสง่าที่อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำผ้าซาตินสีกรมกำลังนั่งอยู่บนโซฟากลางห้องโถงที่คอนโดหรูชั้นบนสุด ข้างกันเป็นหญิงสาวใส่ชุดนอนตัวบางเซ็กซี่กำลังนั่งบีบแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่น ๆ อย่างเอาอกเอาใจ

“อืมม... บีบแรง ๆ กว่านี้อีกหน่อยสิ” เสียงหนาทุ้มคำรามออกมาจากลำคออย่างพอใจ

“ได้สิคะ แต่ถ้าเสี่ยอยากให้นวดตรงอื่นอีกก็บอกฉันได้เลย”

แม้จะผ่านค่ำคืนอันแสนเร่าร้อนมาแล้ว แต่เธอก็ติดใจความช่ำชองเรื่องอย่างว่าของเสี่ยเหมอยู่ดี

“วันนี้ฉันมีธุระ”

หญิงสาวมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย มือเล็กเปลี่ยนมานวดที่ลาดไหล่ จงใจพยายามใช้ฝ่ามือลูบไล้ที่แผงอกกำยำตรงรอยสักรูปนกอินทรีอย่างยั่วยวน

แต่ดูเหมือนคนเป็นเสี่ยกำลังเคลิบเคลิ้ม อยู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น

“เข้ามา” น้ำเสียงก้องกังวานตะโกนออกไป ไม่นานก็ปรากฏชายร่างสูงใหญ่ที่เป็นบอดี้การ์ดมือขวา และเป็นคนที่เหมราชไว้วางใจมากที่สุด ในมือของภูผานั้นมีกระดาษเอสี่สองสามแผ่นถือมาด้วย ก่อนจะเดินมายื่นให้ผู้เป็นนาย

“ประวัติของคุณเอิงเอยทั้งหมดครับ ตั้งแต่ก่อนที่จะมาเจอเสี่ย และหลังจากที่หายจากเสี่ยไปถึงห้าปี”

มือหยาบกร้านที่มีรอยสักรูปงูโผล่พ้นจากแขนชุดคลุมสีกรมหยิบแผ่นกระดาษนั้นมา

เหมราชไล่สายตาอ่านเนื้อความบนกระดาษทุกแผ่น ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งได้เข้ามาเป็นเด็กเสี่ย รวมทั้งช่วงเวลาที่หายไปจากเขาร่วมห้าปี

ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับชื่อลูกชายของเอิงเอย

ชื่อเล่น ช้าง ชื่อจริง เด็กชายคชสีห์ ลักษณาวรรณ ส่วนชื่อพ่อคือเว้นว่างเอาไว้

“เด็กที่ชื่อช้างเป็นลูกของคุณเอิงเอยจริง ๆ ครับ ไม่ใช่ลูกบุญธรรมหรือเด็กเก็บมาเลี้ยงอย่างที่เสี่ยเข้าใจ”

“แล้วพ่อของเด็กที่ชื่อช้างล่ะ มันเป็นใคร”

“ข้อมูลตามทะเบียนราษฎร์ไม่มีครับเสี่ย ส่วนนามสกุลที่ใช้อยู่ก็เป็นของคุณพิไล ซึ่งใช้นามสกุลเดียวกับคุณเอิงเอยครับ”

“อืม... คงขายตัวไปทั่วจนมั่วไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อของลูกสินะ น่าสมเพชจริง ๆ” นัยน์ตาสีทมิฬขยายเข้มขึ้น พลันนึกถึงใครบางคนที่ริอ่านเดินหายจากชีวิตเขาไปโดยที่ยังไม่สั่ง

เด็กทุกคนที่ถูกเหมราชเลี้ยงเอาไว้ ไม่เคยมีคนไหนเลยที่เลือกจากไป โดยที่เขาจะไม่เบื่อแบบนี้

เอิงเอย เธอกล้าดีอย่างไร

“แล้วสถานะการเงินล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง”

“ค่อนข้างแย่ครับ เห็นว่าเพิ่งจะออกจากงานเก่าด้วย”

“มีหนี้ที่ไหนไหม”

“คุณเอิงเอยเองไม่มีหนี้สินที่ไหนหรอกครับ เห็นจะมีก็แต่...” ภูผาลากเสียงยาว เพราะไม่แน่ใจว่าจะต้องรายงานส่วนที่เจ้านายไม่ได้ถามดีไหม

“แต่อะไร”

“แต่คุณพิไลเป็นหนี้กับเจ้าของบ่อนแห่งหนึ่งครับ ประมาณห้าล้านเห็นจะได้ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า จำนวนเงินไม่น้อยเลย ทำไมเสี่ยเจ้าของบ่อนถึงให้คุณพิไลกู้” ใบหน้าบอดี้การ์ดวัยสามสิบขมวดคิ้วแน่น

ตามปกติแล้วคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดออกไปทางชนบทแบบพิไล แถมไม่มีอะไรมาเป็นหลักค้ำประกันเสียด้วยซ้ำ แต่ยังกล้าที่จะให้กู้เงินจำนวนมากมายถึงเพียงนี้

“ลูกคนที่สองก็ถูกขายให้พวกยากูซ่าไปหลายบาทไม่ใช่เหรอ ก็ไม่แน่ว่าอาจจะขายลูกคนต่อไปกิน”

“จริงด้วยครับเสี่ย เห็นว่าเจ้าของบ่อนนั้นมันซาดิสม์ด้วยนะครับ ผมเกรงว่า...”

ปึก!

เสียงแผ่นกระดาษถูกเขวี้ยงใส่โต๊ะทรงเตี้ยด้านข้าง ตอนนี้ไม่ได้สนใจสาวร่างบางด้านข้างสักนิด ภูผาที่ยังพูดไม่จบก็หุบปากเงียบเพียงเพราะเดาใจคนเป็นเจ้านายออกว่ากำลังจะทำอะไรต่อไป

“เอารถออก เดี๋ยวกูจะไปเที่ยวที่บ่อนของไอ้แก่นั่นสักหน่อย”

“ได้ครับเสี่ย”

ผ่านมาหลายวันแล้ว เอิงเอยก็ยังคงเดินหางานอยู่ และยังไม่มีวี่แววว่าจะมีที่ไหนรับเลย

แป๊บ ๆ ก็หมดอีกวัน เขากลับมารับช้างที่โรงเรียน ก็เจอกับครูเป้งที่ยังคอยนั่งเล่นกับช้างเพื่อรอเขามารับ

สำหรับครูเป้งเป็นผู้ชายที่รูปร่างหน้าตาดี แต่อย่างที่บอกว่าอีกฝ่ายดีเกินไปจนเอิงเอยไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปทำให้อีกฝ่ายมัวหมอง

แม่หม้ายอย่างเขาไม่ได้คู่ควรกับคนแสนดีแบบนั้นเลยสักนิด

เอิงเอยพาช้างมานั่งที่ร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยในช่วงค่ำ คุณลุงที่เป็นเจ้าของร้านเห็นเจ้าช้างมาตั้งแต่เด็กก็เอ็นดูเหมือนลูกเหมือนหลาน

นั่งรอไม่นานลุงคนขายก็เอาก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่เข้ามาเสิร์ฟ

“โห! ทำไมของช้างได้เยอะเลยล่ะครับ” ช้างหมายถึงลูกชิ้นที่อยู่ในชาม

ดวงตากลมลุกวาว พลางทำท่าหักนิ้วเพื่อนับลูกชิ้นที่อยู่ในชามตามที่แม่เคยสอน ริมฝีปากเล็ก ๆ นับหนึ่ง สอง สาม และสี่อย่างตั้งใจ

แม้ว่าช้างจะอยู่ชั้นอนุบาลหนึ่ง แต่เป็นเด็กหัวไว ค่อนข้างจดจำอะไรหลาย ๆ อย่างได้

“ของแม่สี่ ของช้างห้า ถูกไหมครับ” ใบหน้ากลมเงยหน้าส่งยิ้มให้ผู้เป็นแม่ตาแทบปิด ลุงเจ้าของร้านที่กลับไปล้างจานได้ยินก็ปรบมือเสียงดัง

“เก่งมากไอ้หนู เข้าโรงเรียนได้ไม่นานก็นับเลขเก่งแล้ว”

“แม่ครับ แม่สอนช้าง” ตอบออกไปเสียงแจ๋ว

ต้องยอมรับว่าโรงเรียนของรัฐบาลเนื้อหาไม่ได้แน่นเท่าที่ควร และการที่ช้างมีพัฒนาการได้ไวกว่าคนอื่น ก็เพราะมีเอิงเอยคอยบอกคอยสอน

“แบบนี้แม่เอ็งค่อยมีกำลังใจทำงานหน่อย เอ็งนี่ทั้งเก่งทั้งหล่อตั้งแต่เด็ก โตขึ้นไปต้องได้ดีแน่นอน”

“ลุงก็ยังหล่อ แต่ช้างหล่อกว่า คิก คิก”

ชายแก่พุงพลุ้ยวัยหกสิบกว่าหัวเราะจนเห็นฟันหลอ เด็กคนนี้ช่างประจบประแจงเสียจริง

“เลิกโม้แล้วกินก๋วยเตี๋ยวได้แล้วลูก เดี๋ยวเข้าบ้านดึกนะ”

“ครับ”

เอิงเอยหยิบตะเกียบคีบลูกชิ้นในชามตัวเองไปให้ลูกทั้งหมด ดวงตากลมใสช้อนมองมารดาด้วยความใสซื่อ

“แม่ไม่กินเหรอ”

“แม่ไม่ค่อยหิว”

เอิงเอยก็ยังเลือกที่จะโกหกออกไป แม้ว่าทั้งวันยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยก็ตาม แบบนี้จะไม่ให้หิวได้อย่างไร

คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวควักธนบัตรสีม่วงออกมาจากกระเป๋าสตางค์ใบสุดท้ายให้ลุงแล้วรับเงินทอนมาจำนวนหนึ่งก็ยัดเก็บไว้ดังเดิมด้วยความหดหู่ใจ

งานก็ยังไม่ได้ ส่วนเงินก็แทบจะหมดอยู่แล้ว

จากปากซอยเข้ามาที่พักค่อนข้างเปลี่ยว ท้องฟ้าตอนนี้ค่อนข้างมืด มีเพียงแสงจันทร์เท่านั้นที่สาดส่องลงมารำไร

ร่างเล็กป้อมที่ขี่หลังผู้เป็นแม่เกาะเอาไว้แน่นเพราะกลัวตก

“แม่ครับ”

“ว่าไง”

“เมื่อไรพ่อจะกลับมาหาเราเหรอ” เป็นคำถามที่เอิงเอยยังหาคำตอบให้ลูกไม่ได้เลย พลันนึกไปถึงพ่อของลูกที่บังเอิญเจอเมื่อหลายวันก่อน อยู่ ๆ หัวใจก็ถูกบีบรัดขึ้นมาทันที

“พ่อไปทำงานนะช้าง”

“แล้วทำไมพ่อไม่ติดต่อกลับมาเลยล่ะครับ”

คำถามนั้นทำเอาร่างเล็กที่กำลังเดินหยุดชะงัก ดวงจันทร์ที่ส่องสว่างในความมืดทำให้เห็นแววตาของเขาหม่นเศร้าลง

“...”

“พ่อมีครอบครัวใหม่แล้วใช่ไหมครับ”

“ไปเอามาจากไหน”

“เพื่อนที่โรงเรียนชอบล้อช้าง ว่าเป็นหมาหัวเน่าถูกพ่อทิ้งไปมีครอบครัวใหม่”

“อย่าไปฟังเลยช้าง มันไร้สาระ”

“ถ้างั้นทำไมแม่ต้องแอบร้องไห้บ่อย ๆ ด้วยล่ะครับ แม่คิดถึงพ่อใช่ไหม”

“แม่ก็แค่...” ความรู้สึกจุกอกมันตีรื้นขึ้นมาทำให้กระบอกตาร้อนผ่าว ที่ไม่สามารถให้ครอบครัวที่สมบูรณ์กับลูกได้

“ช้างรักแม่ ถ้าพ่อไม่รักช้างก็ไม่เป็นไร แต่แม่ต้องรักช้างนะครับ”

รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าสวยไปไม่ถึงดวงตา เอิงเอยพยักหน้าให้ลูกชายที่เกาะอยู่บนหลัง สองเท้าก้าวเดินตามทางด้วยความรีบเร่ง แต่ในขณะนั้นเองก็มีรถบิ๊กไบค์ขับเข้ามาทางพวกเขาอย่างรวดเร็ว แล้วจอดดักหน้าเอาไว้

ชายรูปร่างสูงใหญ่สองคนวิ่งเข้ามา สัญชาตญาณความเป็นแม่ก็รีบวางลูกลงแล้วกันเอาไว้ด้านหลัง กำลังจะเดินเบี่ยงหลบไปอีกทาง ทว่าพวกมันกลับเอาตัวมาขวางเอาไว้

“จะรีบไปไหนล่ะน้อง” คนร่างท้วมเอ่ยขึ้น แม้เห็นไม่ชัด แต่ใบหน้าของมันดูโหดเหี้ยมน่ากลัว

“พะ พวกคุณเป็นใคร หลบไปนะ” ถามออกไปเสียงสั่นเครือ เอิงเอยพยายามระงับความกลัวไม่ให้แสดงออกมา ส่วนมือก็กระชับแขนของช้างที่ยืนอยู่ด้านหลังเอาไว้แน่น

เขาไม่รู้ว่าพวกนี้คือใคร เพราะอยู่กันสองคนแม่ลูกก็ไม่ได้ไปมีเรื่องกับใครสักหน่อย นอกเสียจาก...

เดี๋ยวนะ คนพวกนี้เป็นคนของเหมราชอย่างนั้นเหรอ?

สิ่งที่คิดออกในหัวตอนนี้คงไม่พ้นว่าเหมราชนั้นต้องรู้เรื่องช้างแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะส่งคนมาฆ่าก็ได้

“อย่าทำอะไรช้างนะ หลบไปเดี๋ยวนี้”

พวกมันสองคนขมวดคิ้วแน่น หันไปมองหน้าด้วยความแปลกใจ

“ให้พี่หลบก็ใช้หนี้มาก่อนสิ”

“หนะ หนี้อะไร ผมไม่เคยไปกู้เงินใครสักหน่อย” แม้จะคลายความสงสัยเรื่องเหมราช แต่ก็ไม่ได้ทำให้หายกังวลใจเลย

“น้องไม่ได้ติดหนี้หรอก แต่แม่ของน้องน่ะสิ ติดหนี้เจ้านายพี่ห้าล้าน” มันพูดด้วยน้ำเสียงยียวน

“พวกคุณก็ไปเก็บกับแม่ผมสิ”

“ก็ไปมาแล้วไง นังนั่นถึงได้บอกให้มาเก็บกับน้อง”

“ผมไม่มี”

“ถ้าอย่างนั้นมึงก็ต้องเอาอย่างอื่นมาแลกสิ” ปลายลิ้นชายอ้วนท้วมดันเข้ากระพุ้งแก้ม มองเรือนร่างคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทว่ามันเป็นแววตาที่หื่นกระหายจนน่ากลัว

“อะ อะไร” ถามออกไปน้ำเสียงตะกุกตะกัก

“แม้จะมีลูกแล้วแต่ก็ยังสวย มานอนครางให้พวกพี่สองคนดีกว่าไหมจ๊ะน้อง” พวกมันสองคนระเบิดหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

โป๊ก! โป๊ก!

“โอ๊ยยยยย”

ก้อนหินไม่เล็กถูกปาใส่หัวพวกมันสองคนด้วยความแม่นยำ แม้จะมืดแต่ก็พอเห็นเลือดที่ไหลออกมาอาบแก้ม เอิงเอยอ้าปากค้างเมื่อเห็นว่าเป็นฝีมือของช้าง ดวงตาของช้างคู่นั้นดุดันเหมือนเหมราชไม่มีผิด

“แม่เอิง วิ่ง!” เป็นเสียงของช้างที่เอ่ยเตือนสติ สองแม่ลูกวิ่งกลับไปที่หน้าปากซอย ชายฉกรรจ์สองคนบาดเจ็บที่ศีรษะก็วิ่งตามไปติด ๆ

ทั้งรูปร่างและสรีระทำให้พวกมันวิ่งถึงตัวเอิงเอยได้ไว มือหยาบกร้านคว้าแขนของเอิงเอยได้ก็กระชากแล้วออกแรงตบไปหนึ่งที

เพียะ!

“แม่!” ช้างตะโกนเสียงหลงเมื่อหันมาเห็นมารดาถูกตบจนเลือดกบปาก เอิงเอยส่งสายตาให้ช้างวิ่งหนีไป แต่ในกายมันมีเลือดนักสู้ของผู้เป็นพ่ออยู่มากก็เลือกที่จะวิ่งกลับมาหยิบก้อนหินปารัวใส่พวกชายฉกรรจ์

แต่ท้ายที่สุดช้างก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อพวกมันทั้งสองคนควักปืนพกขนาดเล็กแถมยังใส่ลำกระบอกเก็บเสียงขึ้นมา

“เฮ้ย! มึงไปจับตัวไอ้เด็กเปรตนั่นมาดิ๊” ชายฉกรรจ์คนอ้วนเอ่ยสั่ง

“อย่าทำอะไรลูกผมนะ” ร่างบางอ้อนวอน พยายามพุ่งเข้าไปยื้อแย่งตัวช้างเอาไว้อย่างไม่กลัวตาย สัญชาตญาณความเป็นแม่รักลูกยิ่งเหนือกว่าสิ่งอื่นใด แต่ก็ถูกพวกมันผลักล้มลงกองบนพื้น

“ไม่ให้ทำลูก งั้นทำแม่ก็แล้วกัน”

พลั่ก!

“อึก!”

หมัดหนัก ๆ ต่อยเข้าไปที่หน้าท้อง ร่างเล็กตัวงอเป็นกุ้งทั้งเจ็บทั้งจุก แต่ถึงกระนั้นก็กัดฟันพูดออกมา “ปะ ปล่อยลูกผมไป ได้โปรด ผมยอมทุกอย่าง”

กลิ่นคาวคละคลุ้งอยู่ในปาก ช้างที่ถูกล็อกคอเอาไว้อาศัยจังหวะทีเผลอกัดแขนมันเต็มแรงจนเป็นรอยฟัน ก่อนจะวิ่งมาขวางหน้าไอ้อ้วนที่กำลังทำร้ายแม่อย่างไม่เกรงกลัว

“อย่าทำแม่นะ” ดวงตาเด็ดเดี่ยวจนเอิงเอยหวั่นใจ ร่างบางไร้เรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นมานั่ง มือข้างหนึ่งกอบกุมท้องตนเอง อีกข้างก็รวบเอวลูกที่ยืนจังก้าเอาไว้เช่นกัน

“ตัวกระเปี๊ยกเดียว แม่งแสบซะด้วย ตัวแค่นี้มึงจะทำอะไรกูได้ ยิงทีเดียวก็ตายคาที่แล้ว” เหมือนว่าพวกมันจะโมโหจนลืมงานที่ถูกสั่งมาในวันนี้ ปลายนิ้วชี้สอดเข้าไกปืนเพื่อลั่นไก เอิงเอยกอดลูกเอาไว้ด้วยความเป็นห่วง แต่เพราะแทบไม่มีแรงจะทำอะไรจึงยื้อร่างลูกเอาไว้ไม่ได้ หมัดเล็ก ๆ ตั้งขึ้นเตรียมต่อสู้ตามสัญชาตญาณตามที่ถูกสั่งสอนมา

เกิดเป็นผู้ชาย ต้องปกป้องเพศที่อ่อนแอกว่า

“งั้นก็ตายทั้งแม่ทั้งลูกเลยแล้วกัน”

ฉึก!

“โอ๊ยยยยยย ใครทำกูวะ” ด้ามกระบอกปืนร่วงหล่นบนพื้น ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งล้มลงไปกองกับพื้น พร้อมมีดพกขนาดสั้นที่ปักตรงข้อมือจนเลือดสีแดงฉานไหลออกมา เอิงเอยรีบปิดตาของช้างเอาไว้ไม่ให้เห็นภาพสะเทือนใจ

เงาของชายร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาเรื่อย ๆ ท่ามกลางความมืด จนปรากฏให้เห็นชัดเจน

“สะ เสี่ยเหม” พวกมันเอ่ยขึ้นสั่นกลัว ก่อนที่เหมราชจะเดินเข้ามาใช้เท้าเหยียบเข้าไปที่ด้ามมีดพกนั้นกดลงกับพื้นเต็มแรง ปลายเท้าขยี้ไปมาอย่างเลือดเย็นและไร้ความปรานี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป