บทที่ 6 ตอนที่ 4

“เอาไงกับพวกมันดีครับเสี่ย” ภูผาเอ่ยถามผู้เป็นนาย ในขณะที่กำลังหันปลายกระบอกปืนชี้ไปที่หัวของชายฉกรรจ์ร่างสูงโปร่งคนหนึ่ง

“ฆ่า!” น้ำเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยออกมาพร้อมกับดวงตาที่แข็งกร้าว ทำเอาพวกชายฉกรรจ์หนาวลึกไปถึงกระดูก แม้จะอยู่ท่ามกลางความมืดที่อาบด้วยแสงจันทร์พอให้เห็นรำไร แต่เหมราชในเวลานี้ดูน่าเกรงขามและทรงพลังน่ากลัว

“ฮึก... ฮือ ๆ” เอิงเอยรีบรั้งร่างลูกชายมากอดเอาไว้แน่น น้ำตาแห่งความหวาดกลัวและเจ็บปวดที่ข้างแก้มซีกซ้ายกับช่วงหน้าท้องยังคงอยู่ ต่างจากช้างที่ยืนจังก้าดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมในความเก่งกาจของคนที่ถูกเรียกว่าเสี่ยเหม

“โอ๊ยยยยยย! ยะ อย่าทำอะไรพวกผมเลยนะครับเสี่ยเหม พวกผมแค่ทำตามที่เสี่ยโชคบอก” ชายฉกรรจ์ตัวอ้วนโอดครวญสีหน้าทรมาน เมื่อถูกบดขยี้ปลายเท้าที่ข้อมือไม่หยุด ความคมที่ปลายมีดดูเหมือนจะไปตัดเส้นเลือดใหญ่ทำให้เลือดไหลออกมานองพื้น โชคดีที่ว่าเวลานี้ค่อนข้างมืดสลัว ทำให้ภาพตรงหน้าไม่ค่อยสยดสยองเท่าที่ควร

“ใช่ครับ! สองคนแม่ลูกนี่มันเป็นลูกหนี้ของเสี่ยโชค ในเมื่อมันไม่มีจ่าย พวกผมก็สั่งสอนมันนิดหน่อยเท่านั้นเอง” ไอ้คนที่ถูกปืนของภูผาจ่อกบาลเอ่ยสมทบ เนื้อตัวสั่นดูหวาดกลัวไม่น้อย

เหมราชเป็นที่รู้จักของคนในวงกว้าง เขาเป็นมาเฟียอยู่ในแก๊งของพี่ชายมาก่อนและไม่อยากรับช่วงต่อจึงออกมาทำธุรกิจของตัวเอง แต่ความน่าเกรงขามก็เป็นที่โจษจันในวงกว้าง ธุรกิจที่ทำมีทั้งขาวและเทาปนเปกันไป แต่ความโหดร้ายป่าเถื่อนและเด็ดขาดของเขา ผู้คนต่างก็ให้ความยำเกรง แบบนี้จะไม่ให้พวกมันกลัวจนหัวหดได้อย่างไร

ร่างสูงสง่าหันไปมองร่างเล็กที่ส่งสายตามาราวกับไม่เห็นด้วย แต่คนอย่างเหมราช การฆ่าคนชั่วนั้นมันเหมือนผักปลา

“เธอต้องการให้ฉันจัดการพวกมันยังไงดีเอิงเอย”

“ยะ อย่าทำร้ายเขาเลยครับเสี่ย” ตอบออกมาเสียงเบา ขัดใจคนเป็นเสี่ยอยู่ไม่น้อย

“ผมกลัวแล้วครับเสี่ยเหม ได้โปรดไว้ชีวิตผมด้วย ไอ้อ้วนนี่มันลงมือคนเดียว ผมแค่ทำตามที่มันบอกเท่านั้นเอง” ไอ้คนที่ถูกปืนของภูผาจ่อหัวรีบยกมือไหว้ คลานมากราบแทบเท้าอย่างกลัวตาย

“พอจะตายแล้วทิ้งพวกเลยเหรอ ลูกน้องของไอ้โชคกระจอกฉิบหาย” 

พลั่ก!

แรงถีบที่หน้าอกไม่เบาทำให้มันล้มหงายท้องตึง แต่มันเหมือนทำท่าจะลุกขึ้นมาก็ถูกภูผาเตะไปที่ปลายคางจนเลือดพุ่งออกปาก ปืนในมือแนบไปที่ขมับพร้อมกับขึ้นลำกล้องเตรียมยิง

แกร๊กกก!

เมื่อหลายวันก่อนเหมราชได้เดินทางไปพูดคุยเรื่องซื้อหนี้ต่อกับเสี่ยโชค อีกฝ่ายก็ดูจะตอบตกลง แต่พอได้ยินว่าเป็นของพิไล มารดาของเอิงเอย ก็รีบปฏิเสธทันที

เสี่ยแก่อ้วนตัณหากลับแบบนั้น มองปราดเดียวก็รู้ว่าหวังอะไร เขาจึงให้คนจับตามองเอิงเอยเอาไว้ ก็เป็นจริงอย่างที่คิดเสียด้วย

มือหยาบกร้านล้วงสมุดเล็ก ๆ พร้อมปากกาออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท ความมืดสลัว เหมราชปรับสายตาได้ไวจึงจรดลายเซ็นลงไป ก่อนจะเหวี่ยงลงพื้น

“งั้นเอาแบบนี้นะ กูจะให้โอกาสพวกมึงสองคน” ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวท่ามกลางความมืดมิด รอยเลือดที่ติดตรงบริเวณรองเท้าเขาเหยียบไปที่พุงของไอ้อ้วนนั่นจนสะอาด แล้วกระทืบเต็มแรงจนมันเบ้หน้าทั้งเจ็บทั้งจุก “กูจะให้พวกมึงแย่งเช็คใบนั้นกัน ใครแย่งได้ก่อนจะมีชีวิตรอด แล้วก็รีบไสหัวไปซะ ส่วนคนที่แย่งไม่ได้ ตาย!”

สิ้นเสียงของเหมราช พวกมันก็พุ่งเข้าไปแย่งเช็คใบนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ด้วยความที่ชายอ้วนมีอาการบาดเจ็บสาหัสจึงช้ากว่า

ลูกน้องไอ้เสี่ยโชคได้เช็คไปแล้วก็รีบวิ่งหางจุกตูดอย่างไว เหลือไว้แต่ชายอ้วนท้วมที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น

“จัดการให้เรียบร้อย แล้วส่งศพมันไปให้ไอ้โชคด้วย”

“ครับเสี่ย”

เหมราชหันมามองเอิงเอยที่นั่งปิดตาลูกชายอยู่ “เด็กไม่ควรอยู่ดูที่นี่ รีบลุกขึ้นแล้วเดินตามฉันมา”

“ตะ แต่เสี่ยครับ ไม่ฆ่าเขาได้ไหม”

“โลกนี้มันไม่ได้สวยงามอย่างที่เธอคิดหรอกนะเอิงเอย ถ้าฉันไม่ฆ่ามัน มันก็ฆ่าเธอ อย่าทำเป็นแม่พระแล้วลุกขึ้นเดินตามฉันมา”

“แต่ว่า...” ร่างเล็กที่นั่งอยู่บนพื้นหญ้ายังพูดไม่ทันจบ คนเป็นเสี่ยก็แทรกขึ้น

“ถ้าเธออยากอยู่รอเห็นมันถูกฆ่า ก็ไม่ได้ว่าอะไร”

ร่างสูงสง่ามองเด็กน้อยวัยสี่ขวบเศษที่ยืนมองเขาอยู่ด้วยความไม่เกรงกลัว ใบหน้ากลมนั้นแม้มองไม่ชัดแต่ก็รู้ว่าเหมือนคนเป็นแม่อยู่มาก ทว่าดวงตาคู่นั้นมันเด็ดเดี่ยวจนเขาแปลกใจ รู้สึกเหมือนเคยเห็นที่ไหนกัน

“คุณลุงครับ แม่เอิงน่าจะลุกไม่ไหว”

เจ้าของความสูงร้อยเก้าสิบสองเซนติเมตรย่อกายลง มือหยาบกร้านประดับรอยสักรูปงูยื่นไปเชยปลายคางมนให้เงยขึ้นรับแสงจันทร์ รอยแดงข้างแก้มซ้ายเป็นรูปรอยมือ

“อะ! เอิงเจ็บ” ร่างเล็กร้องเสียงหลง ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา นิ้วโป้งแกร่งยื่นไปสัมผัสลูบรอยเจ็บนั้นด้วยความแผ่วเบา หวนให้คนตัวเล็กนึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุขระยะสั้นเมื่อห้าปีก่อน

ตอนที่ยังเป็นเด็กเสี่ย เขามีชีวิตสุขสบาย แถมยังได้รับการเอาใจใส่เป็นอย่างดี จะมีก็แต่คำพูดที่คอยเชือดเฉือนน้ำใจกันเพียงเท่านั้น

“เธอจะอวดเก่งไปถึงไหนเอิงเอย อย่าให้ฉันต้องหงุดหงิดไปมากกว่านี้เลย”

ร่างเล็กลอยหวือเมื่อถูกอุ้มขึ้นในท่าเจ้าสาว เอิงเอยเบิกตากว้างตกใจรีบวาดแขนไปคล้องคออีกฝ่ายเอาไว้

“เดินตามฉันมา”

“ครับ” ช้างตอบรับแล้วเดินเกาะชายเสื้อชายน่าเกรงขามคนนั้นไป

หากเป็นคนอื่นคงนั่งร้องไห้หวาดกลัวที่ได้เห็นความน่ากลัวของชายร่างสูงใหญ่ แต่ไม่ใช่กับช้าง ที่มองเหมราชเป็นฮีโร่และแบบอย่างการใช้ชีวิต

ช้างจะแข็งแกร่ง จะปกป้องแม่เอิง

ปัง ปัง ปัง

เสียงปืนดังขึ้นเมื่อรถยนต์ของเหมราชขับออกไปแล้ว ความอยากรู้อยากเห็นของเด็กคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงคอนโซลด้านหลังกำลังจะหันไปทางต้นตอของเสียง

“ห้ามหันไปมอง!” น้ำเสียงหนาทุ้มเอ่ยขึ้นทำให้ช้างนั่งนิ่งเชื่อฟังอย่างว่าง่าย เหมราชเป็นถึงฮีโร่ที่ช้างยกย่อง ก็ต้องเชื่อฟังแต่โดยดี

“ลุงเสี่ยเก่งจังเลยครับ ช้างอยากเก่งเหมือนลุงเสี่ยบ้าง” พูดน้ำเสียงตื่นเต้นก่อนยื่นหน้ามาตรงกลางระหว่างเบาะ โดยที่ผู้เป็นแม่นั่งอยู่ด้านหน้าและเหมราชทำหน้าที่ขับรถอยู่

“มันไม่ได้สนุกอย่างที่นายคิดหรอก”

“ลุงเขาไม่ได้ชื่อเสี่ยนะลูก” เอิงเอยพูดเสียงเบา

“อ้าว! ก็เห็นคนพวกนั้นเรียกเสี่ยไม่ใช่เหรอ ถ้าอย่างนั้นลุงชื่ออะไรเหรอครับ” ใบหน้ากลมขมวดคิ้วสงสัย

“เหม” คนที่กำลังขับรถตอบออกมาเสียงเรียบ พอ ๆ กับหน้าตาที่ไร้อารมณ์อยู่ตลอดเวลา

“ว้าว! ชื่อเท่มากเลยครับ แล้วลุงว่าชื่อช้างเท่หรือเปล่า”

“ไม่เลยสักนิด คนตั้งชื่อคิดอะไรอยู่”

“แม่ผมเป็นคนตั้งให้ครับ มันเหมือนกับชื่อของพ่อเลย”

“...” คำพูดของช้างดูเหมือนจะมีใครบางคนลนลานทำตัวไม่ถูก ถึงแม้จะไม่เคยบอกชื่อของพ่อที่แท้จริงให้ช้างรู้ แต่เหมราชค่อนข้างฉลาด หากปะติดปะต่อเรื่องราวได้ก็ต้องทราบความจริงว่าช้างนั้นเป็นลูกอย่างแน่นอน

“เอาไว้คุณลุงสอนผมเรื่องป้องกันตัวได้ไหมครับ”

“นายจะฝึกไปทำอะไร ตัวแค่นี้จะไปสู้อะไรเขาได้”

“ก็คุณยายชอบสร้างหนี้ แล้วก็ชอบให้เจ้าหนี้มาทวงกับแม่ ช้างก็อยากสู้กับพวกมัน” ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ตัวแค่นี้ริอวดเก่ง เหมือนเธอไม่มีผิดเลยเอิงเอย ถ้ารับข้อตกลงของฉันตั้งแต่แรกซะก็จบ ไม่ต้องมาทำให้เด็กนั่นเสี่ยงอันตรายไปด้วย”

“...” คนที่นั่งเอามือกุมท้องอยู่เงียบ ๆ ยังโดนดุ เขาเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความประหม่า จำใจนั่งชี้นิ้วบอกทางเข้าหอแต่โดยดีเพราะไม่มีทางเลือก

รถยนต์คันหรูแล่นมาจอดที่หอพักแห่งหนึ่ง เป็นตึกสูงห้าชั้นค่อนข้างเก่า

“เธออยู่ที่นี่เหรอ” ชายร่างสูงใหญ่ถามเพื่อความแน่ใจ

“ครับ” เอิงเอยลงมาจากรถด้วยความทุลักทุเล โดยที่มีลูกชายวิ่งเข้ามาช่วยด้วยความเป็นห่วง เหมราชเดินเข้ามายืนตรงหน้าสองแม่ลูกด้านหน้าหอพัก

บริเวณนี้มีไฟค่อนข้างส่องสว่าง ทำให้เห็นใบหน้าของเหมราชได้ชัดเจน ช้างเงยหน้ามองรอยสักรูปอินทรีที่หน้าแผงอกก็รู้สึกชื่นชอบ แถมตรงมือยังมีรอยสักรูปงูที่โผล่ออกมาจากชายเสื้อ มันดูเท่จนช้างยึดเอาเป็นแบบอย่างและฮีโร่ในดวงใจเลย

“ส่งแค่นี้พอครับ เอิงเดินขึ้นห้องไหว ถ้าไม่มีอะไรแล้วต่อไปนี้เราไม่ต้องเจอกันอีก” เอิงเอยเอ่ยโดยไม่เงยหน้าขึ้นสบสายตาคู่ดุ มือของตัวเองก็กระชับมือของช้างเอาไว้แน่น เพราะกลัวว่าเหมราชจะรู้เรื่องลูก

“ถ้าไม่ได้ฉัน เธอตายไปพร้อมกับเด็กนี่แล้ว เอาตัวเองให้รอดก่อนค่อยมาอวดดีใส่ฉัน เธอลืมไปแล้วเหรอ ว่าตอนนี้เธอเป็นลูกหนี้ของฉัน ใครสั่งใครสอนให้พูดกับเจ้าหนี้แบบนี้เหรอเอิงเอย”

“...” คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเม้มปากแน่นด้วยความประหม่า เขาลืมไปเสียสนิทและหนีความจริงข้อนี้ไปไม่ได้ หากหาเงินมาคืนให้เหมราชได้ก็คงจะหลุดพ้นสถานะการเป็นลูกหนี้ แต่เงินตั้งมากมายขนาดนั้นจะไปหามาจากไหน

“คุณลุงเจ้าหนี้ครับ ขอบคุณมาก ๆ เลยนะครับที่ช่วยผมกับแม่เอิงไว้” ช้างเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือไหว้ เหมราชปรายตามอง

“อายเด็กมันบ้างไหม เพราะแม่มันโตจนมีผัวไม่รู้กี่คน ยังไม่รู้จักบุญคุณคนเลย”

“ขะ ขอบคุณครับเสี่ย”

เสียงถอนหายใจทำให้เอิงเอยยืนเกร็งเพราะทำตัวไม่ถูก ร่างสูงใหญ่เดินกลับมาที่รถคันหรู แต่ก่อนจะขับรถออกไปก็หันมาพูดกับลูกหนี้ที่ยืนสีหน้าเคร่งเครียด

“ถ้าอยากได้งาน พรุ่งนี้ก็ไปเจอฉันที่คอนโด ฉันจะไม่พูดซ้ำและไม่มีทางใจดีเป็นรอบที่สอง”

ร่างเล็กจ้อยกระโดดโลดเต้นด้วยความไร้เดียงสา ผู้มีพระคุณมาช่วยให้รอดจากอันตราย แถมยังหยิบยื่นงานให้แม่เขาอีก

แบบนี้พวกอเวนเจอร์สทั้งหลายที่เคยดูก็ตกกระป๋องกันเป็นแถว เพียงเพราะเสี่ยเหมเป็นฮีโร่ตัวจริงเสียงจริง

“แล้วคุณลุงมีงานอะไรให้ช้างทำด้วยไหม ซักผ้า ล้างจาน หุงข้าว ช้างทำเป็นหมดเลย” ร่างเล็กจ้อยตะโกนถามออกไปด้วยความดีใจ เอิงเอยเห็นแบบนั้นก็คล้ายกับหดหู่ใจที่เลี้ยงลูกมาแบบลำบาก ทำงานบ้านตั้งแต่ยังเด็กในขณะที่เพื่อน ๆ คนอื่นไปวิ่งเล่นกันสนุกสนาน

“ตัวแค่นี้ไปตั้งใจเรียนก่อนดีกว่าไหม อย่าทำตัวเหมือนแม่เธอเลยที่เรียนไม่จบ เพราะมันก็จะลำบากอย่างที่เห็น”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป