บทที่ 9 ตอนที่ 6

“สู้ ๆ นะแม่เอิง”

“ช้างก็ตั้งใจเรียนนะ เดี๋ยวตอนเย็นแม่มารับนะครับ” เช้าวันนี้เอิงเอยมาส่งลูกชายที่หน้าโรงเรียนเหมือนอย่างเคย ก่อนจะเดินทางไปที่คอนโดโดยรถประจำทางเพื่อทำงาน

คนตัวเล็กที่ใส่เสื้อยืดสีขาวนุ่งทับด้วยกางเกงยีนหลวม ๆ เดินเข้าไปด้านใน ก่อนจะมีป้าแม่บ้านกวักมือเรียกให้เดินเข้าไปหา

“ชื่อเอิงเอยใช่ไหม” หญิงวัยกลางคนเอ่ยถาม สีหน้าของแกดูบึ้งตึงไม่ค่อยรับแขก

“ใช่ครับ วันนี้ผมมาทำงานวันแรก”

สิ้นเสียงป้าแกก็ยื่นไม้กวาด พร้อมกับอุปกรณ์ทำความสะอาดมาให้ ร่างผอมไม่ได้ถามอะไรแต่ก็รับเอาไว้ในมือ

“ยืนบื้ออยู่ทำไม รับไปสิ”

“ผมต้องเอาไปเก็บไว้ตรงไหนเหรอครับ” ถามออกไปด้วยความสงสัย

“นี่เอ็งไม่รู้จริง ๆ เหรอ”

“คือผมต้องไปทำความสะอาดใช่ไหมครับ”

“ก็ใช่น่ะสิ ได้ข่าวว่าจบแค่ม.หกไม่ใช่เหรอ คิดว่าเขารับเอ็งมาเป็นพนักงานออฟฟิศหรือไง”

“...” ชายหนุ่มร่างบางเม้มริมฝีปากเพราะทำตัวไม่ถูก ในมือกำไม้กวาดเอาไว้แน่น สองเท้าเดินตามตูดหญิงรุ่นแม่ไปต้อย ๆ ผ่านป้ายบอกทางเข้าห้องสุขา

“งานของเอ็งก็แค่ทำความสะอาดห้องน้ำ เก็บกวาดบริเวณทางเดินของคอนโด รวมทั้งในห้องนิติบุคคลและสำนักงานต่าง ๆ”

“ครับ”

“รับทราบแล้วก็รีบไปทำสิ เดี๋ยวฉันจะขึ้นไปทำความสะอาดห้องเสี่ยเหม”

“เอ่อ... ดะ เดี๋ยวครับป้า” เอ่ยเรียกเสียงเบาเมื่อหญิงวัยกลางคนกำลังจะเดินออกไป

“มีอะไรอีกล่ะ”

“ป้าชื่ออะไรเหรอครับ”

“ชื่ออุ่น”

“คะ ครับ ขอบคุณครับป้าอุ่น”

เอิงเอยหมุนตัวกลับไปทำความสะอาดห้องน้ำตามที่ได้รับมอบหมาย แม้ว่างานที่เหมราชให้ทำจะค่อนข้างเหนื่อย แต่คนที่อับจนหนทางจริง ๆ มันมีทางเลือกไม่มากนักหรอก

หลังออกจากที่ทำงานเก่า ก็ต้องกินต้องใช้ในทุก ๆ วัน เงินที่เหลือติดกระเป๋าตอนนี้มีอยู่เพียงแค่สองร้อยบาทเท่านั้น สิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดก็คือเจ้าลูกช้างนั่นแหละ

เอาเถอะ! ในเมื่อตอนนี้ยังหางานทำไม่ได้ มีอะไรก็อดทนทำไปก่อน

เมื่อเอิงเอยล้างห้องน้ำเสร็จก็เล่นเอาเหนื่อยพอสมควร สองมือถืออุปกรณ์พะรุงพะรังออกมาด้านนอก เพราะมัวแต่ก้มหน้าจึงเดินไปชนกับใครบางคนจนเกือบล้มหน้าหงาย โชคดีที่ได้อีกฝ่ายดึงร่างเอาไว้

“ขะ ขอบคุณครับ” พนักงานหนุ่มหน้าหวานละล่ำละลักบอก พอเงยหน้าขึ้นเห็นว่าเป็นใครก็ลนลานรีบผละตัวออกจากอ้อมแขนนั้นทันที

“เดินให้มันระวังหน่อยสิ ซุ่มซ่ามแบบนี้ถ้าหากเดินชนแขกคนอื่นเข้าจะทำอย่างไร”

“ครั้งหน้าผมจะระวังให้ดีกว่านี้ครับ” ร่างเล็กตอบเสียงเบา ก่อนจะเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ตกลงบนพื้นแล้วเดินออกไปจากตรงนี้ ทว่าร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาขวางเอาไว้ทุกทาง

“เสี่ยเหมหลบไปหน่อยได้ไหมครับ ผมต้องไปทำความสะอาดในห้องนิติบุคคลอีก”

“ทำไมฉันต้องหลบ ในเมื่อคอนโดนี้เป็นของฉัน จะเดินไปตรงไหนมันก็เรื่องของฉัน คนอย่างเธอมีสิทธิ์มาสั่งฉันด้วยเหรอ ลูกหนี้!” เหมราชจงใจเน้นคำท้าย เพื่อย้ำสถานะกับบุคคลตรงหน้า

“ขอโทษครับ แต่เสี่ยเดินมาขวางเอิงแบบนี้ แล้วเอิงจะออกไปอย่างไร”

“ขึ้นไปหาฉันบนห้อง”

“แต่นี่มันเป็นเวลางานนะครับ จะให้เอิงเอาเปรียบพนักงานคนอื่นไม่ได้นะ”

“แต่ฉันสั่ง เธอก็ต้องทำตาม อยากตกงานก็ตามใจ”

เจ้าของใบหน้าคมคร้ามเดินออกไปแล้ว เอิงเอยได้แต่ถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อน หากลาออกจากงานตอนนี้ก็คงจะไม่มีเงินใช้ แถมหนี้ที่ค้างเอาไว้กับเหมราชห้าล้านก็ยังคงอยู่

คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวจำใจวางอุปกรณ์ทำความสะอาดที่อยู่ในมือลง ล้างมือเรียบร้อยแล้วเดินขึ้นมาด้านบนสุดของคอนโด เห็นบอดี้การ์ดหน้าดุยืนอยู่หน้าห้องสองคน ส่วนคนอื่นก็เห็นยืนกระจายกำลังอยู่จุดต่าง ๆ

ลูกน้องคนสนิทอย่างภูผาทำหน้าที่เปิดประตูออกพลางผายมือให้เอิงเอย สองเท้าเรียวค่อย ๆ เดินเข้าไปด้านใน ก่อนจะเห็นชายร่างสูงสง่ายืนอยู่เบื้องหน้า

“สะ เสี่ยมีธุระอะไรกับเอิงหรือเปล่าครับ” ถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก มองคนเป็นเสี่ยที่นั่งอยู่ตรงโซฟา แม้จะอายุปาเข้าไปสามสิบห้าปีแล้ว แต่ร่างกายก็ยังดูแน่นกำยำไปเสียทุกส่วน รวมทั้งใบหน้าที่ดุดันยังคงความหล่อทุกกระเบียดนิ้ว

“เธอไม่รู้หน้าที่ตัวเองจริง ๆ เหรอเอิงเอย จะต้องให้ฉันพากย์ทุกอย่างเลยหรือว่าจะต้องทำอย่างไรให้ฉันพอใจ” น้ำเสียงติดดุพร้อมกับสีหน้าไม่พอใจ ทำเอาร่างเล็กที่ยืนแข็งทื่อเริ่มทำตัวไม่ถูก

“ตะ แต่เสี่ยเหมมีคู่หมั้นแล้วนะครับ เอิงคิดว่าเสี่ยทำแบบนี้คงไม่เหมาะสม” ตอบเสียงอ้อมแอ้ม

“เธอเป็นใคร ถึงมีสิทธิ์มาสั่งสอนฉัน ไม่ต้องมาตัดสินใจแทนฉัน ว่าฉันควรทำหรือไม่ควรทำอะไร”

“อะ เอิงแค่ไม่อยากทำผิด”

“ไอ้อาชีพเก่าของเธอที่เคยทำมันก็ผิดกฎหมาย อย่ามาทำหยิ่งยโสโอหังกับฉันมากนัก”

“เอิง...” คนเป็นลูกหนี้อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ สายตาดุดันที่ตวัดมองมาทำให้เขาพูดไม่ออก

ทางเลือกของเขามันไม่ได้มีมากนัก เพราะชีวิตที่ต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำอยู่สองคนแม่ลูกมันลำบากอย่างที่เห็น ส่วนคนที่คลอดเขามาอย่างพิไลก็ไม่ได้มาดูดำดูดีเลย แถมยังหาแต่เรื่องมาให้อีก

สภาพแวดล้อมรอบข้างมันบีบบังคับให้คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมองข้ามเรื่องศีลธรรม มันเป็นเรื่องที่ละอายแก่ใจมากที่เอิงเอยตัดสินใจเดินไปนั่งคร่อมร่างกำยำบนโซฟา วงแขนเรียววาดคล้องคออีกฝ่ายเหมือนที่เคยทำเมื่อห้าปีก่อน

“จูบฉันสิ”

เป็นประโยคคำสั่งที่ทำเอาคนฟังแปลกใจ เอิงเอยยังจำวันแรกที่เจอกับเหมราชได้ ในตอนนั้นเป็นเขาวิ่งเข้าไปจูบปากชายแปลกหน้าที่ดุดันอย่างไม่กลัวตาย

“ตะ แต่เสี่ยเหม...” ยังพูดไม่ทันจบ เหมราชก็แทรกขึ้น

“แต่ฉันสั่ง ให้เธอจูบฉันตอนนี้”

ร่างขาวอยู่บนตักกลืนความสงสัยลงคอไป นัยน์ตาสีทมิฬฉายแววความคุกรุ่น ใบหน้าคมเข้มจ้องอยู่ในระยะใกล้ชิดจนรับรู้ถึงลมหายใจของกันและกัน

จุ๊บ!

เอิงเอยตัดสินใจโน้มใบหน้าก้มลงไปประกบริมฝีปากหยัก ปลายลิ้นแทรกเข้าไปในโพรงปากอีกฝ่ายด้วยความเงอะงะ เพราะหลังจากที่บ้าเลือดไปจูบเหมราชครั้งนั้นก็ยังไม่เคยได้จูบกับใครเลย

เสี่ยเหมไม่เคยจูบคู่นอนคนไหน ยอมรับว่ามันน่าขยะแขยงจนไม่อยากเอาปากไปจูบ

เมื่อห้าปีก่อน เอิงเอยไม่ได้ดูมีเสน่ห์มากเท่าตอนนี้ ร่างกายอันขาวผ่องมีน้ำมีนวลมากขึ้น ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูมันทำให้เหมราชไม่อาจอดใจได้

เสียงครางต่ำในลำคอผสานกัน มือใหญ่บีบเคล้นคลึงสะโพกสวยอย่างมันมือ ริมฝีปากมอบจูบแสนนุ่มนวลให้อย่างแผ่วเบา จนรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างดันก้นของคนที่กำลังนั่งทับอยู่

“จูบห่วยมากเอิงเอย”

“ก็เอิงไม่เคยจูบกับใคร นอกจากเสี่ยเหม”

“ฉันก็ไม่เคยจูบกับใคร นอกจากเธอ”

ใบหน้าสวยร้อนฉ่าเมื่อได้ยินแบบนั้น ทำให้ก้อนเนื้อด้านซ้ายของคนบนตักเต้นไม่เป็นจังหวะ แม้เหมราชจะชอบพูดจาเสียดสีใส่เขาให้เจ็บช้ำ แต่ก็มีบางมุมทำให้เขาใจสั่นได้เหมือนกัน

แต่ยังไม่ทันตั้งตัวริมฝีปากหยักก็ประกบลงมา เอิงเอยไม่ได้ต่อต้านเพราะร่างกายมันตอบสนองอย่างเห็นได้ชัดเจน 

รสจูบครั้งนี้มันเร่าร้อนและหื่นกระหายเมื่อเหมราชเป็นฝ่ายนำ ฟันคมกัดริมฝีปากล่างเต็มแรง เลือดไหลซิบจนได้กลิ่นคาวสนิมในโพรงปาก มือบางขยุ้มสูทเนื้อดีที่หัวไหล่ของคนเป็นเสี่ยเอาไว้แน่น ความเจ็บแปลบที่ปากถูกจมทับด้วยความวาบหวาม

“ลิ้นแข็งทื่อ เสียอารมณ์ชะมัด”

“เอิง... ไม่ อื้อ...” คำพูดที่เหลือถูกกลืนลงคอไปอีกครั้ง เมื่อถูกลิ้นสากสอดแทรกเข้ามา ลิ้นเล็กที่แข็งตั้งรับในคราแรกยื่นออกไปเกี่ยวกระหวัดพันพัว กลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างโต้ตอบกันไปมา มือหนาขยับขึ้นมาสัมผัสที่เอวคอดกิ่ว มืออีกข้างก็ถลกชายเสื้อยืดขาวขึ้นไปกองไว้เหนืออก

“สะ เสี่ยจะทำตอนนี้จริง ๆ หรือครับ”

“แล้วฉันเคยพูดเล่นด้วยเหรอ”

“ปล่อยเอิงไปทำความสะอาดให้เสร็จก่อนได้ไหมครับ ตอนพักเที่ยงเอิงจะขึ้นมาหาเสี่ยใหม่”

“ฉันไม่ได้มีความอดทนมากขนาดนั้นเอิงเอย เธอก็รู้ว่าของฉันมันดันก้นของเธออยู่”

“แต่ว่า...”

“ทำไมเธอชอบทำให้ฉันหงุดหงิดอยู่เรื่อย” น้ำเสียงและสีหน้าที่ดุดันทำให้ร่างบางเงียบกริบ

สำหรับเหมราชแล้ว มีหนุ่มสาวน่ารัก ๆ มาเสนอตัวให้ถึงที่กลับไม่สนใจ มันยากนะที่จะให้เหมราชยอมรับความจริงว่ากำลังสนใจร่างกายของแม่หม้ายลูกติดแบบเอิงเอย

“อื้มมมม”

เมื่อละออกจากริมฝีปาก จุดต่อไปคือซอกคอหอมกรุ่น ฝ่ามือหยาบกร้านลูบไล้ไปตามเรือนร่าง แวะหยอกเอินยอดถันสีชมพู บดบี้มันด้วยความชอบใจ ยิ่งได้ยินเสียงครางหวาน ๆ มากเท่าไร คนเป็นเสี่ยก็ยิ่งย่ามใจมากขึ้นเท่านั้น

“ชอบไหม”

“ชะ ชอบ”

“ถ้าชอบก็อย่าดื้อกับฉัน แล้วเธอจะไม่โดนดุ”

“อะส์ เอิงจะไม่ดื้อ” ร่างบางน้วยอ่อนเหมือนขี้ผึ้งลนไฟ ความรู้สึกผิดบาปหายไปจนหมดสิ้นเมื่อถูกอารมณ์กระสันครอบงำ

“เธอกำลังยั่วฉัน”

“เอิงเปล่ายั่ว” เถียงออกไปแบบนั้นแต่ก็ไม่สามารถหักห้ามร่างกายของตัวเองได้ สะโพกกลมบดเข้ากับส่วนที่แข็งนูนขึ้นมาอย่างหนักหน่วง มุมปากหยักกระตุกยิ้มร้ายอย่างพอใจ

“เธอดูมีน้ำมีนวลขึ้นนะเอิงเอย”

คนได้ยินแบบนั้นก็หน้าแดงแจ๋ “สะ เสี่ยคงไม่ชอบ”

“ใครบอก แต่น่าเอามากกว่าเดิมนะ เวลาจับมันเต็มไม้เต็มมือดี” พูดในขณะที่ริมฝีปากดูดเม้มที่ซอกคอขาวจนเกิดรอยแดง ฝ่ามือใหญ่บีบนวดก้นพีชงอนงาม แล้วจับชายเสื้อยืดของร่างขาว แต่ยังไม่ทันได้ถอดก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น หางคิ้วของเสี่ยเหมกระตุกด้วยความเดือดดาล

“กูบอกแล้วไงว่าอย่ารบกวน” ตวาดเสียงแข็งออกไป คนที่นั่งบนตักยังตกใจแทน

“เฮียเชนโทรมาครับเสี่ย” ลูกน้องคนสนิทตะโกนกลับมา

“ก็เรื่องของมัน เรื่องแค่นี้ยังต้องมาบอกกูอีกเหรอ”

“แต่เฮียเชนบอกเอาไว้ว่าจะคุยกับเสี่ยเหมครับ แล้วก็ฝากบอกด้วยว่าอย่ามัวเอาเวลาไปขลุกกับพนักงานทำความสะอาดครับ”

ได้ยินแบบนั้นใบหน้าดุดันที่กำลังจะก้มลงไปงับยอดถันสีชมพูก็หงุดหงิด เรียวคิ้วขมวดแน่น นี่ไอ้เหี้ยราเชนมันส่งคนมาตามสืบเขาถึงที่นี่เลยเหรอ เดี๋ยวมึงได้เห็นดีกันแน่

“ออกไปก่อน”

“คะ ครับ” เอิงเอยเอ่ยน้ำเสียงตะกุกตะกัก รีบลุกออกจากตักคนที่กำลังโมโห พลางจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางแล้วเดินออกไปจากห้องอย่างไว ก่อนที่ภูผาจะเดินถือโทรศัพท์สวนเข้ามาแทน

“กูบอกแล้วไง ถ้ามึงยังไม่ตายก็ไม่ต้องโทรมา”

[เดี๋ยวสิไอ้น้องชาย พูดกับพี่ของตัวเองให้มันเพราะ ๆ หน่อย]

“กูไม่มีพี่ชายอย่างมึง”

[เกลียดอะไรกูนักหนา หรือว่าพ่อของมึงรักกูมากกว่า] เสียงพูดจายียวนอย่างอารมณ์ดี

“ไร้สาระ ถ้าไม่มีอะไรก็แค่นี้”

[เดี๋ยวสิวะไอ้น้องรัก กูแค่จะโทรมาเตือนมึงเท่านั้น ว่าวันนี้ตอนเที่ยงตรง มึงมีนัดทานข้าวกับน้องแพรวาที่ร้านอาหารในโรงแรมของมึง]

“กูไม่ไป” ตอบเสียงแข็ง

[ที่ไม่ไป เพราะเอาเวลาไปมั่วอยู่กับพนักงานในโรงแรมเหรอ กูถามจริงนะ มึงติดใจแม่หม้ายเหรอวะ ฮ่า ๆ] ปลายสายระเบิดหัวเราะดังลั่น

“เรื่องของกู ไม่เกี่ยวกับมึง”

[ทำไมจะไม่เกี่ยว มึงเล่นหักหน้าคุณหนูแพรวาแบบนั้น กูขอเตือนเอาไว้ ห้ามหลงรักแม่หม้ายลูกติดคนนั้นเด็ดขาด]

“กูไม่รักใครทั้งนั้น”

ติ๊ด ๆๆ

สายถูกตัดไปแล้ว เหมราชปาโทรศัพท์ลงพื้นจนเศษซากมือถือกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ภูผามองภาพตรงหน้าด้วยความคุ้นชินดี จึงไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร

เอิงเอยที่เดินลงมาด้านล่างก็ไปหยิบอุปกรณ์ทำความสะอาด แล้วเดินไปเก็บห้องสำนักงานต่าง ๆ

“เอ็งหายไปไหนมา” เสียงป้าอุ่นเอ่ยถาม สองเท้าที่กำลังเดินอยู่หยุดชะงัก ใบหน้าถอดสีกลัวว่าจะถูกจับได้

“เอิง คือ...” พนักงานหนุ่มร่างบางคิดคำแก้ตัวไม่ออก ก่อนจะมีเสียงแปร๋นจนแสบแก้วหูแทรกเข้ามา

“ฉันเห็นมันเดินออกมาจากห้องเสี่ยเหมด้วยนะป้า” หญิงคนนี้เป็นรุ่นพี่ ไม่น่าจะโตไปกว่าเขาสักเท่าไร สีหน้าของเธอไม่ได้ดูเป็นมิตรเลยสักนิด ก่อนพูดต่อ

“ไม่ใช่ว่าเข้าไปอ่อยเสี่ยเหมเหรอ มาทำงานวันแรกก็งามไส้แล้วไง รู้เอาไว้ด้วยว่าเสี่ยเหมน่ะ เขามีคู่หมั้นแล้ว คือคุณแพรวา พวกเขาดูเหมาะสมกันมาก ไม่เหมือนนายหรอก หัดเจียมตัวเองไว้บ้าง”

“เอิงขอตัวนะครับ” หนุ่มร่างบางเอ่ยตัดบท เพราะไม่เห็นประโยชน์ที่จะเถียงอะไรออกไป เขามาทำงาน ไม่ได้อยากมีปัญหากับใคร

“เอ็งก็ช่างสอดเรื่องของชาวบ้านจริง ๆ งานของตัวเองน่ะทำเสร็จหรือยังนังเจ้ย!”

“ยังไม่เสร็จจ้ะป้า” พนักงานหญิงสาวยิ้มแห้ง

“ถ้าไม่เสร็จก็รีบไปสิ”

“จ้ะ! ป้า”

คนตัวเล็กเดินคอตกเข้ามาในห้องเก็บของ อยู่ ๆ กระบอกตาก็ร้อนผ่าวจนอยากร้องไห้ออกมา

สิ่งที่เจ้ยพูดเป็นจริงทั้งหมด ข้อนี้เขาไม่อาจปฏิเสธได้ หลายครั้งเกือบถอดใจและหมดแรง ก็ได้แต่นึกถึงลูกชายตัวน้อย ที่คอยชูสองนิ้วเล็กป้อมให้กำลังใจเขาในทุกวัน ทำให้มีแรงสู้ต่อไป

ตกเย็นวันนี้เอิงเอยเดินมานั่งรอรถประจำทาง สายตาเหลือบไปเห็นรถยนต์คันหรูสีดำแล่นผ่านหน้าเข้าไปในคอนโด ด้านในรถมีเหมราชทำหน้าที่เป็นคนขับ ส่วนหญิงสาวด้านข้างเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจากแพรวา

อยู่ ๆ ก็รู้สึกปวดหน่วงในใจขึ้นมา ใจจริงอยากหนีไปให้ไกลจากตรงนี้เพื่อรักษาแผลใจ แต่การที่เขาเป็นหนี้เหมราชทำให้ยังต้องติดพันอยู่แบบนี้

เอาเถอะ! ในเมื่อมีสถานะเป็นลูกหนี้ที่ไม่มีเงินมาคืน เจ้าหนี้สั่งอะไรเขาก็ต้องทำตาม และหวังว่าสักวันคงจะพ้นสภาพการเป็นลูกหนี้ และมีเงินเก็บได้สักก้อนหนีออกไปใช้ชีวิตกับช้างสองคนแม่ลูกที่ใดสักแห่งก็แล้วกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป