บทที่ 5 คนใจมาร

บทที่ 5

คนใจมาร

สายวันต่อมา

"ขังมันไว้อย่างนี้ไม่ต้องให้ข้าวให้น้ำมันจนกว่ากูจะกลับมา"

น้ำเสียงห้วนออกคำสั่งของผู้เป็นนายทำให้ชายร่างฉกรรจ์ทั้งสามก้มหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว เขมราชสะดุดสายตารู้สึกไม่คุ้นหน้าหนึ่งในนั้นได้แต่เก็บความสงสัยไว้ข้างใน เขาไม่อยากดึงคนงานในเหมืองมามากเกินความจำเป็น เพราะกลัวจะมีคนคาบข่าวไปบอกนายหัวใหญ่นั่นก็คือบิดาของเขานั่นเอง 

เขมราชหันไปมองเด็กหนุ่มร่างเล็กที่เดินแกมวิ่งมาหาทันทีที่เห็นเขาเดินออกมาจากในถ้ำ เด็กหนุ่มยิ้มหน้าระรื่นวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้า แตกต่างจากคนอื่นที่ก้มลงไม่กล้าสบตาผู้เป็นนาย

"ส่วนมึงไอ้บี มึงมีหน้าที่เฝ้าดูให้ดีและรายงานกูเข้าใจไหม ถ้ามันหนีไปได้มึงก็น่าจะรู้ดีนะว่าจะเกิดอะไรขึ้น"

เขมราชเท้าสะเอวสั่งลูกน้องก้นหม้อที่ซนและแสบสุด บีเป็นเด็กที่เขารักเอ็นดูเหมือนน้องชายคนหนึ่ง เด็กหนุ่มเพิ่งจะเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ถึงแม้จะทะเล้นทะลึ่งตึงตังไปสักหน่อยแต่ก็ไว้ใจได้ เขมราชจึงเอามาอยู่ใกล้ตัวเพราะบีเป็นลูกคนงานในเหมืองที่พ่อจากไปด้วยโรคร้ายส่วนแม่ก็หนีไปมีชู้ จึงอาสารับมาดูแลเสียเอง แต่ก็ทำให้ปวดหัวอยู่ไม่น้อยกับความซนของเด็กตรงหน้า

"รับรองครับนาย ผมจะทำหน้าที่เฝ้าให้อย่างดีที่สุด"

"กูไม่ได้หมายความว่าต้องการให้มึงดูแลมันอย่างดีสักหน่อย แต่ให้เฝ้าไว้อย่าให้มันหนีไปไหนต่างหากล่ะ" เขมราชถอนใจยาวๆอย่างเหนื่อยใจที่ลูกน้องตีความไปอีกอย่าง

บีมองผู้เป็นนายพลางยิ้มทะเล้นจนเขมราชรู้สึกเก้อเขินนิดหน่อยที่เห็นท่าทางกับสายตามองมาล้อเลียนอย่างเด็กแก่แดด ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโกรธขึงมือหนาตบเข้าที่หัวทุยเล็กอย่างแรงจนเกิดเสียงดังป๊าบ! แต่เด็กหนุ่มกลับไม่โกรธอีกทั้งยังหัวเราะชอบใจที่แกล้งผู้เป็นนายให้หน้าขึ้นสีได้

"โธ่! ไอ้เราก็นึกว่าให้ดูแลแบบลิ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเสียอีก" เด็กหนุ่มยังคงทะลึ่งเข้าใส่ จนผู้เป็นนายขึงตามอง

"ไอ้เด็กเวร ถ้ายังไม่หยุดเล่นลิ้น กูนี่แหละจะจับมึงขังลืม" 

น้ำเสียงดุพร้อมกับสีหน้าถมึงทึงน่ากลัวบ่งบอกว่าเขาไม่คิดจะเล่นหัวไปกับเด็กหนุ่ม ทำให้บีก้มหน้าลงต่ำมองมือตัวเองอย่างสำนึกผิด

"ผมแค่พูดเล่นนะนาย" 

เขมราช หรือบ้างก็เรียกว่านาย นายหัวเขม หรือบางคนก็มักเรียกนายน้อย ส่ายหน้าอย่างระอากับนิสัยไม่รู้ว่าอันไหนควรหรือไม่ควร อย่างเช่นเรื่องที่เอามาล้อเขาคำโตต่อหน้าลูกน้องของตนเอง เขาต้องรักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าคนอื่นไม่อยากให้ใครมองว่าเขาเอ็นดูเจ้าเด็กบีนี้มากกว่าใคร กลัวว่าจะเกิดอันตรายกับหนุ่มร่างเล็กเอาได้ คนเรามีทั้งรักทั้งชัง มีคนรักเราก็ย่อมมีคนเกลียดเรา ความอิจฉาริษยาของมนุษย์มีมากเกินกว่าที่จะหยั่งรู้

แต่หากถ้าอยู่กันตามลำพังเรื่องเพียงเล็กน้อยเขาก็ไม่ถือสาหาความเด็กมันอยู่แล้ว

"นายหัวรีบเถอะครับ นายใหญ่จะสงสัยเอาได้"

เอก ลูกน้องฝีมือดีผู้เป็นเสมือนเพื่อนสนิท และเป็นทั้งมือขวาเตือนด้วยความเป็นห่วง เหตุเพราะเขมราชไม่ยอมออกมาจากถ้ำตั้งแต่เมื่อวานจนกระทั่งสายของวันนี้ เสียงครางระงมที่ดังเล็ดลอดทั้งคืนไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนที่อยู่ในนั้นกำลังทำอะไรกัน เสียงประสานครางกันดังเล็ดลอดออกมาอย่างสุขสมและอีกคนก็ร้องอย่างเจ็บปวดระคนกัน

เอกไม่เคยเห็นนายหัวเขมของเขาติดใจใครเท่าคนนี้มาก่อนเลย ทั้งที่ปากบอกว่าเกลียดและจับตัวเพื่อมาแก้แค้นแทนว่าที่คู่หมั้นสาว ผู้หญิงที่นายหัวสนิทที่สุดเพียงคนเดียว ถึงกับยอมรับปากที่จะหมั้นหมายและแต่งงานกับเธอหลังจากที่เรียนจบแต่แล้วทุกอย่างก็ล่มสลาย

นายหัวเขมเข้าใจว่าชายหนุ่มหน้าตาดีแต่นิสัยเป็นคนเพลย์บอยที่ถูกขังอยู่ในถ้ำนั้นเป็นต้นเหตุที่ทำให้น้ำตาลของเขาฆ่าตัวตายพร้อมกับลูกในท้องที่มีอายุครรภ์สามเดือนโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า...ใครคือพ่อเด็กในท้อง

แต่ทว่า...เหตุไฉนคนจับ กลับมาคลุกกับศัตรูที่หมายหัวไว้ด้วยกันทั้งคืน อีกทั้งยังมีท่าทางเหนื่อยล้าเดินออกมานั่นอีก ไม่บอกก็รู้ว่าคนด้านในนั้นต้องมีอะไรดีแน่นอน ถึงได้เอานายเขาอยู่หมัด อยู่ยาวจนกระทั่งสายของอีกวัน...ทั้งที่เขมราชไม่เคยนอนค้างอ้างแรมกับคู่นอนคนไหนเลย

เรื่องอย่างว่าไม่ใช่แค่ตนที่รู้ แต่ทุกคนที่นี่ต่างก็รู้ดีว่า...นายหัวของพวกเขาเป็นเกย์

แต่ถึงกระนั้นพวกตนและลูกน้องคนอื่นไม่เคยหมดศรัทธา เขมราชยังเป็นเจ้านายที่ลูกน้องต่างก็ให้ความเคารพยำเกรง แม้หน้าตาเจ้านายหนุ่มจะดุโหดร้ายน่ากลัวมากแค่ไหนยามอยู่ต่อหน้าลูกน้อง นายหัวเขมราชเป็นคนจำพวกอารมณ์ร้ายจุดเดือดต่ำ แต่ทว่าลึกๆข้างในนั้นแล้วเป็นคนที่มีจิตใจดีช่วยเหลือคนอ่อนแอกว่าเสมอ 

"ไอ้เอก"

หลังจากที่ขึ้นมานั่งอยู่บนรถโฟวิลยกสูงตามลำพัง เขมราชก็ยิงคำถามที่สงสัยกับมือขวาของตัวเองทันทีที่รถเคลื่อนตัวออกมาจากหน้าบริเวณหน้าปากถ้ำ สายตาดุจเหยี่ยวสีน้ำตาลเข้มมองกระจกส่องหลังอย่างไม่ไว้ใจเท่าไหร่ 

"ครับ" 

เอกมองสบตากับเจ้านาย ทั้งคู่สบตากันทางกระจกส่องหลัง ก่อนที่พลขับจะเลิกคิ้วเข้าหากันเมื่อเห็นว่านายดูมีสีหน้ากังวล ราวกับมีเรื่องกวนใจให้ต้องคิด

"มึงรับลูกน้องเข้ามาใหม่เหรอ ทำไมกูไม่เคยเห็น"

เขมราชถามพลางมองตรงไปข้างหน้าคิ้วเข้มกับสายตาคมที่รับกันนั้นกำลังขมวดเข้าหากันแน่นราวกับมีเรื่องต้องคิด เขมราชเชื่อมือเอกในการทำงาน เรื่องคัดสรรคนเข้าทำงานก็ด้วย เขาปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเอกและหัวหน้าคนงาน โดยเอกจะรายงานให้ทราบทันทีที่มีการรับพนักงานใหม่เข้ามา แต่ทำไมรอบนี้เขาถึงไม่รู้เรื่อง แต่มั่นใจได้ว่าไม่เคยเห็นหน้าคนงานรูปร่างสูงใหญ่คนนั้นมาก่อนเลย

"อ่อ ไซด์งานของไอ้ยักษ์มันหาคนมาทำแทนลูกน้องของมันที่ลาพักเพราะว่าเมียมันคลอดลูกครับนายหัว แค่ชั่วคราวผมก็เลยไม่ได้รายงานนายหัวครับ" เอกรีบตอบเจ้านายเพื่อให้คลายความสงสัย 

"อืม ถ้าอย่างนั้นมึงก็จับตาดูมันไว้ด้วยละกัน กูรู้สึกว่ามันดูหลุกหลิกชอบกลไม่น่าไว้วางใจสักเท่าไหร่" นายหัวเขมบอกไปตามความรู้สึกและมักจะแม่นยำตลอดทุกคนรู้ดี 

"ครับนายหัว"

ใช้เวลาเกือบชั่วโมง เอกก็ขับรถพานายหัวรูปหล่อหน้าตาคมเข้มของตนมาถึงคฤหาสน์หรูที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองตรังตามคำสั่งของนายหัวใหญ่และนายหญิงได้สำเร็จ หลังจากที่ผู้เป็นบุพการีพยายามกดโทรศัพท์ติดต่อเป็นหลายสิบสาย และข้อความที่ส่งไปหาลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวอีกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมาให้คลายความกังวลใจเลย

เขมราชเดินหน้าตึงเข้ามาในตัวบ้าน ก่อนจะเลื่อนสายตามองไปเห็นบุพการีทั้งสองที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร กำลังรอการกลับมาของเขาอยู่ตามที่ลูกน้องคนสนิทรายงานไว้ก่อนหน้าแล้ว

"วันนี้มีเวลาอยู่กับเมียได้ด้วยเหรอครับ" ประโยคทักทายแรกก็ทำเอาผู้เป็นแม่ยิ้มชอบใจ แต่คนถูกถามหน้าตึงโดยไม่ต้องพึ่งโบท็อก

"แกไม่ต้องทำเฉไฉ ทำไมแกถึงไม่กลับบ้าน หายไปไม่รับโทรศัพท์ เห็นไหมว่าฉันกับแม่แกโทรหาตั้งไม่รู้กี่สาย ทำไมชอบทำตัวน่าสงสัยขึ้นทุกวัน"

"ผมเพิ่งไปทำงานตามคำสั่งเมียพ่อมานะ" เขมราชแก้ตัวน้ำขุ่น 

"หมายถึงเมื่อคืนนี้ไม่ใช่ก่อนหน้านี้"

"พ่อจะเอาตั้งแต่ตื่นนอนเลยไหม ผมจะได้เรียบเรียงได้ถูก ทำไมผัวแม่คนนี้ถึงได้สอบสวนเก่งนักล่ะครับ" 

ประโยคหลังหันไปถามผู้เป็นมารดาโดยที่เจ้าของคำถามไม่ได้ต้องการคำตอบสักเท่าไหร่ ส่วนผู้เป็นแม่ก็ได้แต่นั่งยิ้มขำ ไม่ว่าจะเป็นตอนเขมราชเป็นเด็กหรือว่าตอนโตเป็นผู้ใหญ่ดูเหมือนผู้เป็นพ่อจะยุ่งวุ่นวายกับชีวิตเจ้าลูกชายเพียงคนเดียวอยู่ตลอด จนกลายเป็นคู่กัดกันไปแล้ว อาจเป็นเพราะนิสัยของเขมราชทำให้แทนคุณเป็นห่วงมาก

"ตั้งแต่เกิดเรื่องแกดูแปลกไป ขึ้นกรุงเทพบ่อยขึ้น นี่แกคงไม่ได้กำลังคิดจะทำเรื่องชั่วอยู่ใช่ไหม" 

แทนคุณหรี่ตามองลูกชายอย่างจับผิด เขมราชสบตากับผู้เป็นบิดาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นก่อนจะหลบสายตามองข้าวที่แม่บ้านตักมาวางไว้ตรงหน้า

"ผมขึ้นกรุงเทพฯก็เพราะไปเรื่องงานให้เมียพ่อ อย่ามองผมในแง่ลบนักสิครับ แล้วนี่พ่อเข้าใจว่าผมสามขวบหรือไง ผมอายุปาไปสามสิบแล้วนะ เมื่อไหร่จะเลิกยุ่งกับผมสักที"

เขมราชตอบไปเสียงเนือย เขาเหนื่อยอยากพักมากกว่าจะมานั่งเล่นถามตอบกับพ่อจอมจุกจิกและยังเป็นพวกนักสืบโคนันชอบสืบนั่นนี่จับผิดเขาอยู่ร่ำไป

"นี่พอกันเลยทั้งพ่อทั้งลูก หยุดพูดแล้วก็กินข้าว แม่แบกท้องรอนานแล้ว นายก็ด้วยแทนคุณ" 

คนดีผู้เป็นแม่และเป็นนายหญิงใหญ่ที่สุดของที่นี่ ปรามพ่อลูกเสียงขุ่น ทำให้สงครามน้ำลายของสองพ่อลูกยุติลงฉับพลัน เพราะใครก็รู้ว่านายใหญ่รักและเกรงใจนายหญิงที่สุด ส่วนนายหญิงก็รักและตามใจลูกชายคนเดียวมากเช่นกัน

หลังจากทานข้าวเสร็จชายหนุ่มผู้เป็นทายาทรับช่วงกิจการทั้งหมด ทั้งเหมืองแร่ สวนยาง รวมทั้งสัมปทานรังนกที่ใหญ่ที่สุดก็ขึ้นห้องนอนทันทีด้วยความเหนื่อยล้า เขาเหนื่อยและเพลียเกินกว่าจะคิดอะไรในตอนนี้ ความรับผิดชอบเรื่องงานที่แบกรับมากมาย และเรื่อง....

จริงสินะ...ป่านนี้ไอ้หนุ่มเมืองกรุงคนนั้นจะตื่นหรือยัง หลังจากที่เขาข่มเหงรังแกมันทั้งคืนจนรุ่งสาง เขาขึ้นกรุงเทพฯบ่อยขึ้นเพื่อสืบเรื่องราวของน้ำตาลอยู่หลายเดือน ด้วยเพราะเขาไม่ได้ใช้คนของคุณตา หรือคุณลุงในวนารมย์กรุ๊ป เพราะกลัวจะว่าพวกท่านจะรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร 

เขมราชจึงตัดสินใจสืบเองอย่างลับๆกับลูกน้องคนสนิท จึงได้รู้ว่าน้ำตาลกับหนุ่มเพลย์บอยคนนั้นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ทั้งที่น้ำตาลเป็นหญิงสาวที่สดใส หน้าตาดี และเรียบร้อย คงเพราะชายหนุ่มคนนั้นเอาความหล่อหน้าตาดีกับคำพูดหวานหูเข้าล่อ จึงทำให้หญิงสาวที่แสนใสซื่อหลงกลไปกับน้ำคำหลวกลวงพวกนั้น เขมราชตามติดชีวิตของ แผ่นดิน จึงได้รู้ว่าชายหนุ่มคนนี้มีฐานะร่ำรวย เป็นถึงทายาทธุรกิจการบินที่ใหญ่ที่สุด เป็นหนุ่มหล่อหน้าตาดีและยังมีคู่นอนไม่ซ้ำหน้า เขารอจนกระทั่งอีกฝ่ายฝึกงานเสร็จและออกมาจากความคุ้มครองของ ธนพัฒน์ภูวดล รอจนกระทั่งมีจังหวะ จึงได้จับตัวมา ชายหนุ่มค่อยๆหลับตาลงเมื่อความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำจนในที่สุดก็เข้าสู่ห้วงนิทรา

@แผ่นดิน

"อ๊ะ" 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็พบสารร่างตัวเองว่ายังเปลือยกายล่อนจ้อนอย่างน่าอนาถ ผมพยายามกัดฟันขยับร่างกาย ปวดระบมไปทั่วกาย อากาศในนี้ทั้งอับชื้นและหนาวเหน็บ ไอ้เวรนั่นมันเสร็จกิจสมใจอยากก็จากไปอย่างไม่คิดที่จะเหลียวแล อย่างน้อยก็น่าจะมีน้ำใจใส่เสื้อผ้าให้ผมสักนิด ผ้าห่มสักผืนให้คลุมกายก็ไม่มี หนาวก็หนาว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่น้ำสักหยดก็ไม่ตกถึงท้องโคตรจะแล้งน้ำใจ 

"ไอ้คนใจมาร”

ผมสบถกับตัวเองเบาๆ พยายามดึงกางเกงที่ยังคาไว้ที่ขาอีกข้างที่ถูกพันธนาการไว้ที่ข้อเท้าขึ้นมาอย่างยากลำบาก เสื้อผ้าที่กระดุมขาดลุ่ยจึงได้แค่คลุมกายไม่ให้อุจาดตาจากรอยขบกัดที่แดงช้ำไปทั่วทั้งร่างจากคนบ้ากาม ช่องทางด้านหลังระบมจนไม่สามารถขยับพลิกกายได้ ผมนอนอยู่ในท่าเดิมๆจนเกิดอาการเหน็บชา มันโคตรจะทรมานราวกับตายทั้งเป็น มองหาใครสักคนเพื่อขอความช่วยเหลือก็ไม่มี 

"มีใครอยู่ไหม..." 

ผมอยากตะโกนออกไปจนสุดเสียงหากแต่ลำคอกลับแห้งผากจนไม่อาจจะเปล่งเสียงออกมาได้อย่างที่ใจต้องการ ได้แต่ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ลำคอแห้งผากจนน้ำลายแทบไม่มีจะกลืน

เสียงดังกุกกักด้านนอกทำให้คนที่หมดอาลัยตายอยากอย่างผมค่อยมีความหวังขึ้นมา

"ใครนะ..ใครอยู่ตรงนั้น" 

ผมพยายามใช้เสียงที่มีอันน้อยนิดตะโกนออกไปอย่างยากลำบาก พยายามหาสิ่งของที่อยู่ใกล้มือโยนให้เกิดเสียง จนในที่สุดก็เป็นผล เมื่อมีเด็กหนุ่มหน้าตาดีท่าทางกวนๆหน่อย รูปร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาอย่างกล้าๆกลัวๆ

"จะหนีเหรอ" คำถามที่ผมได้ยินแล้วถึงกับต้องมองบน ไอ้เด็กเวรนี่ไม่บ้าก็โง่

"กูจะหนียังไงได้ในเมื่อพวกมึงล่ามขากูไว้" ผมเปล่งเสียงออกไปอย่างยากลำบาก

"เออ..ก็จริง"

"มานี่ดิ มาช่วยกูขยับตัวที กูอยากเข้าห้องน้ำ" ผมกวักมือเรียกให้เข้ามาหา

"ไม่ได้! นายบอกว่าไม่ต้องดูแล แค่ดูว่าไม่ให้คุณหนีเท่านั้น" คนตอบบอกหน้าซื่อ

"แล้วมึงจะให้กูขี้ปี้นอนมันตรงนี้หรือไง มาไขกุญแจข้อเท้าออกแล้วพยุงกูเดี๋ยวนี้เลย จะราดแล้วเนี่ย เร็ว! " 

ผมบอกไปอย่างหงุดหงิด ตอนนี้ผมอยากปลดทุกข์ หิวน้ำก็หิว ข้าวสักคำก็ยังไม่ตกถึงท้องหิวจนแสบท้องตาลายไปหมดแล้ว แต่ไอ้เด็กตรงหน้ากลับทำหน้าเลิ่กลั่ก ท่าทางจะกลัวคนที่เป็นนายอยู่ไม่น้อย แต่สายตาที่มองผมนั้นก็พอจะดูออกว่าน้องมันคงตกใจอยู่ไม่น้อยที่เห็นผมอยู่ในสารร่างนี้ 

"ตะ..แต่ว่า" 

"กูไม่หนี ไม่ทำให้มึงเดือดร้อนหรอกน่า ตอนนี้จะขยับตัวลุกขึ้นนั่งกูยังทำไม่ได้ แล้วจะหนีได้อย่างไร ทำไมไม่รู้จักคิด" ผมว่าเด็กไปอย่างหัวเสีย ผมจะฉี่ราดอยู่รอมร่อแต่มันยังยืนเกาหัวแกรก 

“ปัดโธ่โว้ย!”

"กะ.. ก็ได้แต่คุณห้ามหนีนะ ไม่งั้นผมหัวขาดแน่" 

ผมเชื่อสนิทใจว่าไอ้บ้านั่นทำได้อย่างแน่นอน เอาเถอะผมไม่สร้างความเดือดร้อนให้เด็กคนนี้แน่... แค่ผมจะหายใจมีชีวิตของตัวเองยังยากลำบากเลย แล้วจะคิดการใหญ่หนีจากเงื้อมมือของมัจจุราชร้ายอย่างมันคงไม่ทาง

"ชื่ออะไรเรา ส่วนกูชื่อแผ่นดินหรือเรียกว่าดินก็ได้" 

ผมเริ่มแสดงความเป็นมิตรไอ้เด็กหน้าซื่อคนนี้ไม่น่าจะมีพิษมีภัยท่าทางดูจิตใจดีจากสายตาที่มองมาที่ผม บีเดินมาไขกุญแจปลดพันธนาการออกจากข้อเท้าจนเห็นว่ามีรอยแดงชัดเจน

"อ๊ะ.. ช้าๆกูเจ็บ" 

มันเข้ามาพยุงผมแล้วเอาแขนผมคล้องคอมันไว้ รูปร่างผมใหญ่และสูงกว่าจึงทุลักทุเล กว่าจะดึงผมขึ้นยืนได้สำเร็จก็เอาล้มลุกคลุกคลานอยู่พอสมควร

"เรียกผมว่าบี แล้วนี่คุณถูกนายหัวซ้อมทั้งคืนเลยเหรอ" 

ผมชะงักไม่แน่ใจกับคำถามกำกวมกับคำว่า ซ้อมทั้งคืน แต่พอเห็นสายตาพราวระยับก็รู้ทันทีว่าซ้อมทั้งคืนของมันคงหมายถึงเรื่องอย่างว่า ไอ้เด็กบ้านี่เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

"แล้วมึงคิดว่าไงเห็นสภาพกูไหม.. นายหัวพวกมึงเป็นสัตว์ เป็นพวกซาดิสม์" ผมตอกมันกลับไป สภาพผมตอนนี้ราวกับผีดิบเดินได้ผิวขาวเนียนละเอียดเต็มไปด้วยร่องรอยดูดกัด ริมฝีปากบางบวมเจ่อแห้งผากได้เพียงเลียริมฝีปากตัวเองไว้ หน้าคงซีดเป็นไก่ต้ม รู้สึกเนื้อตัวเหม็นจนจะทนไม่ไหว คราบน้ำกามเกรอะกรังเหนียวหนืดคาวคลุ้ง

"อย่ามาว่านายผมนะ" ไอ้เด็กบ้าหันขวับสู้กลับทันที ว้อย!! ผมจะบ้า

"เออ.. นายมึงมันผู้วิเศษเป็นเทพเทวดา" ผมประชดขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงเก็บแรงเอาไว้ยามจำเป็นจะดีเสียกว่า

"ผมจะพาพี่ดินไปปลดทุกข์ นายให้ผมดูแลพี่เขา" พอลากกันออกมาถึงปากถ้ำก็เจอชายฉกรรจ์อีกสามคนที่เดินมาขวางหน้าพวกเราไว้ 

"เออ แล้วมึงอย่าพามันไปไกลล่ะ ปล่อยมันแถวๆนี้แหละ" 

ผมสำรวจรอบปากถ้ำบริเวณนี้ไม่ใช่ป่ารกชัฏ เพราะเห็นร่องรอยของรถยนต์วิ่งผ่านเข้ามาได้แต่น่าจะต้องเป็นคนชำนาญเส้นทางมากทีเดียวถึงจะขับเข้ามาในนี้ และจากที่เห็นโดยรอบมีแต่ผืนป่าต้นไม้ใหญ่น้อยล้อมรอบยากที่จะหลบหนี อีกทั้งผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่เป็นที่ไหนของประเทศไทยแต่จากสำเนียงของพวกมันก็พอเดาได้ว่าน่าจะเป็นจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งในภาคใต้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป