บทที่ 10 บท 5.1

“เธออยากได้ความสุกระดับไหนดี?”

“….”

“หรือจะเอาแรร์แบบฉัน?”

“ผม…ผมเอาเป็นความสุกที่สุดครับ” ใบว่านเงยหน้าขึ้นไปบอกบริกรด้วยท่าทีตื่น ๆ เมื่อเวลาต่อมาเชฟและบริกรได้เดินทางขึ้นมายังชั้นบนแห่งนี้เพื่อจัดเตรียมดินเนอร์ให้ จนในที่สุดมันก็เกิดเป็นภาพการดินเนอร์หรูอยู่บนชั้นสูงสุดของโรงแรม ไม่มีเสียงสนทนาที่วุ่นวาย ไม่มีผู้คนแปลกหน้าเดินผ่านไปมา มีเพียงแค่ใบว่านและคุณเกื้อเท่านั้น

“ดูเธอประหม่ากว่าวันแรกที่เราเจอกันอีกนะ” ขณะที่ต่างฝ่ายต่างนั่งมองเชฟลงมือปรุงอาหารอย่างพิถีพิถัน คุณเกื้อที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันก็คุยกับใบว่านด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

“ไม่นะครับ ผมว่าคุณเกื้อรู้สึกไปเอง” ใบว่านปฏิเสธกลับไป พร้อมพยายามเก็บซ่อนความประหม่าที่อีกฝ่ายกล่าวถึงเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย เนื่องจากจู่ ๆ เขาก็เกิดกลัววว่าคุณเกื้อจะใช้ความประหม่าที่ใบว่านกำลังมีเอาเปรียบกัน

เพราะคุณเกื้อในวันนี้ ดูไม่เหมือนคุณเกื้อในวันนั้นเลย หรือเพราะอีกฝ่ายยังโกรธเคืองที่ถูกใบว่านไล่กลับบ้านตั้งแต่วันนั้นก็ไม่รู้

“เห็นคุณกานต์บอกว่าวันนี้ที่คุณเกื้อเรียกผมออกมาเจอ เพราะคุณเกื้ออยากคุยเรื่องการแลกเปลี่ยนกับผม ไม่ทราบว่าคุณเกื้ออยากให้ผมรับใช้เรื่องอะไรเหรอครับ” ใบว่านตัดสินใจเข้าประเด็นอย่างตรงไปตรงมา แต่ดูเหมือนคุณเกื้อจะไม่ให้ความร่วมมือเลยแม้แต่นิด

“เรายังไม่ได้เริ่มมื้อดินเนอร์กันเลยนะ ทำไมนายถึงรีบนักล่ะ”

“….”

“รออาหารมาเสิร์ฟก่อนสิ เพราะมาถามแบบนี้มันดูเสียมารยาทนะ” อีกฝ่ายพูดต่อทั้งรอยยิ้ม แต่ทว่าคำพูดและการแสดงออกกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

“แล้วนี่จัดการเรื่องธุระของพ่อเธอเสร็จหรือยัง” คุณเกื้อถามต่อ ขณะที่อีกฝ่ายหันกลับไปให้ความสนใจกับการปรุงอาหารอีกแล้ว

“เรียบร้อยหมดแล้วครับ”

“ดี… จะได้ไม่ต้องมาติดนั่นติดนี่อีก” สิ้นเสียงของคุณเกื้อ ภาชนะใบเล็กที่เขาเรียกกันว่าออเดิร์ฟก็ถูกบริกรนำมาวางไว้ตรงหน้าพอดี ซึ่งมันก็ดูเหมือนจะเป็นหอยอะไรสักอย่าง คลับคล้ายคลับคลาเหมือนใบว่านจะเคยเห็นมันมาก่อน ต้องใช่แน่ ๆ

“นี่มันหอยเชอรี่เหรอครับ” ใบว่านถามออกไปอย่างซื่อ ๆ เมื่อเขานึกไปถึงภาพตอนที่มันอยู่ในเมนูส้มตำป่าที่มักจะตั้งขายอยู่ตามตลาดนัด

“ไม่ใช่นะครับ” บริกรที่กำลังดูแลความเรียบร้อยบนโต๊ะอาหารให้รีบพูดขึ้นโดยพลัน และอธิบายต่อให้ใบว่านเข้าใจเสียใหม่ “มันคือหอยแอสการ์โกหรือหอยทากฝรั่งเศสที่มีฟาร์มเลี้ยงอย่างดีครับ ไม่ใช่หอยเชอรี่”

“อ—อ๋อ ขอโทษด้วยครับ” พูดจบ ใบว่านก็รีบผงกหัวเชิงขอโทษขอโพยยกใหญ่ เมื่อเขารู้สึกว่าคำถามของตัวเองมันเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ ทั้งที่ก่อนจะถามออกไป ใบว่านก็มั่นใจมากแล้วเชียวว่านี่คือหอยเชอรี่

“เธอเล่นมุกเหรอ” คุณเกื้อที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันถามขึ้น

“….”

“ไม่ใช่มุกสินะ งั้นแสดงว่าที่ถามแบบนี้เธอคงไม่รู้ว่าเรากำลังทานอาหารฝรั่งเศสกัน”

“ครับ ผมไม่รู้” ใบว่านยอมรับตามตรง เพราะวันก่อนเขาเพิ่งจะกินข้าวคลุกน้ำพริกกะปิพร้อมไข่ต้มไปแท้ ๆ แล้วเขาจะมารู้จักพวกอาหารฝรั่งเศสอะไรแบบนี้ได้ยังไง

“อืม ฉันก็พอเข้าใจได้นะ” คุณเกื้อตอบกลับมา พลางละเมียดละไมจัดการอาหารเรียกน้ำย่อยในส่วนของตัวเอง ซึ่งหลังจากที่จัดการอาหารเรียกน้ำย่อยพอเป็นพิธีแล้ว ลำดับต่อมาบริกรก็นำซุปมาเสิร์ฟและตามมาด้วยอาหารจานหลักที่เป็นสเต็กเนื้อวัวอย่างดี แล้วพอถึงจานนี้ ใบว่านจึงถามเรื่องธุระออกไปอีกครั้ง

“ตกลงเราจะเริ่มคุยเรื่องนั้นได้หรือยังครับ” ทันทีที่ใบว่านถามออกไปอย่างนั้น มือของคุณเกื้อที่กำลังหั่นเนื้อสเต็กก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ต่อมาอีกฝ่ายจะพูดขึ้น

“ได้สิ เราเริ่มคุยกันเลยก็ได้”

“….”

            “เดี๋ยวเธอจะไปอยู่กับฉันนะ”

            “ครับ?”

            “จะทำหน้าแปลกใจอะไร ก็ตามสัญญาไง” คุณเกื้อพูดต่อทั้งหน้านิ่ง แต่ใบว่านก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าสัญญาฉบับไหน เพราะเขายังไม่เคยลงนามในสัญญาอะไรเลย

            “สัญญา…สัญญาอะไรเหรอครับ ผมไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย”

            “ก็สัญญาฉบับนี้ไง เธอเป็นคนเซ็นเองไม่ใช่เหรอ?” คราวนี้คุณเกื้อไม่พูดเปล่า แต่อีกฝ่ายยังรับซองเอกสารสีน้ำตาลมาจากคนของเจ้าตัวด้วย ซึ่งคุณเกื้อก็ไม่ได้ส่งมาให้ใบว่านดูอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่อีกฝ่ายทำเพียงแค่เปิดเอาเอกสารจากในซองมาชูให้ใบว่านดูเท่านั้น

            “นี่ไง… เอกสารฉบับนี้ เธอพอจะจำได้หรือยัง”

            “สัญญานี้ มันไม่ใช่เอกสารที่ผมเซ็นมอบอำนาจให้คุณกานต์ไปจัดการเรื่องของพ่อไม่ใช่เหรอครับ”

            “เหรอ ฉันว่าเธอน่าจะเข้าใจผิดไปนะ เพราะเอกสารที่กานต์ให้เซ็นวันนั้นมันมีสองฉบับ” คุณเกื้อเอ่ย โดยนั่นก็ทำให้ใบว่านนิ่งไปพักหนึ่ง เมื่อเขากำลังนึกย้อนไปถึงวันเซ็นเอกสารให้คุณกานต์ตอนที่อยู่โรงพยาบาล

            “น—นี่คุณกับคุณกานต์หลอกผมเหรอครับ”

            “ไม่ได้หลอก แต่เพราะเธอสะเพร่าเองต่างหาก”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป