บทที่ 5 บท 2.2

“แล้วนี่….พ่อเธอจากไปกะทันหันแบบนี้ เธอจะทำยังไงต่อ” เมื่อใบว่านรับแขกเสร็จ ขณะที่กำลังนั่งฟังสวดอยู่ข้างกัน คุณเกื้อก็ถามขึ้นเสียงเบาหวิว จงใจจะให้ได้ยินกันแค่สองคน

            “ก็คงทำเหมือนเดิมแหละครับ”

            “เหมือนเดิม? ยังไง” อีกฝ่ายถามอย่างไม่เข้าใจแล้วพูดต่อ “ฉันหมายถึงการใช้ชีวิตของเธอนะ ค่ากินค่าอยู่เวลาที่ต้องไปเรียนหนังสือ เพราะปกติฉันให้เธอเดือนละห้าพันไม่รวมค่าเทอม มันพอเหรอ”

            “พอสิครับ”

            “….”

            “ถ้าไม่พอ เดี๋ยวผมไปทำงานพิเศษเพิ่มเติมก็ได้ไม่เห็นเป็นไรเลย” ใบว่านเอ่ย ซึ่งเขาก็คิดว่าการจากไปแบบกะทันหันของพ่อ มันไม่ได้ทำให้ลำบากมากนัก ชีวิตเขาอาจติดขัดในช่วงแรกแต่ใบว่านคิดว่าเขาสามารถปรับตัวและรับมือกับมันได้

            “อีกอย่าง… เดี๋ยวเทอมหน้าผมก็ได้ฝึกงานแล้ว หลังจากนั้นผมก็เรียนจบ มันเลยไม่ได้เป็นปัญหาเท่าไร”

            “แล้วเธอเรียนคณะอะไรนะ” คุณเกื้อถามต่อ

            “เรียนบัญชีครับ” ใบว่านบอกกลับไป โดยนั่นก็ทำให้คุณเกื้อนิ่งไปครู่หนึ่งคล้ายกำลังคิดอะไรในหัว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

            เพราะเพิ่งจะมาเจอหน้ากันครั้งแรกก็ตอนงานศพพ่อ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรอยู่แล้ว หากความอึดอัดจะก่อตัวขึ้นระหว่างทั้งคู่

            ต่อมา เมื่อคุณเกื้อถามไถ่ความเป็นไปในหลังจากนี้ของใบว่านเสร็จแล้ว ความเงียบก็เข้าปกคลุมทั้งสองทันที คล้ายกับไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องคุยกันอีก ซึ่งส่วนตัวใบว่านเองก็อยากจะเป็นฝ่ายชวนคุณเกื้อคุยเหมือนกัน แต่เพราะเขาไม่รู้ว่าสามารถพูดคุยกับอีกฝ่ายได้มากแค่ไหน สุดท้ายใบว่านจึงต้องเลือกที่จะนั่งนิ่ง ๆ ราวกับคนไม่มีเสียงแทน

            “เธอคุยไม่เก่งเหรอ หรือว่าเธอกลัวฉัน” เป็นอีกครั้งที่คุณเกื้อเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน

            “เปล่านะครับ ผมไม่ได้กลัวคุณเกื้อ” ใบว่านรีบปฏิเสธทันที แม้ตอนแรกเขาจะแอบหวั่นใจกับอีกคน เพราะสายตาคุณเกื้อดูเย็นชาเหมือนมนุษย์ที่ไม่มีความรู้สึก แต่ตอนนี้ใบว่านไม่ได้นึกกลัวแล้ว

            “งั้นเหรอ สงสัยฉันคงคิดมากไปเอง” คุณเกื้อตอบกลับมา และในระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังพูดนั้น ใบว่านก็สังเกตเห็นว่าบนใบหน้าหล่อเหลาของคุณเกื้อกำลังมีรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นอยู่

            “ยังไงว่านก็ขอบคุณคุณเกื้อมากเลยนะครับ ที่อุตส่าห์เป็นธุระเข้ามาช่วยจัดการเรื่องงานศพของพ่อให้”

            “….”

            “ถ้าคุณเกื้ออยากให้ว่านรับใช้อะไร คุณเกื้อก็สามารถบอกว่านได้เลยนะครับ ว่านทำได้หมดเลยทั้งเรื่องงานบ้าน งานสวน หรือจะงานช่างก็ได้นะครับ ถ้าคุณเกื้ออยากได้ลูกน้องก็สามารถบอกได้เลย”

            “ฮ่า ๆ แล้วฉันจะอยากได้คนสวนคนทำงานบ้านไปทำไมล่ะ ในเมื่อฉันมีคนที่ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว” คุณเกื้อตอบกลับมา โดยนี่ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ใบว่านได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มต่ำของอีกฝ่าย แล้วเพราะคุณเกื้อบอกอย่างนั้น ใบว่านจึงถามต่ออย่างไร้เดียงสา

            “ถ้างั้นคุณเกื้ออยากได้อะไรเหรอครับ”

            “ไว้ฉันจะบอกอีกทีก็แล้วกัน”

            “….”

            “แต่ตอนนี้ฉันอยากให้เธอคิดว่าที่ฉันช่วยเธอ นั่นก็เพราะฉันอยากช่วยมากกว่านะ ไม่ใช่เพราะต้องการผลประโยชน์จากเธอ” พูดจบ คุณเกื้อก็จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของใบว่านราวกับต้องการจะสื่อบางอย่าง และในเวลาเดียวกันนั้นพระก็สวดเสร็จพอดี

            “แล้วนี่เธอจะกลับยังไง” คุณเกื้อถาม เพราะเดี๋ยวพวกเขาก็ต้องแยกย้ายกันแล้ว

            “อ๋อ ผมนั่งวินมาครับ เดี๋ยวตอนกลับก็โทรเรียกให้เขามารับ”

            “ถ้าอย่างนั้น เธอก็ให้ฉันไปส่งสิ” คุณเกื้อเสนอตัว ซึ่งนั่นก็ทำให้ใบว่านชะงักไปเล็กน้อย เนื่องจากไม่คิดว่าคุณเกื้อจะขันอาสาไปส่งกัน

            “….”

            “จะได้ไม่ต้องเปลืองเงินไง”

            “แต่ผมเกรงใจคุณเกื้อไงครับ”

            “บ้านเธออยู่ไกลจากวัดมากเลยเหรอ” อีกฝ่ายถามต่อ

            “ไม่ครับ”

            “ถ้างั้นก็ไม่ต้องเกรงใจหรอก มันเรื่องเล็กน้อย”

            เพราะไม่กล้าปฏิเสธคุณเกื้อ สุดท้ายใบว่านจึงต้องนั่งรถของอีกฝ่ายเดินทางกลับมายังบ้านพักของตัวเอง โดยตลอดทั้งการเดินทาง แม้ระยะทางมันจะไม่ได้ไกลกันมากนัก แต่ใบว่านกลับรู้สึกว่ามันยาวนานเหลือเกิน ซึ่งก็อาจเป็นเพราะความอึดอัดที่ฟุ้งกระจายไปทั่วรถ

            และก็อาจมีแค่ใบว่านเท่านั้นที่รู้สึกถึงมัน

            “นี่ใช่ไหม… บ้านของเธอ” คุณเกื้อถามอีกหน หลังคนขับรถได้มาชะลอจอดที่บ้านสภาพซอมซ่อของใบว่านแล้ว

            “ใช่ครับ นี่บ้านผม” ใบว่านพยักหน้ารับอย่างช้า ๆ พลางปลดสายรัดนิรภัยออกให้พ้นตัว แต่ยังไม่ทันที่ใบว่านจะได้ก้าวเท้าลงจากรถ เสียงของคุณเกื้อก็ดังขึ้นเสียก่อน

            “กานต์ น้ำเปล่าบนรถเรายังเหลือหรือเปล่า ฉันหิวน้ำ”

            “หมดแล้วครับคุณเกื้อ แม่บ้านยังไม่ได้เอามาเติมให้”

            “แย่เลย…” คุณเกื้อพึมพำแล้วหันสายตามองมาที่ใบว่าน ก่อนที่ต่อมาอีกฝ่ายจะเรียกชื่อกัน “ใบว่าน”

            “ครับ?”

            “พอดีฉันอยากกินน้ำ งั้นฉันขอเข้าไปกินน้ำของเธอได้ไหม” คุณเกื้อเอ่ยขอเสียงนิ่ง ซึ่งความหมายของอีกฝ่ายก็คงจะหมายถึงเข้าไปกินน้ำในบ้านนั่นแหละ แต่คุณเกื้อน่าจะใช้คำพูดผิดไปเสียหน่อย ความหมายมันก็เลยผิดเพี้ยนไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป